logo

          เชื่อว่าเพื่อน ๆ คนที่เคยเดินทางเข้าตัวเมืองกรุงเทพฯ ในย่านสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะในย่านธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ย่านสีลม, ย่านสาทร, ย่านพระราม 3 หรือแม้แต่ในย่านชิดลมก็ตามแต่ คงไม่มีใครที่จะมองไม่เห็นอาคารสูงต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์การค้า, โรงแรม, อาคารสำนักงาน หรือแม้แต่โครงการคอนโดมิเนียมต่าง ๆ มักจะมีลักษณะภาพรวมของอาคารที่คล้าย ๆ กัน ซึ่งเพื่อน ๆ ก็น่าจะเคยสังเกตเห็นอาคารสูงที่มีลักษณะลดหลั่นลดหลันคล้ายขั้นบันได เพราะอาคารสูงเหล่านี้ มักจะไม่ได้ก่อสร้างขึ้นแบบสูงตั้งตรงเป็นไม้บรรทัด แต่ถ้าสังเกตดี ๆ ก็มักจะเห็นได้ว่า ยิ่งอาคารสูงมากขึ้นเท่าไร ชั้นบน ๆ หรือพื้นที่ส่วนบนของอาคารก็จะยิ่งมีรูปทรงที่แหลมสูงขึ้นไป ทำให้มองแล้วอาคารสูงเหล่านี้ มักจะมีลักษณะการออกแบบเป็นขั้นบันไดซึ่งมีผลกับมุมมองและการอยู่อาศัยนั่นเอง 

. . . . . . . . . .

          หากเพื่อน ๆ มองว่าเรื่องนี้เป็นบังเอิญก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่อยู่เบื้องหลังของการออกแบบอาคารสูงให้ออกมาในลักษณะนี้ ก็น่าจะเป็นเพราะข้อกำหนดตามกฎหมายควบคุมอาคาร หรือกฎหมายควบคุมอาคาร ระยะร่น หรือพรบ ควบคุมอาคาร นั่นเอง

กฎหมายควบคุมอาคาร

          ดังนั้น วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ มาตามหาเหตุผลกันดูเสียหน่อยดีไหมว่า ทำไมตึกส่วนใหญ่ออกแบบเป็นขั้นบันได ลองมาเปิดกฎหมายควบคุมอาคารในการสร้างตึกสูงกันเลย

กฎหมายควบคุมอาคารคืออะไร ?

          ปกติแล้ว ถ้าเราจะมาพูดกับเรื่องของข้อกฎหมายต่าง ๆ ก็อาจจะทำให้ใครหลายคนรู้สึกอยากหันหน้าหนี เพราะดูจะเป็นเรื่องยากที่เกินกว่าจะเข้าใจได้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันก็น่าจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ ซึ่งถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเรื่องของคำถามที่ว่า ทำไมตึกส่วนใหญ่ออกแบบเป็นขั้นบันได แล้วมันจะไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายควบคุมอาคารอย่างไรนั้น

          ก็ต้องตอบตามตรงว่า แม้ว่าเราจะเบื่อหน่ายกับข้อกฎหมายที่ฟังแล้วน่าเบื่อ แต่จริง ๆ แล้วข้อกฎหมายต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญและเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากสำหรับการอยู่อาศัยร่วมกันในสังคม เช่นเดียวกับกฎหมายควบคุมอาคาร ที่เรากำลังจะพูดถึงอยู่นั่นเอง โดยกฎกระทรวงฉบับที่ 55(พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญเลยทีเดียวสำหรับการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยจะลงรายละเอียดเอียกถึงข้อบัญญัติให้กระทำกระทําได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยคำแนะนําของคณะกรรมการควบคุมอาคารออกกฎกระทรวงไว้ในเรื่องราวต่าง ๆ

. . . . . . . . . .

แล้ว กฎหมายควบคุมอาคาร ไปเกี่ยวข้องกับอาคารสูงต่างๆ ยังไง ?

          กฎกระทรวงฉบับที่ 55(พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จะบรรยายรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยามคำที่เกี่ยวข้องกับวงการก่อสร้าง และข้อบังคับที่จะระบุเป็นหมวดต่าง ๆ โดยจะแบ่งรายละเอียดหลัก ๆ ดังนี้

ตึกขั้นบันได

หมวดที่ 1 ลักษณะของอาคาร

          คือการบรรยายข้อกำหนดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับลักษณะอาคารในรูปแบบต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ความลึกของอาคาร, ความยาวของอาคารแถว, เรื่องของรั้วหรือกำแพงกั้นเขต หรือแม้แต่ป้ายที่ติดตามอาคารต่าง ๆ ก็ต้องมีข้อกฎหมายกฎกมายกำหนดไว้เช่นกัน

หมวดที่ 2 ส่วนต่าง ๆ ของอาคาร

          คือการบรรยายถึงรายละเอียดต่าง ๆ ของตัวอาคาร ไม่ว่าจะเป็น วัสดุต่าง ๆ ของอาคารอย่างเสา คาน พื้น บันได และผนัง หรือส่วนต่าง ๆ ของพื้นที่ภายในอาคาร, บันไดของอาคาร, บันไดหนีไฟ, ทางเดินเชื่อมระหว่างอาคารต่าง ๆ เป็นต้น

หมวดที่ 3 ที่ว่างภายนอกอาคาร

          อย่างเช่น การกำหนดให้อาคารที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ต้องมีที่ว่างไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่อาคาร หรืออย่างการเว้นที่ว่างด้านหน้าอาคารต้องไม่น้อยกว่า 6 เมตร สำหรับห้องแถวที่ด้านหน้าไม่ติดริมถนนสาธารณะ เป็นต้น

          เพื่อน ๆ ที่อ่านมาถึงตรงนี้ คงเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกว่า แล้วที่บอกว่ากฎหมายควบคุมอาคารเกี่ยวข้องกับคำถามว่า ทำไมตึกส่วนใหญ่ออกแบบเป็นขั้นบันไดนั้น หมายถึงหมวดใดกันแน่.. ก็ต้องบอกเลยว่า กฎหมายควบคุมอาคาร ที่จะเป็นคำตอบของเรื่องนี้ ก็คือ กฎกระทรวงฉบับที่ 55(พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ในหมวดที่ 4 ที่ว่าด้วยเรื่องของแนวอาคารและระยะต่าง ๆ 

แล้วหมวดที่ 4 แนวอาคารและระยะต่าง ๆ ของอาคาร คืออะไร ?

          ภายใต้กฎหมายควบคุมอาคาร ต้องบอกว่า หมวดที่ 4 แนวอาคารและระยะต่าง ๆ ของอาคาร คือการบรรยายถึงข้อกำหนดต่าง ๆ ที่เกี่ยวระยะต่าง ๆ ของอาคารที่น่าสนใจ ตัวอย่างก็เช่น 

  • การก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารหรือส่วนของอาคารจะต้องไม่ล้ำเข้าไปในที่สาธารณะ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต 
  • อาคารที่อยู่ใกล้ถนนสาธารณะที่มีความกว้าง 6 เมตรขึ้นไป ต้องร่นแนวอาคารให้ออกห่างจากกึงกลางถนนสาธารณะอย่างน้อย 3 เมตร แต่ถ้าเป็นในรูปแบบอาคารที่สูงเกิน 8 เมตรขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นห้องแถว, อาคารพาณิชย์, โรงงาน หรืออาคารต่าง ๆ ถ้าไปตั้งอยู่ใกล้ถนนที่มีความกว้างไม่เกิน 10 เมตร จะต้องร่นแนวอาคารออกจากกึ่งกลางถนนอย่างน้อย 6 เมตร เป็นต้น

          โดยข้อกำหนดในกฎหมายควบคุมอาคารที่เกี่ยวข้องกับคำถามที่ว่า ทำไมตึกส่วนใหญ่ออกแบบเป็นขั้นบันได ก็คือ ข้อที่ 44 ที่กล่าวไว้ว่า “ความสูงของอาคารไม่ว่าจากจุดหนึ่งหนึงจุดใด ต้องไม่เกิน 2 เท่าของระยะราบ วัดจากจุดนั้นไปตั้งฉากกับแนว เขตด้านตรงข้ามของถนนสาธารณะที่อยู่ใกล้อาคารนั้นที่สุด โดยความสูงของอาคารให้วัดแนวดิ่งจากระดับถนนหรือระดับพื้นดินที่ก่อสร้างขึ้นไปถึงส่วนของอาคารที่สูงทีสุด สำหรับอาคารทรงจั่วหรือปั้นหยาให้วัดถึงยอดผนังของชันสูงสุด ในกรณีที่อาคารนั้นมีสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างอื่นเป็นอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารตั้งอยู่บนหลังคา ดาดฟ้า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารด้วย ไม่ต้องนําความสูงของสิ่งทีสร้างขึ้นอย่างอื่นนัน มาคิดรวมเป็นความสูงของอาคาร

กฎหมายอาคารฉบับที่ 44

          เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่อ่านข้อความข้างต้นคงยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่านั้นหมายความไว้ว่าอย่างไร ถ้าจะให้ดึงคีย์เวิร์ดสำคัญของเรื่องนี้มันก็อยู่ตรงที่ว่า “ความสูงของอาคาร ต้องไม่เกิน 2 เท่าของระยะราบ” นั่นก็หมายความว่าความสูงของอาคารจะเป็น 2 เท่าของระยะทางจากอาคารไปถึงฝั่งอาคารตรงข้าม นั่นเอง

. . . . . . . . . .

ลองมาดูวิธีการคำนวณอาคารสูง ในเบื้องต้นกันเลย

  • ถ้าระยะทางจากอาคารไปถึงฝั่งอาคารตรงข้ามอยู่ที่ 6 เมตร โอกาสที่อาคารจะสูงสุดก็คือ 6 x 2 = 12 เมตร
  • ถ้าระยะทางจากอาคารไปถึงฝั่งอาคารตรงข้ามอยู่ที่ 10 เมตร โอกาสที่อาคารจะสูงสุดก็คือ 10 x 2 = 20 เมตร
  • ถ้าระยะทางจากอาคารไปถึงฝั่งอาคารตรงข้ามอยู่ที่ 15 เมตร โอกาสที่อาคารจะสูงสุดก็คือ 15x 2 = 30 เมตร

          ซึ่งในการพัฒนาที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ภายใต้กฎหมายควบคุมอาคาร หลายโครงการล้วนเป็นโครงการใหญ่และมีพื้นที่กว้าง ดังนั้นตัวอาคารที่สร้างขึ้นก็น่าจะมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย 

           ตัวอย่างเช่น ถ้าตัวอาคารมีขนาดความลึก 15 เมตร ก็มีความเป็นไปได้ที่เราจะเห็นอาคารสูงที่ว่านี้ มีระดับอาคารสูงขึ้นไปเป็น 3 ระดับ เพราะจุดที่อยู่พื้นที่ด้านหน้าของอาคารในระยะ 6 เมตร จะสามารถสร้างสูงได้ 12 เมตร และถ้าตัวอาคารที่ขยับลึกเข้ามาในระยะ 10 เมตร ก็เป็นไปได้ที่จะสร้างอาคารสูง 20 เมตร และสุดท้ายในส่วนพื้นที่ด้านหลังของอาคารที่มีระยะย 15 เมตรจะเป็นส่วนที่มีความสูงของอาคารสูงสุด 30 เมตร 

          เพื่อน ๆ ก็น่าจะพอเห็นภาพรวม ๆ ของอาคารแห่งนี้แล้วว่า เราอาจจะเห็นความสูงของอาคารคล้ายกับขั้นบันไดที่ไต่ความสูงตั้งแต่ 12 เมตร, 20 เมตร ไปจนถึงระดับความสูง 30 เมตร ซึ่งมองดูแล้วก็คล้ายกับอาคารสูง ๆ หลาย ๆ แห่งที่เพื่อน ๆ พบเห็นได้ทั่วในตัวเมืองกรุงเทพฯ 

อาคารในประเทศไทย

. . . . . . . . . .

ประโยชน์ของการสร้างตึกแบบนี้คืออะไร ?

          ภายใต้กฎหมายควบคุมอาคารเรื่องนี้ เพื่อน ๆ ก็น่าจะลองคิดเปรียบเทียบเอากับการปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ ยิ่งต้นไม้มีขนาดใหญ่และสูงมากเท่าไร ก็จะยิ่งสร้างร่มเงาให้เราได้มากเท่านั้น เพื่อน ๆ หลายคนก็คงจะมองว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็น่าจะเรื่องที่ดีที่เราจะมีอาคารสูงใหญ่มากมายมาช่วยสร้างร่มเงาให้เกิดขึ้นในตัวเมือง 

          แต่ความเป็นจริงการมีอาคารสูงมากมายในพื้นที่จำกัดอาจไม่ได้ส่งผลดีเหมือนกับต้นไม้ เพราะด้วยความเป็นเมืองที่ไม่ได้มีแค่ตัวอาคารสูง ๆ แต่ความเป็นเมืองยังประกอบไปด้วยการเดินทางสัญจรทางถนนของผู้คนมากมาย สิ่งที่ตามก็คือการเกิดฝุ่นละอองต่าง ๆ ที่อยู่ในอากาศตลอดเวลา ซึ่งหากอาคารสูงเหล่านี้ไม่มีการจัดระดับความสูงที่ลดหลั่นลดหลันตามระดับแล้ว ก็จะกลายเป็นว่า โอกาสที่แสงแดดจะส่องลงมาถึงพื้นถนนเป็นเรื่องยาก แล้วโอกาสที่จะเกิดการถ่ายเทของอากาศที่จะช่วยลดความเข้มข้นของระดับฝุ่นละอองก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย 

          ดังนั้น การอยู่อาศัยในเมืองคงเป็นบรรยากาศที่ดูแย่เลยทีเดียว เพราะนอกจากอาคารสูงจะบดบังแสงแดดแล้ว บรรยากาศบนท้องถนนยังเต็มไปด้วนฝุ่นละออง ซึ่งหากใครที่อาศัยอยู่ในโครงการคอนโดมิเนียมต่าง ๆ หากอยากจะตากผ้าที่ระเบียง เสื้อผ้าเหล่านั้นก็คงจะเต็มไปด้วยฝุ่นละอองจนเหมือนกับว่าการซักผ้าไม่มีประโยชน์ไปเลยก็ได้ 

ข้อดีของกฎหมายย่นระยะ

          เพื่อน ๆ ที่อ่านมาถึงตรงนี้ ก็น่าจะเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนแล้วว่า ทำไมตึกส่วนใหญ่ออกแบบเป็นขั้นบันได แล้วเรื่องนี้ยังไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายควบคุมอาคาร อย่างกฎหมายควบคุมอาคาร ระยะร่น หรือ พรบ. ควบคุมอาคารอย่างไรกันบ้าง เพราะสุดท้ายการออกแบบอาคารสูงที่เพื่อน ๆ อาจจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการดีไซน์อาคารนั้น ความจริงแล้วกลับเกิดขึ้นมาเพราะการมีกฎหมายควบคุมอาคารนั่นเอง แล้วความสำคัญของกฎหมายควบคุมอาคารที่ว่านี้ ก็ไม่ได้เป็นการจัดทำขึ้นเพื่อสร้างประโยชน์ส่วนตัวหรือเพื่อผลประโยชน์ของภาคเอกชนแต่อย่างไร เพราะเพื่อน ๆ ที่อ่านบทความที่น่าสนใจนี้แล้ว ก็น่าจะเห็นแล้วว่าเมื่อมีอาคารสูงเกิดขึ้นในตัวเมืองสำคัญ อย่างในตัวเมืองกรุงเทพฯ ด้วยความเจริญของเมือง คงไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงเพราะการพัฒนาที่ดินเป็นอาคารแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดขึ้นจากการพัฒนาเมืองตามปัจจัยความเจริญต่าง ๆ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือเรื่องของการเดินทาง ซึ่งต้องยอมรับในผลกระทบที่ตามมาอย่างเรื่องของฝุ่นละอองต่าง ๆ  

. . . . . . . . . .

          ดังนั้น ความสำคัญทั้งหมดของ กฎหมายควบคุมอาคาร จึงเป็นเรื่องของการสร้างอาคารสูงอย่างไรให้สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุขและด้วยสุขภาพที่ดีของผู้คน ซึ่งการเปิดช่องว่างของอาคารสูงด้วยระดับความสูงที่ต่างกัน ก็จะช่วยให้สายลม และแสงแดดส่องมายังพื้นที่ด้านล่างและพื้นถนนได้ง่ายขึ้น แล้วเพื่อน ๆ เคยคิดไหมว่า ความสวยงามของอาคารสูงที่เราเคยสงสัย สุดท้ายแล้วจะกลับมาช่วยสร้างสุขภาพที่ดีให้กับเราได้ด้วย