logo

ใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัท? คำถามที่หลายคนอยากรู้ ในยุคที่ต่างก็หันมาจับทางธุรกิจเริ่มเป็นผู้ประกอบการ เมื่อถึงจุดที่ธุรกิจเริ่มมั่นคงและเพิ่มรายได้ ธุรกิจควรมีการจดทะเบียนบริษัทให้ถูกต้องตามหลักการและเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจเป็นรูปร่างและมีตัวตน การจดทะเบียนบริษัทก็ยังจะช่วยให้การจัดการมีระบบมากขึ้น แถมยังเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจคุณในระยะยาวได้อีกด้วย

          ในทางกฎหมายก็ไม่ได้กำหนดไว้ว่าเมื่อไหร่ที่เราควรจดทะเบียนการค้า แต่ก็จะมีสัญญาณบางอย่างที่จะบอกได้ว่าถึงเวลาแล้วก็คือ รายรับของบริษัทนั่นเอง เพราะตราบใดที่ยังไม่จดทะเบียนบริษัทฐานเงินได้เมื่อต้องจ่ายภาษีจะถูกคำนวณแบบเป็นเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มีฐานภาษีสูงสุดที่ 750,000 บาท เสียภาษีที่ 35% แต่ถ้าจดทะเบียนบริษัทแล้ว ภาษีเงินได้สูงสุดที่ต้องจ่ายจะอยู่ที่ 20% ซึ่งตรงนี้จะมองว่ามากกว่าหรือน้อยกว่าก็ได้ เพราะปัจจัยในการคำนวณเงินได้ของบุคคลกับบริษัทที่ผ่านการจดทะเบียนมาแล้วมีความแตกต่างกัน ผู้ประกอบการควรพิจารณาส่วนนี้ให้ดี

          จะว่าไปแล้วการจดทะเบียนบริษัทนั้นจะช่วยสร้าง ความน่าเชื่อถือ ในการทำธุรกิจของคุณ อีกทั้งยังสามารถ เข้าถึงแหล่งเงินทุน ได้ง่ายรวมถึงการมี สิทธิพิเศษทางภาษี และ การรับผิดชอบหนี้สิน หากเราไม่จดทะเบียนนิติบุคคล เวลาที่เราทำธุรกิจผิดพลาด เจ้าหนี้สามารถฟ้องยึดทรัพย์คุณได้ หมายความว่า ทั้งบ้าน รถ ทรัพย์สินอื่นๆ ที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจก็จะโดนยึดไปด้วย แต่หากจดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว ความรับผิดชอบจะจำกัดอยู่แค่ไม่เกินมูลค่าหุ้นค้างจ่าย และจะจำกัดทรัพย์สินแค่ส่วนที่เป็นของนิติบุคคลเท่านั้น บ้านและรถที่เป็นชื่อของคุณ จะไม่โดนยุ่งไปด้วยนั่นเองจ้า จะเห็นได้ว่า การจดทะเบียนนิติบุคคลนั้น มีข้อดีมากมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความจำเป็นของแต่ละคนด้วยเช่นกัน

          สำหรับนักธุรกิจมือใหม่หรือ Start Up ที่เริ่มต้นธุรกิจแบบตัวคนเดียวและยังไม่มีทีมงาน อาจจะมีคำถามต่อมาว่า หากเขาต้องการที่จดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคลล่ะ เขาจะสามารถใช้ที่อยู่อาศัยอย่างเช่นคอนโดทำออฟฟิศได้ไหม และสามารถใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัท หรือจดทะเบียนพาณิชย์คอนโดได้หรือไม่ เพราะบางคนอาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องสถานที่จัดตั้งบริษัท ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมาดูข้อกำหนดกฎหมายรวมถึงระเบียบของคอนโดแต่ละแห่งว่าสามารถนำคอนโดทำออฟฟิศได้ไหม วันนี้เรามีหลายชุดข้อมูลที่ให้คุณสามารถนำไปประกอบการพิจารณาในประเด็นเหล่านี้ต่อไปได้

. . . . . . . . . .

ใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัท ส่วนใหญ่เขาใช้สถานที่แบบใดจดทะเบียนบริษัทกัน?

          สำหรับการทำการค้า แน่นอนว่าจะต้องมีการจดทะเบียนพาณิชย์ หรือจดทะเบียนบริษัท และจำเป็นต้องมีที่ตั้งสำนักงานหรือที่อยู่บริษัทนั่นเอง คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจมือใหม่หรือ Start Up มักจะใช้ที่พักอาศัยเป็นสถานที่ประกอบการในการจดทะเบียน หากเป็นบ้านเดี่ยว ๆ ตั้งอยู่โดด ๆ ไม่ได้ขึ้นตรงกับหมู่บ้านหรือโครงการใด ๆ ก็เสียภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนเพิ่มเติมและขอจดทะเบียนได้ แต่หากเป็นอาคารชุดหรือห้องชุด อย่างอพาร์ตเม้นต์หรือคอนโดล่ะ? จะสามารถจดทะเบียนพาณิชย์คอนโดหรือใช้คอนโดทำออฟฟิศได้ไหม? อันนี้เราลองมาหาคำตอบกัน

          จากการสอบถามไปยังนายทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการการจดทะเบียนบริษัทโดยใช้คอนโดเป็นสถานที่ตั้งไว้ว่า ในกรณีที่คุณเป็นเจ้าของสถานที่ (มีกรรมสิทธิ์ในสถานที่นั้น)ไม่ว่าจะเป็น บ้าน หรือคอนโด คุณสามารถใช้เป็นที่ตั้งหรือจดทะเบียนพาณิชย์คอนโดได้ แต่ต้องจัดสรรพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน แต่!! หากคุณไม่ได้เป็นเจ้าของบ้านหรือเช่าสถานที่นั้นอยู่ จะต้องดำเนินการเรื่องขออนุญาตเจ้าของสถานที่หรือนิติบุคคลในการจะใช้เป็นที่ตั้งสำหรับจดทะเบียน หรือกลับไปตรวจสอบระเบียบสัญญาเช่าซื้อให้เรียบร้อยเสียก่อนว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่

          ข้อมูลต่อมาที่เกี่ยวข้องกับการถือกรรมสิทธิ์ห้องชุด บอกไว้ว่า แม้จะมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของห้องชุด ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลที่เป็นของตน มีสิทธิ์ใช้สอยทรัพย์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๓๕ ก็ตาม แต่เจ้าของห้องชุดจะกระทำการใดๆ ต่อทรัพย์ส่วนบุคคลของตนอันอาจจะเป็นการกระทบกระเทือนโครงสร้าง ความมั่นคง การป้องกันความเสียหายต่ออาคาร หรือการอื่นตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ ซึ่งการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด ต้องมีข้อบังคับของอาคารชุดนั้นด้วย

 เพราะฉะนั้น ต้องกลับไปดูว่าในสัญญามีข้อห้ามหรือข้อบังคับการใช้ห้องชุดเป็นที่ตั้งของสำนักงานของ หจก.หรือบริษัทได้หรือไม่

          เรามาดูในแง่ของกฎหมายกันบ้าง หากอ้างอิงตาม พ.ร.บ.อาคารชุด ๒๕๕๑ (ฉบับใหม่) ที่มีผลบังคับใช้เมื่อ ๔ ก.ค. ๒๕๕๑ ซึ่งได้มีการปรับปรุงแก้ไขจากเดิมที่ใช้ พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๗/๑ ได้ระบุไว้ว่า

“ในกรณีที่มีการจัดพื้นที่ของอาคารชุดเพื่อประกอบการค้าต้องจัดระบบการเข้าออกในพื้นที่ดังกล่าวเป็นการเฉพาะไม่ให้รบกวนความเป็นอยู่โดยปกติสุขของเจ้าของร่วม”

“ห้ามผู้ใดประกอบการค้าในอาคารชุด เว้นแต่เป็นการประกอบการค้าในพื้นที่ของอาคารชุดที่จัดไว้ตามวรรคหนึ่ง”

          จะเห็นได้ว่าตาม พ.ร.บ. อาคารชุด ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามใช้ห้องพักอาศัยเพื่อประกอบการค้ายกเว้นจะเป็นห้องที่มีการจัดพื้นที่ไว้โดยเฉพาะ ยิ่งไปกว่านั้น หากนำ พ.ร.บ. อาคารชุด มาตรา ๑๗/๑ มาประกอบมาตรา ๖๕ ซึ่งมีการกล่าวถึง การใช้ห้องชุดพักอาศัยเพื่อประกอบการค้า เจ้าของห้องชุดหรือผู้ครอบครองห้องชุดจะมีความผิดฐานใช้ห้องชุดพักอาศัยเพื่อประกอบการค้า ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท และปรับอีกวันละไม่เกินห้าพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่

          ด้วยอาคารชุดถือเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๓๒(๑) ดังนั้นการใช้เจ้าของอาคารหรือผู้ครอบครองจึงต้องใช้ตามแบบที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากฝ่าฝืนหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้โดยฝ่าฝืนกฎ เจ้าของอาคารหรือผู้ครอบครองประเภทควบคุมการใช้จะมีความผิดฐานใช้อาคารผิดประเภท ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๖๕ ประกอบมาตรา ๗๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกินสองหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติตาม

 สรุปง่าย ๆ คือ เมื่อเราเป็นเจ้าของห้องชุดหรือเช่าอาคารชุดเพื่ออยู่อาศัย ให้กลับไปดูสัญญาและแจ้งแก่เจ้าของอาคาร (หากเป็นผู้เช่า) ว่าต้องการนำห้องเพื่อไปจดทะเบียนการค้า หากพื้นที่ที่เราเช่าหรือเป็นเจ้าของอยู่ในพื้นที่อนุญาตให้ทำการค้าได้ แต่หากพื้นที่ที่เราต้องการเป็นพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัย ตามกฎหมายก็ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่าไม่สามารถทำได้ และผิดกฎหมายทั้งกฎหมายอาคารชุด และกฎหมายควบคุมอาคาร

. . . . . . . . . .

เมื่อใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัทไม่ได้ แล้วการใช้ที่อยู่อาศัยประเภทอื่นๆ ล่ะทำได้ไหม?

          ประเด็นที่ว่า เราสามารถใช้คอนโดทำออฟฟิศได้ไหม? ใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัทได้หรือเปล่า? ใช้อพาร์ตเมนต์ ใช้บ้านที่เราอยู่ หรือใช้บ้านคนอื่น จดทะเบียนบริษัทได้หรือไม่? มีคำตอบจากนักการบัญชีบอกว่า ทั้งหมดทั้งมวลนี้สามารถทำได้ แต่! สรรพากรจะไม่อนุญาตให้ใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัทได้ ยกเว้นในส่วนที่เป็นพื้นที่ด้านล่าง ที่เป็นสำนักงาน เป็นพลาซ่าเท่านั้นที่สามารถใช้จดทะเบียนบริษัทได้

          หลายคนเริ่มจะสับสนและตั้งคำถามอีกว่าตกลงเราสามารถใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัทได้หรือไม่ เพราะอาจจะไปเห็นเพื่อน เห็นในกระทู้ทางอินเทอร์เน็ตบอกว่าทำได้และทำมาแล้ว ตอนที่ไปจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เจ้าหน้าที่อาจจะปล่อยให้จดทะเบียนได้ แต่ประเด็นพอจะไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) สรรพากรกลับไม่ยอมให้จด จึงทำให้นักบัญชีหลายคนตัดสินใจว่า หากเป็นคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์ในส่วนของห้องพักอาศัยจะไม่ขอจดทะเบียนพาณิชย์คอนโดให้ เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาขึ้นภายหลังได้

          คำถามต่อมาแล้วเราสามารถใช้บ้านเราเอง หรือบ้านญาติ ตึกแถว อาคารพาณิชย์จดทะเบียนบริษัทก็ได้หรือไม่ คำตอบคือ “ได้” แต่กรณีที่ไม่ใช่บ้านของเราต้องได้รับการอนุญาตและใบยินยอมจากเจ้าของตัวจริงก่อนถึงจะทำได้ และในบ้าน 1 หลังสามารถจดทะเบียนหลายบริษัทได้อีกด้วย สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติมก็คือ

1. การใช้บ้านเป็นออฟฟิศต้องแยกพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่งานให้ชัดเจน รวมไปถึงการแบ่งเวลาทำงานกับเวลาที่ต้องดูแลตัวเองและครอบครัวออกจากกันให้ชัดเจนด้วยนะ

2. เวลาใช้บ้านจดทะเบียนบริษัท ควรให้ใช้ฟรีหรือให้เช่าดีนะ ทั้งนี้ไม่ว่าจะให้ใช้ฟรีหรือเช่าก็เป็นประโยชน์ต่อกิจการทั้งหมด แต่ต้องมาเปรียบเทียบเลือกวิธีการเหมาะสมกับตัวเอง และธุรกิจเสียก่อนน่าจะดี การให้เช่าบ้านเป็นออฟฟิศ แบบนี้บริษัทสามารถนำค่าเช่าไปหักรายจ่ายได้ ส่วนเจ้าของบ้านก็มีรายได้จากการให้เช่า ก็ต้องเปรียบเทียบดูว่าภาษีที่ผู้ให้เช่าต้องเสีย กับภาษีที่บริษัทประหยัดได้อย่างไหนดีกว่ากัน

3. ค่าน้ำ, ค่าไฟฟ้า ฯลฯ หักเป็นรายจ่ายได้นะ นอกเหนือจากค่าเช่า บริษัทต้องรับภาระค่าน้ำ, ค่าไฟฟ้า และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากสำนักงานได้ ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่เช่า หรือให้ใช้ฟรี รายจ่ายเกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์จากอาคารในเชิงธุรกิจและเกี่ยวข้องกับกิจการ หากมีหลักฐานการจ่ายเงิน เช่น เช็ค A/C Payee Only ระบุชื่อผู้ให้บริการ ขีดฆ่าหรือผู้ถือ, หลักฐานการโอนเงินให้กับผู้ให้บริการ, ใบเสร็จรับเงิน เหล่านี้ก็​สามารถนำรายจ่ายต่างๆ ที่กิจการชำระมาหักเป็นรายจ่ายของกิจการได้

โดยในสัญญาให้ใช้ทรัพย์สินหรือสัญญาเช่า จะต้องระบุให้ชัดเจนว่า ค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่นค่าน้ำ, ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ต่างๆ เหล่านี้ ผู้ใช้ หรือผู้เช่า เป็นผู้รับผิดชอบ แต่หากบ้านที่จะใช้เป็นสำนักงานถูกใช้เป็นบ้านอยู่อาศัยด้วย เท่ากับว่าค่าน้ำ, ค่าไฟ และอื่นๆ ถูกใช้ร่วมกันระหว่างส่วนที่เป็นที่อยู่อาศัยกับส่วนที่เป็นสำนักงาน ฉะนั้นเพื่อความโปร่งใสอาจจะต้องกำหนดสัดส่วนการใช้ไฟฟ้า ประปาและอื่น ๆ ที่ใช้ร่วมกันให้ชัดเจน โดยสามารถนำเฉพาะส่วนที่เป็นของกิจการมาหักเป็นรายจ่ายของกิจการได้ ส่วนที่ใช้ส่วนตัวไม่สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้นั่นเอง

4. เวลาที่ใช้บ้านจดทะเบียนบริษัทจะขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้ กรณีเจ้าของบ้านหรือเจ้าของอาคารเป็นผู้ขอใช้บริการไฟฟ้า ประปา ใบกำกับภาษีระบุจะชื่อเจ้าของอาคารเป็นผู้ขอใช้บริการ จะไม่สามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปาได้ รวมถึงไม่สามารถนำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีมาขอคืนได้อีกด้วย ดังนั้นหากเสียดายภาษีและคิดจะขอคืน คงต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการเป็นผู้ให้บริการไฟฟ้า ประปาไปด้วย เพื่อเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จากการขายไฟฟ้า ประปา ให้กับเจ้าของบ้านด้วย คราวนี้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีซื้อ) จากค่าไฟฟ้า และประปาที่จ่ายไปก็เกี่ยวข้องกับกิจการแล้วล่ะ

5. การใช้บ้านจดทะเบียนบริษัท เจ้าของบ้านอาจจะมีเงินได้ จากคู่มือการจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีตามมาตราบัญชีเล่มเดียวกำหนดไว้ว่า การให้ใช้ทรัพย์สินเป็นสถานประกอบการโดยไม่คิดค่าเช่า อาจจะถูกประเมินรายได้จากการให้เช่าทรัพย์สินโดยไม่มีค่าตอบแทนได้ แปลว่า แม้จะให้ใช้ฟรี ไม่เก็บค่าเช่า ก็อาจจะถูกประเมินรายได้จากการให้เช่า เพื่อนำไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยอยู่ดี แนะนำว่าคิดค่าเช่าน่าจะสบายใจและปลอดภัยกว่ากันเยอะนะจ๊ะ

“มาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังคาใจกับคำถามที่ว่า จริงๆ แล้วคอนโดทำออฟฟิศได้ไหม ใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัทได้หรือเปล่า”

          จากข้อมูลข้างต้นหากมองในมุมกฎหมายแล้ว การใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัท(ส่วนที่พักอาศัย) รวมถึงการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT นั้น ไม่สามารถทำได้ แต่หากเป็นพื้นที่ที่โครงการได้จัดสรรไว้สำหรับการค้าหรือพาณิชย์อย่างเป็นสัดส่วนแบบนั้นสามารถใช้จดทะเบียนบริษัทรวมถึงการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) ได้ สำหรับบางคนที่ในอดีตหรือปัจจุบันสามารถใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัทได้ อาจจะต้องกลับไปตรวจสอบระเบียบข้อบังคับของแต่โครงการอีกครั้ง ว่าขัดต่อ พ.ร.บ.อาคารชุด และกฎหมายควบคุมอาคารหรือไม่ เพื่อการประกอบธุรกิจในอนาคตจะได้เป็นไปอย่างราบรื่น ส่วนการนำที่พักอาศัยรูปแบบอื่นอย่างเช่นบ้านพัก บ้านเช่า ตึกแถวมาใช้จดทะเบียนบริษัทนั้นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัท แต่ก็ต้องศึกษาระเบียบการต่างๆให้ดีก่อนตัดสินใจ

. . . . . . . . . .

แล้วการจดทะเบียนพาณิชย์คอนโดนั้นเหมาะกับใคร?

          เอาจริง ๆ แล้ว คำถามที่ว่าเอาห้องใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัทได้ไหม นำคอนโดทำออฟฟิตได้หรือเปล่า สมมติเรามองในมุมที่ว่าสามารถทำได้ การใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัทนั้น เรามองว่าสามารถทำเป็นที่ตั้งหรือสำนักงานของบริษัทได้ และน่าจะเหมาะกับธุรกิจบางประเภทเท่านั้น อย่างเช่น ธุรกิจออนไลน์ที่ทำเพียงคนเดียวหรือมีพนักงานประจำออฟฟิศแค่ 1-2 คนเพื่อประสานงานหรือทำงานภายในออฟฟิศเท่านั้น หรือเป็นธุรกิจซื้อมาขายไป แบบไม่มีการสต๊อกสินค้า เป็นต้น ที่สำคัญต้องไม่สร้างความเดือดร้อนและรบกวนคนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในตึกหรือโครงการเดียวกัน และไม่ขัดต่อกฎระเบียบของโครงการคอนโดนั้นๆ หรือต้องได้รับการอนุญาตจากทางโครงการแล้ว ซึ่งถ้าตามกฎหมายแล้วสำหรับคนที่สามารถนำห้องคอนโดของตนเองไปจดทะเบียนพาณิชย์ได้จะต้องมีใบยินยอมให้ใช้สถานที่จากทางเจ้าของโครงการหรือนิติบุคคลเรียบร้อยแล้ว

          แต่เมื่อมองในมุมกฎหมาย ก็เป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.อาคารชุด รวมถึงกฎหมายควบคุมอาคารอยู่ดี ดังนั้น เราแนะนำให้คุณใช้บ้านหรือพื้นที่สำนักงานให้เช่า ที่มีการจัดเป็นสัดส่วนเพื่อประกอบการค้าจะเป็นการดีกับธุรกิจของคุณในอนาคตมากกว่า แต่หากคุณไม่อยากคาดเดาว่าคอนโดจดทะเบียนบริษัทหรือจดทะเบียนพาณิชย์คอนโดได้หรือเปล่า ก็สามารถที่สอบถามหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อกับการจดทะเบียนบริษัทอย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ Call Center 1570 ได้ นอกจากจะได้ความชัดเจนแล้วจะได้รับคำแนะนำที่ดีในการเตรียมการจดทะเบียนบริษัทของคุณอีกด้วย

. . . . . . . . . .

หากจำเป็นใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัท จะต้องเลือกคอนโดแบบไหน?

          สำหรับใครที่ปัจจุบันพักอาศัยอยู่ในคอนโดเป็นเจ้าของห้องในคอนโดอยู่แล้ว หรือกำลังคิดว่าจะใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัท และตั้งใจอยากจะใช้คอนโดทำเป็นออฟิตนั้น อันดับแรกต้องศึกษากฎหมายและข้อควรรู้เกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัทเบื้องต้นให้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะการเลือกคอนโดที่จะนำมาจดทะเบียนบริษัทนั้น ต้องแน่ใจว่าสามารถนำมาจดได้จริงหรือไม่ โดยอาจจะเช็คกับทางโครงการหรือเจ้าของสถานที่ให้แน่ชัดเสียก่อน หรือในกรณีที่คุณเป็นเจ้าของกิจการแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของบ้าน ต้องมีหนังสือยินยอมจากเจ้าบ้าน พร้อมสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชนของเจ้าบ้าน

  • ส่วนกรณีเช่าสถานที่ โดยที่ผู้ให้เช่าเป็นบุคคลธรรมดา จะต้องมีสำเนาทะเบียนบ้านของบ้านที่ตั้งสถานประกอบการ, สำเนาสัญญาเช่า พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง, สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้ให้เช่า (เจ้าบ้าน)และเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์อาคารสถานที่ตั้งสำนักงาน
  • ในกรณีที่ผู้ให้เช่ามีสถานะเป็นบริษัท จะต้องมีสำเนาสัญญาเช่าพร้อมลงลายมือชื่อของผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท, สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท และในกรณีที่การซื้ออาคารชุดหรือห้องชุดจะต้องมีสำเนาโฉนดที่ดินหรือห้องชุดนั้นด้วย

. . . . . . . . . .

          จริง ๆ แล้วในปัจจุบันการจะเปิดบริษัทนั้นง่ายและไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด ทั้งค่าใช้จ่ายไม่สูง และสามารถจดทะเบียนเปิดบริษัทได้เอง แต่จะให้ดีที่สุดเพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนว่าคุณสามารถใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัทได้ไหม หรือใช้คอนโดจดทะเบียนบริษัทได้หรือเปล่า คุณสามารถที่ติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่มีชื่อว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือเข้าไปหาข้อมูลที่ www.dbd.go.th เพื่อขอคำแนะนำในการจดทะเบียนบริษัทอย่างถูกต้องน่าจะเป็นการดีที่สุดจ้า สำหรับในครั้งหน้าเราจะนำความรู้เกี่ยวกับการลงทุนที่อยู่อาศัยอะไรมาฝากกันอีกอย่าลืมติดตาม ได้ที่เว็บไซต์ข่าวสารอสังหาฯ และการลงทุนคอนโดของเราทาง CondoNewb ได้เลย