logo

          ตกใจถึงขั้นเอามือทาบอกเมื่อเห็นข้อมูลที่ว่า ตอนนี้ตามเมืองหลวงของกลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชียเรา กำลังประสบปัญหา “พื้นที่สีเขียว” ลดจำนวนลงอย่างหนัก ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไกลตัวแต่เอาเข้าจริงๆ มันก็มีผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้เลยก็ว่าได้ และที่บอกว่าถึงขั้นต้องเอามือทาบอก ก็เพราะว่าหนึ่งในประเทศของกลุ่มภูมิภาคเอเชียที่กำลังเผชิญปัญหาพื้นที่สีเขียวลดลง และมีค่าต่ำกว่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนด ก็คือกรุงเทพมหานคร ประเทศไทยของเรานี่เองจ้า อ่ะ! พูดแค่นี้มันอาจจะยังไม่ค่อยเห็นภาพ เดี๋ยวจะพาไปดูว่า “พื้นที่สีเขียว” นั้นมีความสำคัญกับเราทุกคนยังไง และเทียบสัดส่วนของเมืองหลวงในแต่ละประเทศภูมิภาคเอเชียเราว่าแต่ละแห่งมีมากน้อยแค่ไหน ตามมาเลยจ้า!!!

 

. . . . . . . . .

พื้นที่สีเขียวคือ?

          หากแปลความหมายอย่างตรงตัวก็คือ บริเวณที่มีพืชขึ้นปกคลุม ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเมือง และนอกเมืองโดยที่ประชาชนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมระหว่างกันก็ได้เช่นกัน ตามในเมืองใหญ่ๆ พื้นที่นี้อาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเช่นถูกปล่อยรกร้างจนหญ้าขึ้นปกคลุมก็นับอยู่ในส่วนนี้ด้วย หรืออาจเป็นพื้นที่ที่เกิดขึ้นจากการสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น สวนสาธารณะ สวนหย่อม พื้นที่บริการของหมู่บ้าน เกาะกลางถนน ต้นไม้สองข้างทางแบบนี้เป็นต้น

 

วิกฤตของพื้นที่สีเขียวในปัจจุบัน

          ตามเมืองหลวงเกิดอาคารบ้านเรือน ตึกสูงจำนวนมาก จนพื้นที่สวนสีเขียวนั้นถูกกลืนกิน แม้ว่าเมืองจะมีโอกาสในการทำมากินและมีบริการพื้นฐานที่ดีกว่า แต่พื้นที่สวนสีเขียวเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศของเมืองไม่ว่าประเทศใดก็ตาม แต่ปัจจุบันเมืองหลวงของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย กำลังมีปัญหาการเสื่อมโทรมและสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก ขณะที่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization-WHO ) กำหนดว่า เมืองที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดีควรมีพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 9 ตารางเมตรต่อคน แต่ขณะนี้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นภูมิภาคที่มีมลภาวะทางอากาศนอกสถานที่สูงสุดในโลก โดยค่าเฉลี่ยแต่ละปีมักจะสูงเกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกถึง 5-10 เท่า เนื่องจากการพัฒนาทั้งในการสร้างทางด่วน อาคารสำนักงาน อพาร์ตเม้นท์ เพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้นมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีผลกระทบทางลบต่อการขยายตัวของเมืองเช่นกัน

          WHO ยังบอกอีกว่า การขาดพื้นที่สีเขียวที่รองรับการทำกิจกรรมและการพักผ่อนหย่อนใจ มีส่วนต่ออัตราการเสียชีวิตของคนในโลกนี้ถึง 3.3% เพราะพื้นที่สวนสีเขียวในเมืองมีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของคน

มีส่วนสร้างความสมดุลกับการขยายตัวของเมือง เพราะเป็นแหล่งออกซิเจนให้กับเมืองที่มีประชากรหนาแน่น เปรียบเสมือนปอดของชาวเมือง สวนสาธารณะและพื้นที่สวนสีเขียวนับว่ามีความสำคัญมากสำหรับเมือง ซึ่งปัจจุบันก็มีหลายๆ เมืองหลวงของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียที่เล็งเห็นความสำคัญ และริเริ่มที่จะขยายพื้นที่สวนสีเขียวให้มากขึ้น

         คราวนี้เราลองไปดูสัดส่วนของพื้นที่สีเขียวของเมืองหลวงประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียกันว่ามีตัวเลขเป็นอย่างไร

 

. . . . . . . . . .

กรุงเทพมหานคร

          หากนับเฉพาะประชากรตามทะเบียนบ้านในกรุงเทพมหานครมีประมาณ 5.68 ล้านคน จะมีพื้นที่ที่สีเขียวอยู่ที่ 6.7 ตารางเมตรต่อคน แต่เมื่อรวมกับประชากรแฝงที่มีทะเบียนบ้านอยู่ต่างจังหวัดแต่มาอาศัยในกรุงเทพฯ ด้วยมีประมาณ 10-11 ล้านคน จะมีพื้นที่ที่สีเขียวอยู่ที่ประมาณ 3 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลกกำหนด

          ในแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2556-2575) การพัฒนาพื้นที่สีเขียว ก็ดูจะเป็นสิ่งที่กรุงเทพฯให้น้ำหนัก แต่จาก พ.ศ.2556 – 2561 ในปัจจุบัน เรายังคงมีพื้นที่สีเขียวเพียง 3% เท่านั้น สาเหตุที่ตัวเลขไม่ขยับ ส่วนหนึ่งเกิดจากทัศนคติคนในสังคมที่มีต่อพื้นที่ที่สีเขียว ที่มองว่านำพื้นที่ไปลงทุนทำธุรกิจนั้นคุ้มกว่า แต่ไทยเองก็ยังไม่หมดความหวังแม้ว่าหลายประเทศจะพัฒนาด้านพื้นที่สีเขียวกันไปไกลมากแล้ว เพราะสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพฯ ได้มีนโยบายและวางเป้าหมายว่าจะต้องมีพื้นที่สีเขียว 9 ตารางเมตร/คน ให้ได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า และจะเพิ่มพื้นที่สวนอีก 950 ไร่ โดยในปี 2560 มีสวนสาธารณะที่เปิดเพิ่มเติมไปแล้วคือ สวนราษฎร์ภิรมย์ สวนพระยาภิรมย์ และสวนป่าเบญจกิติ และยังมีสวนสาธารณะที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 3 แห่ง คือ สวน 9 เนิน เดินตามรอยพ่อ, สวนบริเวณ ซ.เพชรเกษม 69, สวนสาธารณะบึงลำไผ่ รวมทั้งกับเมกะโปรเจกต์ มักกะสัน เนื้อที่ 497 ไร่ ที่มีโอกาสจะเปลี่ยนเป็นปอดใหญ่ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

 

สิงค์โปร์

          สิงคโปร์ หรือ เมืองในสวน ต่างให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวเป็นพิเศษ และจัดว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศ สวนสาธารณะในสิงคโปร์มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นมาก และทั่วประเทศมีพื้นที่สวนสีเขียวถึง 30% นอกจากนี้สวนสาธารณยังจัดว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นแหล่งสุขภาวะและสวัสดิการของประชาชน

          จากที่สิงคโปร์เคยได้ชื่อว่ามีทรัพยากรอย่างจำกัด ได้กลายมาเป็นประเทศที่มีพื้นที่สีเขียวต่อประชากรมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก คือ 66 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งแนวคิดการเปลี่ยนเมืองให้เป็นสีเขียวเริ่มต้นเมื่อปี 1965 เมื่อครั้งที่ลีกวนยูขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ด้วยวิสัยทัศน์การพัฒนาที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือความใหญ่โตของสิ่งปลูกสร้าง หากยังรวมไปถึงคุณภาพชีวิตของคน ซึ่งเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อม กับแนวคิด ‘เมืองในสวน’ เขาได้ระดมผู้เชี่ยวชาญหลายมาช่วยกันออกแบบเมือง วางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มาถึงวันนี้สิงคโปร์คือเมืองที่มีทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมดีและพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การพัฒนากับการรักษาต้นไม้ใหญ่ คือสิ่งที่ดำเนินไปด้วยกันได้

 

กัวลาลัมเปอร์

          กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียเป็นอีกหนึ่งเมืองหลวงในเอเชียที่มีพื้นที่สีเขียวสูงรองลงมาจากสิงคโปร์ มีสัดส่วนมากกว่า 44 ตารางเมตรต่อคน หากใครเคยมาเที่ยวมาเลเซียแล้วได้ขึ้นไปบนตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas Twin Towers) เพื่อดูเมืองกัวลาลัมเปอร์ จะเห็นเลยว่าเป็นเมืองหลวงที่มีภูเขาผุดเต็มไปหมด ทั้งในเมืองและเมืองรอบๆ จะมีป่าอยู่รายรอบหลายแห่ง กลายเป็นแหล่งออกกำลังกายและเดินป่าของคนเมือง ทำให้รู้สึกเหมือนว่าเมืองนั้นอยู่กลางป่า

          แต่การไม่วายที่พื้นที่เหล่านี้จะถูกนำไปพัฒนาเป็นหมู่บ้านจัดสรรของอภิมหาเศรษฐี เพราะที่ดินที่ตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ป่านั้นทำให้ดูเป็นเอ๊กซ์คลูซีฟ พื้นที่เหล่านี้จะพ้นจากเนื้อมือการเปลี่ยนผืนดินเป็นแผ่นโฉนดได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งและการรวมตัวกันของชุมชมเมืองที่อยู่รอบๆ ป่าผืนนั้น ความเข้าใจถึงความสำคัญของการมีพื้นที่ป่าของเจ้าหน้าที่ระดับสูง และความมั่นคงทางรายได้ของรัฐที่เป็นเจ้าของพื้นที่เหล่านั้นด้วยเช่นกัน

 

จาการ์ตา

          จาการ์ตาเมืองหลวงของอินโดนีเซีย ศูนย์กลางทางการเมืองและธุรกิจของประเทศ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมามีประชาชนนับล้านหลั่งไหลเข้ามาสู่เมืองใหญ่ ทำให้จำนวนประชาการ อสังหาริมทรัพย์ จำนวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดปัญหาด้านการจราจร มลพิษ การบริหารจัดการน้ำ ที่อยู่อาศัย ลุกลามมาถึงปัญหาด้านสุขภาพและอื่น ๆ ปัจจุบันจาการ์ตามีพื้นที่สีเขียวเพียง 2.3 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งห่างไกลจากที่ตั้งใจไว้ร้อยละถึง 30

          ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียได้ประกาศที่จะย้ายเมืองหลวงจากจารการ์ตาไปอยู่ที่จังหวัดกาลิมันตันตะวันออกบนเกาะบอร์เนียว ห่างจากกรุงจาการ์ตาราว 2,000 กิโลเมตร เพื่อหนีสภาพการณ์ในอนาคตที่คาดว่าพื้นที่ชายฝั่ง 95% ของกรุงจาการ์ตาจะต้องจมทะเลในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยได้ตั้งงบประมาณกว่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเนรมิตมหานครแห่งใหม่ขึ้นในพื้นที่ปัจจุบันที่เป็นสวนปาล์มน้ำมัน ล้อมรอบด้วยพื้นที่ธรรมชาติชุ่มน้ำและป่าเขตร้อน และเมืองหลวงแห่งใหม่นี้จะกลายเป็นเมืองชายฝั่งขนาดเล็กท่ามกลางเมืองบริวารอีก 5 แห่ง โดยการก่อสร้างระยะแรกถูกกำหนดให้เสร็จสิ้นลงภายในปี 2025

 

มะนิลา

          จากผลสำรวจของดิ อิโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต พบว่าปัจจุบันมะนิลาเมืองหลวงของฟิลิปินส์ มีพื้นที่สีเขียวเพียง 5 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบริเวณชายฝั่งของฟิลิปปินส์ในหลายพื้นที่เสื่อมโทรมลงอย่างหนัก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสาเหตุสำคัญมาจากฝีมือมนุษย์ที่ขาดการยั้งคิดและทิ้งขยะไม่เป็นที่ และปัจจุบันเผชิญกับวิกฤตขยะจำนวนมหาศาล ไม่เพียงแต่ชายฝั่งทำนั้น คูคลองละแวกนั้นก็เต็มไปด้วยกองขยะจำนวนมาก

          อีกทั้งมะนิลายังขึ้นชื่อเรื่องความหนาแน่นประชากรสูงและการจราจรที่ติดขัดมาก ในการวิจัยปี 2016 บริษัท Waze ที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องของการนำทาง ได้จัดอันดับให้เมืองมะนิลาเป็นเมืองที่มี “การจราจรที่แย่ที่สุดในโลก” การพึ่งพารถยนต์ของเมืองยังทำให้ปัญหามลพิษทางอากาศของเมืองรุนแรงขึ้น แต่ในอีก 3 ทศวรรษข้างหน้าฟิลิปปินส์มีเป้าหมายที่จะสร้างเมืองใหม่ที่มีความยั่งยืนกว่าชื่อว่า New Clark เมืองปลอดมลพิษ ซึ่งห่างจากกรุงมะนิลาเพียง 75 ไมล์ เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ถึง 36 ตารางไมล์ ใหญ่กว่าเกาะแมนฮัตตัน มีการใช้โดรน, รถยนต์ไร้คนขับและเทคโนโลยีที่จะสามารถช่วยลดการใช้น้ำและพลังงานของตัวตึก, สนามกีฬายักษ์ใหญ่และพื้นที่แวดล้อมสีเขียวอีกมากมาย และสามารถรองรับประชากรได้มากถึง 2 ล้านคน

 

โตเกียว

          จากหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ จนวันนี้โตเกียวได้กลายมาเป็นศูนย์กลางทางทหาร และเมืองหลวงที่ทันสมัยของญี่ปุ่น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ ที่อยากจะมาสัมผัสความศิวิไลซ์ของเมืองหลวงแห่งนี้ แม้ในความที่เมืองถูกเบียดเสียดไปด้วยตึกระฟ้าและความวุ่นวายของผู้คน แต่ก็แทรกด้วยสภาพแวดล้อมสวนสีเขียวหรือป่ากลางใจเมืองอยู่มากมาย และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ว่าจะฤดูไหนผู้คนก็ไม่เคยขาด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ปัจจุบันกรุงโตเกียว มีพื้นที่สีเขียวกว่า 10 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด นอกจากญี่ปุ่นจะมีกฎหมายที่ดูแลเรื่องพื้นที่สีเขียวโดยเฉพาะอยู่แล้ว รัฐบาลยังร่วมมือกับเอกชนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างเช่น โครงการ Park-PFI ที่เน้นเรื่องสวนสาธารณะ พื้นที่แวดล้อมสีเขียว พื้นที่เกษตรในชุมชน ทำการปรับปรุงพื้นที่ใหม่ๆสร้างความหลากหลายในการใช้งานพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน

 

กรุงโซล

          ปัจจุบันกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ มีพื้นที่สีเขียวกว่า 23 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงกว่าค่ามาตรฐานของกรมอานามัยโลกกำหนด แต่เกาหลีใต้ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบกับปัญหาค่าฝุ่นละอองที่สูง โดยเฉพาะในกรุงโซล ซึ่งล่าสุด Seoul Metropolitan Government หน่วยงานกำกับดูแลการก่อสร้างของกรุงโซล ได้ออกมาประกาศว่า จะปลูกต้นไม้ในโซลเพิ่มขึ้นอีก 15 ล้านต้น ภายในปี 2022 หลังจากที่ในปี 2014 ถึงปลายปีที่ผ่านมาปลูกไปแล้ว 15 ล้านต้น ทำให้เมืองหลวงแห่งนี้จะมีต้นไม้เพิ่มขึ้นถึง 30 ล้านต้นใน 8 ปีข้างหน้า

 

ไทเป

          ในปี 2019 ตัวเลขพื้นที่สีเขียวของเมืองไทเปยังอยู่ที่ 5.94 ตารางเมตรต่อคน แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าตัวเลขเหล่านี้คือความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมืองที่ถูกแซมไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ตามถนนหนทาง ร้านค้า และบ้านเรือน และไม่มีเสาไฟฟ้าหรือสายไฟต่างๆ มากีดขวางกิ่งก้านของต้นไม้ ที่เป็นอย่างนี้ได้ก็เพราะว่า ตั้งแต่ปี 2003 รัฐบาลเมืองไทเปได้ร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองต้นไม้ที่สูง 15 เมตรขึ้นไป และต้นไม้ที่มีอายุเกิน 50 ปี และยังคุ้มครองต้นไม้ขนาดอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น มีวงรอบลำต้น 80 เซนติเมตร หรือต้นไม้ที่มีความสำคัญด้านวัฒนธรรมในท้องถิ่น ต่อเนื่องมาจนถึงพ.ร.บ.คุ้มครองต้นไม้ฉบับแก้ไขในปี 2015 ที่เพิ่มการติดตามดูแลต้นไม้ในเมืองทั่วทั้งเกาะไต้หวัน เพราะในอดีตมีการตัดต้นไม้ไม่ให้ขวางการก่อสร้างต่างๆ ของเมือง จนกระทั่งตอนนี้มีต้นไม้กว่า 2,000 ต้นในไทเปที่เข้าเงื่อนไขของพ.ร.บ.คุ้มครองต้นไม้นี้ไปเข้าแล้ว

 

เซี่ยงไฮ้

          นครเซี่ยงไฮ้ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีการกำหนดแผนพัฒนาเมืองตั้งแต่ปี 2543 ให้เพิ่มสภาพแวดล้อมสีเขียวจำนวน 5,175ไร่ ซึ่งมีผลทำให้ปัจจุบันมีพื้นที่สีเขียวในเมืองเซี่ยงไฮ้เพิ่มเป็น 18 ตารางเมตรต่อคนซึ่งสูงกว่าที่มาตรฐานองค์การอนามัยโลกกำหนด

กว่าหลายสิบปีที่ผ่านมา จีนทุ่มเทอย่างมากเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โลก โดยในปี 2521 รัฐบาลกลางเปิดโครงการป่าระดับชาติที่เรียกว่า ป่ากั้นลมทางเหนือ หรือ the Three North Shelterbelt Forest Program

          จนสิ้นปี 2560 มีพื้นที่ป่าจากโครงการดังกล่าวถึงร้อยละ 13.57 เปรียบเทียบกับเมื่อ 40 ปีก่อนที่มีเพียงร้อยละ 5.05 เท่านั้น ซึ่งภาพรวมทั่วประเทศ จีนในปัจจุบันมีพื้นที่ป่าปกคลุมร้อยละ 21.6 และมุ่งเพิ่มให้ถึงร้อยละ 23.04 ภายในปี 2020 และอีกร้อยละ 26 ภายในปี 2050 โดยใช้หลายมาตรการตั้งแต่ปลูกป่าบริเวณด้านข้างเนินเขาไปจนถึงคุ้มครองทุ่งหญ้าและสงวนธรรมชาติเพิ่มด้วย

 

ฮ่องกง

          ต้องบอกเลยว่าฮ่องกงเป็นประเทศที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย ที่มีถึง 105 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งรัฐบาลฮ่องกงได้ประกาศใช้แผนแม่บทสำหรับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (Greening Master Plan) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผน ออกแบบสิ่งแวดล้อม และการใช้งานสิ่งแวดล้อมสำหรับการพัฒนาพื้นที่ในเขตต่าง ๆ ในฮ่องกง โดยเขต Kowloon East ได้นำแผนนี้ไปใช้ในการปรับแต่งทางเดินเท้า ระบบการระบายความร้อน การเสริมความงามและฟื้นฟูแหล่งทางระบายน้ำ การแยกขยะของเสีย และอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงสภาพแวดล้อมสีเขียว โดยมีการวัดผลจากความประทับใจในด้านความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์พื้นที่เพื่อทำให้สภาพแวดล้อมน่าอยู่ยิ่งขึ้น

. . . . . . . . . .

 

         เห็นตัวเลขสัดส่วนพื้นที่สีเขียวของแต่ละเมืองหลวงทั่วเอเชียแล้ว ก็อดห่วงเมืองไทยบ้านเราไม่ได้ แม้ตัวเลขยังคงห่างไกลจากมาตรฐานองค์การอนามัยโลกกำหนด ในเชิงนโยบายรัฐที่มีแผนพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมแล้วก็ส่วนหนึ่ง แต่คนไทยก็ต้องร่วมด้วยช่วยกันอีกแรง ไม่ทำลายและช่วยกันเติมเต็ม เพื่อเพิ่มพื้นที่ปอดให้กับคนเมืองได้มีลมหายใจที่มีคุณภาพกันต่อไป...