logo

          การนอนหลับคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นการช่วยลดความอ่อนเพลียของร่างกายแล้ว ยังนับว่าเป็นช่วงที่ร่างกายได้ซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบต่าง ๆ ให้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์อีกด้วย การนอนจึงมีความสำคัญมาก และสิ่งที่จะมาที่เป็นตัวช่วยให้เรานอนหลับพักผ่อนได้เต็มนั้น ก็คือที่ฟูกนอนนั่นเอง ซึ่งฟูกที่นอนที่แบบไหน ทำจากวัสดุอะไรบ้าง จะเหมาะสมและช่วยให้เราหลับสบายได้ดี ในบทความเคล็ดลับการอยู่อาศัยในคอนโดวันนี้ CondoNewb จะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับฟูกที่นอนประเภทต่าง ๆ ทั้งเรื่องของความเหมาะสมต่อสรีระของตนเอง ความคงทน รวมไปถึงวิธีการดูแลรักษาที่นอนประเภทต่าง ๆ อีกด้วย หากพร้อมแล้วเราไปดูพร้อม ๆ กันเลยครับ

ความสำคัญของที่นอน

ความสำคัญของฟูกที่นอน

          การนอนหลับพักผ่อนที่เต็มอิ่มที่นอนได้เต็มผืนหลับได้เต็มตื่น (เดี๋ยว ๆ ไม่ใช่โฆษณาชุดเครื่องนอน) ความนุ่มสบายแบบกำลังพอดีของฟูกที่นอนก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เรามีการพักผ่อนที่มีประสิทธิภาพ เพราะที่นอนคุณภาพดีจะช่วยโอบอุ้มสรีระร่างกายของเรา ไม่ให้ปวดเมื่อยและหลับได้สนิทยิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งต่างจากการนอนหลับลงไปบนพื้นผิวแข็งอย่างพื้นหรือเพียงปูแค่เสื่อบาง ๆ เท่านั้น เนื่องจากสรีระร่างกายของเราจะไม่เข้ารูปกับพื้นที่เรียบแข็ง ทำให้หลับไม่สบายและเกิดอากาปวดเมื่อยเรื้อรังในภายหลังได้นั่นเอง

ประเภทของฟูกที่นอน

          ฟูกที่นอนนั้นจะมีอยู่หลายประเภทตามวัสดุที่ใช้ผลิต ซึ่งความแตกต่างของที่นอนแต่ละแบบจะเป็นเรื่องของผิวสัมผัสในการนอน ความหนานุ่ม การยุบตัว และความทนทานอีกด้วย ซึ่งฟูกที่นอนแต่ละประเภทจะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไปดังนี้

ที่นอนฟองน้ำ

ฟูกที่นอนฟองน้ำ

          ฟูกที่นอนฟองน้ำ จะทำจากการนำฟองน้ำมาอัดใส่ข้างในโดยผสมสารเคมีเสริมเข้าไปให้ฟูกที่นอนอยู่ทรงและมีความแข็งแรง ไม่ยุบเร็ว ฟูกที่นอนฟองน้ำจะมีน้ำหนักเบา โดยความนุ่มนิ่มจากฟองน้ำคือคุณสมบัติหลักของที่นอนประเภทนี้ แต่ข้อด้อยของฟองน้ำคือความยืดหยุ่นและการคืนตัวของที่นอนจะไม่ดีเท่าไหร่นัก แม้ว่าจากหน้าตาแล้วจะคล้ายกับที่ฟูกนอนยางพารา แต่ด้วยราคาและคุณภาพที่ต่างกัน ที่นอนฟองน้ำจะทนทานน้อยกว่าและอายุการใช้งานสั้นกว่ามาก ยิ่งนานไปที่นอนจะเริ่มเป็นแอ่งเว้าโค้งตามจุดที่เรานอนนาน ๆ และอาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยหลังได้ จึงต้องมีการเปลี่ยนใหม่เรื่อย ๆ เมื่อฟูกที่นอนเริ่มยุบนั่นเอง

ข้อดีของฟูกที่นอนฟองน้ำอัด

  • ไม่นิ่มจนเกินไป เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบนอนที่นอนนิ่ม
  • ราคาย่อมเยากว่าที่นอนประเภทอื่น ๆ
  • มีน้ำหนักที่เบา ขนย้ายได้ง่าย เวลายกเปลี่ยนผ้าปูที่นอน 

ข้อเสียของฟูกที่นอนฟองน้ำอัด

  • หากเปียกน้ำ ฟูกฟองน้ำอาจสะสมความชื่นและเกิดเชื้อราได้
  • เมื่อใช้นอนต่อเนื่องนาน ๆ ที่นอนจะยุบตัวเป็นแอ่ง ทำให้หลับไม่สบายและมีโอกาสปวดหลังได้
ที่นอนใยมะพร้าว

ฟูกที่นอนใยมะพร้าว

          เป็นที่นอนที่ผลิตขึ้นจากการอัดของเส้นใยแข็งที่ได้มาจากกาบมะพร้าว ซึ่งเรียกว่า “ใยมะพร้าว” โดยการอัดขึ้นรูปด้วยกาวให้เป็นก้อนที่นอนขึ้นมา จากเส้นใยที่เหนียวและแข็งแรง ทำให้ที่นอนใยมะพร้าวค่อนข้างมีความแน่นตัน ไม่ยุบตัว คงสภาพได้ดี และเป็นมิตรต่อธรรมชาติ ช่วยแก้อาการปวดหลังจากการนอนบนที่นอนนิ่มเกินไปและยุบตัวง่าย แต่เมื่อที่นอนประเภทนี้เสื่อมสภาพแล้วไม่ควรฝืนทนใช้งานต่อ เพราะใยมะพร้าวจะเริ่มหลุดลุ่ยและเป็นขุย สามารถเกิดเชื้อราจากความชื้นกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้

ข้อดีของฟูกที่นอนใยมะพร้าว

  • มีความแน่นแข็ง อยู่ทรงยุบตัวยาก
  • มีน้ำหนักเบา ดูแลง่าย

ข้อเสียของฟูกที่นอนใยมะพร้าว

  • ใยมะพร้าวจะหลุดลุ่ย เมื่อเสื่อมสภาพ สร้างความสกปรกได้ 
  • แม้ว่าช่องว่างระหว่างเส้นใยมะพร้าวจะช่วยระบายอากาศได้ดี แต่ก็จะสามารถเป็นที่สะสมของไรฝุ่นและเชื้อราได้เหมือนกัน

ที่นอนสปริง

ฟูกที่นอนสปริง

          ที่นอนสปริงนับว่าเป็นฟูกที่นอนที่แพร่หลายที่สุดในปัจจุบัน โดยระดับคุณภาพก็จะแตกต่างกันตามราคา ตัวฟูกที่นอนสปริงนั้นมีความยืดหยุ่นสูง ไม่สะสมความชื้น ยิ่งมีสปริงมากฟูกก็จะยิ่งรับน้ำหนักได้มาก โอบรับกับสรีระร่างกายได้ดี จุดเด่นของที่นอนสปริง คือที่นอนจะเด้ง นุ่ม น้ำหนักเบา สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย ทั้งนี้ประเภทของสปริงแต่ละแบบ ก็มีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันไปครับ ซึ่งความสูงของขดลวดสปริงโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 6 นิ้ว หากยิ่งขดลวดสปริงสูงและมีจำนวนรอบเกลียวเยอะ ที่นอนก็จะยิ่งยืดหยุ่นและรับน้ำหนักได้ดีขึ้น โดยคุณภาพของเส้นลวดสปริงจะต้องเหนียว คืนตัวได้ดี ไม่ควรแข็งหรืออ่อนเกินไปจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดรบกวนได้ ซึ่งฟูกที่นอนสปริงได้จะมีประเภทย่อยอีกดังนี้

1. ฟูกที่นอนสปริงแบบบอนแนลล์ (Bonnel Spring)

          เป็นที่นอนที่ใช้รูปแบบสปริงนาฬิกาทราย ทำให้ที่นอนมีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับน้ำหนักได้ดี แต่มีข้อเสียคือเมื่อใช้ไปในระยะเวลานาน ๆ สปริงจะยุบง่ายคืนตัวช้า และมีเสียงเสียดสีเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญได้

2. ฟูกที่นอนสปริงแบบออฟเซ็ท (Offset Spring)

          พัฒนาเพิ่มเติมมาจากที่นอนสปริงแบบแรกที่เป็นบอนแนลล์ โดยย้ำเพิ่มความแข็งแรงให้กับขดสปริงมากขึ้น เพื่อช่วยลดเสียงเสียดสีน่ารำคาญ แต่เพราะการเสริมแรงที่นอน ฟูกที่นอนสปริงนี้จึงยืดหยุ่นต่ำ และไม่ยุบตัวโอบรับสรีระของผู้นอนเท่าที่ควรนั่นเอง

3. ฟูกที่นอนสปริงแบบพ็อกเก็ต (Pocket Spring)

          จุดแตกต่างของที่นอนสปริงแบบสุดท้ายคือ มีการหุ้มถุงผ้าสวมขดสปริงแต่ละขดในที่นอน เพื่อแยกให้สปริงแต่ละขดไม่พันกันเมื่อยุบตัว และให้ที่นอนคงทนนานขึ้นอีกด้วยครับ

ข้อดีของที่นอนสปริง

  • รองรับน้ำหนักได้ดี มีความยืดหยุ่น
  • น้ำหนักเบา ขนย้ายสะดวก
  • ระดับราคาหลากหลาย

ข้อเสียของที่นอนสปริง

  • เมื่อเสื่อมสภาพ สปริงอาจฝืดและคืนตัวช้า ทำให้เกิดเสียงดังรบกวนน่ารำคาญเวลาล้มตัวลงนอน

ที่นอนยางพารา

ฟูกที่นอนยางพารา

          ฟูกที่นอนยางพารา เป็นที่นอนที่มีหน้าตาคล้ายที่นอนฟองน้ำ แต่จะมีความยืดหยุ่นและทนทานกว่า สามารถรองรับสรีระความโค้งเว้าทุกส่วนของผู้นอนได้ดีกว่า ไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไป ทำให้นอนหลับได้สบายตัวพอดี ปัจจุบันกำลังเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในวงกว้าง จุดเด่นของฟูกที่นอนยางพาราคือ จะไม่สะสมความชื้นและไม่อมฝุ่นเหมือนวัสดุที่นอนอื่น ๆ

          ซึ่งที่นอนยางพาราสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อย คือ ที่นอนยางพาราแท้ 100% และที่นอนยางพาราอัด โดยทั้งสองประเภทจะมีความแตกต่างกันตั้งแต่วิธีการผลิต โดยนอนยางพาราอัดจะใช้เศษยางพารามาผสมอัดรวมกันให้เป็นก้อน เป็นฟูกที่นอนเนื้อแข็ง ไม่ค่อยยุบตัว ส่วนที่นอนยางพาราแท้จะใช้วิธีฉีดน้ำยางลงในแม่พิมพ์เพื่อขึ้นรูปเป็นก้อนที่นอน ทำให้ได้ที่นอนเป็นชิ้นเดียว จึงยืดหยุ่นมากกว่าและนอนได้สบายกว่านั่นเอง

ข้อดีของฟูกที่นอนยางพารา

  • มีความยืดหยุ่นและเข้ารูปสรีระผู้นอน ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้
  • ที่นอนยางพาราแท้จะมีช่องโพรง ช่วยระบายอากาศได้ดี ไม่อมฝุ่นและความชื้น
  • กระจายน้ำหนักทุกส่วนของที่นอน ส่งผลให้รองรับสรีระของผู้นอนได้ดี 

ข้อเสียของฟูกที่นอนยางพารา

  • ฟูกที่นอนมีเนื้อแน่นและมีน้ำหนักมาก เคลื่อนย้ายลำบากเมื่อยกเพื่อเปลี่ยนผ้าปูที่นอน
  • ขณะใช้ใหม่ ๆ ฟูกที่นอนจะมีกลิ่นยางใหม่ค่อนข้างแรง
  • ราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับที่นอนวัสดุอื่น ๆ
ที่นอนเมมโมรี่โฟม

ฟูกที่นอนเมมโมรี่โฟม

          วัสดุฟูกที่นอนแบบเมมโมรี่โฟมผลิตจากเส้นใยสังเคราะห์ โดยมีคุณสมบัติเด่นคือ มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถคืนตัวกลับรูปทรงเดิมได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อนอนแล้วที่นอนจะยุบตัวตามสรีระ แต่เมื่อปรับท่านอน ลักษณะที่ที่นอนก็จะเปลี่ยนตามท่านอนไป จุดเดิมที่เคยนอนทับไว้ก็จะเด้งคืนตัวกลับรูปทรงเดิมนั่นเอง

ข้อดีของฟูกที่นอนเมมโมรี่โฟม

  • มีความยืดหยุ่นสูงมาก ยุบตัวตามสรีระและคืนตัวได้เมื่อไม่มีการนอน 
  • กระจายน้ำหนักทั่วถึง ทำให้รองรับสรีระผู้นอนได้ดี
  • เป็นวัสดุสังเคราะห์ จึงป้องกันไรฝุ่น

ข้อเสียของฟูกที่นอนเมมโมรี่โฟม

  • เนื้อที่นอนแน่นคล้ายที่นอนยางพารา ส่งผลให้กักเก็บความร้อนเวลานอนนาน ๆ
  • เป็นวัสดุสังเคราะห์ จึงมีกลิ่นจากสารเคมีเมื่อใช้งานใหม่ ๆ

การเลือกขนาดของฟูกที่นอน

          นอกจากการเลือกวัสดุสำหรับฟูกที่นอนแล้ว ขนาดของที่นอนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยทั่วไปแล้วมักก็จะอ้างอิงตามขนาดของฐานเตียงเป็นหลัก ยิ่งคอนโดมีพื้นที่จำกัดการเลือกเตียงจึงต้องสัมพันธ์กับขนาดห้อง ส่งผลให้ต้องเลือกฟูกที่นอนตามขนาดเตียงที่เลือกมาด้วยเช่นกัน ซึ่งเราก็สามารถจำแนกขนาดของฟูกที่นอนตามขนาดของเตียงได้ ดังนี้

ที่นอนแบบ Twin Size

1. ที่นอนแบบเตียงเล็ก หรือ Single Size

          เป็นที่นอนขนาดกว้าง 3.5 ฟุต ยาว 6.5 ฟุต (กว้าง 107 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร) เหมาะสำหรับการนอนของผู้ใหญ่ 1 คน โดยตั้งในห้องที่มีขนาดเล็กหรือห้องนอนสำหรับเด็ก หากเป็นศัพท์วงการโรงแรมมักจะเรียกเป็น Twin Bed เพราะมักจะตั้งแบ่งเป็นเตียงคนเดียวแยกกัน 2 เตียงครับ

ที่นอน Queen Size

2. ที่นอนแบบ Queen Size

          เป็นที่นอนขนาด 5 ฟุต สำหรับเตียงคู่นอน 2 คนขนาดเริ่มต้นทั่วไป มีความกว้างประมาณ 5 ฟุต ยาว 6.5 ฟุต (กว้าง 150 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร) เป็นขนาดเตียงใหญ่ที่เหมาะกับที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่จำกัดอย่างคอนโดมิเนียมนั่นเอง

ที่นอนแบบ King Size

3. ที่นอนเตียงคู่แบบ King Size

          เป็นที่นอนขนาด 6 ฟุต เป็นที่นอนรุ่นใหญ่ที่สุด โดยมีความกว้างประมาณ 6 ฟุต ยาว 6.5 ฟุต (กว้าง 180 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร) นิยมใช้สำหรับห้องนอนขนาดใหญ่ โดยต้องใช้ห้องนอนที่มีพื้นที่กว้าง อย่างยูนิตคอนโดที่มีห้อง Master Bedroom หรือยูนิตระดับ Penthouse หรือที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่กว้างขวางกว่าคอนโดทั่วไปนั่นเอง

รูปแบบการจัดวางฟูกที่นอน

          ในการตกแต่งห้องสไตล์ต่าง ๆ ทำให้การจัดวางฟูกที่นอนนั้นอาจจะไม่ได้จำกัดแค่บนเตียงเสมอไป แต่ยังมีรูปแบบการจัดวางฟูกที่นอนแบบอื่น ๆ อีก ซึ่งในเรื่องของการจัดวางนี้ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมในการตกแต่งห้องของผู้อยู่อาศัยได้เลยครับ โดยการจัดวางฟูกที่นอนก็สามารถแบ่งได้ตามลักษณะดังนี้

วางที่นอนกับพื้น

1. จัดวางที่นอนแบบราบกับพื้นโดยตรง

          การวางฟูกที่นอนไว้กับพื้นโดยตรง กำลังเป็นเทรนด์ที่นิยมในการตกแต่งห้องในขณะนี้เลยทีเดียว โดยเฉพาะการตกแต่งห้องแบบ Loft ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการนอนติดพื้นหรือไม่สะดวกกับการนอนเตียงสูง ซึ่งข้อดีของการเลือกจัดวางฟูกเตียงนอนในลักษณะนี้คือ สะดวกกับการดูแลและยกเปลี่ยนผ้าปูที่นอน แต่จะมีข้อเสียอยู่ที่ความสกปรกจากพื้นหรือแมลงรำคาญต่าง ๆ สามารถเข้าไปในฟูกได้

การจัดที่นอน

2. จัดวางที่นอนไว้บนพื้นยกระดับ

          เป็นการ Built-In ฐานพื้นขึ้นมาคล้ายเตียงแต่กว้างกว่า เหมือนเป็นพื้นที่ห้องที่ยกระดับขึ้นมา โดยอาจบิ้วให้เป็นฐานตันหรือเจาะช่องสำหรับทำที่เก็บของได้ด้วยเช่นกัน โดยวางฟูกที่นอนลงบนฐานคล้ายกับวางฟูกที่นอนกับพื้น เพียงแต่ไม่ได้วางลงบนพื้นจริง ๆ ของห้อง ซึ่งเหมาะกับการตกแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่นเป็นที่สุดเลยครับ

การจัดวางที่นอน

3. จัดวางที่นอนไว้บนฐานเตียง

          นับเป็นรูปแบบเตียงนอนทั่วไปในปัจจุบัน เนื่องจากสะดวกต่อการลุกนั่งจากเตียงที่สุด เพราะความสูงของบานเตียงเมื่อรวมกับความหนาของฟูกที่นอนร่างกายเราจะอยู่ในท่านั่งพอดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรเลือกประเภทของฐานเตียงให้ดี หากเป็นฐานเตียงทึบอาจมีการสะสมของสิ่งสกปรกอยู่ใต้เตียงได้ เมื่อเทียบกับฐานเตียงแบบมีช่องว่างให้สามารถทำความสะอาดได้สะดวกกว่านั่นเอง

เลือกที่นอนตามวัย

เลือกที่นอนอย่างไร ให้เหมาะสมกับช่วงวัย

          เรื่องของช่วงวัยต่าง ๆ กับการเลือกวัสดุที่นอนก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันครับ ถึงแม้ว่าในช่วงวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ เราจะเลือกนอนที่นอนแบบไหนก็ได้ ตามความสบายในการนอนส่วนตัว แต่ก็มีบางช่วงวัยที่สรีระมีความอ่อนไหวและไม่แข็งแรงอย่างเช่น ผู้สูงอายุ และวัยเด็กอ่อน ที่จะต้องเน้นไปที่การเลือกที่นอนให้ดีและเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางด้านสรีระที่อาจจะตามมาได้ โดยในแต่ละช่วงวัยที่กล่าวมานั้น สามารถเลือกที่นอนที่เหมาะสมได้ ดังนี้ 

1. ฟูกที่นอนสำหรับผู้สูงอายุ

          ในส่วนของฟูกที่นอนสำหรับผู้สูงอายุนั้น ควรเลือกชนิดฟูกที่มีความแข็งและหนา และสามารถคืนตัวได้เร็วไม่เป็นแอ่งให้ปวดเมื่อยเรื้อรังได้ อย่างเช่นที่นอนยางพารา หรือที่นอนใยมะพร้าว เป็นต้น

2. ฟูกที่นอนสำหรับวัยเด็ก

          ฟูกที่นอนสำหรับเด็กอ่อนส่วนใหญ่จะเป็นฟูกที่นอนที่ผลิตตามขนาดเฉพาะ โดยฟูกไม่ควรมีการยุบตัวหรือยืดหยุ่นมากเกินไป เพื่อป้องกันการนอนจมหรือเด็กซนกระโดดเล่น เป็นต้น ทั้งนี้อาจเลือกวัสดุฟูกที่ไม่อมความชื่นเนื่องจากวัยเด็กอาจยังมีปัญหานอนปัสสาวะรดที่นอน ทั้งนี้วิธีป้องกันหากใช้ฟูกที่นอนแบบโฟมอัดอาจใช้แผ่นรองกันเปื้อนปูทับ 1 ชั้นก่อนปูผ้าปูที่นอน เพื่อความสะดวกในการรักษาความสะอาดนั้นเอง

3. ฟูกที่นอนสำหรับวัยอื่นทั่วไป

          ที่นอนสำหรับผู้ใหญ่และช่วงวัยอื่น ๆ จะสามารถใช้เป็นที่นอนแบบไหนก็ได้ตามแบบที่ตนเองชอบและนอนสบาย แต่อาจจะต้องเลือกขนาดที่นอนให้พอดีตามขนาดของร่างกายตัวเองสักหน่อย แต่สำหรับใครที่มีปัญหาด้านกระดูก หรือมีอาการปวดเมื่อยบ่อย ให้ลองปรึกษาอาการของตนเองกับแพทย์ก่อน เพื่อรับคำแนะนำและเลือกที่นอนที่เหมาะสมกับสรีระต่อไปครับ

ข้อควรระวังในการเลือกที่นอน

ข้อควรระวังในการเลือกฟูกที่นอน

ไม่ควรเลือกใช้ที่นอนที่มีความนุ่มยุบตัวมากจนเกินไป เพราะอาจจะส่งผลให้มีปัญหาปวดเมื่อยเรื้อรังตามกล้ามเนื้อ เกิดภาวะความตึงเครียดของกล้ามเนื้อได้ และอาจลามไปถึงปัญหาสรีระกระดูกในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ภายหลังจากที่ตื่นนอนอาจเกิดการปวดเมื่อยตามร่างกาย เพราะตำแหน่งที่ยุบตัวของที่นอนจนเป็นแอ่ง เช่น ปวดคอ ปวดหลัง เป็นต้น

          ประโยชน์ของฟูกที่นอน นอกจากจะช่วยให้เรานอนหลับได้อย่างสบายแล้ว ฟูกที่นอนยังช่วยให้ร่างกายของเราไม่เกิดความผิดปกติทางด้านสรีระร่างกายได้อีกด้วย ซึ่งร่างกายของแต่ละคนในแต่ละช่วงวัยก็จะมีประเภทและขนาดของที่นอนที่เหมาะสมกับตัวเองครับ ฉะนั้นในการเลือกที่นอนแต่ละครั้งเราจึงต้องเลือกที่นอนให้ดีและเหมาะกับเราที่สุด เพื่อให้ตัวเราเองมีสุขภาพการนอนที่ดีครับ และฟูกที่นอนก็คงทนให้ใช้นอนได้นาน ๆ นั่นเองครับ สำหรับสาระน่ารู้เกี่ยวกับความรู้คอนโดในบทความต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรนั้น สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ข่าวสารอสังหาฯ และการลงทุนคอนโดของ CondoNewb ได้เลยครับ

Written by NewbTay