logo

          ภาษีย้อนหลัง ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่หลายคนอาจจะเคยได้ยิน แต่ไม่เข้าใจว่าร้ายแรงอย่างไร ซึ่งการจ่ายภาษีจะเกิดขึ้นเมื่อมีรายได้ ที่ปกติจะเรียกเก็บเป็นรายบุคคล หรือองค์กรณ์ โดยหากเราเป็นเด็กจบใหม่ที่เริ่มต้นเข้าทำงานใหม่ ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องยื่นภาษี แม้ว่าช่วงรายได้จะยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีก็ตาม ซึ่งถ้าหากไม่จ่ายภาษีหรือไม่ได้ไปยื่นภาษีตามกำหนดก็อาจมีโอกาสที่จะโดนตรวจสอบเจอและโดนสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง เป็นหลักล้านได้เลยทีเดียว โดยสาเหตุของการโดนเก็บภาษีย้อนหลังจะประกอบไปด้วย การยื่นภาษีไม่ตรงเวลาที่กำหนดในแต่ละปี งบการเงินหรือรายงานด้านการเงินที่ส่งยื่นให้กับสรรพากรมีความผิดปกติ ทำให้สรรพากร ต้องเข้ามาตรวจสอบย้อนหลังใหม่อีกครั้ง รวมไปถึงการจ่ายภาษีไม่ครบก็จะทำให้เสียภาษีย้อนหลังได้ด้วยเช่นกัน

. . . . . . . . . .

ยื่นภาษีย้อนหลังด้วยตัวเองทำได้อย่างไรบ้าง

ยื่นภาษีย้อนหลังด้วยตัวเองทำได้อย่างไรบ้าง

ภาษีย้อนหลังสำหรับบุคคลธรรมดาผู้มีรายได้

          สำหรับการยื่นภาษีที่ต้องชำระย้อนหลังสำหรับผู้มีรายได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา สามารถทำได้แต่จะต้องเตรียมเอกสารไปเผื่อให้พร้อม สำหรับในบางครั้งที่เจ้าหน้าที่สรรพากรอาจจะเรียกหาเอกสารเหล่านั้น เพราะหากเตรียมเอกสารไปไม่พร้อมตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้เสียเวลาทำเรื่องยื่นภาษีที่ล่าช้าไปอีกนั่นเอง สำหรับเอกสารที่ต้องนำไปยื่นกับสรรพากรท้องที่ มีดังนี้

  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือ ใบ 50 ทวิ
  • เอกสารที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี เช่น หนังสือรับรองการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพ (ของตัวเองหรือของพ่อแม่)
  • หนังสือรับรองการจ่ายเงินปันผล
  • เอกสารการชําระดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อบ้าน
  • หนังสือรับรองการจ่ายกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ
  • เอกสารการซื้อกองทุน LTF RMF เพื่อลดหย่อนภาษี 
  • เอกสารยืนยันสิทธิ์ค่าลดหย่อนบิดามารดา (ใบล.ย 03)

โดนตรวจสอบภาษีย้อนหลังต้องทำอย่างไร?

           สำหรับขั้นตอนในการชำระภาษีและการปฎิบัติตัวเมื่อโดนสอบภาษีย้อนหลัง สามารถทำได้ดังนี้

1. ตรวจสอบรายละเอียดการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง

           ตรวจสอบรายละเอียด Statement ที่เป็นรายได้ของแต่ละปีว่ามีรายได้ทั้งหมดที่เป็นจำนวนเงินเข้าบัญชีที่เป็นตัวรายได้เท่าไหร่ เพื่อนำข้อมูลไปพูดคุยกับสรรพากรได้อย่างถูกต้อง

2. เช็ครายการภาษีของแต่ละปีว่ามียอดเงินเข้าเกิน 1.8 ล้านบาทหรือไม่

          หากในกรณีที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านต่อปี ภาษีที่นำมาจ่ายนั้นจะต้องจด VAT และต้องมีการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในทุกเดือน อีกทั้งยังจำเป็นที่จะต้องเสียภาษีเงินได้โดยแบ่งเป็นสองรอบ ทั้งครึ่งปีและปลายปี โดยการจด VAT หรือการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ก็คือการนำข้อมูลของเราเข้าระบบให้ถูกต้อง ซึ่งหากจะเริ่มจด VAT จะต้องเริ่มตั้งแต่วันที่มียอดถึง 1.8 ล้านบาท แต่หากโดนการเก็บภาษีย้อนหลัง เราจะขอแบ่งออกเป็น 2 กรณีคือ

  • สำหรับผู้ที่เคยชำระค่าภาษีมาก่อนหน้านี้แล้ว

           หลังจากที่ได้รับหนังสือแจ้งเรื่องการชำระภาษีย้อนหลังจากกรมสรรพากร หากเคยชำระค่าภาษีมาก่อนหน้านี้แล้ว ก็ให้รวบรวมหลักฐาน เอกสารต่าง ๆ ให้พร้อมเพื่อนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อหาข้อแก้ต่างหรือลดหย่อนภาษีในเบื้องต้น และสำหรับการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังสามารถเรียกเก็บย้อนหลังได้ถึง 10 ปีเลยทีเดียว

  • สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยจ่ายภาษีมาก่อนหน้านี้

           สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเสียภาษีมาก่อน ก็จะต้องชำระภาษีและค่าปรับตามยอดที่เจ้าหน้าที่บอก รวมถึงการติดต่อกับสำนักงานบัญชี เพื่อช่วยในการร่วมเข้าฟังกับกรมสรรพากรร่วมกับเราด้วย ซึ่งสำหรับการเสียค่าปรับนั้น จะต้องเสียเงินเพิ่มจากภาษีอีกเดือนละ 1.5 % โดยเริ่มนับจากวันแรกที่เลยกำหนดเวลาในการยื่นภาษีไปจนถึงวันที่ทำการชำระภาษีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้อาจจะต้องเสียค่าปรับเพิ่มเป็นจำนวนเงินอีก 1 หรือ 2 เท่า ของภาษีทั้งหมดที่ต้องจ่ายอีกด้วย

3. ทำการเจรจาเพื่อขอลดหรืองดเว้นเบี้ยปรับ

          สำหรับตัวเบี้ยปรับภาษีที่ต้องชำระย้อนหลัง เราสามารถพูดคุยกับกรมสรรพากร เพื่อขอเจรจาต่อรอง ในการลดหรือของดเว้นเบี้ยปรับได้ โดยให้เหตุผลเบื้องต้นว่ายังไม่มีความรู้ด้านภาษีที่ครบถ้วน ในบางครั้งอาจจะได้รับการงดเว้นในเรื่องของเบี้ยปรับได้ด้วยเช่นกัน แต่เงินต้นและเงินเพิ่มของภาษีไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะไม่ชำระได้

 

4. ชำระภาษีและค่าปรับย้อนหลัง

          อันดับต่อไปจะเป็นเรื่องของการจ่ายเงินค่าปรับ ที่จำเป็นจะต้องจ่ายย้อนหลังในการยื่นภาษีดังนี้

  • ผู้ที่มีรายได้ภาษีเงินได้แบบบุคคลธรรมดา หรือแบบภ.ง.ด.90/91 หรือไม่ได้ยื่นจ่ายภาษีในเวลาที่กำหนด จะต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท แต่จะสามารถขอยื่นเรื่องในการลดค่าปรับได้ และจะต้องไปทำการยื่นแบบการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่สำนักงานสรรพากรที่พื้นที่สาขาเท่านั้น
  • หากมีเงินภาษีที่ต้องชำระ การชำระภาษีล่าช้าหรือย้อนหลังนั้นจะต้องจ่ายเงินเพิ่มจากภาษีข้างต้นร้อยละ 1.5 ต่อเดือน รวมไปถึงจ่ายค่าปรับจำนวนเงินไม่เกิน 2,000 บาท ตามข้อ 1
  • หากไม่มีเงินภาษีต้องชำระ ก็จะเหลือเพียงแค่การจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 2,000 บาท ตามข้อ 1 เพียงอย่างเดียว

บทลงโทษของการเสียภาษีย้อนหลัง หากไม่มีเงินจ่ายต้องโดนอะไรบ้าง ?

บทลงโทษของการเสียภาษีย้อนหลัง

         สำหรับบทลงโทษในการโดนภาษีย้อนหลังนั้น หลายคนอาจจะรู้ในเบื้องต้นอยู่แล้วว่าจะต้องมีการเสียค่าปรับเพิ่มด้วย แต่นอกจากการเสียค่าปรับแล้วก็จะมีบทลงโทษที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการชำระภาษีล่าช้า ดังนี้

1. ยื่นแบบภาษีทันกำหนด แต่เสียภาษีไม่ครบ

         สำหรับกรณีที่มีการยื่นแบบภาษีทัน ภายในช่วงเวลาที่กำหนด แต่มีการชำระหรือเสียค่าภาษีไม่ครบจำนวน จนทำให้เกิดการเสียถาษีย้อนหลัง จะมีการคิดค่าปรับเป็นดอกเบี้ย 0.5 - 1 เท่า ของค่าภาษีที่ต้องจ่ายทั้งหมด แต่หากไม่มีเงินก้อนก็จะมีการปรับโดยการเสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ของภาษีที่ต้องจ่ายทั้งหมด

2. ไม่ได้ยื่นแบบภาษีภายในกำหนด

           สำหรับในกรณีที่ไม่ได้ยื่นภาษีภายในระยะเวลาที่กำหนด จะต้องมีการชำระค่าปรับตามโทษทางอาญา ซึ่งจะต้องมีการชำระเงินสูงสุด 2,000 บาท มีโทษปรับทางอาญาสูงสุด 2,000 บาท หรือเสียเบี้ยปรับ 1 - 2 เท่า ของค่าภาษีที่ต้องจ่าย หรืออีกหนึ่งกรณีคือการเสียเงินค่าปรับเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่ายทั้งหมด โดยเริ่มนับจากวันแรกที่พ้นกำหนดการชำระเงิน ไปจนถึงวันที่จ่ายเงินครบ

3. เจตนาละเลยไม่ยื่นแบบภาษีภายในกำหนดเพื่อเลี่ยงภาษี มีค่าปรับดังนี้

          สำหรับในกรณีที่มีเจตนาละเลยการจ่ายภาษีตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อมีเจตนาในการหลีกเลี่ยงการชำระภาษี จะมีโทษปรับทางอาญาสูงสุด 5,000 บาท จำคุกสูงสุด 6 เดือน หรือการเสียค่าปรับเป็นดอกเบี้ยจำนวน 2 เท่า ของจำนวนภาษีที่ต้องจ่าย และการเสียเงินค่าปรับเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่ายทั้งหมด โดยเริ่มนับจากวันแรกที่พ้นกำหนดการชำระเงิน ไปจนถึงวันที่จ่ายเงินครบ

4. หนีภาษี มีค่าปรับดังนี้

          สำหรับในกรณีที่มีการหนีภาษีจะได้รับโทษทางอาญา ซึ่งเป็นการชำระค่าปรับเป็นจำนวนเงินตั้งแต่ 2,000 - 200,000 บาท จำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี หรือการเสียค่าปรับเป็นจำนวนเงิน 2 เท่าของจำนวนค่าภาษีที่ต้องจ่าย หรือการเสียค่าปรับเพิ่มเป็นจำนวนเงิน 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่ายทั้งหมด โดยเริ่มนับจากวันแรกที่พ้นกำหนดการชำระเงิน ไปจนถึงวันที่จ่ายเงินครบ

 

การตรวจสอบภาษีที่ต้องชำระย้อนหลัง มีขั้นตอนและวิธียังไงบ้าง

การตรวจสอบภาษีที่ต้องชำระย้อนหลัง

           สำหรับการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง กรมสรรพากรจะมีวิธีตรวจสอบหลายขั้นตอน ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละวิธีที่กรมสรรพากรนำมาใช้ ต่างมีความแม่นยำในการตรวจสอบ ดังนี้

  • การตรวจสอบแบบออกไปตรวจเยี่ยม

           สำหรับวิธีแรกที่นิยมใช้ในการตรวจสอบกลุ่มผู้ประกอบการ บริษัท หรือนักธุรกิจ กรมสรรพากรจะนิยมใช้วิธีการตรวจสอบแบบออกไปตรวจเยี่ยมในสถานที่จริงด้วยตัวเอง

  • การตรวจนับสต็อกสินค้า

          ต่อไปจะเป็นวิธีที่ใช้ในการตรวจสอบสำหรับกลุ่มคือ วิธีการตรวจนับสต็อกสินค้าทั้งที่เป็นสินค้าส่งออกนอกประเทศ และสินค้าในประเทศ เพื่อเป็นการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนว่าผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ หรือบริษัทเหล่านั้น ได้ชำระภาษีในตัวเลขที่ครบถ้วนหรือไม่

  • การสอบสวนยืนยันใบกำกับภาษี การทำ ใบกำกับภาษีปลอม

          สำหรับวิธีการเก็บภาษีด้วยการใช้วิธีการสอบยืนยันใบกำกับภาษีนี้ ถือเป็นวิธีการตรวจภาษีทั้งในส่วนของบุคคลธรรมดาและกับบริษัท ธุรกิจของเหล่าผู้ประกอบการ เพื่อตรวจสอบเอกสารในการยื่นภาษีว่ามีการปลอมแปลงขึ้นมารึเปล่า หลังจากตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการคิดคำนวณภาษีทั้งหมด หากมีการคำนวณภาษีและพบว่ายังมียอดค้างชำระ ก็จะทำการเรียกเก็บย้อนหลังต่อไป

  • การตรวจคืนภาษี

          สำหรับวิธีต่อไปที่นิยมใช้ในการตรวจสอบภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ก็คือการตรวจสอบการคืนภาษีที่นิยมทำกันเป็นประจำ เพื่อช่วยในการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง

  • การตรวจค้น

           สุดท้ายเป็นวิธีที่นิยมใช้ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่า บุคคลหรือบริษัทของผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจเหล่านั้น มีการหลีกเลี่ยงภาษีหรือจ่ายภาษีไม่ครบเป็นจำนวนมาก ซึ่งวิธีการตรวจสอบด้วยการตรวจค้นสรรพากรจะทำโดยเข้าไปตรวจค้นเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมในการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง รวมไปถึงการยึดทรัพย์และอายัดบัญชี รวมไปถึงหลักฐานและเอกสารสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานต่อไป

  • การออกหมายเรียกตรวจสอบภาษี

          หลังจากตรวจสอบภาษีย้อนหลังเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายในการตรวจสอบก็คือ กรมสรรพากรจะทำการออกหมายเรียกเรื่องการเสียภาษีย้อนหลัง เพื่อทำการพูดคุยและตรวจสอบเอกสารในการเสียภาษี ซึ่งเมื่อถึงขั้นตอนนี้ ผู้เสียภาษีจะต้องเตรียมเอกสารเบื้องต้นให้ครบและไปตามนัด เพื่อทำการตรวจสอบและดำเนินการในการชำระภาษีต่อไป

 

          ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลที่ควรรู้เพื่อการเตรียมตัวในการชำระภาษีที่ต้องชำระย้อนหลัง ซึ่งหากใครที่ไม่อยากโดนตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ก็ต้องตรวจสอบเอกสารการยื่นภาษี ให้ละเอียดถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการยื่นภาษีให้ตรงเวลาทุกปี ไม่ว่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องชำระหรือไม่ หรือหากใครที่มีรายได้สูงเกินกว่า 1.8 ล้านบาท ก็สามารถเปิดบริษัท และนำเงินเข้าบริษัทเพื่อที่จะทำเรื่องเสียภาษีได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้นนั่นเอง