logo

           รู้หรือไม่ว่า...ในช่วงก่อนช่วงโควิด-19 จะระบาดถึงต้นปี 2563 ตัวเลขการขยายตัวของธุรกิจ โรงเรียนนานาชาติ ของไทยถือว่าเป็นดาวรุ่งมาก ๆ หากไม่มีวิกฤติการแพร่กระจายของไวรัสนี้ การขยายตัวของธุรกิจน่าจะมีมูลค่าการตลาดที่ก้าวกระโดดถึงหลัก 100,000 ล้านบาทต่อปี เลยทีเดียว ข้อมูลหนึ่งจากสมาคม โรงเรียนนานาชาติ แห่งประเทศไทย ยังบอกอีกว่า โรงเรียนนานาชาติ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี (ย้อนหลัง 8 ปี) และในปี 2560 มีจำนวน โรงเรียนนานาชาติ เพิ่มขึ้นถึง 18-20% นับเป็นการขยายตัวแบบก้าวกระโดด

. . . . . . . . . .

จากข้อมูลเหล่านี้ทำให้หลายคนอดสงสัยและตั้งคำถามไม่ได้ว่า

  • ทำไมจำนวน โรงเรียนนานาชาติ ในไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ถึงมีมากขึ้น? และ
  • เพราะอะไรพ่อแม่ผู้ปกครองถึงนิยมส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนอินเตอร์เหล่านี้มากกว่าโรงเรียนทั่วไปแม้ค่าเทอมจะสูงลิ่ว?
  • โรงเรียนนานาชาติ ที่แพงที่สุดคือที่ไหน? แล้ว
  • โรงเรียนนานาชาติ ค่าเทอมถูก ๆ คุณภาพดีพอจะมีไหมในปัจจุบัน?

          และอีกหลาย ๆ คำถามที่ทุกคนอยากรู้ วันนี้เราจึงมาเจาะลึกเรื่อง โรงเรียนนานาชาติ โดยเน้นเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครกันก่อน ไม่แน่นะว่าบทความนี้อาจเป็นข้อมูลที่เหล่าบรรดาผู้ปกครองกำลังค้นหาอยู่ก็ได้ ไปดูกันว่า โรงเรียนนานาชาติ นั้นน่าสนใจอย่างไรบ้าง...

. . . . . . . . . .

 

เหตุผลว่าทำไมพ่อแม่หลายคนเลือกให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ

         คำถามนี้พอจะสรุปถึงเหตุผลที่ผู้ปกครองหลายคนอยากให้ลูกหลานได้เรียนใน โรงเรียนนานาชาติ คือ

ภาษาอังกฤษ และภาษาที่ 3 มีความเทียบเท่ากับเจ้าของภาษา

            ด้วยข้อเท็จจริงที่ โรงเรียนนานาชาติ ใช้ภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาหลักในการเรียนการสอน ซึ่งเป็นภาษากลางในการเข้าถึงศาสตร์สรรพความรู้ทุกอย่างในโลก นักเรียนจะมีโอกาสฝึกฝนการใช้ภาษาอังกฤษอย่างเชี่ยวชาญรอบด้านทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน เทียบเท่าภาษาแม่ ทำให้เป็นการง่ายที่นักเรียนจะเข้าถึงและทำความใจข้อมูลความรู้ ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวในโลกใบนี้ได้อย่างปราศจากอุปสรรคทางด้านภาษา กรณีที่โรงเรียนมีหลักสูตรจากประเทศที่มีการใช้ภาษาที่ 3 อย่างเช่น สิงคโปร์ สวิสเซอร์แลนด์ นักเรียนก็จะได้เรียนภาษาที่ 3 อย่างเข้มข้นแบบประเทศเจ้าของหลักสูตรด้วยเช่นกัน

 

ชุดความคิดเชิงเหตุผลและสร้างสรรค์ (Creative and Critical Thinking Mindset)

           แม้ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญที่ภาษาอังกฤษ แต่จริง ๆ แล้วมีอีกหลายสิ่งที่นักเรียนจะได้จากโรงเรียนและสำคัญต่อการใช้ชีวิตในโลกศตวรรษที่ 21 เนื่องด้วยหลักการเรียนการสอนหลักสูตรอินเตอร์ เน้นการตั้งคำถาม การคิดวิเคราะห์ การถกเถียงด้วยเหตุผล รวมไปถึงการสร้างสรรค์ ความกล้าแสดงออกตั้งแต่ยังเล็ก รวมถึงการให้ความสำคัญกับการอ่านที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการฝึกฝนบ่มเพาะวิธีการคิดของเด็กไปเป็นในแนวทางเชิงเหตุผลและสร้างสรรค์ทั้งสิ้น

 

ความเปิดกว้างความแตกต่างทางวัฒนธรรม (Cultural Diversity)

           การที่มีนักเรียนหลายชาติหลายภาษามาอยู่และทำกิจกรรมร่วมกัน และโรงเรียนก็ส่งเสริมการแสดงออกของนักเรียนทุกเชื้อชาติ เช่น กิจกรรมวัน International Day ที่มีการออกบูธ แสดงศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนชาติต่าง ๆ ฯลฯ เป็นการทำให้เด็กได้เรียนรู้และทำความเข้าใจความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมของเพื่อนร่วมชั้น นำไปสู่การหล่อหลอมแนวคิดที่เปิดกว้างต่อความแตกต่างของผู้คนที่หลายหลายในโลกใบนี้ 

          ซึ่งการเรียน โรงเรียนนานาชาติ ในประเทศไทย ยังคงสอนและปลูกฝังในเรื่องของความเป็นไทย วัฒนธรรมไทย และแต่ละโรงเรียนก็จะมีสัดส่วนของนักเรียนไทยและต่างชาติ ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ความเป็นไทย และความหลากหลายวัฒนธรรม รวมถึงความร่วมมือกับโรงเรียนยอดนิยมในต่างประเทศ ทำให้เมื่อจบการศึกษาเด็กได้มาตรฐานเท่ากับเด็กที่เรียนในต่างประเทศ

 

ความรู้เรื่องราวระดับโลก (Global Knowledge)

          จากการที่หลักสูตร โรงเรียนนานาชาติ มาจากต่างประเทศเด็กนักเรียนจึงมีโอกาสได้สัมผัสกับความรู้ต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องราวสากลตั้งแต่ยังเล็ก อย่างเช่น อาจจะได้อ่านหนังสือนอกเวลาที่เป็นงานเขียนของโรอัลด์ ดาห์ล ได้เรียนรู้ความโหดร้ายของ Holocaust (สังหารหมู่ชาวยิว) จากหนังสือไดอารี่ของแอนน์ แฟรงค์ ได้ฝึกวาดรูปศิลปะจากภาพวาดของแวนโก๊ะ ได้ซึมซับแนวคิดต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวจากเรื่องราวของมาร์ติน ลูเธอร์คิงจูเนียร์ หรือได้รับรู้เรื่องสิทธิคนพิการจากชีวประวัติเฮเลน เคลเลอร์ ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นพื้นฐานให้เด็กมีความรู้รอบตัวและสนใจประเด็นต่าง ๆ ในโลกตั้งแต่ยังเล็กนั่นเอง

. . . . . . . . . .

 

โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพมหานคร

         ก่อนจะเข้าเรื่อง โรงเรียนนานาชาติ ในกรุงเทพมหานคร มีชุดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันอยู่ชุดหนึ่งที่น่าสนใจ เกี่ยวกับกลุ่ม Expat หรือคนต่างชาติที่ย้ายมาทำงานในไทย ที่ยุคก่อนหน้านี้คงหนีไม่พ้น “ชาวญี่ปุ่น” ที่มีจำนวนมาก แต่ข้อมูลล่าสุดจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวพบว่า ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนชาวญี่ปุ่นในไทยลดลง 22% สวนทางกับ “ชาวฟิลิปปินส์” ที่เพิ่มขึ้น 38% และ “ชาวจีน” เพิ่มขึ้น 31%  

          เนื่องจากชาวญี่ปุ่นในไทยส่วนใหญ่จะทำงานเกี่ยวกับภาคการผลิต ส่งออก ค้าปลีก ยานยนต์ ฯลฯ มีการเข้ามาตั้งโรงงานและส่งบุคลากรมาทำงานมานาน จนปัจจุบันสามารถฝึกชาวไทยให้มีประสิทธิภาพทำงานแทนชาวต่างชาติได้แล้ว รวมถึงค่าแรงชาวไทยที่สูงขึ้นจนโรงงานบางส่วนย้ายฐานผลิตไปเวียดนามและกัมพูชา จึงส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำงานระยะยาวในไทยลดลง ในทางกลับกัน ชาวจีนเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น เพราะปัญหาสงครามการค้าทำให้บริษัทจีนย้ายฐานผลิตออกนอกประเทศเพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีของสหรัฐฯ โดยมีประเทศอาเซียนเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญ ทำให้ชาวจีนส่วนใหญ่เข้ามาแทนที่ในภาคการผลิต ส่งออก ค้าปลีก และยานยนต์

          ปัจจุบันชาวจีนนิยมอาศัยอยู่ในย่านพระราม 9-รัชดาภิเษก เนื่องจากเป็นย่านใกล้สถานทูตจีน ทำให้มีแหล่งร้านค้า ร้านอาหารจีนและยังใกล้สถานีรถไฟฟ้าทำให้เดินทางสะดวก ส่วนชาวฟิลิปปินส์จะนิยมอาศัยในย่านอ่อนนุช เนื่องจากค่าเช่าต่ำกว่าพื้นที่สุขุมวิทตอนต้นและตอนกลาง แต่ยังอยู่บนแนวเส้นทาง BTS สายสีเขียวเช่นกัน จึงเดินทางไปทำงานสะดวก และส่วนใหญ่ชาวฟิลิปปินส์เข้ามาทำงานในภาคการศึกษาของไทย ด้วยเทรนด์ โรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียนสองภาษาที่เป็นกระแสในกรุงเทพฯ และชาวฟิลิปปินส์มีความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษแต่ค่าแรงต่ำกว่าชาวอเมริกัน ยุโรป หรือออสเตรเลีย ทำให้โรงเรียนนิยมจ้างงานชาวฟิลิปปินส์มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งชุดข้อมูลนี้บ่งบอกได้ว่าเมื่อกลุ่ม Expat พักอาศัยอยู่ในทำเลไหน ยิ่งเป็น Expat ที่มีครอบครัวมีลูกหลานด้วย ยิ่งต้องมองหาทำเลที่มีสถานศึกษาอยู่ใกล้โดยเฉพาะ โรงเรียนนานาชาติ นั่นเอง

          ข้อมูลจากสมาคม โรงเรียนนานาชาติ แห่งประเทศไทย (เม.ย. 2563) บอกว่าประเทศไทยมี โรงเรียนนานาชาติ ทั้งหมดราว ๆ 175 โรงเรียน และเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ทั้งหมด 127 โรงเรียน โดยสัดส่วน 2 ใน 3 เป็น โรงเรียนนานาชาติ ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งนอกจากกลุ่มของ Expat ต่างชาติที่ส่งลูกหลานไปเรียนแล้ว พ่อแม่คนผู้ปกครองคนไทยที่พอมีกำลังจ่าย ก็นิยมส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนอินเตอร์หรือ โรงเรียนนานาชาติ เช่นกัน

. . . . . . . . . . .

 

หลักสูตรโรงเรียนนานาชาติในไทยเป็นอย่างไร

          สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครองแล้ว หลายคนมีความพร้อมที่จะลงทุนด้านการศึกษาให้ลูกหลาน เพราะเมื่อเทียบกับสิ่งที่ลูกจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตร การจัดการเรียนการสอน ครูผู้สอนล้วนมีคุณภาพมาตรฐาน สภาพแวดล้อม อุปกรณ์ เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ทุก โรงเรียนนานาชาติ พร้อมจะลงทุน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเด็กให้มีความพร้อมในทุกด้าน  

           เมื่อ โรงเรียนนานาชาติ จำนวนเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน สิ่งที่พ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องคำนึงก่อนที่จะตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียน

โรงเรียนนานาชาติ คือจะต้องไปศึกษารายละเอียดของโรงเรียนเหล่านั้นให้ดี เพราะแต่ละโรงเรียนจะมีหลักสูตร มีการเรียนการสอนแตกต่างกันออกไป โดยหลักสูตรที่สอนอยู่ใน โรงเรียนนานาชาติ ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยจะมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองต้องหาข้อมูล และเลือกการศึกษาให้ลูกตามความเหมาะสมนั่นเอง

          แล้วรู้ไหมว่า โรงเรียนนานาชาติ เป็นโรงเรียนที่อ้างอิงหลักสูตรการสอนจากต่างประเทศ มีการเรียนการสอนเหมือนประเทศเจ้าของหลักสูตร ที่ปรับรายละเอียดเนื้อหารายวิชาใหม่ หรือหลักสูตรที่จัดทำขึ้นเอง โดยไม่อิงหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการและเน้นการใช้ภาษาต่างประเทศเป็นสื่อการเรียนการสอนให้กับนักเรียน จุดแข็งของการให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนอินเตอร์คือ การได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับทุกคนภายในโรงเรียนและได้รับการปลูกฝังวัฒนธรรมในระดับสากล โดยในแต่ละโรงเรียนก็จะมีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณลักษณะและการบูรณาการให้มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป

กระทรวงศึกษาธิการได้จำแนกหลักสูตรนานาชาติไว้ 4 หมวดหลักดังนี้

  • หลักสูตรอเมริกัน
  • หลักสูตรแห่งสหราชอาณาจักร อังกฤษ และเวลส์
  • หลักสูตรนานาชาติ International Baccalaureate (IB) และ
  • หลักสูตรนานาชาติประเทศอื่น ๆ อาทิ เกาหลี แคนาดา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เยอรมัน สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย อินเดีย ฯลฯ โดยในบทความนี้จะขอเลือกยกตัวอย่างหลักสูตรสิงคโปร์

โดยแต่ละหลักสูตรก็จะมีรายละเอียดดังนี้

 

1. โรงเรียนนานาชาติ หลักสูตรอเมริกัน

          หลักสูตรอเมริกันนั้นเป็นหลักสูตรที่ค่อนข้างมีความหลากหลาย เนื่องจากว่า หลักสูตรของอเมริกันจะมีความแตกต่างกันในแต่ละรัฐ ทำให้หลักสูตรในแต่ละโรงเรียนจะค่อนข้างแตกต่างกันไปตามมลรัฐนั้น ๆ แต่ โรงเรียนนานาชาติ หลักสูตรอเมริกันนั้นจะต้องได้รับการประเมินและรับรองจากองค์กรจากสหรัฐอเมริกาที่เป็นที่รู้จักระดับสากล ได้แก่ Western Association of Schools and Colleges (WASC), New England Association of Schools and Colleges (NEASC) หรือ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (ONESQA)

          หลักสูตรอเมริกันจะเริ่มต้นกันที่ Pre-School ซึ่งจะอยู่ที่อายุประมาณ 5 ขวบ หรืออาจจะเด็กกว่านั้น แล้วเริ่ม Elementary School ในช่วงอายุ 6 ขวบ โดย Elementary School จะนับตั้งแต่ Grade 1 ไปจนถึง Grade 5 จากนั้นจะเป็น Middle School (Grade 6-8) และ High School (Grade 9-12) โดยหลักสูตรอเมริกันนั้นจะเรียบจนที่อายุประมาณ 18 ปี

          ระบบการศึกษาหลักสูตรอเมริกัน หากเรียนแบบปกติ เวลาไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยนั้น นักเรียนจะต้องสอบ ACT หรือ SAT เพื่อนำคะแนนยื่นให้มหาวิทยาลัยไปด้วย แต่ในบางโรงเรียนนั้นจะมีการสอนหลักสูตร AP หรือ Advanced Placement เพิ่มขึ้นมาด้วย ซึ่งเป็นการสอนรายวิชาที่เป็นระดับสูง และจะมีการจัดสอบวัดระดับ AP ด้วย ข้อดีของ AP ก็คือ คะแนนของ AP จะมีผลช่วยในการคัดเลือกนักเรียนในการเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอเมริกา รวมถึง เมื่อได้รับการคัดเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในอเมริกาแล้ว ในบางรายวิชาที่คะแนน AP ผ่าน อาจได้รับการยกเว้นไม่ต้องเรียนได้

          ในช่วงระดับ High School บางโรงเรียนยังจะมี option ให้นักเรียนเลือกเรียนในระบบ IB Diploma ได้อีกด้วย ซึ่งระบบ IB Diploma นั้นก็จะคล้าย ๆ กับ หลักสูตร AP แต่อาจจะมีประโยชน์กว่าในกรณีที่ลูก ๆ ของเราวางแผนที่จะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากประเทศสหรัฐอเมริกาค่ะ ยังไงเวลาไปดู โรงเรียนนานาชาติ อย่าลืมสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในจุดนี้ด้วยนะจ๊ะ

 

2. โรงเรียนนานาชาติ “หลักสูตรอังกฤษ” (British Curriculum)

          หลักสูตรอังกฤษ ถือเป็นระบบการศึกษาที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานที่สุด โดยจะสอนอิงตามกระทรวงศึกษาธิการของอังกฤษ การจัดระดับชั้นนั้นจะใช้วันเกิดของเด็ก โดยใช้วันที่ 31 สิงหาคม เป็นวันกำหนด เพื่อรับนักเรียนเข้าเรียนในภาคเรียนแรกของปีการศึกษา ในเดือนกันยายนของแต่ละปี ยกตัวอย่างเช่น ถ้าในระดับ Pre-School โรงเรียนรับนักเรียนตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ในปีการศึกษา 2020 นี้ จะต้องเป็นเด็กที่เกิดตั้งแต่ 1 กันยายน 2016 ถึง 31 สิงหาคม 2017 นั่นเอง โดยหลักสูตรอังกฤษนี้แบ่งออกเป็นช่วงการเรียนรู้ออกเป็น 6 Key Stage ดังนี้

  • KeyStage0 : ระดับชั้น Nursery – Reception สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 4-6 ปี
  • KeyStage1 : ระดับชั้น Year 1 – Year 2 สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 5-6 ปี
  • KeyStage2 : ระดับชั้น Year 3 – Year 6 สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 7-10 ปี
  • KeyStage3 : ระดับชั้น Year 7 – Year 9 สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 11-13 ปี
  • KeyStage4 : ระดับชั้น Year 10 – Year 11 (IGCSE) สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 14-15 ปี
  • KeyStage5 : ระดับชั้น Year 12 – Year 13 (Sixth Form) สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 16-17 ปี

 

          จุดเด่นของหลักสูตรนี้ คือ เน้นการเรียนการสอนควบคู่ไปกับการให้เด็กได้ค้นหาด้วยตัวเอง หรือ Self-Study โดยจะมีวิชาที่เรียนประมาณ 8-9 วิชา (ซึ่งเยอะกว่าหลักสูตรอื่น ๆ) ซึ่งจะแบ่งเป็นวิชาบังคับอย่างน้อย 3 วิชา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์ นอกจากนั้นจะเป็นวิชาเลือก

          หลักสูตรนี้ถือว่าการที่เด็กได้เรียนหลากหลายวิชา เป็นการเตรียมความพร้อมทางอาชีพให้เด็ก และเมื่อเด็กได้ลองเรียนหลาย ๆ วิชาแล้ว จะทำให้รู้ว่าชอบและไม่ชอบวิชาอะไร ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมไปสู่ Key Stage ระดับสูง ๆ ต่อไปที่เด็กจะเลือกเรียนแบบเข้มข้นเฉพาะบางรายวิชาเท่านั้น

          ช่วง Key Stage 4 หรือ ใน Year 10 ถึง Year 11 สองปีนี้จะเรียนตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น ที่เรียกว่า International General Certificate of Secondary Education (IGCSE) และจะต้องสอบ IGCSE ซึ่งเป็นข้อสอบสากลที่ใช้สอบร่วมกันทั่วโลก เพื่อที่จะจบ Key Stage นี้

          ถ้าเรียนถึง Year 11 (จบ Key Stage 4) จะถือว่าจบการเรียนในหลักสูตรมัธยมปลายของอังกฤษ แต่ถ้าจะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ จะต้องเรียนต่อใน Key Stage 5 หรือที่เรียกว่า Sixth Form หรือ A-Level โดยจะเหลือเรียนเพียง 3-4 วิชาเท่านั้น ช่วงนี้เด็กจะรู้ว่าตัวเองชอบหรือเก่งอะไรมากที่สุด และก็จะเลือกเรียนโฟกัสเฉพาะวิชาที่จะใช้ในการสมัครเรียนต่อได้ค่ะ เรียกได้ว่าใน Key Stage 5 นี้จะเน้นการเรียน เพื่อให้เด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสาขาที่ต้องการโดยเฉพาะเลย เพราะฉะนั้น การเลือกเรียนวิชาเฉพาะสำหรับ A-Level นี้ ลูก ๆ ของเราควรจะต้องเช็คดูมหาวิทยาลัยที่อยากเข้าก่อน ว่ามี Requirement ว่าจะต้องเรียนวิชาเฉพาะอะไรบ้าง และจะต้องได้เกรดเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นตอนส่งใบสมัครเข้าเรียน อาจจะไม่ตรงกับที่มหาวิทยาลัยต้องการได้

          ซึ่ง โรงเรียนนานาชาติ ในไทยที่ใช้หลักสูตรอังกฤษนั้น เมื่อถึงระดับ Key Stage 5 มักจะมี Option ให้นักเรียนเลือกว่าจะเลือกเรียน A-Level หรือ จะไปเรียนระบบ IB Diploma ดี ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า แม่ ๆ อยากให้ลูกไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ไหน แน่นอนว่า ถ้าอยากเรียนต่อที่ อังกฤษ คงต้องไปทาง A-Level แต่ถ้ายังไม่ชัวร์ IB Diploma อาจจะเป็น Option ที่เปิดกว้างกว่าเวลาเลือกมหาวิทยาลัยก็ต้องพิจารณาตรงส่วนนี้กันด้วย

 

3.โรงเรียนนานาชาติ หลักสูตร IB (International Baccalaureate)

           หลักสูตร IB นี้ถือว่าเป็นหลักสูตรสำหรับ โรงเรียนนานาชาติ อย่างแท้จริง โดยจะปลอดพ้นจากนโยบายทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมจากประเทศต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรองรับนักเรียนนานาชาติที่ย้ายมาจากประเทศอื่นหรือย้ายมาจากหลักสูตรอื่น ๆ โดยจะรองรับนักเรียนตั้งแต่อายุ 3-19 ปี การที่โรงเรียนจะเปิดสอนหลักสูตรนี้ได้นั้น โรงเรียนจะต้องได้รับการรับรองจากองค์กร IBO ก่อน (https://www.ibo.org/ ) และเราจะเรียกโรงเรียนในกลุ่มนี้ว่า IB World School โดยคุณครูผู้สอนจะต้องได้รับการอบรมจากองค์กร IBO เพื่อให้โรงเรียนหลักสูตร IB นี้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

          หลักสูตร International Baccalaureate นี้จะเน้นให้เด็ก ๆ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านการค้นคว้าและหาคำตอบ ทำให้เด็ก ๆ จะมีจุดเด่นในเรื่องของการวิเคราะห์และการปัญหาสิ่งต่าง ๆ ได้ดี โดยจะแบ่งเป็นระดับชั้นดังนี้

  • Primary Years Program(PYP): สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 3-12 ปี
  • Middle Years Program(MYP): สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 11-16 ปี
  • Diploma Program(DP): สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 16-19 ปี
  • Career-related Program: สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 16-19 ปี

          สำหรับการจัดการเรียนการสอนหลักสูตร IB นั้น โรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนเฉพาะระดับใดระดับหนึ่งได้โดย ไม่จำเป็นต้องจัดการเรียนการสอนครบทุกระดับชั้น อย่างไรก็ตาม ก็ยังมี โรงเรียนนานาชาติ อีกหลาย ๆ โรงเรียนในประเทศไทย ที่นำหลักสูตร IB มาสอนด้วย เพียงแต่ว่า ส่วนใหญ่จะเปิดสอนเฉพาะช่วงระดับ ชั้นมัธยมปลาย (High School) หรือที่เรียกว่า หลักสูตร IB Diploma ซึ่งการที่นักเรียนจะผ่านและได้รับ IB Diploma นั้น จะต้องผ่านการสอบข้อสอบสำหรับหลักสูตรนี้ โดยจะจัดสอบพร้อมกันทั่วโลก แล้วยังต้องผ่านอีก 3 เงื่อนไข คือ

  1. Theory of Knowledge (TOK) เป็นการนำเสนอความรู้ที่มีผ่าน Oral Presentation และ Essay จำนวน 1,600 คำ
  2. Creativity, Activity,Service (CAS) คือ การทำโครงงานที่ประกอบไปด้วย ความคิดสร้างสรรค์และมีการทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่าง ๆ
  3. The Extended Essay โดยจะต้องทำ Research และเขียน Essay จำนวน 4,000 คำ

 

           สำหรับ IB Diploma นักเรียนที่จบหลักสูตร IB Diploma นั้นมักจะเป็นที่ยอมรับสำหรับการสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศต่าง ๆ เนื่องจาก IB Diploma นั้นเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก และต้องยอมรับว่า กว่าจะได้รับ IB Diploma มานั้นหินไม่เบาเลยทีเดียว

           จะว่าไปแล้วหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่สอนครบรอบด้าน ไม่ได้เน้นเฉพาะวิชาการอย่างเดียว ยังมีพวกกิจกรรมเพื่อสังคมด้วย ซึ่งดีมาก ๆ สำหรับเด็ก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับมัธยมปลาย กว่าที่ลูก ๆ จะได้ IB Diploma มานี่ก็เหมือนกับการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยเลยล่ะ เพราะต้องมีทั้งการทำ Project, การเขียน Essay และการทำ Presentation ซึ่งถือเป็นการฝึกเด็กในยุคนี้ที่ดีมาก ๆ เลย เดี๋ยวนี้คนเราจะให้เก่งวิชาการอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องเก่งรอบด้าน และที่สำคัญต้องรู้จักตอบแทนสังคมและประเทศชาติบ้างโลกเราจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลย

 

4.โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรสิงคโปร์ (Singapore’s Education System)

           หลักสูตรการศึกษาของสิงคโปร์ นั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก จุดเด่นของระบบการศึกษาสิงคโปร์ ก็คือความเข้มข้นของวิชาการ โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ซึ่งจะเป็นวิชาหลักในทุกระดับชั้นเลยค่ะ และอีกจุดเด่นนั่นก็คือ การเรียนสองภาษา (ภาษาอังกฤษ และภาษาทางการของสิงคโปร์ซึ่งเลือกภาษาได้ตั้งแต่ Mandarin (จีน), Malay (มาเลย์), Tamil (อินเดีย), Hindi (ฮินดู) ถ้าเป็น โรงเรียนนานาชาติ หลักสูตรสิงคโปร์ในประเทศไทยนั้น จะเรียนกัน 3 ภาษา คือ อังกฤษ ไทย และจีน (แมนดาริน) ซึ่งก็ทำให้หลักสูตรนี้ได้เปรียบด้านภาษากว่าหลักสูตรอื่น ๆ ที่เรียนกันแค่ 1 หรือ 2 ภาษาเท่านั้น

          สำหรับการแบ่งระดับชั้นเรียน ในประเทศสิงคโปร์นั้นจะแบ่งเป็นภาคการศึกษาพื้นฐาน 10 ปี (ชั้นประถมศึกษา 6 ปี และมัธยมศึกษา 4 ปี) จากนั้นอาจจะเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไป โดยจะแบ่งเป็นระดับชั้นดังนี้

  • Primary 1-6 (เทียบเท่า ป.1-6)
  • Secondary 1-4 (เทียบเท่า ม.1-4) 
  • Junior College หรือ Polytechnic (สายวิชาชีพ)
  • University  

           โดยระบบการศึกษาสิงคโปร์ ทุกครั้งที่เปลี่ยนระดับการเรียน (เช่นจาก Primary School -> Secondary School) จะมีการสอบแข่งขันโดยจะสอบพร้อมกันทั้งประเทศและจะต้องเปลี่ยนโรงเรียน (จะไม่เรียนโรงเรียนเดียวกันตั้งแต่ประถมถึงชั้นมัธยม)

การสอบวัดผลของระดับชั้น Primary 6 จะเรียกว่า PSLE (Primary School Leaving Education) เพื่อตัดสินว่าได้เรียนในโรงเรียนไหนในระดับชั้นมัธยม ผลการสอบนี้จะมีการแบ่งระดับคะแนนย่อยไปอีกเป็น Express Academic (เรียน 4 ปี) กับ Normal Academic (เรียน 5 ปี) และหลังจากเรียนจบ ม.4 ก็จะมีการสอบ O level เพื่อชี้วัดว่าจะเรียน Junior College หรือ Polytechnic และก็จะมีการสอบ A-Level เพื่อเข้าเรียนระดับ University ต่อไป

            สำหรับภาพรวมของการศึกษาระบบสิงคโปร์แบบเจาะลึกในรายละเอียดสามารถเข้าไปดูได้ที่เวปไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ได้ สำหรับประเทศไทย โรงเรียนนานาชาติ หลักสูตรสิงคโปร์ นั้นจะมีการแบ่งระดับชั้นเรียน ที่มีความคล้ายคลึงกับของประเทศสิงคโปร์ เพียงแต่ว่าใน 2 ปีสุดท้ายในระดับมัธยมปลาย (High School) นั้น ในประเทศไทย จะเน้นไปในด้านของ University Track ซึ่งก็คือการมุ่งเน้นไปในการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัย โดยส่วนมากจะเน้นไปในการเตรียมสอบ IGCSE ตามแบบ โรงเรียนนานาชาติ หลักสูตรอังกฤษ (British Curriculum)

          อย่างที่บอกไปว่าหลักสูตรสิงคโปร์จะเข้มข้นในด้านวิชาการ เด็กเล็กในชั้น K-1 ก็สามารถเขียนได้คล่องแล้ว ส่วนในด้านคณิตศาสตร์นั้น ขอบอกว่าล้ำหน้ามาก แค่โจทย์ของระดับชั้น P1 หรือ ป.1 ก็จะต้องมีการตีโจทย์ 2 ชั้น ไม่ใช่แค่เอามาบวกลบกันและจะได้คำตอบเลย โดยจะยกตัวอย่างจากชีวิตจริง เน้นความเข้าใจเป็นหลัก เพื่อเด็กจะนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย ในด้านภาษาอังกฤษ ถึงแม้ว่าประเทศสิงคโปร์จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักอยู่แล้ว แต่ส่วนมากจะเป็นในรูปแบบ Singlish (Singapore English) ทำให้ในการเรียนภาษาอังกฤษนั้น ต้องปรับมาเรียนในหลักสูตร British English แทน โดยมีความเข้มข้นทั้งในด้าน Grammar, Vocabuary และ Writing เห็นการเรียนแบบสิงคโปร์แล้วต้องยอมรับเลยว่า เด็กที่ผ่านหลักสูตรนี้ได้ต้องมีความพร้อมด้านวิชาการจริง ๆ

          สำหรับพ่อแม่ที่อยากให้ลูกได้เรียน โรงเรียนนานาชาติ แบบ 3 ภาษา คือ อังกฤษ ไทยและจีน (แมนดาริน) และยังคงเน้นในด้านวิชาการควบคู่ไปกับกิจกรรมด้วยนั้น หลักสูตรสิงคโปร์เป็นก็อาจจะเป็นอีกทางเลือก พ่อ ๆ แม่ ๆ ลองพิจารณากันดูได้จ้า

 

          สำหรับคำถามที่ว่าเรียน โรงเรียนนานาชาติ คุ้มไหม ต้องใช้เงินเท่าไหร่? แน่นอนว่านี่คือคำถามยอดฮิต ที่พ่อแม่หลายคนอยากรู้ หากพิจารณาจากหลักสูตรการเรียนการสอนด้านบนแล้ว บวกกับส่วนมาก โรงเรียนนานาชาติ จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าโรงเรียนหลักสูตรไทยอยู่แล้ว เนื่องจากต้องนำหลักสูตรมาจากต่างประเทศ ต้องมีครูผู้สอนที่เป็นชาวต่างชาติและจำนวนนักเรียนต่อห้องที่น้อยกว่านั่นเอง ซึ่งในไทยนั้นก็มีหลากหลายที่ให้ได้เลือกตามความสะดวกและงบประมาณที่มีนั่นเอง

. . . . . . . . . .

หลักคิดก่อนส่งลูกเข้าโรงเรียนนานาชาติ

          การตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียนที่ โรงเรียนนานาชาติ ว่าเป็นทางเลือกที่ดีหรือไม่นั้น คงต้องพิจารณาถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับทั้งตัวเด็กและพ่อแม่ ซึ่งมีประเด็นหลัก ๆ ที่ต้องพิจารณา เพื่อประกอบการตัดสินใจ ดังนี้

  • พ่อแม่ต้องมีความเชื่อและให้คุณค่าว่าภาษาอังกฤษมีความสำคัญต่อการศึกษาและการประกอบอาชีพของลูกในอนาคตจริง ๆ เพราะการเรียนใน โรงเรียนนานาชาติ นั้นค่าเทอมสูง และต้องสนับสนุนลูกทั้งด้านกิจกรรมการเรียนและกำลังใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในระยะ 3 ปีแรก เด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักนั้นเป็นภาระที่ค่อนข้างหนัก
  • เด็กต้องมีพื้นฐานภาษาไทยที่ดี มีความพร้อม ความสนใจและชอบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วย ซึ่งจะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาที่ดีขึ้นมาก จนสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน ถ้าลูกมีความพร้อมน้อย ประกอบกับเป็นเด็กที่ขาดความอดทน อดกลั้น การต้องเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก อาจทำให้เด็กทุกข์และคับข้องใจ จนเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษไปเลยก็ได้
  • ต้องยอมรับว่า โรงเรียนนานาชาติ นั้น ลูกจะซึมซับค่านิยม ประสบการณ์ความเป็นตะวันตกของเพื่อนและครูต่างชาติที่จะส่งผลต่อความประพฤติและความรู้สึกนึกคิดของลูก ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ยอมรับได้ และพร้อมที่จะเอาใจใส่ ส่งเสริมและปลูกฝังความเป็นไทยให้ลูกไปด้วย
  • ดูข้อมูลว่าโรงเรียนนั้นได้รับการรับรองมาตรฐานตามมาตรฐาน โรงเรียนนานาชาติ สากลหรือไม่ ทางกระทรวงศึกษาให้การรับรองแล้วหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบดูว่าโรงเรียนนั้นสามารถสอบเทียบเพื่อไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้หรือไม่ เป็นต้น

 

. . . . . . . . . . .

รวม 10 โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพ

          เมื่อถึงคราวที่จะต้องเลือกโรงเรียนให้กับลูก ๆ แล้ว “ค่าเทอม” น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลอันดับต้น ๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะ โรงเรียนนานาชาติ ที่ก็ขึ้นชื่อเรื่องค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรหากแลกกับสิ่งที่ลูก ๆ จะได้รับทั้งคุณภาพการศึกษา คุณภาพชีวิต และสังคมที่ดีในอนาคตก็คุ้มค่าสำหรับการลงทุนลงแรงสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาที่ดีที่สุดให้กับลูก ๆ แล้วล่ะ ทีนี้เราลองมาดูกันว่าในกรุงเทพมหานครมี โรงเรียนนานาชาติ ที่ไหนที่น่าสนใจและมีหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างไรบ้าง โดยเราจะเรียงลำดับจากค่าเทอมถูกไปถึง โรงเรียนนานาชาติ ที่แพงที่สุด ไปติดตามกันเลย

 

1. St Andrews International School

  • ค่าเทอม : ประมาณ 192,945 – 564,930 บาท
  • ที่ตั้ง : Campus สุขุมวิท 71 (Early Year & Primary School) และ Campus ศรีวิกรม์ (High School)    

 

 St Andrews International School (Nord Anglia Education) หลักสูตรอังกฤษ เปิดสอนเมื่อปี ค.ศ.1997 มี 2 แคมปัส คือ Campus สุขุมวิท 71 (Early Year & Primary School) และ Campus ศรีวิกรม์ (High School) แต่ละเครือจะใช้คนละหลักสูตรกัน อย่างที่แคมปัส สุขุมวิท 71 และ ศรีวิกรม์ นั้น จะใช้หลักสูตรของ Nord Anglia Education ซึ่งมีใช้กันใน 66 โรงเรียน 29 ประเทศทั่วโลก ส่วนที่ ดุสิต, สาทร, สุขุมวิท 107 และที่ Green Valley จังหวัดระยองนั้นจะเป็นหลักสูตรของ Cognita ซึ่งใช้กันในกว่า 70 โรงเรียนใน 8 ประเทศทั่วโลก

           ในส่วนโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรของ Nord Anglia Education จะใช้หลักสูตรอังกฤษในการสอนตั้งแต่ชั้น Early year – Year 11 และใน 2 ปีสุดท้าย คือ Year 12 -13 จะสอนโดยใช้หลักสูตร IB ขนาดห้องของโรงเรียน St Andrews International School ห้องเรียนหนึ่งจะมีนักเรียน ประมาณ 15 คน สำหรับ Nursery, 20 คน สำหรับชั้น Key Stage 1-2 และ 16 คน สำหรับนักเรียนชั้นที่สูงขึ้นไป โดย โรงเรียนนานาชาติ St Andrews International School มีนักเรียนต่างชาติถึง 50 สัญชาติ

 

2. Wells International School

  • ค่าเทอม : ประมาณ 200,000 – 240,000 บาท
  • ที่ตั้ง : สุขุมวิท 51, สุขุมวิท 87, ศรีนครินทร์ 62

 Wells International School เป็น โรงเรียนนานาชาติ ที่เริ่มต้นจากการเป็นโรงเรียนอนุบาล EverClever Kindergarten ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 และค่อย ๆ ขยายเรื่อยมา จนปัจจุบันได้เปิดการเรียนการสอนมากว่า 20 ปี แล้ว มีการเปิดการเรียนการสอน ทั้งสิ้น 3 แคมปัส ได้แก่

  • Wells International School – On Nut แคมปัสอ่อนนุช (Grades 1-12)
  • Wells International Kindergarten – Thong Lo แคมปัสทองหล่อ (Nursery – Grade 2)
  • Wells International School – Bang Na แคมปัสบางนา (Nursery – Grade 5)

           ระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนนั้นจะสอนด้วยหลักสูตรอเมริกัน ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจาก Western Association of Schools and Colleges หรือ WASC ซึ่งเป็นสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา และ ONESQA หรือ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ของประเทศไทย

ในระดับชั้นมัธยมปลาย (High School) ทางโรงเรียน เปิดสอนทั้งหลักสูตร Advanced Placement Program (AP) และหลักสูตร IB Diploma ให้นักเรียนได้เลือกเรียน สำหรับหลักสูตร Advanced Placement Program นั้น นักเรียนที่จบ หลักสูตร AP นี้จะสามารถยกเว้นการเรียนในบางวิชา เมื่อเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาได้อีกด้วย ส่วนหลักสูตร IB Diploma ก็เป็นหลักสูตรการเรียนขั้นสูงอีกหลักสูตรหนึ่งของระบบ IB (International Baccalaureate) ซึ่งหลักสูตร IB Diploma นั้นจะเป็นการเตรียมความพร้อมของนักเรียนเพื่อเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ

 

3. Anglo Singapore International School

  • ค่าเทอม : ประมาณ 307,500 – 449,400 บาท
  • ที่ตั้ง : เลขที่ 1 ถนนสุขุมวิท 64, พระโขนงใต้ กรุงเทพ 10260

          ต่อไปคือ โรงเรียนนานาชาติ แองโกล สิงคโปร์ ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เริ่มแรกมีเพียงแคมปัสเดียวที่สุขุมวิท 31 ตัวหลักสูตรมีการผสมผสานจากหลักสูตรของประเทศสิงคโปร์และอังกฤษ ทำให้หลักสูตรของโรงเรียนนี้มีความแตกต่างจากโรงเรียนอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องของภาษา ที่ส่งเสริมให้เรียนถึง 3 ภาษา จึงทำให้โรงเรียนนี้มีความโดดเด่น และได้รับความสนใจจากผู้ปกครอง ในปัจจุบันโรงเรียนมีถึง 3 แคมปัสด้วยกัน ได้แก่ สุขุมวิท 31, สุขุมวิท 64 และ จ.นครราชสีมา โดยโรงเรียนที่สุขุมวิท 31 เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับประถม นักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนจะเป็นสัญชาติไทยกับจีน รองลงมาเป็นสัญชาติอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น

สำหรับจุดเด่นของ โรงเรียนนานาชาติ แองโกล สิงคโปร์ ได้แก่

  1. การเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาทักษะด้านภาษา รวมถึงวัฒนธรรมทั้ง 3 ภาษา จากเจ้าของภาษา ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และภาษาแม่ (Mother Tongue) ทั้งภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น และภาษาเกาหลี เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ภาษาและความเป็นมาของตน รวมถึงทั้ง 3 ภาษานี้ ยังเปิดสอนให้แก่นักเรียนชาติอื่น ๆ ที่สนใจอีกด้วย
  2. คุณครูผู้สอน มีความเชี่ยวชาญ ได้เรียนภาษาจากผู้สอนที่เป็นเจ้าของภาษาซึ่งจบมาด้านการศึกษาโดยตรง และมีประสบการณ์ในการสอน
  3. ใช้หลักสูตรการเรียนจากประเทศสิงคโปร์ โดยในระดับชั้นอนุบาลจะเน้นพัฒนาทางด้านร่างกาย และอารมณ์ ส่วนในระดับประถมจะเริ่มมีเรียนวิชาพื้นฐาน เพื่อเป็นพื้นฐานการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

 

4. KIS International School

  • ค่าเทอม : ประมาณ 332,400 – 699,700 บาท
  • ที่ตั้ง : เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

 KIS International School โดยชื่อของโรงเรียนนั้นย่อมาจาก “Knowledge-Inspiration-Spirit’” แต่ชื่อเดิมของโรงเรียน คือ Kesinee International School Bangkok โรงเรียนนานาชาติ นี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ โดยมีการเปิดการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1998 รวมถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 22 ปี แล้ว โดยโรงเรียน มีนักเรียนในโรงเรียนกว่า 800 คน โดย อัตราส่วนของ ครู ต่อ นักเรียน อยู่ที่ 1:8 ซึ่ง ครูและนักเรียนนั้นมีมาจากนานาประเทศกว่า 54 ประเทศ ทั่วโลก และ โรงเรียนเปิดรับนักเรียนตั้งแต่ อายุ 3 ปี ไปจนถึง 19 ปี

          อีกทั้งโรงเรียนนี้ยังเป็นหนึ่งในโรงเรียนไม่กี่แห่งในประเทศไทย ที่สอนด้วยหลักสูตร IB ครบ (Full IB School) ตั้งแต่ระดับชั้น อนุบาล, ประถม และต่อเนื่องไปจนถึง มัธยมปลาย และ IB Diploma (EY, PYP, MYP, DP) โดยได้รับการรับรองจาก IBO World School โดย Facility ต่าง ๆ ของโรงเรียนก็​มีอยู่อย่างครบครัน ทั้ง Black box drama room, Audibox theatre, Auditorium, สระว่ายน้ำ 2 สระ, สนามกีฬากลางแจ้ง และ สนามกีฬาในร่ม ซึ่งน่าจะเพียงพอให้ ลูก ๆ ได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งทางด้าน การแสดง และ กีฬา

 

5. Berkeley International School

  • ค่าเทอม : ประมาณ 350,000 บาท
  • ที่ตั้ง : ริมถนนบางนาตราด กม.1 

 Berkeley International School โรงเรียนนานาชาติ หลักสูตรอเมริกันในย่านบางนา ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2010 ถ้านับถึงปัจจุบัน โรงเรียนเปิดการเรียนการสอนมาประมาณ 10 ปีแล้วค่ะ และมีนักเรียนระดับชั้นมัธยมปลาย (High School) ที่เริ่มจบการศึกษาไปแล้วตั้งแต่ปี 2017โรงเรียนแห่งนี้ ถึงแม้จะเป็นโรงเรียนขนาดไม่ใหญ่มาก แต่โรงเรียนจะเน้นเรื่องความเป็นนานาชาติ โดยจะมีจำนวนนักเรียนต่างชาติกว่า 50% โดยมาจากนานาชาติกว่า 35 ประเทศทั่วโลก

          หลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนนั้นเป็นหลักสูตรอเมริกัน ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจาก Western Association of Schools and Colleges หรือ WASC ซึ่งเป็นสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา และ โรงเรียน เปิดรับนักเรียนตั้งแต่อายุ 2 ปี ไปจนถึง Grade 12

          ในระดับ High School ทางโรงเรียนยังมีหลักสูตร Advanced Placement Program ให้นักเรียนได้เลือกเรียน ซึ่งนักเรียนที่จบ หลักสูตร AP นี้จะสามารถยกเว้นการเรียนในบางวิชา เมื่อเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาได้อีกด้วย

หลักสูตร AP ที่ทางโรงเรียนมีให้เลือก มีดังนี้ English Language Composition, Micro Economics, Physics, Human Geography

          ในด้านของตัวเลือกสำหรับ หลักสูตร AP ต้องยอมรับว่าที่ Berkeley International School นั้น มีตัวเลือกให้นักเรียนไม่มากเท่าโรงเรียนแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า ลูก ๆ ของเราต้องการเรียน AP หรือไม่ จะไปศึกษาต่อที่ไหน และ ต้องลงเรียน AP วิชาอะไร อันนี้คงต้องศึกษาให้ละเอียด ตอนลูก ๆ ใกล้จะเรียนในระดับมัธยมปลายอีกที นอกเหนือจากด้านวิชาการแล้ว ทางด้านกีฬา ทางโรงเรียนก็ยังมี Facility ต่าง ๆ ให้นักเรียนได้ใช้กันอย่างมากมาย ทั้ง สนามฟุตบอลกลางแจ้ง สระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิก และ สนามกีฬาในร่ม เรียกได้ว่า นักเรียนจะได้ balance ทั้งด้านการเรียนและกีฬาไปพร้อม ๆ กัน

 

6. THE AMERICAN SCHOOL OF BANGKOK

  • ค่าเทอม : 350,000 – 673,000 บาท
  • ที่ตั้ง : SUKHUMVIT CAMPUS – ซ.สุขุมวิท 49/3

          ลำดับที่หก โรงเรียนนานาชาติ ดิ อเมริกัน สคูล ออฟ แบงค็อก หรือ ASB เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนมานานกว่า 30 ปี มีตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลไปจนถึงระดับชั้นมัธยม ใช้หลักสูตรการเรียนการสอนของอเมริกัน โดยมีสัดส่วนนักเรียนไทยอยู่ที่ 20% ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนที่น้อยกว่า โรงเรียนนานาชาติ ที่อื่น ๆ ในปัจจุบันมี 2 แคมปัส คือ สุขุมวิท ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับรพ.สมิติเวช และ กรีนวัลเลย์ ตั้งอยู่ที่ บางพลี จ.สมุทรปราการ โดยแคมปัสที่สุขุมวิทถือได้ว่าเป็นโรงเรียนแห่งแรกในเอเชียที่มีการนำ Mindful Education โดยใช้หลักอานาปานสติ มาผสมผสานกับการเรียนตามหลักสูตรปกติ เพื่อให้นักเรียนนำเทคนิคมาช่วยในการเรียนและการจดจำ

สำหรับจุดเด่นของ โรงเรียนดิ อเมริกัน สคูล ออฟ แบงค็อก ได้แก่

  1. Mindful Education ช่วยทำให้นักเรียนมีสติ และสมาธิในการเรียนมากขึ้น
  2. มีนักเรียนมากถึง 40 สัญชาติทั่วโลก และมีสัดส่วนนักเรียนไทยแค่ 20% ทำให้เด็กได้เรียนรู้ และรู้จักปรับตัวท่ามกลางวัฒนธรรมที่หลากหลาย
  3. ชั้นเรียนขนาดเล็ก เฉลี่ยอยู่ที่ 15 คน / ห้อง และสูงสุดที่ 20 คน / ห้อง ทำให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียน และผู้สอนดูแลนักเรียนได้ทั่วถึง

 

7. SATIT PRASARNMIT INTERNATIONAL PROGRAMME

  • ค่าเทอม : 355,000 – 403,000 บาท
  • ที่ตั้ง : สุขุมวิท 23

 โรงเรียนสาธิตประสานมิตร เป็นโรงเรียนภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ที่มีชื่อเสียงในด้านคุณภาพการเรียนการสอนมาอย่างยาวนานในประเทศไทย ทำให้สามารถการันตีเรื่องหลักสูตร และคุณภาพการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี โดยในปีการศึกษา 2553 ได้เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนนานาชาติ สาธิตประสานมิตร หรือ Satit Prasarnmit International Program (SPIP) ขึ้นมา เปิดสอนระดับชั้นมัธยม (ม.1 – ม.6) ซึ่งถือได้ว่าเป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรก และยังคงเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่มี

การเปิดหลักสูตรนี้ขึ้นสำหรับจุดเด่นของหลักสูตรนานาชาตินี้ ได้แก่

  1. มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 60 ปี ในการบริหารจัดการโรงเรียนสาธิตประสานมิตร ทำให้มีความเชี่ยวชาญในการดูแลจัดการโรงเรียน
  2. เป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกในประเทศไทยที่มีการเปิดหลักสูตรนานาชาติ
  3. มีการสอนนักเรียนให้เรียนรู้วัฒนธรรม และคงไว้ซึ่งความเป็นไทย มีวิชาภาษาไทย ประวัติศาสตร์ไทย ดนตรีไทย อาหารไทยในชั้นเรียน รวมถึงสอนเรื่องมารยาท การเคารพผู้ใหญ่ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ถือได้ว่าเป็นหลักสูตรอินเตอร์ที่ยังมีความเป็นไทยอยู่ ช่วยตอบโจทย์ พ่อ แม่ หลายคนที่อาจมีความกังวลในเรื่องนี้

 

8. Bangkok PREP International Preparatory & Secondary School

  • ค่าเทอม : ประมาณ 488,000 – 640,000 บาท
  • ที่ตั้ง : Primary (สุขุมวิท 53) และ Secondary (สุขุมวิท 77)

           ต่อไป โรงเรียนนานาชาติ บางกอกเพรพ เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่คนไทยรู้จักกันดี และมีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง จนในปี 2560 ได้มีการเปิดแคมปัสใหม่ที่สุขุมวิท 77 ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 20 ไร่ ซึ่งเป็นแคมปัสของนักเรียนในระดับชั้นมัธยม ส่วนแคมปัสสุขุมวิท 53 นั้นจะมีการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลไปจนถึงระดับประถมเท่านั้น โดยทางโรงเรียนใช้หลักสูตรการเรียนการสอนระบบอังกฤษ และให้ความสำคัญกับบรรยากาศการเรียน ที่มีนักเรียนมาศึกษาจากหลากหลายชาติ

สำหรับจุดเด่นของ โรงเรียนนานาชาติ บางกอกเพรพ ได้แก่

  1. อุปกรณ์และสื่อการสอนที่ทันสมัย เช่น Green Room หรือ Black – box Drama Studios รวมถึงห้องประชุมขนาดใหญ่ที่มี Orchestra Pit เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาทักษาะได้รอบด้าน
  2. มีนักเรียนมากถึง 42 สัญชาติทั่วโลก ทำให้เด็กได้เรียนรู้ และรู้จักปรับตัวท่ามกลางวัฒนธรรมที่หลากหลาย
  3. ติดกับ BTS ทองหล่อ สามารถลงบันไดจากรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีทองหล่อ แล้วเดินอีกประมาณ 30 ม. ถึงประตูทางเข้าโรงเรียน

 

9. NIST International School

  • ค่าเทอม : ประมาณ 533,700 – 961,400 บาท
  • ที่ตั้ง : เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร

           รู้ไหมว่า โรงเรียนนานาชาติ นิสท์ (NIST) เป็นโรงเรียนที่มีค่าเทอมสูงติดอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย เปิดสอนตั้งแต่เตรียมอนุบาลไปจนถึงมัธยม โดยเป็นโรงเรียนแรกในกรุงเทพฯ ที่ใช้หลักสูตร International Baccalaureate (IB) ตั้งแต่ระดับต้น (IB Primary Years Programme หรือ PYP) ไปจนถึงระดับประกาศนียบัตรนานาชาติ (IB Diploma Programme หรือ IBDP) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ถูกรวบรวมและประยุกต์จากระบบการศึกษาต่าง ๆ ทั่วโลก เน้นกระบวนการที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามช่วงพัฒนาการของเด็ก 

         จะเรียนรายวิชาทั้งสิ้น 6 วิชา (รวมทั้งภาษาต่างประเทศหนึ่งภาษา เช่น ภาษาไทย) และยังมีการทำกิจกรรมสร้างสรรค์บริการและช่วยเหลือสังคม (CAS : Creative Action and Services) อีกด้วย โดยเน้นความเป็นนานาชาติและสากล ทำให้ระบบนี้ได้รับการยอมรับในการรับเข้าศึกษาต่อจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลก

สำหรับจุดเด่นของ โรงเรียนนานาชาติ นิสท์ (NIST) ได้แก่

  1. ใช้หลักสูตร IB ในการเรียนการสอน ตั้งแต่อายุ 3 – 19 ปี ซึ่งเป็นระบบการศึกษาที่ตั้งมาขึ้นเพื่อรองรับนักเรียนที่ต้องย้ายสถาบันไปมาจากประเทศสู่ประเทศ
  2. สถาบันเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก สามารถเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยชื่อดัง เช่น University of Cambridge, University of Oxford และ Stanford University เป็นต้น
  3. ผลการสอบยอดเยี่ยมในระดับนานาชาติ ทั้ง IB Diploma และ SAT มีค่าเฉลี่ยที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบทั่วโลก

10. Shrewsbury International School

  • ค่าเทอม : ประมาณ 572,400 –1,023,900 บาท
  • ที่ตั้ง : ถ.เจริญกรุง เขตบางคอแหลม (Riverside Campus) และ ด้านหลัง รพ.ปิยะเวท ถ.พระราม 9 เขตห้วยขวาง (City Campus)

           สุดท้าย โรงเรียนนานาชาติ โชรส์เบอรี่ Shrewsbury International School เป็นโรงเรียนหลักสูตรอังกฤษที่มีชื่อเสียง เปิดมาตั้งแต่ปี 2003 โดยมี 2 แคมปัส คือ Riverside (เปิดปี 2003) สำหรับชั้น Primary & Secondary โดย แคมปัสนี้จะเป็นแคมปัสแรกและเป็นแคมปัสที่ใหญ่กว่า โดยมีนักเรียน ประมาณ 1,700 คน และ City Campus (เปิดปี 2018) ปัจจุบันเปิดเฉพาะระดับชั้น Primary เท่านั้น โดยมีนักเรียน ประมาณ​ 640 คน ซึ่งขนาดห้องของโรงเรียน Shrewsbury International School ก็เป็นไซส์ขนาดไม่ใหญ่มาก ห้องเรียนหนึ่งจะมีนักเรียน ประมาณ 15-20 คน แล้วแต่ระดับชั้น โดยมีอัตรานักเรียนต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 5%

           อีกทั้ง Shrewsbury International School จะเป็นโรงเรียนที่เด่นในด้านของวิชาการ เพราะ นักเรียนที่นี่มี Acceptant Rate สำหรับ มหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศที่ค่อนข้างสูง และกิจกรรมของนักเรียนที่มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นละครเวที หรือ คณะร้องประสานเสียง

. . . . . . . . . . .

 

           เรียกได้ว่าเป็นการรวบรวมข้อมูล โรงเรียนนานาชาติ ในกรุงเทพกันแบบเจาะลึกกันเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี การตัดสินใจเลือกโรงเรียนให้ลูกนั้น ก็ดูหลายเหตุผลหลายปัจจัยประกอบกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นตัวโรงเรียน ความพร้อมของพ่อแม่ หรือความพร้อมของลูก ๆ เอง แต่เหนือสิ่งอื่นใดแล้วพ่อแม่ทุกคนก็ล้วนแต่อยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อย และเพื่อให้แผนการศึกษาของลูกดำเนินไปอย่างราบรื่นนั่นเอง