logo

          ขอสินเชื่อหลายธนาคารแล้วจะเป็นอย่างไรไหม? น่าจะเป็นคำถามคาใจใครหลายคนที่อยากจะรู้ ว่าการขอสินเชื่อหลายธนาคาร มีผลต่อผลการพิจารณาการอนุมัติวงเงินกู้หรือไม่ เปรียบเหมือนง่าย ๆ อย่างกับการจีบสาว ในบางทีที่เรายังไม่รู้จะเลือกใครดี หรือไม่ก็ไม่แน่ใจว่าสาวคนไหนจะมีใจอยากจะคบหากับเราบ้าง เรียกได้ว่าหากเรายังเป็นโสด เราก็มีโอกาสที่จะพูดคุยกับสาวหลายคนในเวลาเดียวกันได้ และเมื่อมั่นใจในสาวคนไหนแล้ว แล้วสาวก็รับรักเราแล้ว ความรักครั้งนี้ก็ดูแล้วน่าลงตัวมีความสุขไม่น้อย แต่ก็ต้องยอมรับว่าวิธีการเหล่านี้อาจจะทำให้สาวที่เราคุยอยู่นั้นไม่ชอบใจวิธีนี้ก็เป็นได้ เพราะแม้จะยังไม่มีตัดสินใจคบหากัน แต่หากสาวเจ้าตัวรู้ว่าเราพูดคุยอยู่กับสาวหลายคน แน่นอนว่าคงไม่มีใครชอบ เพราะพฤติกรรมเหล่านี้กำลังสะท้อนได้ถึงความไม่จริงใจตั้งแต่จะคบหาเป็นแฟนกันจริง ๆ นั่นเอง

          ความจริงแล้วเรื่องราวลักษณะนี้ หลายคนอาจเปรียบเทียบมองไปถึงเรื่องของการขอสินเชื่อหลายธนาคารในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ขอสินเชื่อเกิน 3 สถาบัน หรือ ยื่นขอสินเชื่อบ่อย ๆ และหลายคนก็อาจสงสัยว่าความจริงแล้วสินเชื่อส่วนบุคคลมีได้กี่ธนาคาร หลายคนอาจจะกังวลต่อไปอีกว่า หากทำเช่นนี้แล้วธนาคารแต่ละแห่งจะรู้ไหม หรือหลายคนก็อาจจะมองว่าธนาคารแต่ละแบรนด์ก็คงเร่งหายอดสินเชื่อ คงไม่ได้มีการมานั่งตรวจสอบระหว่างธนาคารอย่างแน่นอน ซึ่งเรื่องนี้ บางส่วนก็มีความถูกต้อง และบางเรื่องก็อาจจะมีสิ่งสำคัญที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ ซึ่งความถูกต้องที่ว่านี้ก็คือ แต่ละธนาคารจะไม่ได้มานั่งตรวจสอบระหว่างธนาคารต่างแบรนด์กันจริง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าแต่ละธนาคารจะไม่รู้ว่าคุณไปยื่นขอสินเชื่อมาบ้างจริงหรือไม่ เพราะหากธนาคารเหล่านี้เป็นสมาชิกของบริษัทเครดิตบูโร การขอสินเชื่อหลายธนาคารในเวลาเดียวกัน การขอสินเชื่อเกิน 3 สถาบัน หรือ ยื่นขอสินเชื่อบ่อย ๆ ก็อาจจะมีตัวกลางคือบริษัทเครดิตบูโร ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลกลาง ที่กลุ่มสมาชิกธนาคารสามารถเรียกดูรายงานข้อมูลเครดิตบูโรของคุณได้เช่นกัน พอเป็นแบบนี้ แล้วควรจะเป็นอย่างไร แล้วถ้ากู้ผ่านหลายธนาคาร เราควรตัดสินใจจากอะไร ไม่ว่าจะเป็น เรื่องอัตราดอกเบี้ย, เรื่องวงเงินกู้, เรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าประเมินทรัพย์ , ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ, ค่าทำประกันชีวิต, ค่าทำประกันอัคคีภัย เป็นต้น

          ดังนั้น ลองมาดูกันว่า การขอสินเชื่อหลายธนาคารในเวลาเดียวกัน แล้วถ้ากู้ผ่านหลายธนาคาร เราควรตัดสินใจจากอะไรบ้าง รายละเอียดดังนี้

. . . . . . . . . .

การขอสินเชื่อหลายธนาคารในเวลาเดียวกัน คือเรื่องปกติของการซื้อบ้าน?

          รู้หรือไม่ว่า โดยปกติแล้ว เวลาเราตัดสินใจซื้อบ้านโครงการใหม่ ที่มีสำนักงานขายตั้งอยู่ในโครงการ โครงการเหล่านี้จะมีเจ้าหน้าที่หรือพนักงานที่คอยให้บริการเรา ซึ่งบริการที่ว่านี้ก็รวมไปถึงการยื่นขอสินเชื่อด้วยนั่นเอง ซึ่งก็มักจะยื่นขอสินเชื่อในหลากหลายธนาคารเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกบ้านได้พิจารณาเลือกธนาคารที่มีเงื่อนไขสินเชื่อดีที่สุดนั่นเอง นอกจากนี้ หากโครงการไหนที่มีโปรโมชั่นพิเศษกับทางธนาคารโดยเฉพาะ หากเรามีเงื่อนไขที่ดีตามที่ธนาคารต้องการ การขอสินเชื่อหลายธนาคารก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นนั่นเอง สรุปง่าย ๆ ว่า การขอสินเชื่อหลายธนาคารในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อเกิน 3 สถาบัน หรือ ยื่นขอสินเชื่อบ่อย ๆ จะเกิดขึ้นหรือไม่ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับทางโครงการจัดสรรที่เราไปซื้อนั่นเอง

          แล้วถ้าเป็นการซื้อบ้านมือสองจะเป็นอย่างไร เพราะอย่างที่ทราบว่า บ้านมือสองคงไม่มีเจ้าหน้าโครงการคอยมาดูแลทำหน้าที่ยื่นขอสินเชื่อ ติดต่อกับทางธนาคารแทนเรา เรื่องนี้ก็ต้องบอกตามตรงว่าโดยปกติแล้ว แม้บ้านมือสองจะไม่มีเจ้าหน้าที่โครงการคอยให้บริการ แต่อย่างลืมว่า เราก็มีเจ้าหน้าที่ขายบ้านหรือก็คือนายหน้าขายบ้าน ที่จะคอยทำหน้าติดต่อประสานงานกับทางธนาคารให้กับเรานั้นเอง เพราะหากเราต้องการซื้อบ้าน แต่สุดท้ายเราไม่มีเงินสด การขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านมือสองก็เป็นเรื่องปกติ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งหน้าที่ของนายหน้านั่นเอง ซึ่งความสำคัญก็คือ นายหน้าก็มักจะขอเอกสารเราหลาย ๆ ชุด เพราะต้องการนำเอกสารเหล่านี้ไปขอสินเชื่อหลายธนาคารในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อเกิน 3 สถาบัน หรือ ยื่นขอสินเชื่อบ่อย ๆ นั่นเอง ซึ่งหากมองในแง่ประโยชน์ของตัวเราแล้ว ก็เรียกได้ว่าเป็นประโยชน์ไม่น้อย เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะได้สินเชื่อบ้านได้สำเร็จแล้ว ยังทำให้เรามีโอกาสเลือกใช้สินเชื่อที่เหมาะกับเราที่สุดอีกด้วย

          พอรู้แล้วว่า การขอสินเชื่อหลายธนาคารในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อเกิน 3 สถาบัน หรือ ยื่นขอสินเชื่อบ่อย ๆ นั้นเป็นเรื่องปกติของการซื้อบ้าน หลายคนก็อาจจะสงสัยว่า แล้วแบบนี้จะส่งผลต่อการอนุมัติสินเชื่อของแต่ละธนาคารหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า แต่ละธนาคารมักจะเป็นสมาชิกของบริษัทเครดิตบูโร ซึ่งจะต้องส่งข้อมูลของลูกค้าแต่ละคนเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเป็นข้อมูลกลางสำหรับตรวจสอบข้อมูลลูกค้าก่อนที่จะอนุมัติสินเชื่อนั่นเอง ซึ่งต้องบอกก่อนว่าข้อมูลที่แต่ละธนาคารสมาชิกส่งมายังบริษัทเครดิตบูโรนั่น จะเป็นข้อมูลที่มีการอัพเดทรายเดือน เรียกว่าอยู่บนฐานของ Monthly Basis ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าเราได้รับอนุมัติสินเชื่อวันนี้ แล้วข้อมูลจะไปปรากฏอยู่ในข้อมูลรายงานเครดิตบูโรแบบทันทีหรือที่เรียกว่า Real Time พูดง่าย ๆ ก็หมายความว่าข้อมูลจะอัพเดทได้ต้องรอรอบส่ง เช่น ทุก ๆ ปลายเดือนนั่นเอง พอเป็นอย่างนี้ ก็เท่ากับว่าภายในเดือนเดียวกัน หากเราทำการขอสินเชื่อหลายธนาคารในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อเกิน 3 สถาบัน หรือ ยื่นขอสินเชื่อบ่อย ๆ ข้อมูลก็ยังจะไม่ไปปรากฏอยู่ในรายงานข้อมูลเครดิตบูโร ดังนั้น แต่ละธนาคารก็จะยังไม่รู้ข้อมูลอัพเดทล่าสุดนั่นเอง แต่ก็อย่าลืมว่า ยิ่งเราทำการขอสินเชื่อหลายธนาคารในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อเกิน 3 สถาบัน หรือ ยื่นขอสินเชื่อบ่อย ๆ เราจะต้องยิ่งจ่ายค่าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายในการประเมินหลักทรัพย์ และที่ควรรู้ก็คือ ไม่ว่าการขอสินเชื่อจะได้รับอนุมัติหรือไม่ก็ตาม เงินค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็จะไม่ได้การคืนเงินใด ๆ อีกด้วย ดังนั้น เรื่องนี้จะเห็นได้ว่า ภายใต้ข้อดีที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสิเชื่อ ก็ตาม แต่ต้นทุนที่เราต้องเสียไปกับการขอสินเชื่อก็สูงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

          ที่สำคัญก็คือ แม้ว่ารายงานเครดิตบูโรจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาอนุมติสินเชื่อของธนาคาร บริษัทเครดิตบูโรผู้เป็นตัวกลางรวบรวมข้อมูลรายงานเครดิตบูโรของแต่ละคนนี้ก็ไม่ได้มีอำนาจใด ๆ ในการอนุมัติสินเชื่อของแต่ะธนาคาร เพราะเงื่อนไขหรือหลักการพิจารณาของสินเชื่อของแต่ละธนาคารขึ้นอยู่กับธนาคารนั้น ๆ จะเป็นผู้กำหนดนั่นเอง แต่ก็มีเรื่องที่เราควรรู้ก็คือ หากผลการขอสินเชื่อไม่ผ่านอนุมัติหรือถูกปฏิเสธสินเชื่อ โดยมีสาเหตุสำคัญที่ทางธนาคารแจ้งกลับมาว่าเป็นเพราะข้อมูลในเครดิตบูโร ปกติแล้วธนาคารก็จะต้องมีหนังสือชี้อย่างชัดเจน เพื่ออธิบายถึงเหตุผลที่ไม่ให้กู้หรือปฏิเสธเพราะอะไร เช่น หนี้ค้าง, มีสินเชื่อมากเกินไป เป็นต้น ดังนั้น หากเป็นข้อมูลที่ไม่จริงหรือเรายังสงสัยข้อมูลเหล่านี้ ก็สามารถตรวจสอบได้ฟรี ณ ศูนย์บริการตรวจเครดิตบูโรทุกแห่ง และต้องดำเนินการภายใน 30 วัน จากทราบหนังสือชี้แจ้ง นั่นเอง 

จากรายละเอียดข้างต้น เชื่อว่าเพื่อน ๆ น่าจะพอเข้าใจมากขึ้นแล้วว่า การขอสินเชื่อหลายธนาคารในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อเกิน 3 สถาบัน หรือ ยื่นขอสินเชื่อบ่อย ๆ เป็นเรื่องปกติของการซื้อบ้าน และแม้ว่ารายงานเครดิตบูโรจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาอนุมติสินเชื่อของธนาคาร แต่สุดท้ายเงื่อนไขหรือหลักการพิจารณาของสินเชื่อของแต่ละธนาคารขึ้นอยู่กับธนาคารนั้น ๆ จะเป็นผู้กำหนด นั่นเอง พอเป็นแบบนี้ แล้วเราควรจะเป็นพิจารณาอะไรบ้างนั้น ลองมาดูรายละเอียดกันเลย

. . . . . . . . . .

ถ้าขอสินเชื่อหลายธนาคาร แล้วกู้ผ่านหลายธนาคาร ควรตัดสินใจจากอะไร?

          หลังจากทราบรายละเอียดหรือความเข้าใจเกี่ยวกับสินเชื่อบ้านกันมาแล้ว หลายคนก็อาจจะอยากรู้ว่า ถ้าขอสินเชื่อหลายธนาคารแล้วกู้ผ่านหลายธนาคาร ควรตัดสินใจจากอะไร? แน่อนว่าปัจจัยสำคัญเหล่านี้ คงหนี้ไม่พ้นในเรื่อง วงเงินกู้มากน้อยแค่ไหน, อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เป็นอย่างไร รวมกันการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ว่าแต่จะการเปรียบเทียบที่ว่านี้มีอะไรบ้างนั้น ไปหาดู 3 ตัวอย่างที่เราหยิบยกความสำคัญมาให้พิจารณากันเลยดังนี้

1. วงเงินกู้

          แน่นอนว่า ยิ่งธนาคารไหนอนุมัติวงเงินสูงสุด เราก็ควรจะเลือกสินเชื่อบ้านจากธนาคารนั้นเป็นเรื่องปกติ เช่น สมมติเราขอสินเชื่อหลายธนาคาร แล้วกู้ผ่านหลายธนาคาร บ้าน 5,000,000 บาท หากธนาคาร A อนุมัติวงเงินกู้ 100% ก็เท่ากับว่าเราได้รับวงเงิน 5,000,000 บาท ขณะที่ธนาคาร B อนุมัติวงเงินกู้ 95% ก็เท่ากับว่าเราได้รับวงเงิน 4,750,000 บาท ซึ่งต่างกัน 250,000 บาทเลยทีเดียว เชื่อว่าเป็นใครก็ต้องเลือกใช้สินเชื่อของธนาคาร A อย่างแน่นอน แต่ก็ถ้าลืมว่าแม้เราจะได้รับเงินก้อนโตจากธนาคาร A สำหรับการซื้อบ้าน แต่จำนวนหนี้ของเราที่ธนาคาร A ก็สูงกว่า ธนาคาร B เช่นกัน และก็ไม่ใช่แค่ต้นเงินเท่านั้น เพราะยิ่งเงินต้นสูงมากเท่าไหร่ อย่าลืมว่าดอกเบี้ยจ่ายก็จะยิ่งสูงขึ้นมากเท่านั้นอีกด้วย

          ดังนั้น สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ อาจจะไม่ใช่แค่เงินวงกู้ที่จะได้รับมากที่สุด แต่เราควรคำนึงถึงภาระหนี้ที่จะต้องตามจ่ายคืนในระยะยาวอีกด้วย พูดง่าย ๆ ว่าสินเชื่อที่เหมาะสมกับเราที่สุด ไม่ใช้วงเงินกู้ที่มากที่สุด แต่ควรจะเป็นวงเงินกู้ที่เหมาะสมกับฐานะการเงินของเรานั่นเอง

2. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้

          สมมติเราขอสินเชื่อหลายธนาคาร แน่นอนว่า ยิ่งธนาคารไหนมีอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด เราก็ควรจะเลือกสินเชื่อบ้านจากธนาคารนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่หลายคนก็อาจจะสงสัยว่าแล้วควรจะเปรียบเทียบกันอย่างไร เพราะแต่ละธนาคารมีประเภทดอกเบี้ยต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่หรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัว นอกจากนี้ บางธนาคารยังมีการคิดดอกเบี้ยที่ต่างกันไปในแต่ละปี ถามอัตราดอกเบี้ย MLR หรือ ดอกเบี้ย MRR ของแต่ละธนาคารก็ยังต่างกันอีกด้วย ดังนั้น ข้อสังเกตง่าย ๆ คือการไล่ดูในแต่ละปีเพื่อเปรียบเทียบเป็นตารางง่าย ๆ แบบชัดเจน เช่น เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย MLR ของแต่ละธนาคาร จากนั้นก็ลองไล่ดู อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1, อัตราดอกเบี้ยปีที่ 2, อัตราดอกเบี้ยปีที่ 3 รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยปีที่ 4 เป็นต้นไป เป็นต้น

          เมื่อเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยแต่ละปีเช่นนี้แล้ว เราจะสังเกตเห็นได้ว่าบางธนาคารมักจะเน้นโปรโมชันอัตราดอกเบี้ยต่ำในช่วง 3 ปีแรกได้อย่างน่าสนใจ ดังนั้น หากเราวางแผนที่จะขอรีไฟแนนซ์ในปีที่ 4 สินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยดีน่าสนใจในช่วง 3 ปีแรก ก็เรียกได้ว่าเป็นสินเชื่อที่จะตอบโจทย์เราได้อย่างดี นั้นเอง

          ขณะเดียวกัน หากเราไม่ต้องการหรือไม่ได้วางแผนที่จะรีไฟแนนซ์ก็ไม่เป็นไร เพราะเชื่อว่าหลายคนคงไม่อยากยุ่งยากเรื่องการประสานงาน, การติดต่อสินเชื่อบ้านอีกรอบในปีที่ 4 ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยแต่ละธนาคารได้ง่ายที่สุด ก็คือการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยแท้จริงนั้นเอง เพียงเท่านี้ ก็จะเห็นอัตราดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายคืนให้กับธนาคารได้อย่างไม่ยาก แถมยังเปรียบเทียบกับธนาคารอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น อีกด้วย

          นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของประเภทอัตราดอกเบี้ยที่ต่างกัน เช่น อัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งจะเป็นดอกเบี้ยบ้านที่จะคิดเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต หากอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง เช่น อัตราดอกเบี้ย MLR หรืออัตราดอกเบี้ย MRR ลดลง ดอกเบี้ยจ่ายของเราก็ลดลงตามไปด้วยเช่นกัน หรือในแง่ของการคิดอัตราดอกเบี้ย อ้างอิงกับต้นทุน นั่นก็หมายความว่ายิ่งนานวัน ยิ่งต้นทุนลดลง เราก็จะจ่ายดอกเบี้ยลดลงตามเช่นกัน ส่วนอัตราดอกเบี้ยอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า อัตราดอกเบี้ยคงที่ หรือก็คืออัตราดอกเบี้ยที่จะคิดคงที่ตลอดอายุสัญญาสินเชื่อ เช่น อัตราดอกเบี้ยคงที่ 7% ตลอดอายุสัญญา 30 ปี เป็นต้น ข้อดีของอัตราดอกเบี้ยประเภทนี้ ก็คือไม่ต้องกังวลว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ยังคำนวณดอกเบี้ยจ่ายง่ายขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเลือกอัตราดอกเบี้ยแบบไหน ก็มีข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นลองปรึกษาและขอคำแนะนำเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของธนาคาร ก็น่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนอย่างแน่นอน

          อย่างไรก็ตาม นอกจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เราควรให้ความสนใจแล้ว ยังมีอัตราดอกเบี้ยอีกประเภทหนึ่งที่เราควรจะทำความรู้จัก นั่นคือ ดอกเบี้ยผิดนัด ซึ่งจะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านทั่วไป โดยจะใช้เรียกเก็บจากเราเมื่อไม่สามารถจ่ายชำระหนี้ได้ตรงตามเวลา กลายเป็นผิดนัดชำระหนี้นั่นเอง ดังนั้น หากเราไม่มีวินัยทางการเงินที่ดี อัตราดอกเบี้ยที่เราคำนึงไว้ ที่จะอยู่ภายใต้ความสามารถในการผ่อนจ่ายของเรา อาจจะเป็นกลายเป็นต้นเหตุเลวร้ายที่จะเสียดอกเบี้ยสูงกว่าที่คาดเอาไว้ กลายเป็นเหตุการณ์เลวร้ายสำหรับการกู้ไปเลยก็ได้

3. ค่าใช่จ่าย

          รู้หรือไม่ว่าปกติแล้ว ค่าใช้จ่ายในของสินเชื่อบ้านมีหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ค่าประเมินทรัพย์, ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้, ค่าประกันชีวิต และค่าประกันอัคคีภัย เป็นต้น ว่าแต่ถ้าขอสินเชื่อหลายธนาคาร แล้วกู้ผ่านหลายธนาคาร เราควรจะเปรียบเทียบอย่างไรดี ลองมาดูตัวอย่างกันดังนี้

          ค่าประเมินทรัพย์

          ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็คือค่าใช้จ่ายของเรา ในฐานะผู้ขอสินเชื่อที่จะต้องจ่าย เพื่อเป็นค่าธรรมเนียมในการประเมินมูลค่าบ้านเพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการอนุมติวงเงินสินเชื่อนั้นเอง ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้มักจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงยื่นขอสินเชื่อ เพราะต้องใช้ในการประเมินวงเงินกู้ ซึ่งโดยปกติแล้วจะเก็บค่าใช้จ่ายส่วนนี้ราว 1,000 - 3,000 บาท อย่างไรก็ตาม สินเชื่อบ้านของบางธนาคารก็มีโปรโมชันฟรีค่าประเมินทรัพย์อีกด้วย ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบแล้ว หากใช้สินเชื่อของธนาคารที่มีโปรโมชันฟรีค่าประเมินทรัพย์ ก็จะประหยัดไปได้อีกหลายพันบาท เลยทีเดียว ในทางกลับกัน ยิ่งเรายื่นขอสินเชื่อหลากหลายเจ้ามากเท่าไหร ก็จะยิ่งเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้มากขึ้นเท่านั้น อีกด้วย

          ค่าประกันชีวิตและค่าประกันอัคคีภัย

          ต้องยอมรับว่านี่คือองค์ประกอบของค่าใช้จ่ายสินเชื่อที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในตัวทรัพย์และตัวผู้ขอสินเชื่อ เพราะเมื่อไรก็ตามที่เกิดเหตุร้ายทั้งต่อตัวผู้ขอสินเชื่อเอง หรือตัวทรัพย์สินก็ตาม ธนาคารย่อมต้องการได้ผู้ชำระหนี้คืน ซึ่งก็คือบริษัทประกันเหล่านี้นั่นเอง พอเป็นแบบนี้ ธนาคารจึงมักจะเพิ่มค่าใช้จ่ายเหล่านี้เข้ามานั่นเอง ซึ่งแรงจูงใจในการทำประกันชีวิตที่ว่านี้ ก็มักจะสร้างประโยชน์กลับไปที่ตัวผู้ขอสินเชื่อ นั่นคือ หากผู้ขอสินเชื่อทำประกันชีวิตกับทางธนาคาร บางธนาคารก็จะมีโปรโมชันดอกเบี้ยพิเศษซึ่งจะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านทั่วไป นั่นเอง ส่วนค่าใช้จ่ายประเภทค่าอัคคีภัย มักเป็นคิดตามมูลค่าหลักประกันหรือก็คือตัวบ้านนั่นเอง พูดง่าย ๆ ว่า ยิ่งบ้านมีราคาสูง ค่าใช้จ่ายอัคคีภัยก็สูงตามไปด้วย

          ค่าธรรมเนียมสินเชื่อบ้าน

          ค่าธรรมเนียมเหล่านี้มักขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารเป็นผู้กำหนด ที่น่าสนใจคือ บางทีธนาคารก็จะมีโปรโมชันฟรีค่าธรรมเนียมสินเชื่อบ้าน เพื่อเป็นแรงดึงดูดความสนใจใครที่กำลังขอสินเชื่อบ้านนั่นเอง ดังนั้น การเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมสินเชื่อบ้าน จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถเปรียบเทียบได้ เมื่อขอสินเชื่อหลายธนาคาร แล้วกู้ผ่านหลายธนาคารนั่นเอง

. . . . . . . . . .

          มาถึงตรงนี้ ถ้าขอสินเชื่อหลายธนาคาร แล้วกู้ผ่านหลายธนาคาร ควรตัดสินใจจากอะไรดี เชื่อว่าเพื่อน ๆ น่าจะได้คำตอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งเชื่อว่าน่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับการเปรียบเทียบสินเชื่อมากขึ้นอีกด้วย สรุปได้ว่า ปัจจัยสำคัญที่จะนำมาเปรียบเทียบระหว่างสินเชื่อของธนาคารต่าง ๆ ก็คือ เรื่องของวงเงินกู้ ที่แม้ว่ายิ่งได้วงเงินกู้ยิ่งสูงก็จะยิ่งดี แต่ก็อย่าลืมคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายชำระของเราด้วย ไม่นั้นโอกาสที่ว่านี้อาจเป็นหายนะทางการเงินในอนาคตก็เป็นได้ เช่นเดียวกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ยิ่งน้อยก็ยิ่งดี ซึ่งหากใครวางแผนจะทำการรีไฟแนนซ์เมื่อครบ 3 ปี ก็สามารถเลือกสินเชื่อที่มีโปรโมชันดอกเบี้ยต่ำ 3 ปีแรกได้เลย แต่สำหรับใครที่ต้องการกู้ซื้อบ้านเพียงธนาคารเดียวไปยาว ๆ ก็สามารถสังเกตได้จากอัตราดอกเบี้ยแท้จริงนั่นเอง นอกจากนี้ หากต้องการโปรโมชันดอกเบี้ยต่ำ การทำประกันชีวิตก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ธนาคารมักจะนำเสนอเช่นกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าค่าใช่จ่ายก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนอกจากค่าเบี้ยประกันชีวิตแล้ว ในส่วนของค่าใช้จ่าย ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายส่วน เช่น ค่าประเมินทรัพย์ หรือแม้แต่ค่าธรรมเนียมขอสินเชื่อนั่นเอง ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างที่เราควรคำนึงเมื่อการขอสินเชื่อหลายธนาคาร แล้วกู้ผ่านหลายธนาคาร นั่นเอง ครั้งหน้าเราจะนำความรู้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยอะไรมาฝากกันอีกอย่าลืมติดตาม ได้ที่เว็บไซต์ข่าวสารอสังหาฯ และการลงทุนคอนโดของเราทาง CondoNewb ได้เลย