logo

          หากจะพูดถึงเรื่องของเทคโนโลยีอีกหนึ่งอย่างที่เริ่มมีคนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงเทคโนโลยีพูดถึงกันแล้ว เราก็มักจะพูดถึงคำว่า Blockchain ที่แรกเริ่มนั้นจะเข้ามามีบทบาทในแง่ของการจัดเก็บข้อมูล แต่ด้วยเรื่อง Blockchain นั้น ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย รวมไปถึงเป็นเรื่องเฉพาะทางที่มีศัพท์เทคนิคค่อนข้างเยอะ จึงทำให้คนไทยอาจจะเข้าใจเนื้อหาเรื่อง Blockchain ยากหน่อย ซึ่งวันนี้ CondoNewb ก็ได้รวบรวมความรู้ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับ Blockchain รวมไปถึงความเกี่ยวข้องระหว่าง Blockchain กับอสังหาริมทรัพย์ ว่าเราจะสามารถนำ Blockchain มาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ถ้าพร้อมแล้ว เราไปดูกันเลยครับ

Blockchain คืออะไร

ทำความรู้จักกับ Blockchain กันก่อน

          ถ้าถามว่า Blockchain คืออะไร ถ้าจะว่ากันแบบตามหลักการจริง ๆ Blockchain (บล็อกเชน) ก็คือระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ ซึ่งจะเป็นการเก็บข้อมูล สถิติต่าง ๆ เช่น การทำธุรกรรมทางการเงิน และสินทรัพย์ชนิดอื่น ๆ โดยไม่ต้องใช้คนกลางใด ๆ เปรียบเสมือนสถาบันทางการเงิน หรือสำนักชำระบัญชี โดยตัดสิ่งเหล่านี้ ซึ่งถ้าว่ากันง่าย ๆ ก็คือว่า Blockchain คือระบบโครงข่ายการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ตัวกลางโดยระบบได้ทำหน้าจัดเก็บ หากจะใช้ข้อมูลก็เพียงเข้ารหัสเท่านั้น ซึ่ง Blockchain จะเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยนำมาซึ่งความปลอดภัย และสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ โดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง ซึ่งหลักการทำงานของ Blockchain นั้น จะเป็นอย่างไรบ้าง เราไปดูในหัวข้อถัดไปกันเลยดีกว่าครับ

การทำงานของ Blockchain

Blockchain ทำงานอย่างไร ทำไมถึงมีความน่าเชื่อถือ

          เอาล่ะครับ ในเมื่อเราเปรยกันไว้แล้วว่า Blockchain สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างความปลอดภัยได้ โดยที่ไม่ต้องอาศัยคนกลาง แสดงว่าระบบการทำงานของ Blockchain ก็จะต้องเป็นระบบการทำงานที่มีความน่าเชื่อถือในตัวของมันเองใช่ไหมล่ะครับ ซึ่งเราจะต้องบอกกันก่อนว่าโดยปกติแล้ว เราจะต้องพึ่งพาบุคคลที่สาม (Centralized Trusted Party) มาช่วยทำหน้าที่เป็นคนกลางเพื่อคอยตรวจสอบความน่าเชื่อถือต่าง ๆ โดยเฉพาะในด้านการทำธุรกรรม อย่างที่เราจะสังเกตได้ว่าภายในหน้าการทำธุรกรรมต่าง ๆ มักจะต้องมีคำที่ระบุว่า Secured by หรือ Protected by แล้วตามด้วยชื่อของสถาบันตัวกลางนั้น ๆ ซึ่งเรื่องของความน่าเชื่อถือนั้นจะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่อย่างนั้นเราจะกล้ากรอกข้อมูลทางการเงินที่สำคัญต่าง ๆ เช่นข้อมูลบัตรเครดิตได้ยังไง ถ้าเราไม่มีความมั่นใจว่าข้อมูลนั้น ๆ จะไม่รั่วไหล หรือจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลง

          เอาล่ะ กลับมาที่การทำงานของ Blockchain ครับ โดยพื้นฐานแล้ว การทำงานของ Blockchain นั้น จะเป็นรูปแบบการจัดเก็บข้อมูล (Data Structure) รูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ในระบบของแต่ละคนสามารถแชร์ไปยังทุก ๆ คนได้ เปรียบเสมือนเป็นห่วงโซ่ (Chain) ที่ทำให้บล็อกของข้อมูลสามารถลิ้งก์ต่อไปยังทุก ๆ คนได้ เปรียบเสมือนทุกคนในระบบที่ถือเอกสารชุดเดียวกัน และชุดเอกสารนั้น ๆ จะต้องถูกอัปเดตพร้อมกัน โดยมีชุดข้อมูลอัปเดตที่เหมือนกันทุกคน เรียกว่าเป็นระบบที่เก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ส่วนกลางของคนทั่วไป ทำให้ระบบเครือข่ายข้อมูลเป็นแบบ Decentralized (ระบบการกระจายศูนย์ข้อมูล) ระบบล้มเหลวได้ยาก เพราะต้องต้องเจาะข้อมูลเครือข่ายในระบบทุกเครื่อง ซึ่งต่างจากระบบการจัดเก็บข้อมูลแบบศูนย์กลางเพียงเครื่องเดียวอย่างระบบ Centralized ที่เมื่อศูนย์กลางข้อมูลถูกเจาะเครือข่ายข้อมูลเพียงเครื่องเดียวก็จะสามารถทำให้เครือข่ายล้มเหลวทั้งระบบได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ Blockchain มีความน่าเชื่อถือที่สูงมาก เพราะไม่สามารถเจาะข้อมูลระบบได้โดยง่าย และสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างมากด้วยคนหลายคน ที่ถือชุดข้อมูลที่ตรงกัน และอัปเดตพร้อมกันอีกด้วย

ส่วนประกอบของ Blockchain

ที่มา : Seedsoft Solution 2019

ภายในระบบ Block มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

          อย่างที่ได้บอกไปแล้ว ว่าระบบ Blockchain คือระบบที่ตัดตัวกลางที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อใจต่าง ๆ ออกไป ดังนั้น จึงทำให้การทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่มี Value ในระบบ Blockchain จะต้องสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ใช้งานได้ โดยองค์ประกอบภายใน Block ที่ใช้ในการสร้างความน่าเชื่อถือของระบบ Blockchain จะมี 3 ข้อ ดังนี้

1. ข้อมูล

          ข้อมูลก็คือ ข้อมูลต่าง ๆ ที่จะนำมาเก็บใน Block ซึ่งก็ไม่ได้จำกัดแค่ข้อมูลทางด้านการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จะหมายถึงข้อมูลทุกอย่างตามที่ Developer จะคิดออกได้ ซึ่งข้อมูลที่เหมาะสมจะนำมาเก็บใน Blockchain จะเป็นข้อมูลที่จะไม่ถูกแก้ไขอีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งถ้าว่ากันง่าย ๆ คือข้อมูลแบบใส่แล้วใส่เลย ไม่ต้องแก้อะไรอีก อย่างการลงคะแนนเลือกตั้ง หรือการนับผลคะแนนเลือกตั้ง เป็นต้น

2. Hash

          Hash คือ ชุดของตัวเลขและตัวหนังสือที่เป็น Output ของข้อมูลชุดนั้น ๆ ซึ่งจะไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละบล็อก ซึ่งถ้าหากข้อมูลชุดนั้น ๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ชุดตัวเลขและตัวหนังสือของ Hash ก็จะถูกเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ แล้ว ถ้าข้อมูลทั้งหมดคือตัวคน ๆ หนึ่ง Hash ก็จะเป็นชุดข้อมูลชุดหนึ่ง ที่สามารถใช้ระบุตัวตนของคนนั้น ๆ ได้ เช่น ลายนิ้วมือ หรือเลขบัตรประชาชน ซึ่งถ้าหากว่าลายนิ้วมือ หรือเลขบัตรประชาชนถูกเปลี่ยนไปจากเดิม ก็จะเป็นการระบุตัวตนที่เป็นของคนอื่น หรือชุดข้อมูลอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไปแทน

3. Hash ของบล็อกก่อนหน้า

          สำหรับ Block ที่ถัดจาก Block แรก ซึ่งก็คือ Block ที่ 2, 3, 4 หรือถัดไปเรื่อย ๆ จน Block สุดท้ายจะต้องมีชุด Hash ของ Block ก่อนหน้าอยู่ด้วย เช่น Block ที่ 2 จะมี Hash ของ Block ที่ 1 และ Block ที่ 3 จะต้องมี Hash ของ Block ที่ 1 และ 2 หรือ Block ที่ 5 จะต้องมี Hash ของ Block ที่ 1, 2, 3 และ 4 เป็นต้น จึงจะถือว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง

          ซึ่งนี่จะเปรียบเสมือนระบบป้องกันการถูกสับเปลี่ยนได้อย่างดีเลยครับ เพราะว่าจำได้ไหมครับ ว่าข้อมูลใด ๆ ก็ตาม ที่ถูกป้อนลงไปแล้ว จะไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้อีก ดังนั้น การสับเปลี่ยนชุดข้อมูลใหม่จะมีเพียงวิธีการเดียวเท่านั้น ก็คือจะต้องสร้างข้อมูลใน Block ใหม่ เพื่อนำมาแทนที่ข้อมูลเดิม และจะต้องกรอก Hash ใหม่ แทนที่ Hash เดิมในบล็อกนั้น ๆ และในเมื่อข้อมูลถูกสับเปลี่ยน ก็จะทำให้ Hash ไม่ตรงกันกับข้อมูลในบล็อกถัดไป ซึ่งจะส่งผลให้บล็อกถัดไปทั้งหมด ใช้งานไม่ได้ เช่น มีการเปลี่ยน Hash ใน Block ที่ 7 Block ที่ 8 จนถึง Block สุดท้าย จะถือว่าข้อมูลไม่ตรงกัน ซึ่งก็คือข้อมูลไม่ถูกต้องนั่นแหละ ก็จะส่งผลให้ใช้งาน Block ถัดไปจาก Block ที่ 7 ไม่ได้ เปรียบเสมือนตู้รถไฟที่ถูกปลดจากขบวน ตู้ที่อยู่ถัดไปจากขบวนที่ถูกปลด ก็จะไม่สามารถเคลื่อนที่ได้อีกนั่นเองครับ ซึ่งจะทำให้การสับเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปได้ยากมาก เพราะถ้าหากว่ามีการเปลี่ยนข้อมูลของบล็อกใดบล็อกหนึ่งแล้ว เราก็ต้องเปลี่ยนข้อมูลของบล็อกถัดไปทั้งหมดด้วยนั่นเอง

ข้อดีของเทคโนโลยี Blockchain

ข้อดีของเทคโนโลยี Blockchain

1. Blockchain ทำให้ข้อมูลมีความถูกต้องและโปร่งใส

          เพราะว่าระบบ Blockchain นั้น จะเป็นระบที่ Input ข้อมูลได้อย่างเดียว ไม่สามารถแก้ข้อมูลใด ๆ ไม่ได้ เพราะถ้ามีการแก้ข้อมูลไปแล้ว จะส่งผลกระทบต่อ Block ต่อ ๆ ไปภายใน Chain จึงทำให้การอัปโหลดข้อมูลเข้าระบบ Blockchain จะต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องเท่านั้น เพราะมันจะแก้ไม่ได้อีก 

2. ระบบ Blockchain จะถูกทำลายและแทรกแซงได้ยาก

          อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าระบบ Blockchain เป็นระบบเครือข่ายข้อมูลแบบ Decentralized ที่ไม่ได้เก็บข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่คอมพิวเตอร์ส่วนกลางแค่เครื่องเดียว แต่เป็นการเก็บข้อมูลในหลาย ๆ ที่ โดยหลาย ๆ คน ที่ถือชุดข้อมูลชุดเดียวกัน นั่นเท่ากับว่าเจาะข้อมูลได้ยากมาก ซึ่งจะเป็นไปได้ยากมากเลยทีเดียวล่ะครับ

3. สามารถตัดคนกลางในกระบวนการต่าง ๆ ได้

          อย่างที่บอกไปแล้วว่าการมีตัวกลางในกระบวนการต่าง ๆ เช่น การทำธุรกรรมออนไลน์ จะต้องมีการการันตีความน่าเชื่อถือของข้อมูล ดังนั้น การมีตัวกลางเพื่อการการันตีข้อมูลเหล่านั้นจึงเป็นหัวใจสำคัญ แต่ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดของ Blockchain ที่ทำให้ข้อมูลมีความถูกต้องโปร่งใสได้ แถมยังแทรกแซง แฮ็ก เจาะข้อมูลระบบได้ยาก จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การใช้งาน Blockchain สามารถตัดคนกลางในกระบวนการออกไปได้นั่นเอง

อยากใช้ระบบ Blockchain ต้องทำยังไงบ้าง

          อย่างที่บอกไปแล้วว่า Blockchain นั้น เป็นระบบที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลเป็นหลัก ดังนั้น การนำ Blockchain ไปใช้งาน จึงจำเป็นจะต้องมีการพัฒนา Application ขึ้นมาทำงานกับ Blockchain อีกที เพื่อทำให้การจัดเก็บข้อมูลที่เราต้องการมีความน่าเชื่อถือและมีความโปร่งใส และเพื่อการเปิดให้ผู้อื่นเข้าถึงข้อมูลและใช้งาน Blockchain ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

การนำ Blockchain ไปใช้งาน

ตัวอย่างการนำ Blockchain ไปใช้งานที่เกิดขึ้นจริงแล้ว มีดังนี้

1. การใช้งาน Blockchain ในด้านธุรกรรม

          เราสามารถใช้งาน Blockchain ได้ในธุรกิจที่มีการทำธุรกรรม หรือการทำสัญญาเป็นหลัก เช่น การทำประกัน การสมัครสมาชิกต่าง ๆ เช่น ฟิตเนส โดยเราสามารถใช้งานแทนเอกสารในรูปแบบเดิม ๆ ได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านการจัดเก็บเอกสาร และยังสามารถลดการใช้งานกระดาษได้อีกด้วย

2. การใช้งาน Blockchain ในงานการกุศล

          งานการกุศลต่าง ๆ เช่น การเปิดรับบริจาค จะเป็นสิ่งที่ต้องการความโปร่งใส ซึ่งระบบ Blockchain ก็จะทำให้มั่นใจได้ว่าเงินนั้นที่เราบริจาคนั้น จะไปถึงปลายทาง รวมไปถึงการนำไปใช้ทำอะไรด้วยอีกอย่างแน่นอน 

3. การใช้งาน Blockchain ในการติดตามกระบวนการโลจิสติกส์

          คนเราเวลาส่งของหรือรอรับพัสดุต่าง ๆ จากขนส่ง แน่นอนว่าต้องเคยมีความกังวลอยู่บ้างแน่นอน ว่าของที่เราสั่งไปนั้นจะถึงตัวเรารึเปล่า แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะเราสามารถนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการติดตามเส้นทางการขนส่งสินค้าต่าง ๆ ได้ ว่าสินค้าถูกส่งมาจากที่ไหน เวลาใด มีกระบวนการการขนส่งและการคัดแยกอย่างไรบ้าง จะถึงมือผู้รับได้เมื่อไหร่ และถ้าหากว่าเกิดปัญหากับพัสดุชื้นนั้น ๆ ขึ้นมา เราก็สามารถตรวจสอบย้อนหลังไปถึงต้นเหตุได้อีกด้วยเช่นกัน

4. การใช้งาน Blockchain ในการ Backup ข้อมูล

          เราเองก็สามารถใช้ Blockchain ในการสำรองข้อมูลต่าง ๆ ย้อนหลังได้อีกด้วย โดยเฉพาะข้อมูลที่สำคัญมาก เช่น ในระบบราชการ เราก็สามารถนำ Blockchain ไปใช้ในการจัดเก็บฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ได้ หรือสามารถนำ Blockchain ไปใช้สำหรับการจัดเก็บข้อมูลการนับคะแนนเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในกระบวนการก็ได้ด้วยเช่นกันครับ

Blockchain กับอสังหาริมทรัพย์

ระบบ Blockchain สามารถนำมาใช้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างไรบ้าง

          ในปัจจุบันนี้ เทคโนโลยี Blockchain ได้ถูกนำมาใช้ในงานเรื่องการจัดเก็บข้อมูล รวมไปถึงการทำสัญญาการซื้อขายต่าง ๆ เป็นหลักก็จริง แต่ในกรณีศึกษาจากต่างประเทศ มีการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้กับภาคอสังหาริมทรัพย์มากกว่าการจัดเก็บข้อมูลเข้าไปอีก ซึ่งในประเทศไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน เพียงแต่อาจจะต้องมีการกระจายความรู้เรื่อง Blockchain ให้มีความเข้าใจมากขึ้นในระดับคนทั่ว ๆ ไป ที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงไอที โดยเราจะขอยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ได้ดังนี้

ATLANT.io

          ในแพลตฟอร์ม ATLANT.io ได้มีการนำเทคโนโลยี Blockchain มาประยุกต์ใช้ในการซื้อ-ขายอสังหาฯ ระดับโลก โดยการประกาศระดมทุนแบบ ICO หรือ Initial Coin Offerings ซึ่งคล้ายกับ IPO หรือ Initial Public Offering ที่ในหมู่นักลงทุนได้รู้จักเป็นอย่างดี แต่ทว่า ICO จะต่างตรงที่จะตีมูลค่าเป็นหน่วยเงินดิจิตอลแทน ซึ่งเงินดิจิตอลนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาจาก Blockchain ด้วยเช่นกัน จึงทำให้สามารถซื้อ-ขายง่ายมากขึ้นไปอีก

  1. ผู้ขายนำทรัพย์สินของตนเองลงประกาศขายผ่าน ATLANT.io 
  2. ATLANT.io จะตรวจสอบความถูกต้อง ความโปร่งใสของประกาศขาย แล้วแปลงสินทรัพย์นั้น ๆ ให้กลายเป็นมูลค่าเงินที่มีหน่วยเป็น Token เช่น ใน 1 อาคาร สามารถแปลงหน่วยเป็นเหรียญได้จำนวน 50,000 Token โดย 1 Token จะมีค่าเท่ากับ 1 ตร.ม. เป็นต้น
  3. ระบบของ ATLANT.io จะปล่อยเหรียญ Token ลงระบบเพื่อให้ผู้ที่สนใจซื้อทรัพย์นั้น ๆ โดยที่ผู้ซื้อจะได้เหรียญ Token ไปครอบครองเพื่อสามารถนำไปเก็งกำไรต่อไปได้ รวมไปถึงอาจจะได้รับเงินปันผลจากมูลค่าอสังหาฯ นั้น ๆ อีกด้วย ซึ่งการซื้อ-ขายทั้งหมดนี้ สามารถดำเนินการผ่านสกุลเงินดิจิตอล และผู้ขายสามารถเปลี่ยนแปลงเงินดิจิตอลนั้นเป็นเงินจริง ๆ ได้

Bitcoin

          โดยจากการตั้งข้อสังเกตแล้ว ในระบบการทำงานของ ATLANT.io นั้น จะคล้าย ๆ กับการเล่นหุ้นเลยก็ว่าได้ครับ โดยระบบจะแปลงทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องต่ำอย่างทรัพย์สินในหมวดอสังหาฯ ให้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องที่สูงขึ้นในลักษณะคล้าย ๆ กับการถือหุ้น ซึ่งนั่นจะทำให้ทรัพย์สินนั้น ๆ ไม่ต้องรอผู้ซื้อที่เงินถึงเข้ามาซื้อแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป แต่จะเป็นไปในลักษณะของการเป็นเจ้าของร่วมกัน ผ่านการถือ Token ที่มาจากการซื้อผ่านหน่วยเงินดิจิตอลนั้น ๆ แทน ทั้งยังสามารถตัดกระบวนการของตัวกลางอย่างนายหน้าออกไปได้อีกด้วย เพราะทุกคนสามารถซื้อขายทรัพย์นั้น ๆ ผ่านแพลตฟอร์มที่มีความน่าเชื่อถือได้อย่างสะดวกอีกด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นแพลตฟอร์มที่ถูกนำไปใช้จริงแล้วในต่างประเทศ 

          ส่วนในไทยนั้น จำเป็นจะต้องทำการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยแนวทางในการใช้งานต่อไปครับ เพราะการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในอุตสาหกรรมใด ๆ ก็ตามนั้น จะส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เรียกว่าตัวกลางเสมอ เช่น สถาบันการเงินต่าง ๆ หรือนายหน้า ที่อาจจะต้องถูกลดบุคลากรในสายงานลงไป หากเทคโนโลยี Blockchain ได้รับการศึกษา วิจัย และอาจจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้นในสักวันครับ

          และก็จบไปแล้วครับ สำหรับเรื่องความเกี่ยวข้องของเทคโนโลยี Blockchain กับการใช้งานในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งการใช้งานของเทคโนโลยี Blockchain ไม่ว่าจะในสายงานใด ๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นการประยุกต์ใช้ เพื่อการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ เท่านั้น โดยมีหัวใจหลักเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบได้นั่นเอง และในบทความถัดไป เราจะนำเรื่องราวเกี่ยวกับการลงทุนคอนโดแบบไหนมาพูดคุยกันอีกนั้น อย่าลืมติดตามได้ที่เว็บไซต์อสังหาฯ และการลงทุนคอนโดของเราได้เลยนะครับ   

Written by NewbPete