logo

 เครดิตบูโร น่าจะเป็นอีกคำที่ใครหลายคนคงเคยได้ยินได้ฟังกันมาบ้าง ขณะเดียวกันหลายคนก็อาจจะเคยประสบพบเจอกับประสบการณ์ส่วนตัวที่จะต้องถูกปฏิเสธจากการสมัครธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ เพราะขึ้นชื่อว่ามีรายชื่อติดรายงานข้อมูลเครดิตแล้ว โอกาสที่เราจะไปทำธุรกรรมการเงิน เช่น การยื่นขอสินเชื่อ, การสมัครบัตรเครดิต เป็นต้น สิ่งที่ดูง่าย ๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปในทันที แถมผลสุดท้ายยังต้องมานั่งเสียใจเพราะไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อหรือบัตรเครดิตอย่างที่ต้องการอีกด้วย เรื่องราวเหล่านี้ คงเป็นประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีอย่างแน่นอน

          ดังนั้น สำหรับใครที่ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์เหล่านี้ หรือไม่อยากจะพบเจอเหตุการณ์เหล่านี้ ลองมาดูกันสิว่า เราควรจะทำความเข้าใจรายละเอียดในเรื่องนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับรายงานข้อมูลเครดิตกันอย่างไรบ้าง หรือแม้แต่ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ถูกปฏิเสธสินเชื่อ เพราะมีรายชื่อติดรายงานข้อมูลเครดิตมาแล้ว ก็ลองมาดูกันว่า ต่อจากนี้ไปควรจะทำอย่างไรต่อบ้าง ซึ่งในบทความนี้ เราจึงได้สรุปข้อมูลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น เครดิตบูโรคืออะไร, รายงานข้อมูลเครดิตใช้ทำอะไรบ้าง, ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อรายงานข้อมูลเครดิต, ทำยังไงถึงจะมีประวัติดี อะไรที่ต้องระวังบ้าง รวมทั้ง ถ้ามีประวัติในรายงานข้อมูลเครดิตเสียไปแล้ว ควรทำยังไง ว่าแต่หากเพื่อน ๆ พร้อมแล้ว เราไปหาคำตอบพร้อมกันเลยดังนี้

. . . . . . . . . .

เครดิตบูโรคืออะไร?

 เครดิตบูโร หรือจะเรียกอีกชื่อหนึ่งก็คือ บริษัทข้อมูลเครดิต (Credit Bureau) โดยจะทำหน้าที่เป็นบริษัทที่มีสมาชิกเป็นเหล่าสถาบันการเงินต่าง ๆ จากนั้นก็จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเครดิตจากเหล่าสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิก โดยข้อมูลที่ได้มาก็จะนำไปประมวลผล กลายเป็นข้อมูลเครดิต เพื่อเป็นข้อมูลกลางเพื่อจะได้ทราบว่าลูกค้าเจ้าของข้อมูลเครดิตแต่ละรายของแต่ละสถาบันการเงินเหล่านี้เป็นอย่างไรกันบ้าง โดยบริษัทข้อมูลเครดิตจะทำการเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ และเมื่อใดก็ตามที่สถาบันการเงิน, ธนาคาร หรืออาจจะเป็นเจ้าของข้อมูลนั้นๆ มีความต้องการอยากจะรู้รายงานข้อมูลเครดิต หรือดูรายงานข้อมูลเครดิต บริษัทข้อมูลเครดิต (Credit Bureau) ก็จะทำการส่งต่อข้อมูลเครดิต หรือเปิดเผยข้อมูลเครดิต ลักษณะเป็นรูปแบบรายงานข้อมูลเครดิตนั่นเอง ทั้งนี้การขอให้เปิดข้อมูลเครติด หรือที่เรียกว่า เช็คเครดิตบูโร ดังกล่าวนี้ ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนดนั่นเอง

เครดิตบูโรใช้ทำอะไรบ้าง?

          หลายคนอาจเกิดความสงสัยว่า แล้วข้อมูลเครดิตหรือที่เราเรียกกันรวม ๆ ว่า รายงานข้อมูลเครดิตนี้ใช้ทำอะไรบ้าง ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่ารายละเอียดในรายงานข้อมูลเครดิตนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งรายงานข้อมูลเครดิตที่ว่านี้ ก็จะประกอบไปด้วยข้อมูลรายละเอียดของลูกค้าที่ขอสินเชื่อ โดยหลัก ๆ จะแบ่งออกเป็น ข้อมูลส่วนตัวบ่งชี้ของตัวลูกค้า, ข้อมูลสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติจากธนาคารต่างๆ และประวัติการชำระสินเชื่อของลูกค้ารายนั้น ๆ พูดง่าย ๆ ว่า รายงานข้อมูลเครดิต จะแสดงข้อมูลสินเชื่อที่ผ่านมาของเรานั้นเอง

          แล้วถ้าถามว่าข้อมูลเครดิตที่ว่านี้ ถูกเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง หลายคนอาจทราบดีว่านำมาใช้ในธุรกรรมการเงินต่าง ๆ ว่าแต่จะเป็นอย่างไรนั้น ก็ต้องบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นธุรกรรมการเงินที่ได้ไปขอสินเชื่อประเภทต่าง ๆ หรืออาจจะการขอบัตรเครดิต ล้วนต้องใช้รายงานข้อมูลเครดิตกันทั้งสิ้น และตรงนี้นี่เองที่ทำให้หลายคนไม่สามารถผ่านอนุมัติสินเชื่อไปได้ แต่ก็น่าสงสัยว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าสาเหตุที่แท้จริงของการถูกปฏิเสธครั้งนี้มาจากรายงานข้อมูลเครดิต ก็ต้องบอกว่า ธนาคารที่เป็นสมาชิกของบริษัทเครดิตบูโร เมื่อตรวจสอบแล้วพบข้อมูลประวัติหนี้เสียของเรา ก็จะส่วนหนึ่งในการพิจารณาไม่ผ่านอนุมติ ซึ่งตามกฎหมายแล้วทางธนาคารพาณิชย์ดังกล่าว จะต้องแสดงเหตุผลและออกหนังสือแจ้งให้เราในฐานะผู้ขอสินเชื่อได้ทราบ ซึ่งเราก็จะสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลนั้นได้ง่าย ๆ และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการขอดูรายงานข้อมูลเครดิต อีกด้วย แต่ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ นั่นคือ 30 วันนับจากวันที่ได้รับคำปฏิเสธการขอสินเชื่อจากทางธนาคาร นั่นเอง

          แล้วถ้าเราต้องการจะเช็คข้อมูลรายงานข้อมูลเครดิตเอง จะสามารถตรวจสอบได้อย่างไร ? โดยปกติแล้วประชาชนชาวไทยสามารถตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรได้หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นช่องทางในโลกอินเตอร์เน็ต อย่างทางโมบายแอป อาทิ แอปพลิเคชัน Krungthai Next ของ ธนาคารกรุงไทย, แอปพลิเคชัน TMB TOUCH ของธนาคารทีเอ็มบี, แอปพลิเคชัน KKP e-Banking ธนาคารเกียรตินาคินภัทร เป็นต้น หลังจากนั้น ภายใน 3 วันทำการ ผู้ที่ขอข้อมูลเครดิตบูโรนี้ ก็จะได้รับรายงานข้อมูลเครดิต รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือก็คือ E-Credit report ทางอีเมล และจะใช้เวลานาน 7 วันสำหรับการรับรายงานข้อมูลเครดิต ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน นอกจากนี้ ก็ยังอีกหลากหลายสถานที่รับเรื่องตรวจสอบเครดิตบูโร เช่น ศูนย์ตรวจสอบเครดิตบูโร BTS สถานีหมดชิต, ศูนย์ตรวจสอบเครดิตบูโร ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ศูนย์ตรวจสอบเครดิตบูโร อาคารเพิร์ล แบงก์ค็อก เป็นต้น นอกจากนี้ หากอยู่ต่างจังหวัด ก็สามารถสอบถามรายงานข้อมูลเครดิตได้เช่นกันด้วยหลากหลายวิธี เช่น ทำรายการที่เคาน์เตอร์ทุกสาขาของธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารธนชาต เป็นต้น หรือจะเป็นการทำรายการผ่านเว็บไซต์ (ธนาคารออนไลน์) ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ก็ได้เช่นกัน

          นอกจากนี้ หากเราพบว่าข้อมูลที่ปรากฏในรายงานข้อมูลเครดิตนั้นไม่ถูกต้อง เรายังสามารถยื่นคำขอตรวจสอบหรือแก้ไขข้อมูลเครดิตได้ โดยสามารถไปติดต่อได้ที่ศูนย์ตรวจสอบเครดิตบูโร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ หลังจากนั้น ก็จะเป็นขั้นตอนการดำเนินงานระหว่างบริษัทเครดิตบูโรและสถาบันการเงินที่ส่งข้อมูลนั้น จากนั้นก็ได้รับแจ้งผลภายใน 30 วันนั่นเอง

. . . . . . . . . .

ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อเครดิตบูโร?

          เชื่อว่าหลายคนน่าจะสงสัยแล้วว่า แล้วปัจจัยใดบ้างที่จะส่งผลเสียกลายเป็นประวัติที่ไม่ดีที่จะปรากฏอยู่ในรายงานข้อมูลเครดิต แน่นอนว่าหลายคนน่าจะพอเดาได้ว่า ทันทีที่เราก่อหนี้เสีย ไม่ว่าจะเป็น การขาดชำระหนี้ต่างๆ ย่อมส่งผลต่อรายงานข้อมูลเครดิตอย่างแน่นอน ว่าแต่จะรวมทุกประเภทหนี้เลยหรือไม่นั่น ลองมาหาคำตอบเป็นรายกรณีกันเลย

หนี้เสียสะสม

          เริ่มต้นที่หนี้เสียจากการไม่จ่ายคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ต้องบอกว่าปัจจุบันนี้ หนี้เสียประเภทนี้ ยังไม่มีการบันทึกข้อมูลจากกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเข้ามาในระบบข้อมูลเครดิต ดังนั้นจึงไม่ปรากฏข้อมูลเป็นประวัติส่วนนี้ลงในรายงานข้อมูลเครดิต แล้วถ้าเราใช้บัตรเครดิตที่เป็นบัตรเสริม เกิดผิดพลาดชำระหนี้ไม่ตรงเวลา เราจะมีประวัติหนี้เสียหรือไม่ ก็ต้องบอกว่ามีประวัติปรากฏอยู่ในรายงานข้อมูลเครดิตบูโรอย่างแน่นอน แต่ประวัติที่ว่านี้จะปรากฏอยู่ในรายชื่อของผู้เป็นเจ้าของบัตรเครดิตใบหลัก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าธนาคารจะเก็บข้อมูลและส่งข้อมูลบัตรเสริมในนามของเจ้าของบัตรหลัก จึงจะไม่มีการแยกข้อมูลบัตรเสริมในนามผู้ถือบัตรเสริม

          แต่อย่างไรก็ตามที่น่าสนใจคือ ต้องระวังเรื่องของค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตด้วย เพราะข้อมูลในรายงานข้อมูลเครดิต จะไม่มีการประเภทหนี้ที่เกิดขึ้นจากบัตรเครดิตนั้นมาจากสาเหตุใด ซึ่งนอกจากการเป็นหนี้เสีย เพราะค้างจ่ายบัตรเครดิตแล้ว อาจจะเกิดหนี้จากการไม่จ่ายค่าธรรมเนียมก็ได้เช่นกัน ดังนั้น อย่าลืมจ่ายค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตด้วย ถ้าไม่อยากมีประวัติหนี้เสียจากบัตรเครดิตนั่นเอง หรืออย่างหนี้เสียที่เกิดจากการไม่จ่ายบิลค่าโทรศัพท์มือถือ หลายคนอาจเป็นกังวลว่าแล้วจะไปปรากฏอยู่ในรายงานข้อมูลเครดิตบ้างหรือไม่ ซึ่งความจริงแล้วปัจจุบันนี้ บริษัทเครดิตบูโรยังไม่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านค่าใช้จ่ายโทรศัพท์มือถือ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือประวัติการชำระค่าโทรศัพท์มือถือจะยังไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังบริษัทเครดิตบูโร ข้อมูลส่วนนี้จึงไม่ปรากฏลงในข้อมูลรายงานเครดิต แต่อย่างไร

          อีกกรณีใกล้ตัว ก็คือบัตรเครดิตที่มาจากห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์การค้าเซ็นทรัล, บัตรโลตัส เป็นต้น ที่ไม่สามารถบอกได้ทันทีว่าจะมีข้อมูลปรากฏในรายงานข้อมูลเครดิตหริอไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ก็คือหากองค์กรเหล่านี้เป็นสมาชิกของบริษัทเครดิตบูโร ก็จะมีข้อมูลปรากฏในรายงานข้อมูลเครดิตอย่างแน่นอน ดังนั้น ลองสอบถามหรือตรวจสอบเสียก่อนจะก่อเป็นหนี้เสียจากบัตรเครดิตประเภทนี้จะดีกว่า

เป็นผู้กู้ร่วมในหนี้เสีย

          แล้วจะเป็นอย่างไร หากเราเป็นคนค้ำประกัน แล้วหนี้ก้อนนั้นกลับเป็นหนี้เสียไปซะแล้ว เชื่อว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่งกรณีที่หลายคนรู้สึกหนักใจ ซึ่งก็ต้องบอกว่าสบายใจได้เลย เพราะข้อมูลที่จะถูกส่งไปยังบริษัทเครดิตบูโร จะมีเฉพาะผู้ขอสินเชื่อเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีฐานข้อมูลของผู้ค้ำประกันที่จะแสดงในรายงานข้อมูลเครดิต นันเอง อย่างไรก็ตาม หากผู้ค้ำประกันที่ว่านี้เป็นคนเดียวกับผู้กู้ร่วม กรณีนี้ก็จะถือว่าเป็นผู้ขอสินเชื่อจะบันทึกข้อมูลลงในรายงานข้อมูลเครดิต นั่นเอง

. . . . . . . . . .

ทำยังไงถึงจะมีประวัติดี อะไรที่ต้องระวังบ้าง?

          หลังจากที่ได้ทำความรู้จักรายงานข้อมูลเครดิตกันมาแล้ว รวมทั้งทราบแล้วว่าหนี้เสียในกรณีใดที่จะถูกบันทึกลงในรายงานข้อมูลเครดิต และแบบไหนที่จะไม่ถูกบันทึกลงในรายงานข้อมูลเครดิตกันแล้ว มาถึงตรงนี้ เชื่อว่า หลายคนน่าจะสงสัยว่า แล้วเราควรจะปฏิบัติตนอย่างไร เพื่อจะได้มีประวัติเครดิตบูโรที่ได้ดี พร้อมแล้วลองมาดูตัวอย่างวิธีง่าย ๆ กันดังนี้

          เริ่มต้นด้วยการก่อหนี้ตามความสามารถในการผ่อนจ่าย สังเกตไหมว่า ไม่ว่าจะเป็นหนี้บ้าน, หนี้รถ, หนี้บัตรเครดิต ส่วนใหญ่ที่จะกลายเป็นหนี้เสีย ก็เพราะเราไม่สามารถจ่ายชำระหนี้คืนได้ตามจำนวนที่กู้มานั่นเอง ดังนั้น วิธีเริ่มต้นง่าย ๆ ที่จะช่วยสกัดกั้นปัญหาหนี้เสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็คือการสร้างฐานการก่อหนี้ที่ไม่เกินความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ของเรานั่นเอง นอกจากการคำนึงถึงความสามารถในการผ่อนจ่ายแล้ว วินัยในการชำระหนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะต่อให้เราไม่ได้มีปัญหาการเงินที่จะนำมาจ่ายคืน แต่เรากลับหลงลืมเวลาที่ต้องจ่ายชำระตามกำหนด ก็เท่ากับว่าหนี้ในเดือนนั้นจะเกิดเป็นหนี้ผิดนัดชำระไปทันที พอเป็นแบบนี้บ่อย ๆ ก็สะท้อนได้ว่าวินัยทางเงินของเราไม่ค่อยดี ก็ส่งผลไปยังการพิจารณาของเหล่าธนาคารพาณิชย์ เมื่อเราต้องการขอกู้สินเชื่อต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกัน 

ถ้ามีประวัติเครดิตบูโรเสียไปแล้ว ควรทำยังไง?

          แน่นอนเมื่อเราเคยมีหนี้เสีย จนทำให้เกิดเป็นประวัติเสียในรายงานข้อมูลเครดิตแล้ว หลายคนอาจจะนั่งคอตก สิ้นหวังที่จะขอสินเชื่อ ก็ต้องบอกว่าเรื่องราวการเงินของคุณยังไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ที่พูดเช่นนี้ได้ก็เพราะว่า แม้ว่ารายงานข้อมูลเครดิตจะรายงานตามผลจริงที่เกิดขึ้น และก็แน่นอนว่าคงไม่มีใครย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ และแม้ว่าหนี้ก้อนนั้น เราจะกลับมาชำระคืนจนครบแล้วก็ตาม ข้อมูลหนี้เสียก็ยังจะปรากฏอยู่รายงานข้อมูลเครดิตอยู่ดี ขณะเดียวกัน ก็จะปรากฏข้อมูลเช่นเดียวกันว่า หนี้ก้อนนั้นได้ถูกชำระไปเรียบร้อยแล้ว พูดง่าย ๆ ว่าผู้ดูรายงานข้อมูลเครดิตของเราก็จะเห็นอดีตการเงินของเราทันทีว่าเป็นหนี้เสียเดือนไหน และจ่ายชำระคืนเรียบร้อยในเดือนไหนนั่นเอง อย่างไรก็ตามปกติแล้วรายงานข้อมูลเครดิตจะเก็บรักษาไว้นาน 36 เดือน หรือก็คือ 3 ปี ดังนั้น หากถามว่าข้อมูลหนี้เสียเครดิตบูโร ติดกี่ปี ก็ตอบง่าย ๆ ว่าหากข้อมูลของเราเกิดขึ้นมานานว่า 36 เดือนหรือ 3 ปี ก็จะเกิดการล้างเครดิตบูโร หรือก็คือจะไม่มีประวัติหนี้เสียปรากฏอยู่ในรายงานข้อมูลเครดิตแล้วนั่นเอง

. . . . . . . . . .

          ทั้งหมดนี้เชื่อว่า เครดิตบูโร คงกลายเป็นเรื่องที่เพื่อน ๆ เข้าใจได้ง่ายขึ้นไม่มากก็น้อย อย่างน้อยบทความนี้ก็คงจะทำให้เพื่อน ๆ เห็นแล้วว่าเครดิตบูโรคืออะไร ซึ่งไม่ใช่แค่สถาบันการเงินเท่านั้นที่จะเรียกดูได้ แต่เราผู้เป็นเจ้าของข้อมูลเครดิตโบรู ก็สามารถเรียกดูได้เช่นกัน ขณะเดียวกัน ยังเข้าใจแล้วว่าไม่ใช่ทุกหนี้เสียจะถูกบันทึกลงในรายงานข้อมูลเครดิต ดังนั้นการตรวจสอบก่อนว่าองค์กรใดที่เป็นสมาชิกของเครดิตบุโรบ้างก็สำคัญไม่น้อย นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้เราไม่มีประวัติเสียในรายงานข้อมูลเครดิต ก็คือการมีวินัยทางการเงิน ทั้งในด้านความสามารถในการผ่อนจ่าย รวมทั้งวินัยในการผ่อนจ่ายหนี้ตามระยะเวลาที่กำหนด พอรู้แบบนี้แล้ว เชื่อว่าเครดิตบูโรก็จะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไปแล้ว ในครั้งหน้าเราจะนำความรู้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยอะไรมาฝากกันอีกอย่าลืมติดตาม ได้ที่เว็บไซต์ข่าวสารอสังหาฯ และการลงทุนคอนโดของเราทาง CondoNewb ได้เลย