logo

          จะเลือกห้องคอนโดสักห้องคงต้องคิดเยอะเหมือนกันใช่ไหมครับ ว่านอกจากปัจจัยด้านราคาแล้วจะเลือกห้องคอนโดแบบไหนขนาดเท่าไหร่ดี ซึ่งก็แปรผันไปตามวัตถุประสงค์ในการซื้อการเลือกห้องคอนโดของเราด้วย ถ้าซื้อไว้อยู่เองการเลือกห้องคอนโดไซส์เล็กอย่างสตูดิโอจะพอไหม? จะลงทุนขายต่อ/ปล่อยเช่า 2 BEDROOM จะใหญ่ไปรึเปล่า? ในบทความฉบับนี้นิวบ์จะพาผู้อ่านไปดูวิธีเลือกห้องคอนโดกันครับ ว่าคอนโดยูนิตแบบใดไซส์ไหน? ขนาดเท่าไหร่? จะถือว่าอยู่สบายกำลังดี

          โดยทั่วไปตามท้องตลาดอสังหาริมทรัพย์คอนโด ที่บรรดา Developer ต่าง ๆ นิยมพัฒนาขึ้นมาขายในปัจจุบัน จะมีรูปแบบห้องที่คล้าย ๆ กัน ให้เราได้เลือกห้องคอนโด แต่จะแตกต่างกันไปตามขนาดตารางเมตรของแต่ละโครงการแต่ละทำเล ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านต้นทุนต่าง ๆ ของโครงการนั่น ๆ ครับ

          ซึ่งยูนิตแต่ละรูปแบบแต่ละขนาด ก็มีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกันออกไป เหมาะสมกับผู้อยู่อาศัยเฉพาะกลุ่ม รวมไปถึงการแบกรับภาระด้านค่าใช้จ่ายที่แปรผันไปตามขนาดของห้องละระดับ Segment ของโครงการอีกด้วยครับ

เลือกห้องคอนโดแบบสตูดิโอ (Studio)

เลือกห้องคอนโดแบบสตูดิโอ (Studio)

          เป็นการเลือกห้องคอนโดขนาดไซส์เริ่มต้นของแทบจะทุกโครงการเลยก็ว่าได้ โดยขนาดของยูนิต(รวมพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด พื้นที่พักผ่อน/วางเดียงนอน+ห้องน้ำ+ชุดครัว+ระเบียง) ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) ข้อ 19 ที่ออกตาม พ.ร.บ.ควบคมอาคาร พ.ศ. 2522 ระบุไว้ว่า “อาคารอยู่อาศัยรวมต้องมีพื้นที่ภายในแต่ละหน่วยที่ใช้เพื่ออยู่อาศัยไม่น้อยกว่า 20 ตารางเมตร

          หลายๆโครงการจึงออกแบบให้ห้องแปลน Studio ขั้นเริ่มต้นอย่างเล็กที่สุดมีขนาดประมาณ 21 ตารางเมตร และค่อยๆเพิ่มพื้นที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ บางโครงการแบ่ง Studio กว้างถึง 40 ตารางเมตรก็ยังมี

 จุดเด่น : ข้อดีของการเลือกห้องคอนโดแบบ Studio คือ มีขนาดที่กะทัดรัด ดูแลง่าย ราคาขายเริ่มต้นถูก และมีค่าใช้จ่ายผูกมัดน้อย เนื่องจากที่พื้นที่ต่อตารางเมตรที่น้อยกว่าห้องแบบอื่นๆในโครงการ ใครที่มีงบประมาณฯตั้งต้นไม่มากก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ไม่ยาก

 จุดด้อย : ขนาดที่เล็กกะทัดรัดของการเลือกห้องคอนโดแบบ Studio ก็ถือเป็นจุดด้อยได้เช่นกัน ด้วยพื้นที่ใช้สอยต่างๆ อยู่รวมด้วยกันในห้องเดียว มีเพียงห้องน้ำที่แยกกั้นผนังและประตูไว้ พื้นที่สำหรับการจัดเก็บสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ มีจำกัด ขยับขายได้ยาก และต้องวางแผนเลือกเครื่องเรือนเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เปลืองพื้นที่ใช้สอยในห้องจนเกินจำเป็น

 กลุ่มเป้าหมาย : ด้วยข้อจำกัดเรื่องของขนาดพื้นที่ การเลือกห้องคอนโดแบบ Studio จึงอาจไม่ได้เหมาะสมกับบุคคลทุกกลุ่มวัย หรือทุกรูปแบบการใช้ชีวิต ซึ่งหลักๆ แล้วห้องขนาดกะทัดรัดแบบนี้จะเหมาะกับผู้ที่อยู่อาศัยแบบชั่วคราวประมาณ 1-2 ปี หรืออย่างเต็มที่ประมาณ 4-5 ปี

          เลือกห้องคอนโดไซส์นี้จึงเหมาะกับคนวัยเริ่มตั้งต้นทำงานที่อาจจะยังโสด หรือคู่รักที่ยังไม่มีข้าวของมากนัก หากเป็นโครงการที่อยู่ในทำเลใกล้สถานศึกษาก็จะเหมาะกับกลุ่มนักเรียนนักศึกษามาก รวมถึงหากใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS หรือ MRT ก็จะยิ่งเหมาะกับกลุ่มชาวต่างชาติ (Expats) ที่มาทำงานในไทยตามสัญญาจ้างรายปี เพราะไม่ได้อยู่อาศัยถาวรระยะยาวเท่าไหร่

 เหมาะกับการลงทุน : ด้ด้วยต้นทุนราคาห้องไม่สูงมาก การเลือกห้องคอนโดแบบนี้เพื่อการลงทุนทั้งระยะสั้นหรือเก็บไว้ปล่อยเช่าเก็บรายได้กินกำไรระยะยาวจะทำได้คล่องกว่าห้องที่มีขนาดใหญ่ เพราะกลุ่มเป้าหมายพักอาศัยชั่วคราวค่อนข้างเยอะ หากอยู่ในโครงการทำเลดีๆ ก็จะยิ่งปล่อยได้ง่าย

          แต่หากไว้อยู่อาศัยเอง ขนาดห้องที่เล็กอาจเป็นอุปสรรคในระยะยาว ต้องหมั่นจัดการของใช้ส่วนตัวเป็นประจำ รวมถึงไม่มีพื้นที่รองรับการขยายครอบครัวหากแต่งงานหรือมีบุตรนั่นเองครับ

การเลือกห้องคอนโดแบบ 1 ห้องนอน (1 BEDROOM)

การเลือกห้องคอนโดแบบ 1 ห้องนอน (1 BEDROOM)

          เป็นห้องยูนิตในคอนโดอีกขนาดที่พบเห็นเป็นจำนวนมากในสมัยนี้ ด้วยขนาดเริ่มต้นที่ยังไม่ใหญ่เกินตัวมากและราคาเริ่มต้นที่ยังพอเอื้อมถึง และมีความเป็นสัดส่วนมากกว่า Studio ขึ้นมาอีกระดับ บางโครงการอาจกำหนดห้องเริ่มต้นที่ขนาด 1 BEDROOM เพื่อตอบรับกับความนิยมในห้องขนาดไซส์นี้นั่นเอง

 จุดเด่น : อย่างที่กล่าวไปเมื่อสักครุ่การเลือกห้องคอนโดแบบ 1 BEDROOM จะมีการแบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วนมากขึ้นกว่าห้องเริ่มต้นอย่าง Studio โดยมีการแบ่งกั้นผนังห้องระหว่างพื้นที่โซนห้องนักเล่นที่เป็นโซฟา TV และส่วนชุดครัว กับพื้นที่ห้องนอนที่มีเตียงออกจากกัน ซึ่งตามแต่ละโครงการอาจมีการออกแบบพื้นที่ 1 BEDROOM ที่แตกต่างกันออกไป เช่น กั้นห้องด้วยผนังก่อทึบเจาะช่องประตูบานเปิด หรือกั้นด้วยประตูบานเลื่อนกระจก

 จุดด้อย : สำหรับการเลือกห้องคอนโดแบบ 1 BEDROOM ที่มีขนาดเริ่มต้นที่ไม่กว้างมาก อย่าง 25-26 ตารางเมตร หากเป็นการกั้นห้องนอนด้วยประตูกระจกบานเลื่อน อาจให้ความรู้สึกที่ไม่แตกต่างจากห้องแบบ Studio เท่าไหร่นัก อีกทั้งการเลือกห้องคอนโดแบบนี้และดันกลายเป็นขนาดเริ่มต้นเล็กสุด จะมีอุปสรรคต่อการขยับขยายครอยครัวและการจัดเก็บข้าวของในระยะยาวได้เช่นกัน

          ถ้าเป็นยูนิตที่มีพื้นที่ประมาณ 30 ตารางเมตรขึ้นไป จะพอมีพื้นที่เพิ่มเติมให้บริหารการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และจัดเก็บของใช้ต่างๆ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะหากอยู่อาศัยร่วมกันแบบคู่รัก

 กลุ่มเป้าหมาย : โดยทั่วไปการเลือกห้องคอนโดขนาด 1 BEDROOM จะสามารถใช้อยู่อาศัยแบบระยะยาวได้ประมาณหนึ่ง หากผู้อยู่อาศัยยังครองตัวเป็นโสด หรืออยู่ด้วยกันเป็นคู่โดยยังไม่มีแผนจะขยายครอบครัวในอนาคตอันใกล้

 เหมาะกับทั้งอยู่เองและลงทุน : การเลือกห้องคอนโด 1 BEDROOM นับว่าเป็นขนาดห้องที่กำลังพอเหมาะพอดีกับทั้งเพื่อยู่เองและลงทุนขายต่อ/ปล่อยเช่า ซึ่งการใช้เพื่ออยู่อาศัยเองอาจทำได้สำหรับช่วงวัยหนึ่งระยะเวลาประมาณนึ่งสัก 10 ปี สำหรับคนโสดวัยทำงานเริ่มตั้งตัว หรือคู่รัก รวมถึงชาวต่างชาติ Expats ที่มาอยู่แบบเป็นคู่ ที่ยังไม่มีแผนจะมีบุตรในเร็ววัน เพราะขนาดพื้นที่และรูปแบบห้องยังไม่เอื้อต่อการมีสมาชิกครอบครัวเพิ่มเติม

การเลือกห้องคอนโดแบบ 2 ห้องนอน (2 BEDROOM)

การเลือกห้องคอนโดแบบ 2 ห้องนอน (2 BEDROOM)

          เป็นห้องที่มีขนาดมใหญ่ขึ้นตามมาตรฐานของการสร้างครอบครัว ซึ่งการมีห้องนอนเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ห้อง สามารถใช้รองรับการขยายครอบครัวของคู่รักได้ในอนาคต โดยไม่ต้องโยกย้ายไปหาบ้านใหม่เพื่อหาพื้นที่ใช้สอยเพิ่ม หรือบางโครงการแบ่งเป็นห้องอเนกประสงค์ เป็น 1 BEDROOM PLUS

          สำหรับบางยูนิตที่เรียกเป็น 1 BEDROOM PLUS และแบ่งห้องอเนกประสงค์ที่สามารถใช้เป็นห้องนอนเล็กมาให้นั้น แท้จริงแล้วขนาดของห้องตามกฎหมายอาจจะไม่กว้างพอให้สามารถเรียกเป็นอีกหนึ่งห้องนอนได้ เพราะมีพื้นที่ไม่ถึง 8 ตารางเมตร ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) ข้อ 20 ที่ออกตาม พ.ร.บ.ควบคมอาคาร พ.ศ. 2522 เพียงแต่การใช้สอยพื้นที่อาจจะใช้แบ่งเป็นห้องนอนได้จริง โดยสามารถวางเตียงเดี่ยวขนาด 3 ฟุต และตู้เสื้อผ้าขนาดเล็ก 2 บานเปิดได้ ซึ่งผู้อยู่อาศัยจะเลือกใช้เป็นห้องนอนจริงๆ หรือไม่ก็ได้ครับ

 จุดเด่น : ที่เห็นได้ชัดเจนของการเลือกห้องคอนโดแบบนี้คือมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นกว่าห้องสองแบบแรกข้างต้น ทั้งการเพิ่มจำนวนของห้องนอนให้สามารถรองรับสมาชิกในครอบครัวเพิ่มเติมในอนาคตได้ หรือสามารถใช้เป็นห้องอเนกประสงค์สำหรับ Home Office หรือ Library ส่วนตัว หากอยู่อาศัยเองคนเดียว

 จุดด้อย : การเลือกห้องคอนโดที่ขนาดที่ใหญ่ขึ้น ค่าใช้จ่ายประจำที่แปรผันตรงกับขนาดพื้นที่ตารางเมตรของห้องที่ใหญ่ขึ้น เช่น ค่าส่วนกลาง ก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

 กลุ่มเป้าหมาย : โดยทั่วไปแล้วการเลือกห้องคอนโดแบบ 2 BEDROOM จะเหมาะกับคู่รักที่วางแผนจะขยายครอบครัว รวมถึงครอบครัวชาวต่างชาติ Expats ที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ไทยโดยมีลูกติดมาด้วย ซึ่งหากเป็นโครงการในทำเลใกล้กับโรงเรียนนานาชาติก็จะยิ่งเหมาะเป็นที่สุด

 เหมาะกับอยู่เองมากกว่าลงทุน : หากเป็นไม่ใช่ทำเลใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS หรือ MRT ที่เดินทางเข้าแหล่งงานย่านธุรกิจ Central Business District (CBD) ได้สะดวก การเลือกห้องคอนโดแบบนี้เพื่อจะอยู่อาศัยระยะยาวเพื่อสร้างครอบครัวคนไทยจะนิยมซื้อเป็นเจ้าของเองมากกว่าเช่าอยู่

การเลือกห้องคอนโดแบบ ดูเพล็กซ์ หรือ ลอฟต์ (DUPLEX / LOFT)

การเลือกห้องคอนโดแบบ ดูเพล็กซ์ หรือ ลอฟต์ (DUPLEX / LOFT)

          เป็นห้องรูปแบบพิเศษที่เห็นไม่บ่อยนักในโครงการคอนโดมิเนียมในอดีต แต่เริ่มเห็นเพิ่มมากขึ้นในโครงการใหม่ๆช่วงไม่เกิน 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งห้องแบบลอฟต์ (Loft) แตกต่างเด่นชัดจากยูนิตคอนโดแบบมาตรฐานทั่วไปด้วยระดับเพดานห้องที่สูงกว่าปกติ เช่น 4.5-5 เมตร จากทั่วไปที่ 2.7-3 เมตร จนสามารถต่อเติมชั้นลอยเพื่อแบ่งสัดส่วนพื้นที่เพิ่มเติมได้ โดยอาจจัดสรรไว้เป็นห้องนอนเพื่อความเป้นส่วนตัวจากพื้นที่พักผ่อนด้านล่าง หรือเป็นห้องทำงานเพื่อเพิ่มความสงบสร้างสมาธิ

          หรือบางโครงการเลือกแบ่งยูนิตด้วยการรวบห้อง 2 ยูนิต เป็นแบบดูเพล็กซ์ (Duplex) ที่ซ้อนกันชั้นบนและล่างเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ระดับเพดานสูงเป็นสองเท่าของห้องชั้นเดียวปกติในอาคารเป็นแบบ Double Volume นั้นเอง

          เข้าใจห้องแบบ Loft หรือ Duplex เพิ่มเติมได้ที่บทความนี้ “ห้องสไตล์ลอฟ์ต (Loft) มีที่มายังไง ทำไมถึงฮิต?” 

 จุดเด่น : การเลือกห้องคอนโดเราจะได้ห้องที่ เพดานสูง กว้างขวางปลอดโปร่ง มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่ายูนิตแบบชั้นเดียว ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านเป็นหลังๆ

 จุดด้อย : กรณีคล้ายคลึงกับการเลือกห้องคอนโดแบบ 2 BEDROOM เพราะด้วยพื้นที่ใช้สอยที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายประจำอย่างค่าธรรมเนียมส่วนกลางก็จะยิ่งแพงขึ้น รวมถึงหากเป็นห้องแบบ Loft ที่ไม่ได้กั้นผนังชั้นบน อาจจะต้องคำนึงถึงเรื่องการเปลืองพลังงานและค่าไฟฟ้าของการใช้งานเครื่องปรับอากาศอีกด้วย หรือบางโครงการอาจประหยัดพื้นที่มากจนไม่ระวังเรื่องความลาดชันของขั้นบันได ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุระหว่างอยู่อาศัยได้

 กลุ่มเป้าหมาย : ขึ้นอยู่กับจำนวนพื้นที่ห้องนอนที่ห้องแบบ Loft หรือ Duplex ได้รับการออกแบบไว้ โดยหากมีเพียง 1 BEDROOM ก็อาจจะเหมาะกับคนโสดหรือคู่รักที่ไม่มีบุตร ในขณะที่ Duplex แบบ 2 BEDROOM ก็อาจจะเหมาะกับการอยู่กันเป็นครอบครัวมากกว่า

 *บันไดในยูนิตคอนโดรูปแบบนี้ก็นับว่าเป็นอีกประเด็นสำคัญ โดยหากเป็นห้องที่แบ่งแยกห้องน้ำกับห้องนอกแยกชั้นกัน บางคนอาจมองว่าไม่สะดวกเวลาที่ต้องลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก

 เหมาะกับทั้งอยู่เองและลงทุน : แปรผันตามขนาดและจำนวนพื้นที่ห้องนอนที่ Duplex และ Loft ได้รับการออกแบบไว้ หากเป็นการเลือกห้องคอนโดแบบ Duplex และ Loft ได้ระบการออกแบบไว้ หากเป็นห้อง Loft/Duplex ไซส์เล็กก็ยังสามารถลงทุนไว้ปล่อยเช่าคนหนุ่มสาววัยทำงานตั้งต้นที่อยู่อาศัยไม่ถาวรได้ หากเป็นห้องแบบ Loft/Duplex ที่มีขนาดใหญ่หลายห้องนอน ก็อาจจะเหมาะกับการอยู่เองถาวรระยะยาวมากกว่า

การเลือกห้องคอนโดแบบ เพนท์เฮาส์ (Penthouse)

การเลือกห้องคอนโดแบบ เพนท์เฮาส์ (Penthouse)

          แต่ดั่งแต่เดิมห้องแบบเพนท์เฮาส์ (Penthouse) จะเป็นยูนิตชั้นบนสุดของอาคาร โดยทั้งยูนิตจะกินพื้นที่ชั้นนั้นแทบทั้งหมดรวมถึงในบางโครงการพื้นที่ดาดฟ้า Rooftop ก็ให้สิทธิ Penthouse ห้องนั้นได้ใช้ประโยชน์ด้วย แต่ในระยะหลังๆที่คอนโดมิเนียมโครงการใหม่ๆเริ่มมีการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางไว้ที่ชั้นบนสุดหรือดาดฟ้า เช่น Rooftop Garden หรือ Sky Lounge ให้ลูกบ้านผู้อยู่อาศัยได้เข้าถึงอย่างเท่าเทียมกันทั่วถึง ทำให้ Penthouse อาจจะลดหลั่นลงมาที่ชั้นถัดมาด้านล่าง

          อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับพื้นที่ส่วนกลางชั้นบนได้ที่ “ส่วนกลาง Rooftop ดียังไง ทำไมโครงการไหนๆก็ต้องทำ?” 

          ในบางโครงการยังจัดสรรห้องแบบ Penthouse ไว้มากกว่ายูนิตเดียว โดยอาจแบ่งไว้หลายยูนิต เพื่อเพิ่มโอกาสในแบ่งพื้นที่ขายมากขึ้น ซึ่ง Penthouse รุ่นใหม่ๆ จะเริ่มต้นที่ 3 ห้องนอง (3 BEDROOM) และมีพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 100 ตารางเมตรขึ้นไป โดยจะเป็น Penthouse ชั้นเดียวระนาบเดียวกัน หรือเป็น Duplex ก็ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการได้ออกแบบไว้

 จุดเด่น : การเลือกห้องคอนโดแบบนี้ โดดเด่นด้วยขนาดพื้นที่ใช้สอยรวมที่กว้างใหญ่มาก มีจำนวนห้องนอนมากมายเหมือนอยู่อาศัยในบ้านเดี่ยว และตำแหน่งชั้นที่มักจะอยู่ที่ช่วงบนของอาคาร ให้ได้รับวิวโดยรอบแบบเป็นส่วนตัวได้มากกว่าห้องยูนิตที่ชั้นล่างๆ

 จุดด้อย : ด้วยการที่เป็นยูนิตขนาดที่ใหญ่สุดของโครงการ มีพื้นที่ใช้สอยกว้าง และมักจะอยู่ชั้นบนๆของอาคารการเลือกห้องคอนโดแบบนี้ ราคาขายเริ่มต้นก็จะสูงมาก รวมถึงค่าใช้จ่ายประจำที่คิดตามขนาดตารางเมตรก็แพงขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย

 กลุ่มเป้าหมาย : การเลือกห้องคอนโดแบบ Penthouse เหมาะกับคนที่มีฐานะดีมากพอที่จะซื้อและดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายไหว ไม่ว่าจะยังโสดหรือมีครอบครัวแล้ว ทั้งชาวไทยและ Expats ชาวต่างชาติ

 เหมาะกับการอยู่อาศัยเอง : การเลือกห้องคอนโดแบบ Penthouse จะมีอุปสรรคเรื่องของขนาดห้องและราคาที่อาจจะทำให้การเก็งกำไรขายต่อหรือปล่อยเช่าค่อนข้างยาก ยิ่งหากเป็นโครงการระดับ Segment บนๆอย่าง Luxury ขึ้นไป จะยิ่งปล่อยต่อได้ยาก หากไม่ได้อยู่ในทำเลที่เป็นที่นิยมหรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติ Expats

 *ยูนิตขนาด 3 ห้องนอน (3 BEDROOM) หรือ 4 ห้องนอน (4 BEDROOM) ไม่ค่อยพบในโครงการใหม่ๆ ในปัจจุบันมากเท่าไหร่นัก แต่จะมีให้เห็นในคอนโดมิเนียมโครงการ Segment ระดับ Luxury ขึ้นไป หรือโครงการเก่าๆที่มีอายุเกิน 10 ปีขึ้นไป ซึ่งขนาดพื้นที่ใช้สอยอาจจะเทียบเท่ากับห้องแบบ Penthouse ได้เลย และคอนโดรุ่นเก่าแบบนี้ก็มักจะมีการจัดสรรพื้นที่สำหรับแม่บ้านหรือคนรับใช้ (Maid’s Quarters) พร้อมพื้นที่ซักล้างอเนกประสงค์ (Laundry Room) มาให้ด้วย พอจะเดาออกได้ว่าเหมาะสำหรับผู้อยู่อาศัยที่ต้องมีฐานะดีมากแน่ๆ เลยครับ

 วิธีการเลือกห้องคอนโดสักห้องว่ายูนิตแบบใดไซส์ไหน ขนาดเท่าไหร่ จะถือว่าอยู่สบายกำลังดี นอกจากที่จะต้องพิจารณาในเรื่องของขนาดและรูปแบบห้องแล้ว ลักษณะของโครงการ ทำเลที่ตั้ง ระดับราคา Segment ที่จ่ายไหว รวมถึงวิถีชีวิตไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนต่างก็เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจในการเลือกห้องคอนโดอีกด้วย ซึ่งทั้งความพร้อมทางการเงิน การดำเนินชีวิตในระยะยาว หรือผู้อยู่อาศัยกลุ่มเป้าหมายจะเป็นเงื่อนไขที่ควรยึดในการพิจารณาเลือกห้องคอนโด เพราะอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่สินทรัพย์ที่จะซื้อขายกันได้บ่อย ๆ และทุกการลงทุนล้วนมีความเสี่ยงแล้วพบกับบทความดีดีที่ Condonewb ได้ใหม่นะครับ

Written by NewbTay