logo

          สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการกู้สินเชื่อจากธนาคาร, เป็นผู้ทำธุรกิจ หรือแม้แต่คนทั่วไป ถ้ามีการซื้อหรือขายทรัพย์สินต่าง ๆ ผ่านทางธนาคาร เชื่อว่าคุณจะต้องรู้จักกับสินเชื่อแบบ MRR มาก่อนอย่างแน่นอน เพราะเป็นสินเชื่อแบบอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่ทางธนาคารจะเป็นการเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยที่มีประวัติดี ซึ่งดอกเบี้ย MRR จะค่อนข้างสูงกว่าดอกเบี้ยทั่วไป ดังนั้นถ้าคุณสนใจจะศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดตามต่อได้จากภายบทความนี้

. . . . . . . . . .

รู้จัก MRR ก่อนกู้สินเชื่อ เพื่อการเป็นหนี้อย่างชาญฉลาด

          ก่อนที่คุณจะกู้สินเชื่อกับธนาคาร เรื่องที่คุณควรรู้ คือ ดอกเบี้ยที่จะถูกเรียกตามชื่อย่อแตกต่างกันออกไป ซึ่งหนึ่งในดอกเบี้ยที่ถือว่าน่าสนใจที่สุด คือ MRR หรือ Minimum Retail Rate ถูกจัดอันดับให้เป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงสุดในบรรดาดอกเบี้ยอื่น ๆ ส่วนมากแล้วจะถูกใช้ในธนาคารพาณิชย์ที่จะเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อย ถูกนำมาคิดเป็นดอกเบี้ยเพื่อการกำหนดระยะเวลาที่มีความชัดเจน จึงถูกใช้กับสินเชื่อบ้าน , สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบัตรเครดิตเป็นหลัก

ดอกเบี้ย MRR คืออะไร

          ดังนั้นถ้าคุณสงสัยว่าดอกเบี้ย MRR คืออะไร สามารถตอบได้ง่าย ๆ ว่า คือ ดอกเบี้ยที่ผ่านการคิดคำนวณในแบบลอยตัว โดยจะนิยมใช้ในธนาคารพาณิชย์ ซึ่งถ้าคุณต้องการเลือกใช้สินเชื่อที่กล่าวไว้ข้างต้นกับทางธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ก็จะถูกคิดคำนวณในอัตราดอกเบี้ยแบบเอ็มอาร์อาร์เป็นหลัก ด้วยความที่เป็นดอกเบี้ยลอยตัว จึงไม่คงที่ ทำให้เกิดความผันผวนขึ้น-ลงได้ตลอดเวลา เกิดเป็นสัญลักษณ์ทั้งบวก (+) และลบ (-) ที่อยู่ด้านหน้าของเลขดอกเบี้ย ซึ่งการปรับเปลี่ยนราคาและเงื่อนไขต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละธนาคารเป็นผู้กำหนด แต่ทั้งนี้ก็จะต้องสอดคล้องกับทางธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยเช่นกัน

หลักการตั้ง MRR ของธนาคาร อ้างอิงจากอะไรบ้าง

          สำหรับหลักการตั้งดอกเบี้ย MRR จากทางธนาคารนั้น จะอ้างอิงจากสถานการณ์ดังต่อไปนี้

1. ธนาคารกลางแห่งประเทศ

          สถานการณ์แรก คือ ประกาศจากธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีมติให้ธนาคารพาณิชย์ปรับอัตราดอกเบี้ย พร้อมการติดประกาศเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้มีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสาขาใหญ่หรือสาขาย่อย รวมไปถึงเว็บไซต์หลักและแอพพลิเคชั่นของทางธนาคารก็ต้องมีการติดประกาศเพื่อบอกลูกค้าทุกคนอย่างทั่วถึง แต่สำหรับธนาคารรัฐแล้วจะไม่ได้บังคับ เพราะมีกฎหมายที่ถูกจัดตั้งมาเป็นพิเศษอยู่แล้ว

2.สถานการณ์ของแต่ละธนาคาร

         อัตราดอกเบี้ยแบบ MRR จะถูกอ้างอิงจากสถานการณ์ของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง จึงจะมีค่าของดอกเบี้ยไม่เท่ากัน โดยจะต้องดูจากต้นทุนธนาคาร, เงินสำรอง, จำนวนหนี้เสีย, สภาพคล่องทางการเงินของธนาคาร และสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของธนาคารเป็นหลัก  

3.ความเสี่ยงของลูกค้า

         ประเมินจากความเสี่ยงของลูกค้า ถ้ามีความเสี่ยงสูง อัตราดอกเบี้ยแบบ MRR แต่ละธนาคารย่อมสูงตาม แต่ถ้าความเสี่ยงต่ำ อัตราดอกเบี้ยก็จะต่ำตามไปด้วย สำหรับการเปรียบเทียบความเสี่ยงจะมาจากรายรับ-รายจ่ายของทุกเดือน, รายได้รวมหรือรายได้สุทธิ และความสามารถของการชำระหนี้สินในแต่ละเดือน ซึ่งข้อนี้ถือว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะมาอ้างอิงการคิดคำนวณดอกเบี้ย MRR ที่มีผลมากพอสมควร

4.ประเมินจากดอกเบี้ย MLR

          แม้ว่าการประเมินทิศทางของดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะในแต่ละธนาคารจะปรับอัตราดอกเบี้ยนี้ไม่เท่ากัน แต่มีเรื่องหนึ่งที่สามารถนำมาอ้างอิงได้ คือ ทิศทางดอกเบี้ย MLR ที่มักจะมีความสอดคล้องกับดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์เสมอ ซึ่งมีการวิเคราะห์จากสถิติของธนาคารเจ้าใหญ่ ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเมื่อดอกเบี้ย MLR พุ่งขึ้นสูงเมื่อไหร่ จะเกิดช่องว่างของ MLR กับ MRR ที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นดอกเบี้ยแบบเอ็มอาร์อาร์ก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยและจะสูงกว่า MLR ในระดับตามช่องว่างของกราฟ แต่ถ้าเมื่อใดที่ดอกเบี้ย MLR ลดต่ำลง ช่องว่างของทั้งคู่ก็จะแคบลงตาม จึงทำให้ MRR ลดดอกเบี้ยลงตามด้วยเช่นกัน ดังนั้นถ้าคุณดูข่าวแล้วพบว่าดอกเบี้ย MLR พุ่งสูงขึ้นหรือลดต่ำลง คุณก็จะสามารถคาดเดาได้ทันทีว่าสถานการณ์ดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์เป็นอย่างไรในช่วงเวลานั้น ๆ

โปรโมชั่นสินเชื่อแบบใดที่มี MRR เข้ามาเกี่ยวข้อง

โปรโฒชันสินเชื่อกับดอกเบี้ย MRR

          การได้พบกับดอกเบี้ยแบบ MRR จะมาพร้อมกับสินเชื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ในธนาคารพาณิชย์ โดยโปรโมชั่นสินเชื่อที่จะทำให้คุณต้องได้พบกับดอกเบี้ยประเภทนี้แน่นอน คือ

1.โปรโมชั่นสินเชื่อส่วนบุคคล

          โปรโมชั่นสำหรับสินเชื่อเงินสดและบัตรกดเงินสด ที่มาในรูปแบบของการมีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน จะถูกคิดในแง่ของทั้ง MLR และ MRR โดยจะคิดมูลค่าดอกเบี้ยตามธนาคารแห่งประเทศไทย, สถานการณ์ของธนาคารพาณิชย์ในช่วงเวลานั้น ๆ และเครดิตของผู้ขอยื่นกู้

2.โปรโมชั่นสินเชื่อซื้อบ้าน

          ดอกเบี้ยแบบ MRR ถือว่าเป็นตัวสำคัญที่มีผลต่อสินเชื่อบ้านอย่างมาก โดยจะมีการคิดคำนวณอัตราดอกเบี้ยทั้งบวกและลบ ตามแต่ละธนาคารจะเป็นผู้กำหนด ดังนั้นโปรโมชั่นของสินเชื่อบ้านจึงจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละธนาคาร ซึ่งถ้าคุณต้องการจะรู้ว่าดอกเบี้ยของธนาคารใดดีกว่าและคุ้มค่ามากกว่ากัน จำเป็นจะต้องนำดอกเบี้ยของธนาคารที่คุณสนใจมาทำการคำนวณอีกครั้ง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วดอกเบี้ยแบบเอ็มอาร์อาร์ของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งจะแตกต่างกันไม่มากนัก

3.โปรโมชั่นสินเชื่อบ้านแลกเงิน

          โปรโมชั่นแบบสินเชื่อบ้านแลกเงิน จำเป็นต้องคิดดอกเบี้ยเงินกู้แบบทั้ง MLR และ MRR ที่มีทั้งแนวบวกและลบ นอกจากนี้การคิดคำนวณอาจถูกปรับเป็น MLR- ในช่วงปีแรกและเมื่อครบตามอายุสัญญาแล้วดอกเบี้ยอาจจะถูกปรับเป็น MRR+ ต่อปี ดังนั้นผู้ที่ทำสินเชื่อบ้านแลกเงินจำเป็นจะต้องติดตามข่าวสารของดอกเบี้ยให้ดีและจะต้องดูเรื่องของสัญญาเงินกู้ที่จะมีการระบุดอกเบี้ยไว้อย่างชัดเจน เพื่อที่คุณจะได้คำนวณ วงเงินกู้ที่เหลืออยู่ได้อย่างถูกต้อง

4.โปรโมชั่นบัตรเครดิต

          โปรโมชั่นสินเชื่อบัตรเครดิตจะมีความคล้ายคลึงกับสินเชื่อส่วนบุคคล เพราะจะมีการใช้ดอกเบี้ยแบบ MRR ด้วยเช่นกัน ซึ่งบัตรเครดิตนั้นจะมีทั้งโปรโมชั่นหลักและเสริมอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งจะมีการกำหนดดอกเบี้ยที่แตกต่างกันตามสถานการณ์ แต่จะอ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหลัก

สินเชื่อแบบ MRR เหมาะสมกับลูกค้ากลุ่มใดบ้าง

          สำหรับผู้ที่เหมาะสมต่อการใช้สินเชื่อที่มีดอกเบี้ย MRR คือ กลุ่มลูกค้ารายย่อยที่มีประวัติดี หรือลูกค้าแบบบุคคลที่มี เครดิตทางการเงินดี ไม่เคยมีหนี้เสียกับสถาบันทางการเงินใด ๆ มาก่อน ไม่ติดเครดิตบูโร และมีการหมุนเวียนทางการเงินภายในบัญชีเงินฝากอยู่เสมอ พร้อมการมีเงินเข้า-ออกเป็นประจำทุกเดือน รวมไปถึงผู้ที่เป็นพนักงานเงินเดือนและมีเงินหมุนเวียนเข้า-ออกบัญชีชัดเจน ทั้งยังมีการรับรองจากทางบริษัทเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นพนักงานในบริษัทจริง จึงทำให้ทางธนาคารได้เห็นถึงความมั่นคงทางการเงินและการทำงาน ที่พร้อมจะจ่ายหนี้สินไปจนครบตามกำหนดเวลาได้

ตัวอย่างการคำนวณสินเชื่อ MRR ของ 5 สินเชื่อจากธนาคารชื่อดัง

          สำหรับผู้ที่กำลังสนใจจะสมัครสินเชื่อส่วนบุคคล, สินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับบ้าน และบัตรเครดิต คุณควรวิเคราะห์ค่าดอกเบี้ย MRR จากหลากหลายธนาคารให้ดี เพื่อทำให้คุณได้เปรียบเทียบว่าการเลือกสินเชื่อของคุณนั้นจะเป็นไปอย่างเหมาะสมและคุ้มค่ามากที่สุดหรือไม่ ดังนั้นจึงขอแนะนำการคำนวณสินเชื่อแบบดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ของ 5 ธนาคารที่มีชื่อเสียงจาก 5 โปรโมชั่นสินเชื่อบ้าน ดังต่อไปนี้

1. ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารไทยพาณิชย์

          สินเชื่อบ้านใหม่จากธนาคารไทยพาณิชย์ ให้อิสระในการเลือกดอกเบี้ยและการผ่อนที่สามารถเลือกให้ตรงไลฟ์สไตล์ของ คนทำงานได้เป็นอย่างดี โดยมีให้เลือกทั้งดอกเบี้ยแบบคงที่และแบบลอยตัว เพื่อทำให้การวางแผนทางการเงินเป็นไปอย่างมีระบบ สามารถผ่อนสบายด้วยระบบลดต้น ลดดอก และให้ระยะเวลาในการกู้ยาวนานถึง 30 ปี โดยอายุของผู้กู้และระยะเวลาของการผ่อนชำระ เมื่อรวมกันแล้วจะต้องไม่เกินไปกว่า 65 ปี ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของ สินเชื่อนี้ จะมีให้เลือก 3 รูปแบบ คือ อัตราดอกเบี้ย MLR 5.250, อัตราดอกเบี้ย MOR 5.845 และอัตราดอกเบี้ย MRR 5.995

ตัวอย่างการคำนวณสินเชื่อบ้านใหม่จากธนาคารไทยพาณิชย์

          ถ้าราคาบ้าน 1,500,000 บาท คิดคำนวณจากดอกเบี้ย5.995 ตลอดระยะเวลาการผ่อน 30 ปี หรือประมาณ 360 งวด เมื่อนำมาคำนวณดอกเบี้ยต่อปีแล้วจะอยู่ที่ 230,507.49 บาท เมื่อรวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจะเป็นเงิน 1,730,507.49 บาท ส่วนการผ่อนชำระจะอยู่ที่เดือนละ 30,000 บาท โดยดอกเบี้ยจะลดลงเรื่อย ๆ

2.ธนาคารกสิกรไทย

ธนาคารกสิกรไทย

          สินเชื่อบ้านจากธนาคารกสิกรไทย เน้นการเป็นสินเชื่อกู้ผ่านง่ายและได้วงเงินเต็ม อนุมัติแล้วรู้ผลภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 วัน ผ่อนจ่ายสบายได้สูงสุดถึง 30 ปี และมีดอกเบี้ยพิเศษให้คุณสามารถเลือกได้ โดยอนุมัติทั้งบ้านเดี่ยว, ทาวน์เฮ้าส์-ทาวน์โฮม, อาคารพาณิชย์สำหรับการอยู่อาศัย, ห้องชุด, การซื้อที่ดินพร้อมการปลูกสร้าง และการต่อเติมที่อยู่อาศัยอย่างครบถ้วน สำหรับดอกเบี้ยในอัตราพิเศษของผู้ซื้อที่มีรายได้ประจำอัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรก คือ MRR -1.22 เปอร์เซ็นต์ หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 4.75 เปอร์เซ็นต์ และหลังจากสิ้นสุดสัญญา 3 ปีแรก ดอกเบี้ยจะ -1 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ตลอดอายุสัญญาหลัง 3 ปีแรก คือ 4.89 เปอร์เซ็นต์

ตัวอย่างการคำนวณสินเชื่อบ้านจากธนาคารกสิกรไทย

          ถ้าราคาบ้าน 1,500,000 บาท โดยทางธนาคารคิดดอกเบี้ยช่วง 3 ปีแรก ด้วยเอ็มอาร์อาร์ -1.22 หรือ 4.75 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นใน 3 ปีแรก คุณจะเสียค่าดอกเบี้ยทั้งหมด 151,066.96 บาท หลังจาก 3 ปี ทางธนาคารลดดอกเบี้ยลงเป็น -1 หรือ ประมาณ 4.89 เปอร์เซ็นต์ ไปจนจบอายุสัญญา รวมเป็นดอกเบี้ยทั้งหมด 174,915.52 บาท และ รวมทั้งต้นกับดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 1,674,915.52 บาท

3.ธนาคารกรุงศรี

ธนาคารกรุงศรี

           สำหรับธนาคารกรุงศรีจะมาพร้อมกับสินเชื่อบ้านใหม่และบ้านมือสอง ที่สามารถเลือกได้ตามใจคุณ โดยจะมีสินเชื่อสำหรับผู้ที่เป็นพนักงานประจำและสินเชื่อสำหรับอาชีพพิเศษ แต่จะขอยกตัวอย่างของสินเชื่อบ้านใหม่สำหรับพนักงานประจำ สามารถผ่อนชำระได้ยาวนาน 30 ปี ส่วนอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ซื้อบ้านใหม่ที่ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว, บ้านแฝด, ทาวน์เฮ้าส์-ทาวน์โฮม หรือห้องชุด มูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท ปีแรกจะเสียดอกเบี้ย MRR -3.35 เปอร์เซ็นต์ ปีที่ 2 จะเสียดอกเบี้ย-2.25 เปอร์เซ็นต์ ปีที่ 3 และหลังจากนั้นจะเสียดอกเบี้ย -1.10 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก คือ 3.82 เปอร์เซ็นต์ และอัตราดอกเบี้ยต่อปีหลังจากนั้น คือ 4.30 เปอร์เซ็นต์

ตัวอย่างการคำนวณสินเชื่อบ้านจากธนาคารกรุงศรี

          ถ้าราคาบ้าน 1,500,000 บาท จากดอกเบี้ยของธนาคารที่คิดเฉลี่ย 3 ปีแรกมาแล้วจะเป็นดอกเบี้ย 3.82 เปอร์เซ็นต์ โดยคุณจะเสียดอกเบี้ยทั้งหมด 119,468.35 บาท และหลังจากปีที่ 3 เป็นต้นไปดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 4.30 เปอร์เซ็นต์ คุณจะเสียดอกเบี้ยทั้งหมด 136,414.25 บาท เมื่อรวมเงินต้นแล้วจะอยู่ที่ 1,636,414.25 บาท

4.ธนาคาร TMB

ธนาคาร TMB

          สินเชื่อซื้อบ้านใหม่กับ TMB ให้วงเงินอนุมัติตั้งแต่ 500,000 บาทถึง 50 ล้านบาท โดยอนุมัติซื้อได้ทั้งบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน, ทาวน์เฮ้าส์-ทาวน์โฮม และห้องชุดคอนโดมิเนียม โดยให้ระยะเวลาการผ่อนสูงสุดถึง 35 ปี และเมื่อรวมทั้งอายุของผู้กู้กับระยะสัญญาแล้ว จะต้องไม่เกินไปกว่า 65 ปี สำหรับอัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรกจะอยู่ที่ 2.70 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ที่ถือว่าเป็นโปรโมชั่นน่าสนใจของทางธนาคาร TMB และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงไปตลอดอายุสัญญาจะอยู่ที่ 4.00 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกคือ 2 ปีแรก จะเป็นดอกเบี้ย 1.89 เปอร์เซ็นต์ และเฉลี่ย 3 ปีแรกจะอยู่ที่ 2.71 เปอร์เซ็นต์ และหลังจากนั้นจนตลอดอายุสัญญาจะอยู่ที่ 3.98 เปอร์เซ็นต์ จะมีการรับสิทธิ์เพิ่มเติม คือ ฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยและฟรีค่าประเมินราคาหลักทรัพย์

ตัวอย่างการคำนวณสินเชื่อบ้านของธนาคาร TMB

          ถ้าราคาบ้าน 1,500,000 บาท ผ่อนชำระ 30 ปี โดยคำนวณจากดอกเบี้ยโปรโมชั่นที่ทางธนาคาร TMB ได้เสนอไว้ คือ ช่วง 3 ปีแรกดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.70 เปอร์เซ็นต์ ดอกเบี้ยรวมแล้วจะอยู่ที่ 82,758.23 บาท หลังจากการผ่อนชำระ 3 ปี ดอกเบี้ยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4.0 เปอร์เซ็นต์ เมื่อคิดรวมดอกเบี้ยทั้งหมดแล้วจะอยู่ที่ 98,210.72 บาท เมื่อรวมกับเงินต้นและดอกเบี้ยบ้านแล้วจะอยู่ที่ 1,598,210.72 บาท แต่ถ้าเป็นอีกโปรโมชั่นที่คิดดอกเบี้ย 3 ปีแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 2.71 เปอร์เซ็นต์ จะจ่ายดอกเบี้ยโดยรวมอยู่ที่ 83,079.64 และหลังจากนั้นจะคิดดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.98 เปอร์เซ็นต์ ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 98,471.48 บาท เท่ากับว่าทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยรวมกันแล้วเป็นเงิน 1,598,471.48 บาท

5.ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ธนาคารอาคารสงเคราะห์

          ธนาคารอาคารสงเคราะห์มาพร้อมกับโครงการสินเชื่อบ้าน Dream Home ปี 2564 ที่สามารถกู้ซื้อได้ทั้งบ้านเดี่ยว, บ้านทาวน์เฮ้าส์-ทาวน์โฮม และอาคารพาณิชย์สำหรับการอยู่อาศัย โดยจะให้สินเชื่อแบบเต็มวงเงิน พร้อมการให้ระยะเวลาผ่อนสูงสุดไม่เกิน 40 ปี อายุของผู้กู้เมื่อรวมกับระยะเวลาการผ่อนชำระแล้วจะต้องไม่เกินไปกว่า 70 ปี แต่ถ้าเป็นข้าราชการ, อัยการ หรือผู้ที่เกษียณอายุแล้ว จะต้องมีผู้กู้ร่วมและรวมระยะเวลาแล้วจะต้องไม่เกินไปกว่า 75 ปี จะให้ดอกเบี้ยในปีที่ 1-3 คือ 3.250 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และปีที่ 4-5 จะอยู่ที่ 4.150 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ส่วนปีที่ 6 และยาวไปจนถึงตลอดอายุสัญญาจะเป็นอัตราดอกเบี้ย 4.150 เปอร์เซ็นต์ต่อปีทั้งหมด ถ้าเป็นลูกค้าสวัสดิการอัตราดอกเบี้ย MRR -1.00 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ส่วนลูกค้ารายย่อยจะเป็นลบ 0.50 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

ตัวอย่างการคำนวณสินเชื่อบ้าน Dream Home ปี 2564

          ถ้าราคาบ้าน 1,500,000 บาท ผ่อนชำระ 30 ปี ตามกำหนดของธนาคารภายใน 1-3 ปีแรกหรือ 36 งวด อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 3.250 ดอกเบี้ยใน 3 ปีแรกจึงอยู่ที่ 100,604.93 บาท สำหรับปีที่ 4-5 อัตราดอกเบี้ยจะเปลี่ยนเป็น 4.150 เมื่อรวมเป็นเงินดอกเบี้ยแล้ว คือ 113,954.80 บาท เมื่อรวมเงินต้นแล้วจะอยู่ที่ 1,613,954.80 บาท เมื่อเข้าสู่ปีที่ 6 ไปจนถึงปีสุดท้ายคือปีที่ 30 หรืองวดที่ 360 จะคิดเป็นดอกเบี้ย MRR -0.50 ซึ่งดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 117,806.65 บาท เท่ากับว่าบ้านใหม่ของคุณรวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแล้วจะอยู่ที่ 1,617,806.65 บาท

อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อในประเทศไทยมีกี่รูปแบบ

          ถ้าพูดถึงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อภายในประเทศไทยนั้นจะมี 2 รูปแบบหลัก คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่และอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ทั้งยังมีดอกเบี้ยรูปแบบพิเศษต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามกำหนดของแต่ละธนาคาร สำหรับรูปแบบดอกเบี้ยเงินกู้หรือดอกเบี้ยสินเชื่อที่ถูกใช้ในปัจจุบัน 2 รูปแบบหลักจะมีดังต่อไปนี้

1.รูปแบบดอกเบี้ยคงที่

          รูปแบบดอกเบี้ยคงที่หรือที่เรียกว่า Fixed Rate จะเป็นดอกเบี้ยแบบมั่นคงและจะคงอยู่ไปตลอดอายุสัญญาของสินเชื่อ โดยจะคงที่ไปตลอดแบบไม่มีลบหรือบวกใด ๆ เช่น ถ้ามีการระบุในสัญญาว่าสินเชื่อนี้เป็นแบบ Fixed Rate 3% ตลอดอายุสัญญา 30 ปี นั่นเท่ากับว่าคุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยในเรทราคานี้ยาวไปจนครบ 30 ปีนั่นเอง

2.รูปแบบดอกเบี้ยลอยตัว

           สำหรับอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวนั้น จะนิยมใช้ในธนาคารพาณิชย์ทั่วไป โดยจะเป็นดอกเบี้ยของสินเชื่อที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ของธนาคารและสถานการณ์ต่าง ๆ ของผู้กู้ แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันกับธนาคารกลางแห่งประเทศไทย ถ้ามีการปรับเปลี่ยนในอนาคตก็จะมีการติดประกาศให้ลูกค้าได้รู้อยู่เสมอ ซึ่งอัตราการกู้แบบลอยตัวนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ

  • MLR หรือ Minimum Loan Rate อัตราดอกเบี้ยที่จะคิดกับลูกค้ารายใหญ่หรือลูกค้าในระดับบริษัทและธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีประวัติทางการเงินดี มักจะกู้เป็นแบบระยะยาว มีระยะเวลาที่ชัดเจน
  • MRR หรือ Minimum Retail Rate เป็นดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยหรือลูกค้าบุคคลที่มีประวัติดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำสินเชื่อส่วนบุคคล, สินเชื่อสำหรับที่อยู่อาศัย และบัตรเครดิต เป็นต้น โดยจะต้องมีประวัติทางการเงินที่ดี ถ้าเป็นพนักงานประจำจะสามารถกู้สินเชื่อได้ง่าย

          สำหรับผู้ที่กำลังสนใจดอกเบี้ย MRR คุณสามารถศึกษาได้จากภายในบทความนี้ พร้อมศึกษาการเปรียบเทียบสินเชื่อบ้านของทั้ง 5 ธนาคารชื่อดังในประเทศไทยที่ได้คำนวณเป็นตัวอย่างไว้ให้ เพื่อที่คุณจะสามารถตัดสินใจสมัครสินเชื่อที่เหมาะสมและให้ความคุ้มค่ากับตัวคุณได้มากที่สุด