logo

            ในการซื้อบ้านใหม่แต่ละครั้ง ในปัจจุบันก็จะมีโครงการบ้านจัดสรรขึ้นใหม่มากมาย ซึ่งต่างก็จะมีบ้านหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว, บ้านแฝด, ทาวน์โฮม ซึ่งในการซึ้อบ้านต่าง ๆ ก็จะมีปัจจัยการเลือกซื้อที่แตกต่างกันออกไป โดยปัจจัยในการเลือกซื้อบ้านใหม่ส่วนใหญ่แล้วจะเลือกดูจาก ทำเลที่ตั้งของโครงการ, พื้นที่ใช้สอย รูปแบบบ้านที่ตรงกับความต้องการ รวมไปถึงราคา รวมถึงโปรโมชั่นต่าง ๆ และที่สำคัญก็คืองบประมาณในการซื้อบ้านใหม่ ซึ่งในการเลือกดูโครงการบ้านจัดสรร 

             โดยเฉพาะโครงการใหม่ ๆ ที่ยังสร้างไม่เสร็จ ที่มักจะมีโปรโมชั่นลดราคาในช่วงพรีเซลส์ เราก็จำเป็นที่จะต้องเลือกซื้อด้วยการเข้าไปดูโครงการและสถานที่จริง รวมไปถึงการตรวจสอบข้อมูลของโครงการ และจำนวนรูปแบบของบ้านในโครงการ ว่ามีแบบใดบ้าง เพราะบางโครงการก็จะประกอบไปด้วยตัวบ้านที่หลากหลายในราคาที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการใช้วัสดุเกรดแบบไหนในการสร้างบ้าน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่เราควรนึกถึงในการซื้อบ้านโครงการแต่ละครั้ง โดยในบทความนี้เราจะมาพูดถึงข้อควรรู้เกี่ยวกับการเลือกซื้อบ้านใหม่ ตลอดจนปัญหาข้อผิดพลาดที่มือใหม่ควรรู้ในการซื้อบ้านใหม่มาให้ได้อ่านกัน

. . . . . . . . . .

ข้อควรคำนึงในการเลือกซื้อบ้านใหม่มีอะไรบ้าง

            ในการซื้อบ้านใหม่ในแต่ละครั้ง เราจำเป็นที่จะต้องคำถึงปัจจัยในการเลือกซื้อบ้านใหม่ตามที่เกริ่นไปแล้วในข้างต้นเช่น ทำเลที่ตั้ง, พื้นที่โครงการ, สิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนด้านราคา , การคมนาคม ต่าง ๆ ดังนี้

1. ทำเลที่ตั้งและงบประมาณ

            สำหรับผู้ซื้อมือใหม่ ทำเลที่ตั้งในการเลือกซื้อถือเป็นส่วนสำคัญที่ควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง โดยสำหรับมือใหม่ที่อยากซื้อบ้าน ควรคำนึงถึงทำเลในการซื้อบ้าน ที่อยู่ใกล้กับสถานที่ทำงาน หรือใกล้กับแหล่งคมนาคมต่าง ๆ ที่เดินทางได้สะดวกเช่น ใกล้กับสำนักงาน ออฟฟิศ โรงเรียน ชุมชน และมีแหล่งช่องทางการเดินทางที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่ใกล้กับรถไฟฟ้า ซึ่งในปัจจุบันก็มีรถไฟฟ้าผ่านหลายสาย หรือติดถนนเส้นทางพิเศษที่สามารถขับรถทะลุผ่านได้หลายเส้น ทำให้เดินทางไปไหนได้สะดวกมากขึ้น 

            แต่อย่างไรก็ตาม หากเป็นทำเลที่อยู่ในพื้นที่เขนตัวเมืองที่มีความสะดวกสูง ก็จะมีราคาที่สูงตามไปด้วย เช่น โซนสุขุมวิท, อ่อนนุช, หรือไกลออกมาหน่อยแต่ยังเป็นทำเลที่มีเนื้อที่และมีความเจริญอยู่เช่น โซนราม 2 หรือเขตชานเมือง ซึ่งจะมีราคาที่ต่ำลงมาจากทำเลที่มีความสะดวกสบายสูงอย่างในตัวเมือง ซึ่งสำหรับใครที่กำลังมองหาทำเลในการซื้อบ้าน เราก็ขอแนะนำว่าให้เลือกดูจากงบประมาณของตัวเองเป็นหลักด้วย เนื่องจากทำเลที่มีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก จะเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 2-3 ล้านบาท และช่วงราคาประมาณ 3-5 ล้านบาท ซึ่งจะอยู่ในโซนช่วงที่มีความใกล้กับเขตตัวเมืองขึ้นมาหน่อย มีความสะดวกสบายสูง หรือเป็นห้องโครงการที่มีความกว้างหรือบ้านหลังใหญ่ที่มีจำนวนห้องเยอะหรือพื้นที่กว้างขึ้นกว่าเดิม 

2. พิจารณาจากตัวแบบบ้านหรือทัศนียภาพของโครงการ

            ภาพรวมของโครงการ รวมไปถึงตัวบ้านตั้งแต่แปลนบ้าน ตัวห้อง ขนาดของบ้าน รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบของโครงการเช่น สระว่ายน้ำ, พื้นที่ทำงาน, ฟิตเนส ว่าของจริงเป็นอย่างไรเหมือนกับรูปตัวอย่างที่นำภาพมาโฆษณาไหม ไม่ใช่เพียงแค่ดูจากรูปถ่ายที่นำมาประกอบในการโฆษณาเท่านั้น รวมไปถึงการดูในส่วนของสถานที่โดยรอบของโครงการว่ามีความปลอดภัยมากแค่ไหน มีเส้นทางการคมนาคมเป็นอย่างไรบ้าง ใกล้ถนนสายไหน หากไม่มีรถเป็นของตัวเอง ก็ควรคำนึงถึงว่าโครงการมีบริการรับส่งระหว่างหมู่บ้านไปยังสถานที่จอดรถสาธารณะหรือไม่ เพื่อความสะดวกในการอยู่อาศัยในอนาคต

            นอกจากภาพรวมของโครงการแล้วยังควรดูในส่วนของรูปแบบบ้านที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแปลนบ้านในโครงการว่ามีการจัดระเบียบอย่างไร ตัวบ้านที่เลือกมีความปลอดภัยมากแค่ไหน เข้าไปลึกไหม มีการจัดระเบียบของทิศทางตัวห้องเป็นอย่างไร ทิศทางการเข้าของลมและแสงแดด รวมไปถึงลักษณะและพื้นที่การใช้สอยของห้องต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่ เพื่อให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ

 

3. ตรวจสอบวัสดุตัวบ้านที่โครงการเลือกใช้

            นอกจากเรื่องทำเลและรูปแบบบ้านรวมไปถึงสภาพแวดล้อมบริเวณโดยรอบของโครงการแล้ว ผู้ซื้อบ้านมือใหม่ยังคงต้องคำนึงถึงวัสดุที่โครงการเลือกใช้ในการทำบ้านอีกด้วย ว่าโครงการใช้วัสดุอะไร โดยอาจจะทำการตรวจสอบจากรีวิว หรือตัวผลิตภัณฑ์หลัก ๆ ที่เลือกใช้เช่น โถสุขภัณฑ์เป็นต้น เพื่อกันปัญหาที่จะตามมาในอนาคต หรือหากใครการขึ้นใหม่ที่เป็นของบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือหรือมีชื่อเสียงในด้านของโครงการบ้านอยู่แล้ว ก็อาจจะตรวจสอบได้จากวัสดุที่บริษัทนี้เลือกใช้จากโครงการอื่น ๆ ว่ามีการเลือกใช้วัสดุในการก่อสร้างบ้านคุณภาพเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อป้องกันปัญหาของบ้านที่อาจจะเกิดตามมาในอนาคต

 

4. ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเกี่ยวกับการซื้อบ้าน

            นอกจากในส่วนของตัวบ้านโครงการแล้ว สิ่งที่ควรคำนึงถึงก็คือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องใช้ก่อนวันโอนบ้าน ที่นอกเหนือจากค่าเงินผ่อนกับธนาคาร ดังนี้

  • ค่าโอนจองบ้าน : บ้านแต่ละโครงการจะมีการให้ทำสัญญาในการโอนจองบ้าน ที่จะมีค่าจองกับทางโครงการอยู่ที่ประมาณหลังละ 5,000 บาท สำหรับบ้านที่มีราคาประมาณ 2.5 ล้าน
  • เงินสำหรับดาวน์บ้าน : เงินในส่วนนี้จะเป็นเงินที่ผู้ซื้อบ้านต้องทำการจ่ายเป็นงวด ๆ ให้กับโครงการบ้านใหม่ที่ซื้อ ซึ่งจำนวนเงินดาวน์ทางโครงการจะระบุมาให้ในสัญญา โดยส่วนมากแล้วจำนวนดาวน์บ้านจะอยู่ที่ประมาณ 5-10% ของราคาบ้านที่ซื้อ และผู้ซื้อจะได้รับเงินจำนวนนี้คืนหลังจากที่ทำการโอนรับบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
  • ค่าจดจำนองบ้าน : ในส่วนของค่าจดจำนองบ้านนั้น ผู้ซื้อบ้านใหม่จะต้องจ่ายเป็นจำนวน 1% ของจำนวนเงินกู้  
  • ค่าประกันภัยบ้าน : เมื่อทำสัญญาการซื้อบ้านเรียบร้อยแล้ว ตามกฎหมายผู้ซื้อจะต้องทำประกันประกันวินาศภัยหรืออัคคีภัย โดยจะมีการคิดค่าประกันภัยตามมูลค่าของบ้านแต่ละหลัง โดยราคาเริ่มต้นของเบี้ยประกันจะอยู่ที่ 1,000 บาทต่อไป เป็นต้นไป
  • ค่าติดตั้งมอนิเตอร์น้ำไฟ : สำหรับโครงการบ้านใหม่ ทางโครงการจะมีการจ่ายเงินล่วงหน้าสำหรับค่าติดตั้งมอนิเตอร์น้ำไฟให้กับลูกบ้านเรียบร้อยแล้ว แต่หลังจากเมื่อทำการซื้อบ้านและย้ายเข้ามาอยู่ทางโครงการก็จะทำการเรียกเก็บค่ามอนิเตอร์น้ำไฟกับลูกบ้านในภายหลัง โดยอัตราค่ามอนิเตอร์ไฟฟ้าจะขึ้นอยู่กับขนาดของมอนิเตอร์ โดยคิดจากอัตราค่าน้ำไฟตามที่การไฟฟ้าและประปากำหนด 
  • ค่าส่วนกลาง : สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนกลางของโครงการบ้านใหม่ เช่น สระว่ายน้ำ, ห้องนั่งเล่น หรือพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันในหมู่บ้าน โดยปกติแล้วค่าส่วนกลางของโครงการบ้านจัดสรร จะคิดจากขนาดบ้านเป็นหลัก โดยจะคิดค่าส่วนกลางอยู่ที่ประมาณ 29-200 บาทต่อตารางวา โดยนำอัตราค่าบริการที่โครงการกำหนดมาคูณกับขนาดบ้าน ก็จะเป็นราคาที่ต้องจ่ายค่าส่วนกลางต่อเดือน ซึ่งแต่ละโครงการก็จะมีเงื่อนไขการชำระค่าส่วนกลางที่แตกต่างกัน บางโครงการอาจจะให้ชำระล่วงเป็นรายปี หรือ 2-3 ก็ได้เช่นกัน
  • งบเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน : อีกหนึ่งส่วนสุดท้ายสำหรับค่าใช้จ่ายก็คือ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น, เครื่องซักผ้า, ไมโครเวฟ, ตู้, โต๊ะเครื่องแป้ง, เตียงนอน รวมไปถึงของตกแต่งบ้านต่าง ๆ ที่ต้องซื้อเพิ่มเติมหลังย้ายเข้ามาอยู่เรียบร้อยแล้ว 

5. เปรียบเทียบและศึกษาข้อมูลรายละเอียดของโครงการ

            สำหรับผู้ที่อยากซื้อบ้านใหม่ หรือโครงการสร้างใหม่สิ่งที่ควรคำนึงถึงก็คือการศึกษาข้อมูลและทำการเปรียบเทียบรายละเอียดของบ้านแต่ละโครงการ โดยสามารถเลือกตรงสอบได้จากเว็บไซต์ของโครงการโดยตรงที่สามารถตรวจสอบได้ว่าโครงการนั้นเป็นของบริษัทอะไร โดยเริ่มต้นการตรวจสอบรายละเอียดจากโครงการบ้านที่ผ่านมา รวมไปถึงการตรวจสอบรายละเอียดของโครงการว่ามีรูปแบบเป็นอย่างไรบ้าง ขนาดและจำนวนห้อง ทำเล แปลนบ้าน ซึ่งโดยปกติแล้วเว็บไซต์โครงการบ้านส่วนใหญ่จะสามารถรับชมรายละเอียดตัวบ้านได้อย่างเสมือนจริงผ่านทางรูปภาพแบบสามมิติในเว็บไซต์ของโครงการ

            นอกจากนี้เรายังสามารถเปรียบเทียบโครงการบ้านใหม่ แต่ละที่ได้จากเว็บไซต์ที่เป็นสื่อกลางในการซื้อขายบ้านใหม่ ซึ่งในเว็บไซต์จะประกอบไปด้วยข้อมูลโครงการบ้านตั้งแต่เก่าไปจนถึงโครงการสร้างใหม่ นอกจากนี้ยังมีบ้านมือสอง และข้อมูลต่าง ๆ ที่ควรรู้เกี่ยวกับการซื้อบ้าน ไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำ การคำนวณสินเชื่อเงินกู้บ้าน และรีวิวโครงการต่าง ๆ แบบเจาะลึกให้เข้าไปเปรียบเทียบกันได้ก่อนตัดสินใจซื้อ

 

6. ความน่าเชื่อถือของโครงการ

            ความน่าเชื่อถือของโครงการ ก็เป็นอีกหนึ่งจำสำคัญในการเลือกซื้อบ้านใหม่ ที่เราไม่ควรมองข้ามเช่นกัน เนื่องจากในปัจจุบันมีโครงการบ้านใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย ให้เลือกสรรค์เต็มไปหมด วันนี้เราจึงจะพาไปดูกันว่า การเลือกโครงการที่มีความน่าเชื่อถือจำเป็นต้องดูจากอะไรบ้าง

  • เลือกโครงการบ้านใหม่พร้อมที่ดินจัดสรร ที่มีใบอนุญาติโครงการจากสำนักงานที่ดินโดยกฎหมายแล้วเท่านั้น ซึ่งปกติจะเลือกซื้อจากโครงการที่มีชื่อเสียงในเรื่องบ้านใหม่อยู่แล้ว หรือสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเองที่ ที่สำนักงานที่ดิน หรือกรมที่ดินในจังหวัดท้องที่ หรือติดต่อผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 222-6824 และ 222-3271
  • ขอตรวจสอบแผนผังพื้นที่โครงการว่าตรงกับการโฆษณาที่โครงการบอกไว้หรือไม่ หรือไปดูทำเลสถานที่จริงที่โครงการเองเลยว่ามีความใกล้เคียงกับสถานที่ใด ใกล้กับการขนส่งสาธารณะคมนาคมอะไรบ้าง ใกล้กับเส้นทางถนนเส้นไหนบ้าง และมีสิ่งอำนวยความสะดวก รูปแบของตัวบ้านและวัสดุที่ใช้ตรงกับความต้องการหรือไม่
  • อ่านรายละเอียดสัญญาการซื้อขายให้ละเอียดถี่ถ้วน และทำการจดสัญญาทะเบียนกับเจ้าหน้าที่โครงการที่มีความน่าเชื่อถือ รวมไปถึงอ่านรายละเอียดสัญญาการคุ้มครองบ้านของโครงการและรายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงสิทธิที่จะได้รับให้ได้อย่างชัดเจนและถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญาใด ๆ ลงไป

 

. . . . . . . . . .

ข้อควรคำนึงระหว่างโครงการบ้านใหม่ที่เป็นรอบจอง ที่กำลังก่อสร้าง

กับบ้านใหม่พร้อมอยู่ มีข้อระวังแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไรบ้าง

 

            สำหรับการซื้อบ้านของโครงการบ้านใหม่ ที่เปิดให้ซื้อเป็นรอบจองหรือในช่วง Presale ก่อนช่วงขายจริง แน่นอนว่าเป็นช่วงที่โครงการกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และรอบแบบปกติที่เป็นบ้านพร้อมอยู่ของโครงการ ซึ่งทั้งสองแบบนี้ต่างก็มีข้อดีและข้อควรคำนึงก่อนเลือกซื้อที่เหมือนกันคือในส่วนของทำเลที่ตั้ง ตัวบ้าน ราคา สิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่บริเวณรอบโครงการ การคมนาคม และความปลอดภัยของโครงการ แต่ในขณะเดียวกัน โครงการบ้านใหม่ที่เป็นรอบจอง ที่กำลังก่อสร้างยังมีข้อควรคำนึงในการเลือกซื้อที่แตกต่างกันเพิ่มขึ้นมา ดังนี้

1. การตรวจสอบ EIA ของโครงการ

            แม้จะมีราคาถูกกว่าการซื้อบ้านโครงการพร้อมอยู่ แต่ก็มีความเสี่ยงที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ EIA หรือที่เรียกกันว่าใบอนุญาตจัดสรร ที่บ้านหลังที่มีขนาดเกิน 100 ไร่ขึ้นไปจำเป็นที่จะต้องทำการยื่นขอ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว โครงการที่อยู่ในช่วงระหว่างการก่อสร้างจะยังไม่ได้ทำการขอตรวจสอบ EIA จนผ่าน ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่โครงการจะไม่ผ่านการตรวจสอบ EIA นั่นเอง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบเกี่ยวกับตัวโครงการให้ดีว่ามีความน่าเชื่อถือหรือโครงการอื่น ๆ ที่ทำผ่านโครงการมีปัญหาเหล่านี้อยู่หรือไม่ โดยอาจจะตรวจสอบได้จาก เว็บไซต์สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

2. ระยะเวลาในการก่อสร้าง

 อีกอย่างหนึ่งที่ควรคำนึงถึงในการซื้อบ้านที่อยู่ในช่วงระหว่างการก่อสร้างก็คือ ระยะเวลาในการก่อสร้างของโครงการ อาจมีความเปลี่ยนแปลงให้มีความล่าช้าขึ้นกว่าที่กำหนดเอาไว้ได้เช่นกัน ดังนั้นจึงควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือและคุยกับโครงการให้ดี รวมไปถึงสอบถามความคืบหน้า และไปตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการจริงเป็นระยะ

3. แปลนห้องโครงการกับการสร้างจริงตรงกันหรือไม่

           นอกจากนี้อีกหนึ่งข้อที่ควรคำนึงถึงในการซื้อโครงการบ้านแบบที่กำลังก่อสร้าง ก็คือแปลนห้องและสภาพแวดล้อมรอบบ้านอาจจะไม่ตรงกับที่คุยกับกับเซลส์หรือเจ้าหน้าที่โครงการเอาไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดความผิดพลาดและปัญหาตามมาทีหลังได้

4. โปรโมชั่นและความคุ้มค่าของตัวบ้าน

            อย่างสุดท้ายที่ควรคำนึงถึงก็คือ โปรโมชั่นและความคุ้มค่าที่โครงการเสนอซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นโปรโมชั่นในช่วงลดราคาบ้านหรือช่วง Presale ซึ่งเป็นช่วงที่บ้าน กำลังอยู่ในการดำเนินการสร้างอยู่ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้านในช่วงนี้ ก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลาย ๆ ด้านของโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาข้อมูลผลงานของโครงการที่ผ่านมาว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ และสอบถามข้อมูลเงื่อนไขต่าง ๆ โดยละเอียดกับเจ้าหน้าที่โครงการ รวมไปถึงเปรียบเทียบราคาในช่วงเซลส์และราคาเต็มของโครงการ เพื่อเปรียบเทียบกับบ้านโครงการอื่น ๆ ที่สร้างในทำเลที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน หรือลักษณะทำเลที่คล้ายกัน ก่อนจะตัดสินใจซื้อบ้านโครงการนั้น ๆ 

 

. . . . . . . . . . .

รวมข้อผิดพลาดที่ผู้ซื้อบ้านมือใหม่ มักเจอ

1. เรื่องการผ่อนดาวน์ที่น้อยเกินไป

            สิ่งที่ควรระวังและมักเป็นจุดผิดพลาดครั้งใหญ่สำหรับผู้ซื้อบ้านมือใหม่นั่นก็คือ ราคาผ่อนดาวน์ที่มีค่าผ่อนดาวน์ที่ต่ำเกินไป เพราะเมื่อเราผ่อนดาวน์น้อยเกินไป เช่น งวดละ 7,000 บาท ก็จะส่งผลให้เหลือยอดเงินต้นสูง ที่ทำให้สามารถเหลือยอดเงินกู้จากธนาคารเยอะ และอาจจะไม่ได้รับเงินกู้เต็มวงเงิน และอาจจะทำให้ถูกยึดวงเงินดาวน์ทั้งหมดได้

2. โครงการบ้านราคาถูกที่ไม่มีคุณภาพ

            ในการซื้อบ้านใหม่บางคนอาจจะลืมคิดในเรื่องของการสำรองเงินฉุกเฉิน เพราะนอกจากเงินกู้ที่ได้รับมาจากธนาคารหรือผู้ปล่อยกูแล้ว ยังต้องเตรียมเงินไว้สำรองเพื่อใช้สำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น เงินมัดจำ หรือเงินค่าส่วนกลางและอื่น ๆ ที่จำเป็น หรือเงินที่อาจจะต้องใช้นอกเหนือหรือจำนวนเงินกู้ที่ไม่เพียงพออีกด้วยต้องตรวจโครงการบ้านให้เรียบร้อยว่าตัวโครงการมีการใช้วัสดุอะไรในการก่อสร้างบ้าง และมีคุณภาพที่ดีแค่ไหนเพื่อกันปัญหาบ้านเกิดความเสียหายทีหลังจากอยู่ไปแล้วนั่นเอง

3. เงินสำรองฉุกเฉินไม่เพียงพอ

            ผู้ซื้อบ้านใหม่บางคนอาจจะลืมคิดในเรื่องของการสำรองเงินฉุกเฉิน เพราะนอกจากเงินกู้ที่ได้รับมาจากธนาคารหรือผู้ปล่อยกูแล้ว ยังต้องเตรียมเงินไว้สำรองเพื่อใช้สำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่นเงินมัดจำ หรือเงินค่าส่วนกลางและอื่น ๆ ที่จำเป็น หรือเงินที่อาจจะต้องใช้นอกเหนือหรือจำนวนเงินกู้ที่ไม่เพียงพออีกด้วย

 

4. ไม่ได้ตรวจสอบอาคารหรือบ้านให้ละเอียด

            ก่อนเซ็นสัญญารับบ้านสิ่งที่ควรทำเลยก็คือการตรวจสอบรายละเอียดของอาคารตัวบ้านทั้งภายในและภายนอก รวมถึงรายละเอียดพื้นบ้าน ต่าง ๆ ให้เรียบร้อยหรือจะให้ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบบ้านเข้ามาช่วยตรวจสอบเพิ่มเติมก็ได้เช่นกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเช่น เจอรอยแตกของพื้น เป็นต้น เพื่อไม่ให้เสียเงินและเวลาในการซ่อมแซมภายหลัง

 

5. อ่านสัญญาไม่รอบครอบหรือไม่อ่านสัญญาก่อนเซ็น

            ในส่วนนี้หลายคนอาจจะไม่ได้อ่านสัญญาให้รอบคอบมากนัก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะประกอบไปด้วย รายละเอียดยิบย่อยเช่น ยอดเงินค่าส่วนกลาง ที่อาจจะต้องจ่ายเพิ่ม หรือเงินค่าปรับต่าง ๆ ซึ่งเป็นกติกาและระเบียบเพิ่มเติม รวมไปถึงเรื่องระยะเวลาต่าง ๆ เพิ่มเติมที่เราอาจจะถูกหลอกได้หากไม่เซ็นสัญญาให้เรียบร้อยและเซ็นสัญญาไปเลยโดยไม่ได้สอบถามหรือคุยรายละเอียดให้แน่ชัด

 

6. ซื้อบ้านที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตจัดสรร

            ก่อนเข้าซื้อบ้านหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า บ้านโครงการในบางครั้ง โดยเฉพาะกับตัวบ้านที่อยู่ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง นั้นยังไม่ได้รับการตรวจสอบ EIA หรือใบอนุญาตจัดสรร ที่เป็นเรื่องของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากเพราะเมื่อหากดำเนินการซื้อหรือจ่ายเงินไปแล้ว ทางโครงการไม่ผ่านการตรวจสอบ EIA ก็อาจจะเกิดปัญหาตามมาภายหลังได้

7. รับบ้านก่อนโดยที่ยังสร้างไม่เสร็จ

            ไม่ว่าอย่างไรก็ตามการโอนรับบ้านจำเป็นที่จะต้องทำหลังจากที่บ้านสร้างเสร็จและได้รับการตรวจเช็กบ้านจนสมบูรณ์พร้อมแล้วเท่านั้น เพราะไม่อย่างนั้นเมื่อเจอปัญหาภายหลังหรือในเรื่องของการบริการจะมีความแตกต่างและขาดความเอาใจใส่กับเราไม่ดีเท่าที่ควรและเมื่อเกิดการไม่คาดคิดขึ้นในเรื่องของบ้านมีปัญหาทางโครงการอาจจะให้เรารับผิดชอบเองหรือมีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้นภายหลังได้เช่นกัน

8. ไม่ได้ทำงบประมาณค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้าน

            นอกจากค่าผ่อนบ้านหรือจำนวนราคาบ้านแล้ว สิ่งที่ตามมาที่เราควรคำนึงถึงนั้นก็คือ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของส่วนกลาง ที่ดิน ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุงรักษา ตลอดจนค่าของตกแต่งและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ใช้ในการซื้อบ้านในช่วงตั้งแต่เริ่มต้นซื้อบ้านจนถึงหลังจากย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่เรียบร้อยแล้ว ก็เป็นอีกจุดสำคัญที่หลายคนคาดไม่ถึงว่าส่วนของการทำงบประมาณค่าใช้จ่ายนั้นถือมีความสำคัญในการซื้อบ้านมากทีเดียว

 

9. ไม่คุมงบประมาณให้แน่นอน

            หลายคนมองข้ามในเรื่องการจำกัดงบประมาณในการซื้อบ้านใหม่ ทำให้เสียสมดุลในเรื่องการใช้เงินได้เนื่องจากค่าใช้จ่ายในเรื่องของการซื้อบ้าน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะต่าง ๆ ก่อนย้ายของเข้ามาบ้านใหม่ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเฟอร์นิเจอร์, ของตกแต่ง , ค่าติดม่านและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่อาจจะทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายบานปลายตามมาได้ภายหลังนั่นเอง

10. ไม่ตรวจสอบข้อมูลโครงการให้ดีก่อนซื้อ

            ในการซื้อบ้านใหม่แต่ละครั้ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการตรวจสอบข้อมูลของโครงการต่าง ๆ ให้ดีก่อนตัดสินใจไม่ว่าจะฟังจากรายละเอียดโครงการของแต่ละที่ทำเล ดูรีวิวจากผู้ที่เคยซื้อบ้านจากผู้ผลิตโครงการเหล่านั้นว่ามรความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน ใช้วัสดุอะไร และมาตรฐานความปลอดภัยรวมไปถึงโครงการมีการบริการหลังการขายไปแล้วอย่างไรบ้าง ซ่อมแซมดูแลบ้านให้ดีรึเปล่าเพื่อป้องการปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นมากวนใจได้ในภายหลัง

. . . . . . . . . .

หากซื้อบ้านใหม่แล้วพบเจอปัญหา จะสามารถรับมือแก้ไขยังไงได้บ้าง

1. ปัญหาบ้านร้าว ทรุดโทรม คุณภาพไม่ดี 

            ปัญหาแรกที่มักเจอในการซื้อบ้านใหม่แต่ละครั้งเลยก็คือ ปัญหาบ้านร้าว ทรุดโทรมเนื่องจากคุณภาพในการสร้างบ้านไม่ดีหรือไม่ได้มาตรฐาน ในส่วนนี้เราจำเป็นที่จะต้องคุยกับทางโครงการให้เข้ามาดูแลในเรื่องของการซ่อมแซม ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การรับประกันบ้าน ที่โดยปกติแต่ละโครงการจะมีการทำประกันคุ้มครองให้ผู้ซื้อบ้านเป็นเวลา 5 ปีในส่วนของโครงสร้าง และพื้นที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวบ้านแต่ไม่ใช่โครงสร้างบ้านเป็นระยะเวลา 1 ปีอยู่แล้ว

2. ปัญหาส่วนกลางของโครงการไม่เป็นไปตามตกลง

            ในส่วนนี้ยังคงเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของโครงการอยู่ เนื่องจากลูกบ้านที่ซื้อบ้านของโครงการมีสิทธิที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกของโครงการตามที่สัญญาเอาไว้ก่อนซื้อ หากทางโครงการไม่สร้างส่วนกลางให้ครบตามที่ตกลงไว้ตั้งแต่ต้น เราสามารถดำเนินเรียกร้องกับกรมที่ดินหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้โดย ใช้เอกสาร คือ ใบประกาศโฆษณาของโครงการที่มีการระบุหรือนำเสนอส่วนกลางแต่ละอย่างเอาไว้, เอกสารสัญญาแนบระหว่างการซื้อขายที่มีการระบุในเรื่องของส่วนกลาง และอย่างสุดท้ายคือ หนังสือขออนุญาติจัดสรรที่ดินของเจ้าของโครงการ เพื่อนำเอกสารเหล่านี้ไปยื่นเรื่องต่อไป

 

3. ปัญหาเพื่อนบ้านส่งเสียงดังรบกวน

            ในส่วนนี้อาจจะเป็นสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้มากเท่าไหร่นักนอกจากการพูดคุยกับเพื่อนบ้านโดยตรง เพื่อขอความร่วมมือหรือการแจ้งกับเจ้าหน้าที่โครงการเพื่อให้ทำกฎกติกา หรือพูดคุยไกล่เกลี่ยให้แทน หรือหากจะให้ดีอาจจะมีการพูดคุยหรือให้เจ้าหน้าที่โครงการหรือคณะกรรมการหมู่บ้าน ทำการตั้งกฎกติการะหว่างคนในหมู่บ้านอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเบื้องต้นสำหรับการอยู่ร่วมกันไปได้ต่อไปนั่นเอง

4. ปัญหาด้านความปลอดภัย

            เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่น่ากังวลใจอยู่ไม่น้อยเลยนั่นก็คือระบบความปลอดภัย ซึ่งโดยปกติแล้ว โครงการจะมีระบบการดูแลความปลอดภัยที่หลายชั้นอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการแลกบัตรก่อนเข้ามาในตัวโครงการ เพื่อป้องกันและไม่ปล่อยให้คนนอกเข้ามาในโครงการอย่างมั่ว ๆ และมีระบบรักษาความปลอดภัยทั้งที่เป็นอัตโนมัติ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่รัดกุม อีกทั้งยังควรมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในตัวบ้านเพื่อป้องกันโขมยอีกขั้นนึงด้วย แต่หากเป็นเหตุเรื่องความปลอดภัยที่เกิดจากความสะเพร่าของทางโครงการหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโครงการ เราก็สามารถแจ้งกับโครงการเพื่อทำการหาทางแก้ปัญหากันต่อไปได้เช่นกัน

. . . . . . . . . .

ซื้อบ้านใหม่ไปแล้วมีปัญหา คืนได้ไหม หรือไม่ได้ และมีวิธีและขั้นตอนยังไงบ้าง

            หากเป็นอีกหนึ่งกรณีที่เมื่อบ้านมีปัญหากับทางโครงการโดยตรงแล้ว เราไม่ต้องการที่จะอยู่ต่อ ก็สามารถยื่นฟ้องศาลได้เช่นกัน โดยทั่วไปจะสามารถยื่นฟ้องได้หากมีความเสียหายในเรื่องของโครงสร้างบ้านมีปัญหา เช่น เสาเข็ม, พื้น,หลังคา,ผนังรองรับน้ำหนัง ที่เกี่ยวกับตัวโครงสร้างบ้านหรืออาคาร ซึ่งจะมีระยะเวลาคุ้มครองการชำรุดและเสียหายเป็นระยะเวลา 5 ปี

            และอีกหนึ่งกรณีคือ ส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบ้าน ที่นอกเหนือจากโครงสร้างบ้าน เช่น รั้ว , กำแพง ที่อยู่ในพื้นฐานการดูแลของโครงการ ที่จะมีระยะเวลาคุ้มครองประมาณ 1 ปีหลังจากที่โอนรับบ้านเรียบร้อยแล้ว

            หากเกิดปัญหากับบ้านขึ้นแล้วเราไม่พอใจทางโครงการก็จะมีการยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจต่าง ๆ ให้กับเราเพื่อเป็นการไกล่เกลี่ยให้ยอมความกันได้ เช่น การซ่อมบ้านให้ทั้งหมด หรือเปลี่ยนบ้านใหม่ให้ในโครงการเดิม แต่หากเราไม่อยากอยู่ต่อแล้วก็อาจจำการลองคุยเจรจากับทางโครงการเพื่อทำการต่อรองกันต่อไป แต่หากโครงการไม่ยอมและเราไม่พอใจกับข้อเสนอ เราก็สามารถยื่นเรื่องต่อศาลได้โดยการยื่นคำร้องขอฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อให้โครงการชดใช้ค่าเสียหาย ในเรื่องของโครงสร้างบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ปลอดภัย ทำให้เกิดความชำรุดเสียหาย ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตของผู้อาศัยได้นั่นเอง

 

. . . . . . . . . . .

            ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและควรรู้สำหรับผู้ที่สนใจอยากซื้อบ้านใหม่ โดยเฉพาะกับใครที่ต้องการซื้อบ้านเป็นหลังแรกก็ควรจะศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบโครงการแต่ละโครงการอย่างเคร่งครัดไม่ต้องรีบร้อน เพื่อที่จะให้ได้บ้านใหม่ที่มีคุณภาพและคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปทุกบาท อีกทั้งเป็นทางเลือกที่จะช่วยป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาในภายหลังได้อีกด้วยค่ะ สำหรับใครที่อยากจะซื้อบ้านใหม่หรือมีแผนที่จะซื้อบ้านใหม่สักหลังก็อย่าลืมลองนำไปปฏิบัติเป็นแนวทางในการเลือกซื้อกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาทีหลังกันนั่นเองค่ะ