logo

          เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาโลกของเราต้องเผชิญกับภาวะโลกร้อนและปัญหาฝุ่นควันที่หนักหนาสาหัสรวมถึงภัยแล้ง ไฟป่าและดูเหมือนปัญหาเหล่านี้จะคืบคลานไปทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งยังทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ปัญหาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักรู้และร่วมมือช่วยกันให้โลกของเรากลับมาน่าอยู่เหมือนเดิม และถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากช่วยพิทักษ์รักษาโลกให้ปลอดภัยเช่นเดียวกับ Super Hero ทั้งหลายแล้วล่ะก็ คุณทำได้อย่างแน่นอน และทำได้โดยไม่ต้องพึ่งพลังวิเศษใด ๆ อย่าง Super Hero ด้วย เริ่มต้นได้จากที่บ้านของคุณเองซึ่งก็คือ การออกแบบและปรับเปลี่ยนให้บ้านกลายเป็นบ้านประหยัดพลังงานที่เราจะพูดถึงกัน

. . . . . . . . . . .

แนวคิดหรือทฤษฎีบ้านประหยัดพลังงาน

          โครงการบ้านประหยัดพลังงานคือบ้านที่อยู่แล้วเย็นสบายโดยสิ้นเปลืองพลังงานน้อยที่สุดหรือถ้าใช้พลังงานก็ใช้อย่างเกิดประโยชน์คุ้มค่ามากที่สุด ประหยัดพลังงาน โดยตัวบ้านจะถูกออกแบบให้เหมาะกับสภาพพื้นที่และภูมิอากาศที่บ้านตั้งอยู่ และสามารถดึงเอาพลังงานที่มีอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยลดการใช้พลังไฟฟ้าให้น้อยที่สุดนั่นเอง

01

ขอบคุณภาพจาก : www.banidea.com

ลักษณะของบ้านประหยัดพลังงานที่ควรเป็น

1. ทำเลที่ตั้งและทิศทางของบ้าน การสร้างบ้านประหยัดพลังงานไม่ให้บ้านร้อนคุณควรให้หน้าบ้านหันไปทางทิศเหนือ รองลงมาก็เป็นทิศตะวันออก ส่วนทิศใต้นั้นอาจได้รับแสงแดดจากการที่ดวงอาทิตย์อ้อมไปทางทิศใต้ด้วย ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละเดือน เพื่อลดผลกระทบจากแสงแดด ทิศที่ไม่ควรหันบ้านไปนั่นคือทิศตะวันตกเพราะแดดในช่วงบ่ายจะแรงและทำให้ตัวบ้านได้รับความร้อนสะสมไปจนถึงดึก ในสภาพภูมิประเทศของบ้านเราจะมีลมที่มาจากทิศเหนือตอนหน้าหนาวและลมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงหน้าร้อน เพราะฉะนั้น คุณควรเปิดให้ได้รับลมจากสองทิศนี้

2.กระจกของบ้านประหยัดพลังงาน ควรเป็นกระจกสีไม่เป็นสีใส เพราะจะทำให้ภายในบ้านได้รับแสงที่เข้ามาโดยตรง ทำให้ความร้อนเกิดขึ้นภายในบ้าน

3.ผนังบ้านประหยัดพลังงาน ควรทำมาจากวัสดุที่กันความร้อนเช่น ผนังสำเร็จรูปที่มีฉนวนกันความร้อนมาด้วย หรือการทำผนังแบบ 2ชั้นโดยมีช่องว่างระหว่างผนัง

4.หลังคาบ้านประหยัดพลังงาน ควรมีช่องระบายความร้อนที่ใต้หลังคาที่ใหญ่พอสมควร มีชายคาที่ยื่นยาวออกไปจากตัวบ้าน และมีฉนวนป้องกันความร้อนจากกระเบื้องหลังคา

5.บริเวณรอบบ้านประหยัดพลังงาน ควรมีการปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น

6.การวางหน้าต่างของบ้านประหยัดพลังงาน ให้อยู่ในทิศทางตรงข้ามกัน เพื่อให้การถ่ายเทลมที่ดี

7.สามารถรับแสงธรรมชาติจากภายนอกบ้าน และต้องไม่อยู่ในทิศทางที่รับแดด

. . . . . . . . . . .

เทคนิคบ้านประหยัดพลังงานในไทย

02

ขอบคุณภาพจาก : DEDE HOME

          ในสภาพอากาศของบ้านเราที่มีอากาศค่อนข้างร้อนโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เนื่องจากการที่ประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรของโลก ดังนั้นเราจะต้องใช้เทคนิคต่าง ๆ มาช่วยลดความร้อนจากบ้านของเราเพื่อให้กลายเป็นบ้านประหยัดพลังงาน

1. การติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านประหยัดพลังงาน

          Solar Rooftop คือหลังคาที่ติดตั้งแผงโซลาเซลส์ เพื่อแปลงพลังงานจากแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ภายในครัวเรือน ถ้ามีพลังงานที่ผลิตได้เกินจากการใช้งานก็จะจำหน่ายหรือขายคืนให้กับการไฟฟ้าได้ด้วย การติดตั้ง Solar Rooftop นี้นอกจากจะช่วยคุณประหยัดค่าไฟได้แล้วยังช่วยป้องกันความร้อนจากแสงแดดที่จะมากระทบกับหลังคาโดยตรง ดังนั้นบริเวณหลังคาที่มีการติดตั้งระบบดังกล่าวก็จะเย็นกว่าบริเวณที่ไม่ได้ติดตั้ง เรียกว่าได้ประโยชน์คูณ 2 แถมเครื่องปรับอากาศของห้องที่อยู่บริเวณนั้นก็จะไม่ต้องทำงานหนักไปด้วยคูณ 3 เข้าไปอีก

2. การใช้ฉนวนกันความร้อนในบ้านประหยัดพลังงาน

          การติดตั้งฉนวนกันความร้อนใต้โถงหลังคาจะช่วยป้องกันความร้อนที่ส่งผ่านมาจากกระเบื้องหลังคาได้ ตัววัสดุฉนวนที่จำหน่ายในท้องตลาดและนำมาใช้ก็มีอยู่หลายแบบ

2.1. อลูมิเนียมฟอยล์ ใช้เป็นตัวสะท้อนความร้อนอย่างเดียว ไม่ได้ป้องกันความร้อนที่ส่งผ่านเข้ามา จึงต้องใช้งานร่วมกับฉนวนตัวอื่น

2.2. โพลีเอธิลีนโฟม (Polyethylene Foam-PE) เป็นแผ่นโฟมที่มีอลูมิเนียมฟอยล์ประกบ 1 หรือ 2 ด้าน ตัวโฟมทำมาจากพลาสติก Polyethylene Foam สามารถป้องกันและสะท้อนความร้อนพร้อมกัน แต่มีข้อเสียคือเมื่อโดนประกายไฟ จะสามารถลามไฟได้

2.3. แอร์บับเบิ้ล (Air Bubble หรือที่เรียก Bubble Foil) มีลักษณะเหมือนแผ่นบับเบิ้ลที่ใช้กันกระแทกโดยมีฟองอากาศอยู่ตรงกลางแล้วมีแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์ประกบทั้ง 2 ฝั่ง แต่ข้อเสียคือ เมื่อมีการฉีกขาดและโดนประกายไฟ สามารถลามไฟได้

2.4. ใยแก้ว (Fiberglass) เป็นฉนวนแบบใยแก้วที่ห่อด้วยอะลูมิเนียมฟอยล์ โดยใยแก้วจะเป็นตัวป้องกันความร้อนและอลูมิเนียมฟอยล์จะเป็นตัวสะท้อนความร้อน น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะมีข้อดีคือไม่ลามไฟเมื่อมีการฉีกขาด จึงค่อนข้างมีความปลอดภัย แต่ราคาอาจค่อนข้างแพงกว่าแบบอื่น ๆ

3. การทำผนัง 2 ชั้นในทิศที่รับแดดของบ้านประหยัดพลังงาน

          เทคนิคนี้จะใช้การก่อกำแพง 2 ชั้นในทิศตะวันตกหรือทิศใต้ของตัวบ้าน ที่มีการรับแสงแดดค่อนข้างมากกว่าทิศอื่น โดยใช้การก่อกำแพงสองชั้นและเว้นช่องว่างระหว่างผนังกำแพงทั้งสองเพื่อให้อากาศทำหน้าที่เป็นฉนวนอีกที วิธีนี้จะทำให้ความร้อนเข้ามาไม่ถึงผนังชั้นที่สองได้  

4.การปลูกต้นไม้รอบ ๆ บ้าน

          ในบ้านประหยัดพลังงานการปลูกต้นไม้รอบบ้านนอกจากจะสร้างบรรยากาศที่ร่มรื่นแล้วยังช่วยลดความร้อนและแสงแดดที่จะเข้ามาในภายในบ้านได้ด้วย ทำให้ภายในบ้านอุณหภูมิลดลง และบริเวณรอบบ้านไม่ควรราดพื้นเป็นพื้นคอนกรีต เพราะเมื่อแดดส่องนอกจากจะสะท้อนความร้อนเข้าภายในบ้านแล้วลมที่พัดก็จะพาฝุ่นบนพื้นคอนกรีตเข้ามาด้วย ดังนั้นรอบ ๆ บ้านจึงควรปูเป็นสนามหญ้าเพื่อกันฝุ่นและลดการสะท้อนความร้อนเช้าสู่บ้านด้วยรวมทั้งให้ความรู้สึกสดชื่นรอบ ๆ บ้าน

5.กระจกหน้าต่างกันความร้อนสำหรับบ้านประหยัดพลังงาน

          บริเวณประตูและหน้าต่างนับเป็นจุดอ่อนของบ้านที่ความร้อนอาจแฝงตัวเข้ามาในบ้านของคุณได้ เพราะฉะนั้นการเลือกวัสดุที่จะมาทำประตูและหน้าต่างจึงมีความสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งบ้านที่ทันสมัยมักนิยมใช้กระจกเพื่อความสวยงาม ดังนั้นคุณควรพิจารณาการเลือกกระจกว่า เลือกอย่างไรบ้านจึงไม่ร้อน

กระจกที่กันความร้อนที่นิยมใช้กับบ้านประหยัดพลังงานมีอยู่ 5 แบบด้วยกัน

5.1.กระจกสี (Tinted Glass)

          บางทีก็เรียกกันว่ากระจกตัดแสง มีลักษณะเป็นสีชาเข้ม ช่วยป้องกันความจ้าจากแสงแดดที่จะเข้ามาภายในตัวบ้าน ยิ่งมีสีเข้มก็จะยิ่งช่วยลดแสงที่จะเข้ามาให้น้อยลง และอาจทำให้ภายในบ้านมืดลง อย่างไรก็ดีกระจกแบบนี้ไม่ได้กันคลื่นความร้อนจากแสงอาทิตย์ ยิ่งมีสีเข้มก็จะยิ่งกลายเป็นดูดความร้อนเข้าไปอีก ดังนั้นกระจกแบบนี้จึงกันความร้อนได้พอประมาณ ควรใช้สีเข้มพอประมาณเพื่อไม่ให้บ้านมืดจนเกินไป ปัจจุบันอาจไม่ค่อยเป็นที่นิยมแล้ว

5.2.กระจกเขียวตัดแสง (Heat Absorbing Glass)

         กระจกแบบนี้จะใช้การเติมออกไซด์โลหะประเภทเหล็ก โคบอลต์ หรือซีลีเนียมที่มีความ สามารถกักคลื่นความร้อนหรือคลื่น UV อินฟราเรดไว้ไม่ให้เข้าสู่ภายในตัวบ้าน ซึ่งสารที่ใส่เข้าไปในเนื้อกระจกนั้นทำให้กระจกมีสีเขียว ดูใสเหมือนกระจกธรรมดา ช่วยป้องกันความร้อนได้มากถึง 50% แต่ราคาสูงกว่ากระจกทั่วไปแค่ 20% อย่างไรก็ตามตัวเนื้อสารโลหะที่ใส่เข้าไปในกระจกเมื่อโดนแดดจัด ๆ อาจมีการสะสมความร้อนจนทำให้กระจกแตกหรือร้าวเองได้ ส่วนใหญ่กระจกแบบนี้จะทำเป็นกระจกนิรภัย (เทมเปอร์) ด้วยเพื่อลดการแตกให้ยากขึ้น หรือถึงจะแตกก็แตกเป็นเม็ด ๆ ที่ไม่มีความแหลมคมแบบกระจกทั่วไป

5.3. กระจกสะท้อนแสง (Reflective Glass)

          กระจกแบบนี้จะใช้การเคลือบสารจำพวกโลหะที่ผิวกระจก สามารถสะท้อนแสงแดดและรังสีจากดวงอาทิตย์ออกไปเพื่อลดความร้อนลงได้ นอกจากนี้กระจกแบบนี้ยังช่วยในเรื่องความเป็นส่วนตัวในเวลากลางวันที่คนจากด้านนอกจะมองเข้ามาไม่เห็น แต่ส่วนกลางคืนอาจจะต้องหาผ้าม่านมาปิดอีกทีเพราะแสงไฟในตัวบ้านจะสว่างกว่าภายนอก ทำให้มองเห็นภายในบ้านได้ชัดเจน จุดเด่นอีกอย่างคือแสงสว่างที่ส่องผ่านเข้ามาภายในบ้านพอเหมาะ ช่วยให้เกิดบรรยากาศที่สบายน่ารื่นรมย์ และสบายตา

5.4.กระจกโลว์อี (Low Emission Glass)

          มีการใส่สารที่เป็นเงินลงไปแทนโลหะที่เป็นเหล็กหรือซีลิเนียมที่อยู่ในกระจกตัดเขียว ซึ่งนอกจากจะใสและสะท้อนคลื่นความร้อนได้ดีแล้วยังถ่ายเทความร้อนที่ต่ำด้วย มีความทนทานต่อรอยขีดข่วน นอกจากการเป็นกระจกสะท้อนความร้อนและช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ใครที่ชอบมีความลับเยอะสามารถใช้ในงานเป็นกระจกเก็บเสียงในห้องลับได้ด้วยหรือนำไปดัดโค้งกระจกกันความร้อนเพิ่มความทันสมัย การติดตั้งควรหันด้านเคลือบเข้าสู่ภายในเสมอ เพื่อการดูแลที่ง่ายและป้องกันการเกิดรอยขีดข่วนจากภายนอกที่อาจทำให้ประสิทธิภาพในการกรองแสงลดลง แต่กระจกแบบนี้จะมีฝุ่นเกาะได้ง่าย ต้องคอยเช็ดทำความสะอาดบ่อย ๆ อย่างไรก็ดีกระจกแบบนี้ป้องกันความร้อนได้ดีมากทีเดียว จึงเหมาะกับการใช้ในบ้านประหยัดพลังงาน

5.5.กระจกฉนวน (Double Insulated glass)

          กระจกฉนวนหรือกระจกอินซูเลท คือเป็นการนำกระจกสองแผ่นมาประกบกันโดยใส่กรอบอลูมิเนียมที่ใส่สารดูดความชื้นไว้รอบ ๆ โดยตรงกลางจะเกิดเป็นช่องอากาศ และซีล ขอบปิดด้วยซิลิโคน นอกจากนี้ยังมีการเติมชั้นระหว่างกระจกด้วยก๊าซอาร์กอน เพื่อการลดการถ่ายเทความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น และยังช่วยไม่ให้เกิดฝ้าหรือหยดน้ำบนผิวกระจกเมื่ออุณหภูมิด้านนอกและด้านในแตกต่างกัน กระจกแบบนี้จะประกอบมาสำเร็จรูปจึงต้องวัดพื้นที่การติดตั้งให้พอดี กระจกแบบนี้มีคุณสมบัติที่ลดความร้อนได้ดีเยี่ยม เหมาะกับบ้านประหยัดพลังงาน แต่ราคาค่อนข้างสูง

. . . . . . . . . . .

การเริ่มเปลี่ยนจากบ้านธรรมดา ขั้นเริ่มต้นอย่างง่าย ๆ เป็นบ้านประหยัดพลังงาน

03

ขอบคุณภาพจาก : www.yotathai.com

1. เริ่มต้นเลยคุณต้องสำรวจพฤติกรรมของคุณและคนในบ้านว่ามีการใช้งานพลังงานอะไรที่สิ้นเปลืองหรือไม่ เช่นชอบเปิดแอร์พร่ำเพรื่อไม่จำเป็น เพราะความเคยชิน หรือเปิดไฟห้องน้ำทิ้งไว้ ชอบอาบน้ำอุ่นแม้จะเป็นหน้าร้อนก็ตาม ต้มน้ำจากกาน้ำไฟฟ้าแทนที่จะใช้การต้มน้ำจากเตาแก๊ส

2. สำรวจอุปกรณ์ภายในบ้านที่กินไฟมาก ถ้าชำรุดหรือกินไฟมากควรซื้อเปลี่ยนใหม่ที่เป็นแบบประหยัดไฟหรือถ้าไม่ได้ใช้งานก็ให้ดึงปลั๊กออก หรือเปลี่ยนหลอดไปใช้หลอด LED แทนหลอดไส้หรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ ที่นอกจากสว่างกว่า ประหยัดกว่าแล้ว ยังสร้างความร้อนน้อยกว่าด้วย เปลี่ยนมาใช้เครื่องทำน้ำอุ่นที่กินไฟน้อยกว่าแทนเครื่องทำน้ำร้อน

3. สำรวจรอบ ๆ บ้านของคุณเช่น ถ้าแดดมักส่องเข้ามาบริเวณบ้านด้านนี้และทำให้บ้านร้อน คุณก็อาจติดกันสาดเพื่อลดความร้อนบริเวณบ้านด้านนี้ หรือปลูกต้นไม้ช่วยบังก็ได้แต่ควรระวังในเรื่องการไปบังทิศทางของลมด้วย หรือถ้าสีของบ้านคุณมันดูทึมทึบเกินไป ซึ่งจะเป็นการสะสมความร้อนได้ดี คุณก็อาจเปลี่ยนบ้านให้สดใสด้วยการทาสีบ้านให้อ่อนลงและใช้สีที่ช่วยกันความร้อนหรือสีสะท้อนความร้อนมาทาก็ดีเหมือนกัน

4. หลังจากดูทั้งในบ้านนอกบ้านแล้ว คราวนี้มาสำรวจดูสิ่งที่อยู่ด้านบนหัวของคุณบ้าง ไม่ใช่ผมยาวแล้วจะให้คุณไปตัดผมสั้นนะครับ (ที่จริงก็ช่วยให้หายร้อนได้ดีเหมือนกัน) แต่เป็นหลังคาบ้าน สำรวจดูว่ามีรอยรั่วหรือแสงผ่านทะลุเข้ามาได้หรือไม่ ให้คุณหรือช่างมาทำการซ่อมแซมเสีย และถ้าที่บ้านของคุณไม่ได้ติดฉนวนกันความร้อนบนฝ้าเพดาน ลองติดเลยครับซึ่งจะช่วยลดความร้อนภายในตัวบ้านได้อย่างดี ระวังเรื่องความปลอดภัยไว้ด้วย ควรเลือกชนิดที่ไม่ลามไฟ

5. หลังจากสำรวจอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามนั่นคือหน้าต่างและประตู บางครั้งคุณไม่อาจติดกันสาดได้เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ คุณอาจใช้ผ้าม่านแบบทึบแสง (Blackout) ที่สะท้อนความร้อนและแสง UV มาช่วย ผ้าม่านทึบแสงที่ดีต้องไม่มีแสงลอดผ่านได้ ถ้าคุณจะซื้อใหม่ก็ลองส่อง ๆ ดูกับแสง ถ้ามองไม่เห็นทะลุ ก็ใช้ได้ นอกจากนี้ตรงบริเวณประตูหน้าต่างหรือมุ้งลวดถ้ามีรูรั่วที่ทำให้อากาศจากข้างนอกไหลเข้ามาข้างในหรือจากข้างในไหลออกไปข้างนอกได้ ให้คุณทำการซ่อมแซมให้เรียบร้อย

6. การเป็นบ้านประหยัดพลังงาน ให้คุณลองดูว่าการไหลเวียนของอากาศภายในบ้านมีการไหลเวียนที่ดีหรือไม่ เช่นการเปิดประตูหรือหน้าต่างที่อยู่ในทิศตรงข้ามกันจะช่วยให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ถ้ามีสิ่งกีดขวางบริเวณทิศทางลม ให้คุณลองจัดบ้านใหม่หาตำแหน่งดี ๆ ที่ของในบ้านจะไม่ไปขวางหรือบังทางลม

7. การเปิดรับแสงจากภายนอกบ้านที่มากขึ้น บริเวณห้องที่มีหน้าต่างไม่เพียงพอ อาจจะต้องทำการเพิ่มหน้าต่างเข้าไปเพื่อให้แสงจากภายนอกเข้ามาได้ ทำให้คุณไม่ต้องเปิดไฟในช่วงกลางวัน และหน้าต่างก็ควรเลือกใช้วัสดุที่กันความร้อนได้ดีเช่นกรอบหน้าต่างไวนิล และกระจกเขียวตัดแสงหรือกระจกสะท้อนแสงหรือจะใช้การติดฟิล์มช่วยก็ได้

8. ถ้าบริเวณหน้าบ้านของคุณพอจะมีบริเวณ คุณอาจขุดสระน้ำเล็ก ๆ เพื่อที่เวลามีลมพัดจะได้ช่วยพาความชุ่มชื้นมายังตัวบ้านและทำให้บ้านไม่ร้อนด้วย

9. คุณอาจจะงงว่าน้ำประปามาเกี่ยวอะไรกับบ้านประหยัดพลังงาน สังเกตว่าหลายบ้านมักใช้น้ำประปาผ่านปั๊มน้ำอีกทีนึง ให้คุณลองปรับวาวล์น้ำไปใช้น้ำประปาตรงดูโดยไม่ผ่านปั๊ม ถ้าน้ำประปามีแรงดันพอเพียงให้คุณใช้ได้ ก็จะช่วยคุณประหยัดค่าไฟไปได้อีกมาก เพราะทุกครั้งที่คุณเปิดน้ำปั๊มน้ำก็จะทำงาน

10. ถ้าคุณคิดว่าใครก็มาเปลี่ยนตัวตนของคุณไม่ได้ ลองตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ Solar Rooftop ของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพื่อบ้านประหยัดพลังงาน ซึ่งจะเปลี่ยนหลังคาของคุณ(แทนที่จะเปลี่ยนตัวตนของคุณ) มาผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยแผงโซลาร์เซลส์ นอกจากคุณจะประหยัดค่าไฟและได้ใช้ไฟฟรีแล้ว (แต่ทุกอย่างก็ต้องลงทุนก่อนที่มันจะฟรี) ยังสามารถขายไฟให้การไฟฟ้าได้อีก เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว นอกจากประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ตัวแผงโซลาร์เซลส์ยังเป็นตัวป้องกันความร้อนที่จะโดนกับหลังคาของคุณโดยตรง ทำให้หลังคาของคุณบริเวณนั้นเย็นเข้าไปอีก แอร์ก็ไม่ต้องทำงานหนัก แต่ขอย้ำว่าคุณต้องเน้นการการใช้ไฟในช่วงกลางวันไม่ใช่ช่วงกลางคืน แต่ถ้าคุณอยากใช้ไฟช่วงกลางคืนด้วยก็อาจจะต้องเพิ่มแบตเตอรี่เข้าไปด้วย

. . . . . . . . . . .

หากจะเปลี่ยนบ้านเก่าทั้งหลังให้เป็นบ้านประหยัดพลังงานต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่

          เราลองมาดูคร่าว ๆ หากคุณกำลังอยากเปลี่ยนบ้านที่เก่าให้ดูทันสมัยและกลายเป็นบ้านประหยัดพลังงาน โดยสมมติคุณมีบ้านเก่า ที่มีพื้นที่หลังคา 100 ตารางเมตร พื้นที่ของผนังทั้งหมดประมาณ 80 ตารางเมตร เรามาดูว่าต้องทำอะไรกันบ้างใช้งบเท่าไหร่กับบ้านประหยัดพลังงานนี้

1.ทาสีผนังใหม่ให้เป็นสีอ่อนทา 2 เที่ยว สีแกลลอนละประมาณ 1,000 บาท

ทา 2 เที่ยว = 80 ตรม x 2 = 160 ตรม

สี 1 แกลลอน = 3.785 ลิตรทาได้ 9 ตร.ม./เที่ยว/ลิตร ต้องใช้สี 160 ÷ 9 = 17.78 ลิตร

จำนวนสีเป็นแกลลอน= 17.78 ÷ 3.785 = 4.69 แกลลอน = 5 แกลลอน

ค่าสีทั้งหมดประมาณ 5000 บาท (ไม่รวมค่าแรง)

2.เปลี่ยนผ้าม่านเป็นแบบทึบแสง Blackout สำหรับหน้าต่าง 2 บาน ผ้าม่านสำเร็จรูปขนาด กว้าง 200 x ยาว 150 ซม บานละ 560 บาท

รวมเป็นราคา 560 x 2 =1,120 บาท

3.ปูฉนวนหลังคาแบบใยแก้วเพื่อกันความร้อนจากหลังคา 200 บาท/ตรม.

ต้องใช้เงินทั้งหมด 200 x 100 =20,000 บาท (ไม่รวมค่าแรง)

4.เปลี่ยนไปใช้หลอด LED 9 วัตต์ 10 หลอด หลอดละ 80 บาท

10 x 80 = 800 บาท

5.เปลี่ยนใช้แอร์ 9,000 BTU เบอร์ 5 ราคา 12,000 บาท

6.ตู้เย็นเบอร์ 5 ราคาประมาณ 10,000 บาท

7.ติดตั้งระบบ Solar Rooftop บนหลังคา 3 KW (1 KW ราคา 35,000 บาท)

35,000 x 3 = 105,000 บาท

รวมเงินที่ต้องใช้ทั้งสิ้นกับบ้านประหยัดพลังงาน 5,000+1120+20,000+800+12,000+10,000+105,000=153,920 บาท

. . . . . . . . . . .

           ปัจจุบันชีวิตของมนุษย์ได้รับความสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากสิ่งอำนวยความสะดวกที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา แต่ทว่าหลายสิ่งหลายอย่างก็ล้วนแล้วแต่แฝงไว้ด้วยระเบิดเวลาที่เตรียมจะสร้างปัญหาให้กับโลกในอนาคต อย่างสภาวะโลกร้อน ฝุ่น PM 2.5 สารพิษเจอปนในน้ำ ที่ในสุดท้ายมนุษย์อาจต้องอาศัยอยู่ห่างไกลธรรมชาติ ด้วยปัญหาที่เราก่อไว้เอง คงยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ไปควบคู่กับดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม อย่างเช่นการทำบ้านประหยัดพลังงาน ซึ่งคุณเองก็สามารถทำได้ไม่ได้ไกลเกินเอื้อมเลย ครั้งหน้าเราจะนำเรื่องราวเกร็ดความรู้หรือปัญหาเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยอะไรมาฝากกันอีก อย่าลืมติดตามได้ที่เว็บไซต์ข่าวสารอสังหาฯ และการลงทุนคอนโด ของเรานะคะ