logo

          MLR ถูกใช้ภายในสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เกือบทุกแห่ง สำหรับผู้ที่กำลังสนใจจะกู้สินเชื่อ ที่ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล, สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือบัตรเครดิต รวมไปถึงสินเชื่อบ้านแลกเงิน หนึ่งในเรื่องที่คุณต้องทำความเข้าใจให้มาก คือ เรื่องของอัตราดอกเบี้ย ที่จะมาพร้อมกับระยะเวลาการใช้คืนเงินภายในสินเชื่อ ดังนั้นการจ่ายของคุณจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับความนิยม คือ ภายในบทความนี้จึงขอพูดถึงรายละเอียดของ MLR เพื่อทำให้คุณเข้าใจสินเชื่อประเภทนี้มากยิ่งขึ้น

. . . . . . . . . .

ทำความรู้จักกับดอกเบี้ย MLR เพื่อความเข้าใจต่อการกู้สินเชื่อมากยิ่งขึ้น

         ดอกเบี้ยแบบ MLR ถูกจัดให้อยู่ในประเภทของดอกเบี้ยลอยตัว หรือ Floating Rate ที่ถูกใช้กับสินเชื่อภายในธนาคารพาณิชย์เกือบทุกแห่ง นอกจากนี้ในกลุ่มเดียวกันยังมีดอกเบี้ย MRR และ MOR เพิ่มขึ้นมาอีกด้วย สำหรับ MLR หรือ Minimum Loan Rate จะเป็นดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเกือบทุกประเภท แต่จะใช้กับลูกค้ารายใหญ่ของทางธนาคารเท่านั้น ซึ่งลูกค้าที่จะได้รับการอนุมัติจากทางธนาคารจะต้องผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี มีการเงินหมุนเวียนคล่องตัวหรืออาจจะเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทรัพย์สินมั่นคง ซึ่งดอกเบี้ยแบบเอ็มแอลอาร์จะมีลักษณะคล้ายกับ MRR แต่จะต่างกันเพียงแค่การคัดสรรลูกค้าเท่านั้น สำหรับเอ็มแอลอาร์แล้วจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละธนาคาร ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยจึงจะไม่เท่ากันหรือบางธนาคารอาจจะใกล้เคียงกัน

          จุดเด่นของดอกเบี้ย MLR ที่เห็นอย่างชัดเจน คือ การกู้เงินจากทางธนาคารหรือสถาบันการเงินด้วยวงเงินกู้สูงและได้รับระยะเวลาการใช้คืนที่ค่อนข้างยาวนาน ทั้งยังมีกำหนดระยะเวลาของการใช้คืนเงินไว้ชัดเจน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเลือกผู้กู้ที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะชำระหนี้ในอนาคตได้ดี จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกู้เงินในการทำธุรกิจ, การรีโนเวทโรงงาน หรือการขยับขยายกิจการของตนเองให้มีความก้าวหน้าและสามารถเพิ่มพลังการผลิตได้มากขึ้นนั่นเอง สำหรับการกำหนดดอกเบี้ยแบบประเภทนี้จะมีทั้งแบบบวกและลบอยู่ด้านหน้า ทั้งยังเป็นดอกเบี้ยที่ไม่มีความคงที่ ดังนั้นธนาคารบางแห่งอาจจะให้ดอกเบี้ย MLR ช่วงแรกคงที่ 3 ปี และหลังจากนั้นจะมีทั้งบวกและลบได้ตามสถานการณ์ เมื่อกู้สินเชื่อที่คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์แล้ว คุณจึงจำเป็นจะต้องติดตามการประกาศของทางธนาคารให้ดี เพื่อการวางแผนคืนเงินได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อความสามารถของคุณได้มากที่สุด

หลักการคำนวณดอกเบี้ย MLR ของแต่ละธนาคาร

หลักการคำนวณดอกเบี้ย MLR ของธนาคาร

          เมื่อคุณเริ่มเข้าใจแล้วว่าดอกเบี้ย MLR คืออะไร? ใช้ในรูปแบบใดบ้าง? และมีจุดเด่นพร้อมด้วยรายละเอียดต่าง ๆ เป็นอย่างไร? เรื่องต่อไปที่คุณควรรู้คือหลักการคำนวณดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารที่จะมีการอ้างอิงจากสถานการณ์ดังต่อไปนี้

1. ธนาคารแห่งประเทศไทย

          การอ้างอิงหลักของดอกเบี้ยที่ไม่ว่าจะเป็น MLR MOR หรือ MRR จะต้องอ้างอิงจากทางธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น เพราะจะเป็นผู้ที่ออกกฎและระเบียบในการคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางที่สุด ดังนั้นธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งภายในประเทศจึงต้องอ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีการทำประกาศเกี่ยวกับการขึ้น-ลงของดอกเบี้ยไว้อย่างชัดเจนที่สาขาใหญ่ สาขาย่อย และหน้าเว็บไซต์ของธนาคาร รวมไปถึงแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธนาคารจะต้องมีการบอกถึงอัตราดอกเบี้ยไว้อย่างชัดเจนทั้งหมด

2. สถานการณ์ของแต่ละธนาคาร

          อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวทุกประเภทจะอ้างอิงตามสถานการณ์ของธนาคารพาณิชย์นั้น ๆ ด้วยเช่นกัน จึงทำให้แต่ละธนาคารมีดอกเบี้ยที่แตกต่างกันออกไป ทั้งยังมีประกาศทั้งแบบบวกและลบที่ต่างกัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างต้นทุนของธนาคาร, การบริหารการเงิน, การบริหารงานข่าวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับธนาคาร, หนี้เสีย และผลดำเนินการทั้งหมดของธนาคาร ที่เมื่อนำมาวิเคราะห์แล้วว่าทิศทางดีขึ้นหรือแย่ลง ก็จะทำให้อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวถูกปรับเปลี่ยนไปได้ด้วยเช่นกัน

3. ความน่าเชื่อถือของผู้กู้

         หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธนาคารพาณิชย์กล้าจะปล่อยสินเชื่อและให้อัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน คือ ประวัติของลูกค้า ยิ่งคุณมีประวัติทางการเงินที่ดีมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสของการกู้สินเชื่อได้ง่ายและได้ดอกเบี้ยต่ำ ถ้ามีสภาพคล่องทางการเงินและธุรกิจที่ดี มีเงินเก็บอยู่ภายในธนาคารนั้น ๆ ที่คุณขอสินเชื่อ ไม่เคยติดเครดิตบูโรและใช้จ่ายหนี้สินอย่างเป็นระบบ การอนุมัติสินเชื่อต่าง ๆ ย่อมเป็นไปได้ง่ายและส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ย ที่ไม่ว่าจะเป็น MLR, MOR และ MRR ทั้งหมดอีกด้วย

4. ผู้มีความมั่นคงทางทรัพย์สิน

          ถ้าคุณเป็นผู้ที่มีความมั่นคงทางทรัพย์สิน สามารถใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่มาเป็นตัวช่วยในการค้ำประกันสินเชื่อ จะยิ่งทำให้ดอกเบี้ย MLR ของคุณลดต่ำลงและทำให้โอกาสของการอนุมัติสินเชื่อเป็นไปได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นการมีทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการคำนวณราคาดอกเบี้ยด้วยเช่นกัน

โปรโมชั่นใดบ้างที่มีการคิดตามอัตราดอกเบี้ย MLR

          สำหรับอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ปัจจุบัน จะมาพร้อมโปรโมชั่นสินเชื่อเพื่อธุรกิจ, สินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับลูกค้ารายใหญ่, สินเชื่อบ้านและอาคารพาณิชย์ต่าง ๆ โดยจะเน้นจ่ายเงินกู้วงเงินสูงที่จะมีระยะเวลาระบุไว้อย่างชัดเจนภายในสัญญา และจะมาพร้อมกับสินเชื่อแบบ MRR เพียงแต่จะแตกต่างกันในเรื่องของคุณสมบัติของลูกค้า ดังนั้นโปรโมชั่นสินเชื่อจะเหมือนกับโปรโมชั่นของดอกเบี้ยแบบ MRR ทั้งหมด แต่จะคำนวณด้วยค่าดอกเบี้ยที่ต่างกัน ส่วนเรื่องของ MLR- และ MLR+ จะหมายถึงอัตราดอกเบี้ยทั้งขึ้นและลงแตกต่างกัน เช่น ถ้าสินเชื่อธนาคารที่คุณต้องการกู้ด้วยวงเงิน 2 ล้านบาท มีการระบุว่าให้อัตราดอกเบี้ย MLR 6.25 เปอร์เซ็นต์ ตลอดระยะเวลา 3 ปี และหลังจากนั้นเป็น MLR -1.5 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าการส่งสินเชื่อใน 3 ปีแรก คุณจะได้ดอกเบี้ยที่ 6.25 เปอร์เซ็นต์

          แต่พอหลังจาก 3 ปีแรกไปแล้วให้คุณนำดอกเบี้ย -1.5 เปอร์เซ็นต์ มาทำการลบออกจาก 6.25 เปอร์เซ็นต์ จะออกมาเป็น 6.25 - 1.5 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าดอกเบี้ยหลังจาก 3 ปีแรก ที่คุณต้องจ่ายในทุก ๆ ปีจะเป็น 4.75 เปอร์เซ็นต์แทน เป็นต้น ดังนั้นถ้าคุณกู้เงิน 2 ล้านบาท โดยระยะเวลาการใช้คืนจำนวน 10 ปี ในอัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรก คือ 6.25 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำมาพัฒนาธุรกิจของคุณ จะต้องเสียดอกเบี้ยใน 3 ปีนี้คือ 694,722 บาท แต่พอหลังจาก 3 ปีแรก ดอกเบี้ยของคุณเป็น MLR -1.5 เท่ากับว่าหลังจาก 3 ปี คุณจะต้องส่งอัตราดอกเบี้ย 4.75 ไปจนครบระยะสัญญาที่เหลืออีก 7 ปี เมื่อคำนวณดอกเบี้ย 7 ปีแล้ว จะเป็นจำนวนเงิน 354,812 บาท

          ส่วนเงินต้นยังคงเป็น 2 ล้านเท่าเดิม เมื่อรวมดอกเบี้ยทั้ง 2 รอบจะเป็นจำนวนเงิน 1,049,534 บาท ดังนั้นเงินต้นและดอกเบี้ยรวมแล้วเป็น 3,049,534 บาท ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าช่วง 3 ปีแรกอาจจะต้อส่งดอกเบี้ยหนักแต่เมื่อไปสู่ปีที่ 4 ได้ดอกเบี้ย –MLR ก็ทำให้ดอกเบี้ยลดลงทันที จึงส่งผลลัพธ์ที่ทำให้อัตราการจ่ายคืนในแต่ละเดือนหรืองวดการชำระ อาจจะลดลงตามไปด้วย แต่ถ้าเอ็มแอลอาร์เป็นบวกเมื่อไหร่นั่นเท่ากับว่าดอกเบี้ยก็จะพุ่งสูงขึ้น คุณจึงจำเป็นที่จะต้องติดตามข่าวสารและประกาศของทางธนาคารที่คุณขอกู้เงินอยู่เสมอ เพราะอัตราดอกเบี้ยนั้นถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมาก ถ้าได้อัตราแบบลบคุณก็จะเบาแรงในการผ่อนชำระค่างวดในแต่ละเดือนลง แต่ถ้าเป็นอัตราดอกเบี้ยบวกคุณก็อาจจะต้องเพิ่มภาระของการจ่ายคืนที่พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งถ้าออกมาในรูปแบบนี้ เรื่องต่อไปที่ผู้กู้ซื้อบ้านหรืออาคารส่วนใหญ่จะทำ คือ การรีไฟแนนซ์ไปกับธนาคารอื่นที่มีอัตราดอกเบี้ยถูกกว่านั่นเอง

ดอกเบี้ย MLR เหมาะกับลูกค้าแบบใด

          ดอกเบี้ย MLR จะเหมาะสมกับลูกค้ารายใหญ่ของทางธนาคาร เป็นลูกค้าที่มีธุรกิจใหญ่ มีความน่าเชื่อถือ หรือเป็นบุคคลที่มีทรัพย์สินในการนำมาใช้เป็นหลักประกัน มีเงินหมุนเวียนภายในบัญชีที่ดี มีเงินเก็บที่มั่นคงและมีเครดิตทางด้านการเงินดีเยี่ยม ซึ่งถือว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีของทางธนาคาร เมื่อมีการกู้สินเชื่อจึงจะได้รับเป็นดอกเบี้ยแบบเอ็มแอลอาร์ ส่วนความต่างของดอกเบี้ย MLR กับ MRR และ MOR คือ ความต่างของคุณสมบัติลูกค้า เช่น

  • MLR จะเน้นเป็นลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีของทางธนาคาร แต่ MRR จะเป็นลูกค้ารายย่อยชั้นดีของทางธนาคาร ซึ่งลูกค้ารายใหญ่แบบเอ็มแอลอาร์ คือ ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ส่วน MRR จะเป็นลูกค้าแบบรายบุคคลอย่างพนักงานประจำ เป็นต้น
  • ส่วนดอกเบี้ยแบบ MLR กับ MOR จะต่างกันตรงที่ดอกเบี้ยแบบเอ็มแอลอาร์จะเป็นดอกเบี้ยกับลูกค้ารายใหญ่เช่นเดียวกับ MOR แต่จะคิดรวมอยู่ในดอกเบี้ยของสินเชื่อ ส่วน MOR จะเป็นการคิดดอกเบี้ยจากวงเงินที่เกินออกไป

ตัวอย่างการคำนวณสินเชื่อที่คิดตามอัตราดอกเบี้ย MLR จาก 5 ธนาคารชั้นนำของไทย

          สำหรับผู้ที่สนใจจะกู้เงินจากสถาบันทางการเงินและต้องการรู้เรื่องอัตราดอกเบี้ย MLR จากธนาคารภายในประเทศไทย ขอแนะนำตัวอย่างการคำนวณสินเชื่อที่คิดตามอัตราดอกเบี้ยของเอ็มแอลอาร์จากธนาคารชั้นนำดังต่อไปนี้

1.ธนาคารกสิกรไทย 

ธนาคารกสิกรไทย

          ธนาคารกสิกรไทยมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเงินกู้ลง เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกค้าในเรื่องของสภาวะ covid-19 และทำให้ลูกค้าธุรกิจมีสภาพคล่องทางการเงินเพิ่มมากขึ้น โดยให้อัตราดอกเบี้ย MLR ที่ 5.47 เปอร์เซ็นต์ ตัวอย่างการคำนวณสินเชื่อ ถ้าคุณกู้เงินจากธนาคารกสิกรไทยเป็นจำนวน 10 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ย MLR 5.47 เป็นระยะเวลา 10 ปี คุณจะต้องเสียดอกเบี้ยทั้งหมด 3,005,322 บาท เมื่อรวมกับเงินต้นแล้วจะเป็น 13,005,322 บาท

2.ธนาคารกรุงเทพ 

ธนาคารกรุงเทพ

          ธนาคารกรุงเทพมีการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทลงให้เหลือต่ำสุดด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการสนับสนุนด้านกลไกภาครัฐและทำการช่วยเหลือลูกค้าผู้ประกอบธุรกิจต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ covid-19 พร้อมทำให้อัตราการจ่ายคล่องตัวมากขึ้น โดยให้ดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์อยู่ที่ 5.25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าน้อยกว่าทางธนาคารกสิกรไทย ตัวอย่างของการคำนวณอัตราดอกเบี้ย เมื่อคุณกู้เงินเป็นจำนวน 10 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ย MLR 5.25 เป็นระยะเวลา 10 ปี คุณจะเสียดอกเบี้ยทั้งหมด 2,875,004 บาท เมื่อรวมกับเงินต้นแล้วจะเป็นจำนวนเงิน 12,875,004 บาท

3.ธนาคารกรุงไทย 

ธนาคารกรุงไทย

          สำหรับธนาคารกรุงไทยมีการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ด้วยผลิตภัณฑ์ของธนาคาร 0.125 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เพื่อช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกค้าธุรกิจและบุคคลทั่วไป รวมไปถึงช่วยสนับสนุนภาครัฐ เพื่อทำให้สามารถรับมือสถานการณ์โควิดได้เป็นอย่างดี สำหรับอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์จากธนาคารกรุงไทยจะอยู่ที่ 5.25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเทียบเท่ากับทางธนาคารกรุงเทพ ดังนั้นวิธีการคำนวณเรื่องอัตราดอกเบี้ยจากจำนวนเงินกู้ 10 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 10 ปี คุณจะเสียดอกทั้งหมด 2,875,004 บาท และเมื่อรวมเงินต้นแล้วจะเป็นจำนวนเงิน 12,875,000 บาท ซึ่งจะเท่ากับทางธนาคารกรุงเทพทั้งหมด

4.ธนาคารกรุงศรี 

ธนาคารกรุงศรี

         ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเป็นอีกหนึ่งธนาคารพาณิชย์ที่รับมือกับสถานการณ์ covid ด้วยการปรับลดดอกเบี้ยลงทุกประเภท สำหรับดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์จากธนาคารกรุงศรีลดลงเหลือ 5.58 เปอร์เซ็นต์ และยังคงมีการปรับลดลงในบางช่วงเวลา ตัวอย่างการคำนวณอัตราดอกเบี้ยจากสินเชื่อของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ด้วยจำนวนเงินกู้ 10 ล้านบาท ที่คิดจากอัตราดอกเบี้ย MLR 5.58 เป็นระยะเวลา 10 ปี คุณจะต้องเสียดอกเบี้ยทั้งหมดเป็นจำนวนเงิน 3,070,773 บาท เมื่อรวมเงินต้นแล้วจะเป็นจำนวน 13,070,773 บาท

5.ธนาคารออมสิน 

ธนาคารออมสิน

          ธนาคารออมสินมีการปรับดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐมากขึ้น ช่วยผู้ประกอบการกับประชาชนทั่วไปลดภาระในช่วงสถานการณ์โควิดลง จึงได้มีการประกาศลดอัตราดอกเบี้ย MLR ลงเหลือเพียง 6.150 เปอร์เซ็นต์ ตัวอย่างของการคำนวณเงินกู้สินเชื่อด้วยจำนวนเงิน 10 ล้านบาท โดยทางธนาคารคิดดอกเบี้ย MLR 6.150 เปอร์เซ็นต์ เป็นระยะเวลา 10 ปี คุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมด 3,413,032 บาท เมื่อรวมเงินต้นแล้วเป็นจำนวน 13, 413,032 บาท

          สรุปจากการเปรียบเทียบสินเชื่อจาก 5 ธนาคารชั้นนำของประเทศไทย ธนาคารที่มีดอกเบี้ย MLR ต่ำที่สุดต้องยกให้กับธนาคารกรุงเทพและธนาคารกรุงไทย ที่มีอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ปรับลดลงเหลือเพียง 5.25 เปอร์เซ็นต์ และธนาคารที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดต้องยกให้กับธนาคารออมสินที่มีดอกเบี้ย MLR สูงถึง 6.150 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งความแตกต่างนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัย ของแต่ละธนาคารที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นถ้าคุณชอบธนาคารใดหรือใช้บริการธนาคารใดอยู่แล้ว ให้ศึกษาที่ธนาคารนั้น ๆ เป็นหลัก เพื่อให้การขออนุมัติสินเชื่อเป็นเรื่องง่ายและตรงใจคุณมากที่สุด

          หลักการคำนวณดอกเบี้ย MLR ของสินเชื่อในธนาคารแต่ละแห่งภายในบทความนี้ จะใช้หลักการคำนวณแบบคร่าว ๆ ที่นำเป้าหมายการกู้, จำนวนเงินที่ต้องการกู้, จำนวนของปีในการผ่อนชำระ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี มาทำการคิดคำนวณร่วมกันแล้วจะได้ออกมาเป็นดอกเบี้ยรวมทั้งหมด เมื่อรวมกับเงินต้นแล้วจะออกมาเป็นยอดที่ชัดเจนที่คุณจะต้องผ่อนชำระในแต่ละเดือน หรือถ้าคุณต้องการคำนวณดอกเบี้ยจากสินเชื่อต่าง ๆ ด้วยตัวคุณเองด้วยวิธีการที่ง่ายมากยิ่งขึ้น สามารถใช้บริการโปรแกรมคำนวณดอกเบี้ยจากศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารกลางแห่งประเทศไทยที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด คือ www.1213.or.th เข้าใช้บริการได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง