logo

         อสังหา 2563 จะเป็นยังไง ไปต่อหรือต้องพอกันแค่นี้ นี่ยังเป็นคำถามที่ยังเป็นที่ถกเถียงของคนในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย หลาย ๆ คนออกมาพูดว่าตลาดอสังหากำลังจะกลับมา แต่ก็ยังมีหลาย ๆ คนที่มองว่าต่อไปในภานภาคหน้า อสังหาไทยอาจจะต้องเจ็บหนักกว่านี้ ซึ่งประเด็นนี้กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังจากคุณเศรษฐา ทวีสิน จากแสนสิริ ออกมาทวิตข้อความที่กลายเป็น Talk of the Town ว่า 

“ถ้าใครบอกว่าตลาดอสังหาฯยังไปได้ คนนั้นพูดไม่จริงแน่นอน ทุกวันนี้แสนสิริยอดโอนสูงเป็นประวัติการณ์ไม่ใช่เพราะตลาดดี แต่เราจัดโปรโมชั่นเพื่อเร่งขายเร่งโอน เพราะอยากได้เงินสดในการรับมือ worst case scenario”

          คุณเศรษฐาได้ออกมาพูดว่าหากมองจากแค่ยอดโอนที่สูงเป็นประวัติการ New High ใหม่ของแสนสิริ ที่ในช่วงไตรมาส 2/2563 บริษัทมีรายได้รวม 11,300 ล้านบาท ดีดขึ้นถึง 163% จากปีที่แล้ว ในความเป็นจริงแล้วนั้น ตลาดไม่ได้ดีกว่าปกติอย่างที่ทุกคนเห็น แต่ที่แสนสิริสามารถทำ New High ได้ เป็นเพราะกลยุทธ์โปรโมชันลดแลกแจกแถม ที่แสนสิริทำไว้เพื่อดึง Cash Flow เข้าบริษัทต่างหาก และที่ต้องทำอย่างนั้น เพราะทางแสนสิริมองแล้วว่า ในอนาคตอาจจะต้องเหนื่อยมากกว่าเดิมแน่นอน 

          ซึ่งแน่นอนว่ามีคนออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บ้างก็บอกว่าอสังหา 2563 กำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ บ้างก็บอกว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแน่ เพราะที่เห็นยอดดี ๆ ก็เพราะ Developer ต้องหั่นราคาเพื่อนเอากระเงินสดเข้าบริษัทก่อนทั้งนั้น วันนี้ CondoNewb จะลองหยิบข้อมูลที่ผ่านมา พูดคุยคาดคาดการณ์อนาคตว่า ตกลงแล้วอสังหา 2563 จะไปต่อหรือพอแค่นี้ แล้วถ้าไม่อยากพอแค่นี้ จะมีทางออกอย่างไรได้บ้าง? 

ทำไมคนถึงมองว่าอสังหา 2563ยังไปต่อได้

ตึกรามบ้านช่องในตอนกลางคืน

1. อสังหา 2563 เหล่า Developer แข่งออกโปร เรียกกำลังซื้อเรียลดีมานด์ ถือเงินเย็น

          ตั้งแต่ COVID-19 เริ่มแพร่ระบาด หลาย ๆ Developer ก็เริ่มขยับด้วยการทยอยออกโปรโมชันคอนโดมิเนียมออกมามากมายเพื่อดึงกำลังซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเรียลดีมานด์ หรือผู้ซื้ออยู่อาศัยจริงที่มีเงินเย็นอยู่กับตัว หรือยังมีเครดิตที่ดีที่จะทำให้ธนาคารปล่อยกู้ได้ ซึ่งนั่นเองทำให้ตลาดอสังหา 2563 นั้นเติบโต และคึกคักยิ่งกว่าช่วงปกติเสียอีก แต่ในขณะเดียวกันหลาย ๆ Developer ก็เริ่มชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ เหลือเพียงไม่กี่โครงการ บาง Developer ก็พับโครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมด แล้วหันไปบุกตลาดแนวราบแทน โดยรายละเอียดปลีกย่อยก็แล้วแต่บริษัท แต่ภาพรวมส่วนใหญ่จะเน้นการระบายยูนิตที่คั่งค้างมากกว่าเปิดโครงการใหม่ ซึ่งบาง Developer เลือกจะพับเกือบทุกโครงการใหม่ แล้วโฟกัสที่การขายยูนิตในโครงการที่เปิดตัวไปแล้ว ส่วนหลาย ๆ ที่ที่เพิ่งสร้างเสร็จในปีนี้พอดี ก็เริ่มเปิดขายยูนิตพร้อมอยู่ พร้อมโอนแบบสวย ๆ ซึ่งด้วย 

          ซึ่งจากการลดราคา และโหมกระหน่ำโปรโมชั่นในอสังหา 2563 นี้เอง ทำให้หลาย ๆ เจ้าสามารถทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ อย่าง แสนสิริที่เรากล่าวไปก่อนหน้า 6 เดือนแรกของปี 2020 ก็กวาดยอดโอนทำสถิตินิวไฮที่ 28,200 ล้านบาท มีรายได้เข้าแสนสิริถึง 17,900 ล้านบาท โตถึง 163% จากโปรลื่นปรื๊ด นอกจากนี้ยังมีเจ้าอื่น ๆ ที่ทยอยออกมาเปิดเผยรายได้ ซึ่งแต่ละเจ้าก็กวาดเงินสดเข้าบริษัทไปไม่น้อยทีเดียว โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ (NOBLE) เปิดเผยรายได้ไตรมาส 2/63 มีรายได้ 1,751.7 ล้านบาท กำไรสุทธิ 303.37 ล้านบาท โตขึ้นถึง 84.5% ช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว จากโปรโมชัน Reset Price สำหรับ 8 โครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ มาดูรายได้ของอีกเจ้าอย่าง อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ เผยผลประกอบการไตรมาสที่ 2/2563 ยอดโต 28% กว่าที่ตั้งเป้าไว้ รวมยอดโอนมีจำนวน 3,767 ล้านบาท เติบโตถึง 7% ซึ่งเจ้าหลังนี้จะมีโครงการรอพร้อมโอนอีก 5 โครงการ 

ภาพตึกภายนอกคอนโดมิเนียม

          นอกจากนี้หลาย ๆ เจ้าก็ยังออกมาบอกว่าช่วงนี้อสังหา 2563 คนเข้า Sale Gallery เยอะกว่าช่วงปกติด้วยซ้ำ ด้วยราคาที่คอนโดมิเนียมที่ลดลงมาตามโปรโมชัน ทำให้ราคาที่เราเคยพูด ๆ กันว่ามันสูงเกินความจริง ตอนนี้ก็ลงมาอยู่ในระดับเป็นราคาที่ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าการออกมาใช้เงินเย็นในช่วงนี้ คือช่วงที่เหมาะสมแล้วที่จะออกมาใช้เงิน และรู้สึกว่าการซื้อคอนโดมิเนียมในช่วงนี้คุ้มค่า และกำลังซื้อส่วนใหญ่ก็เป็นเรียลดีมานด์ที่มีเงินเย็น รอจังหวะที่ราคาคอนโดมิเนียมลง เพื่อซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง บางคนก็ซื้ออยู่อาศัยเองเพื่อลงทุนในอนาคต ดังนั้นก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจหากยอดขายของแต่ละเจ้าจะเพิ่มขึ้น และเติบโตขึ้นแบบนี้ 

  นอกจากนี้ยังมีโปรเด็ดที่เรียกกำลังซื้อได้อย่างดี อย่างโปรอยู่ฟรี 2-3 ปี , โปร Developer ผ่อนให้ ทำให้ดึงกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าที่อยากจะซื้อคอนโดมิเนียม แต่ยังไม่อยากจะมีหนี้ หรือเสียเงินก้อนไปตอนนี้ทันที ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ที่ยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ ซึ่งโปรนี้ก็ออกมาเพื่อกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ ซึ่งก็เรียกได้ว่าช่วยกระตุ้นยอดขายได้ดีที่เดียว สำหรับใครที่ไม่เข้าใจว่าโปรอยู่ฟรี หรือโปร Developer เป็นยังไง อธิบายง่าย ๆ ก็คือ โดยปกติแล้วเวลา Developer ลดราคาให้เรา มันก็จะไปลดในส่วนของราคารวมหน้าสัญญาเลย แต่ในโปรอยู่ฟรี หรือผ่อนให้นี้ Developer จะเอาส่วนลดมาผ่อนธนาคารให้กับเราเลย แต่ก็มีข้อที่ต้องดูให้ดีว่าส่วนที่ Developer ผ่อนให้เราไปนั้น มีแค่ส่วนดอกเบี้ย ไม่ได้ผ่อนเงินต้นให้ด้วย (ซึ่งแบบนี้ก็ถือว่าไม่คุ้มเท่าไหร่นะ) หรือผ่อนให้ทั้งต้นทั้งดอก ส่วนเรื่องโปรโมชั่นอื่น ๆ CondoNewb ก็ได้ทำการวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย พร้อมกับวิธีเลือกโปรที่เหมาะกับเรา ที่สุดไว้ที่บทความวิเคราะห์โปรโมชั่นแล้ว สามารถคลิกเข้าไปอ่านกันได้เลยจ้า

2. อสังหา 2563 กับดอกเบี้ยถูก ธนาคารออกสินเชื่อบ้านเอื้อ

          สำหรับปัจจัยต่อมาของอสังหา 2563 แน่นอนว่าคงเป็นเรื่องดอกเบี้ย ที่ตอนนี้ถูกกว่าช่วงปกติ จากการลดดอกเบี้ยนโยบายจากแบงก์ชาติ ที่ตอนนี้ลดลงมาเหลือ 0.5% ต่อปีในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และยังคงไว้เท่านี้ ซึ่งนี่ถือว่าเป็นดอกเบี้ยนโยบายต่ำที่สุดในประวัติกาลแล้ว นั่นก็ส่งผลให้ดอกเบี้ยบ้านลดลงไปด้วย ซึ่งส่วนนี้เองก็ทำให้คนอยากจะกู้ซื้อคอนโดหรือบ้านในช่วงนี้ เริ่มมีความรู้สึกว่าการซื้อคอนโดตอนนี้แหละดี คุ้มค่าที่สุดแล้ว เพราะรู้กันดีว่าดอกเบี้ยบ้านนั้นสูงมากขนาดไหน

          สถานการณ์ อสังหา 2563 นอกจากที่ดอกเบี้ยจะถูกลงกว่าที่เคย ธนาคารหรือสถาบันการเงินก็เริ่มออกแคมเปญเกี่ยวกับสินเชื่อบ้าน เพื่อดึงลูกค้าให้กู้เงิน ซึ่งส่วนใหญ่จะชูจุดเด่นอยู่ที่ผู้มีรายได้น้อย ก็สามารถกู้ซื้อบ้านได้ หรือเป็นสินเชื่อบ้านที่มีการผ่อนในระยะเวลานานกว่าปกติที่ 30 ปี เพื่อลดภาระการกู้รายเดือน 

          ซึ่งล่าสุด ธอส. เตรียมออกสินเชื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย “ทูเจน” (Two Gen’s) วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเจ้าสินเชื่อบ้าน “ทูเจน” นี้ ที่คาดว่าจะเริ่มปล่อยกู้ได้ช่วงสิ้นปี 2563 นี้ มีจุดเด่น ๆ ประมาณนี้

1. ปล่อยกู้ในอายุสัญญานาน 70 ปี เพื่อลดภาระค่างวด

2. เงินเดือน 1 หมื่น กู้ได้ 1,000,000 บาท

3. ค่าผ่อนต่อเดือนประมาณ 3-4,000 บาท 

4. กู้ได้สูงสุด 5 ล้านบาท ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก ต่ำที่สุดในตลาด แต่ไม่ต่ำกว่า 1.99%

5. พิจารณาปล่อยกู้จากผู้กู้หลัก เช่น พ่อ แม่ ก่อน แล้วค่อยพิจารณจากผู้กู้ร่วมที่ทำหน้าที่ผ่อนชำระต่อ แต่ผู้กู้ร่วมต้องบรรลุนิติภาวนะแล้ว เช่น ลูก (ถ้าพิจารณาผู้กู้หลักไม่ผ่าน ก็ไม่มีการพิจารณาผู้กู้ร่วมต่อ) 

ภาพตึกอาคารสำนักงานภายในเมือง

          นี่ก็เป็นสินเชื่อบ้านที่ออกมาช่วงอสังหา 2563 นี้แล้วได้รับเสียงฮือฮา ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่เราจะเห็นได้เลยว่านอกเหนือจากดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าช่วงปกติแล้ว จะสถาบันการเงินเองก็เริ่มออกสินเชื่อในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อดึงกำลังให้ผู้ที่มีรายได้มากู้ซื้อบ้าน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทั้งในแง่ของตัวสถาบันการเงินเอง และช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับวงการอสังหา 2563ด้วย นอกจากนี้หลาย ๆ ธนาคารก็ออกมาให้ความเห็นว่าเป็นเพราะโปรโมชั่นของ Developer และอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ทำให้ยอดยื่นกู้คึกคัก แต่ตัวธนาคารภาณิชย์เองก็รู้ว่าในช่วงที่เศรษฐกิจเปราะบางแบบนี้ ความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้เสีย หรือ NPL นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง ธนาคารภาณิชย์เลยปรับกลยุทธ์ในการดูแลลูกค้าเก่าให้ยังสามารถประคับประคองการผ่อนชำระไปได้ 

          ด้วยปัจจัยสองเหตุนี้เอง ทำให้ Developer บางเจ้า นักลงทุนบางคน ไม่ได้รู้สึกว่าสถานการณ์มันเลวร้ายถึงขนาดที่อสังหา 2563 จะไปต่อไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีหลาย ๆ คนเริ่มออกมาเตือนถึงเรื่องสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2563 ว่าอสังหา 2563อาจจะไม่ได้ดีเหมือนช่วงแรก ๆ ในแบบที่เราได้พูดถึงกันไปตอนต้นแล้ว เพราะตอนนี้ยอดยูนิตที่คั่งค้างนั้นก็ได้ทยอยโอนไปแล้ว และหลาย ๆ Developer ก็ไม่กล้าที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ ๆ ตอนนี้ และมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้มองว่าวงการอสังหาฯ อาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแบบที่คิด

ทำไมหลายคนมองว่าอสังหา 2563 ยังน่าเป็นห่วง

1. GDP ที่ติดลบสูงเป็นประวัติการ กับอสังหา 2563

          เพื่อน ๆ ทราบหรือไม่ว่าในไตรมาสที่ 2 มีการออกมาประกาศเรื่อง GPD หรือตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศไทย -12.2% ภาคส่งออกเองก็ติดลบถึง 10% การลงทุนโดยรวมลดลง 8% และการบริโภคภายในเอกชนลดลง 6.6% สำหรับใครที่ไม่รู้ว่า GPD คืออะไร และตัวเลขพวกนี้มันจะบอกอะไรกับเรานั้น GPD คือตัววัดภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ มีทั้งการบริโภคของภาคเอกชน การลงทุนจากภาคเอกชนต่าง ๆ การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ ไปจนถึงการส่งออก และการนำเข้าด้วย ซึ่งถ้าตัวเลขเป็นบวก ก็หมายความว่าเศรษฐกิจดี มีการเติบโต มีการลงทุน แต่หากตัวเลขเป็นลบก็หมายความได้ว่าเศรษฐกิจมีการหยุดชะงัก ไม่เป็นไปตามที่คาดกันไว้

ภาพหมู่บ้านมุมสูง

          ซึ่งตัวเลขติด -12.2% นี้ทำให้เรารู้เลยว่ากำลังการซื้อของผู้บริโภคนั้น น่าจะไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีแน่นอน ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม เผยว่าในจำนวนของผู้ประกันตน มีผู้ที่โดนยกเลิกจ้างงานสูงขึ้นจากปีที่แล้วถึง 113% เลยทีเดียว นี่ยังไม่รวมลูกจ้างอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในระบบผู้ระกันตนนะ ดังนั้นนี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่หลาย ๆ คนเริ่มออกอาการเป็นห่วงว่าอสังหา 2563 ยังจะไปต่อได้มั้ยนะในสถานการณ์แบบนี้ 

2. นักลงทุนจีนหดหาย ส่งผลอย่างไรกับอสังหา 2563

          รายงานจากบลูมเบิร์ก เปิดเผยว่าอสังหา 2563 ในอาเซียนได้รับผลกระทบจากการห่างหายไปของนักลงทุนจีน เพราะเศรษฐกิจจีนก็ชะลอตัวจาก COVID-19 เหมือนกัน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่ส่วนนึงของกำลังการซื้อในตลาดอสังหา 2563 ก็คือนักลงทุนจีนนี่แหละ ดังนั้นด้วยความที่กำลังซื้อของนักลงทุนจีนลดลงขนาดนี้ ก็ทำให้คนในวงการอสังหาไทยค่อนข้างจะเป็นกังวล เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าวิกฤติ COVID-19 จะจบลงเมื่อไหร่ แต่ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป ก็ไม่ดีแน่นอน 

          นอกจากเรื่องที่นักลงทุนจีนหดหายแล้ว ยังมีประเด็นนักลงทุนจีนที่ซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทยเอาไว้ก่อนหน้าที่จะเกิด COVID-19 ของการเลื่อนโอน หรือบางคนก็ยกเลิกสัญญา ยอมทิ้งเงินดาวน์ไปเลย เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์ และไม่รู้ว่าสถานการณ์จะกลับมาปกติเมื่อไหร่ และตอนนี้ก็อยู่ในช่วงการแพร่ระบาดระลอกสองแล้วด้วย ซึ่งนักลงทุนบางคนยังยื้อได้ แต่ก็มีไม่น้อยเลยที่ยอมปล่อยไป ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้เกิดการเติบโตของอสังหา 2563 ลดลงได้เช่นกัน นอกจากนี้นักลงทุนจีนยังมองว่ากำลังในการเช่าของผู้เช่าในประเทศไทยนั้นลดลง นักลงทุนหลาย ๆ คนปล่อยเช่าไม่ได้ และหาผู้เช่ายาก 

นักลงทุน กำลังคุยโทรศัพท์

3. หนี้เสียเริ่มมา - พ้นช่วงพักชำระหนี้ กระทบอสังหา 2563 ไหม

          ตอนนี้อีกหนึ่งสิ่งที่หลาย ๆ คนกำลังกังวลกับอสังหา 2563 คือภาระหนี้สิน ในช่วงที่การเทศกาลพักชำระหนี้ไปแล้ว แต่รายได้ของหลาย ๆ คนยังไม่กลับมาเท่าเดิม สถานการณ์ก็ยังไม่ได้ดีขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงภาระที่กำลังจะกลับมาอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้หลาย ๆ คนกำลังกังวลไปถึงเรื่องหนี้เสียที่กำลังจะเกิดขึ้น ทางผู้อำนวยการศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงินเอสเอ็มอี (SME) ออกมาประเมินว่าหนี้เสียจากผู้ประกอบการรายย่อยอาจมีหนี้เสียพุ่งถึง 10% มูลค่าเงินเป็น 2 แสนล้านบาท ด้านบริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ ก็ออกมาคาดการณ์ว่าสถานการณ์ NPL หรือหนี้เสียภาพรวม อาจจะสูงขึ้นแตะ 7-8% ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics คาดภาพรวมของหนี้เสียสิ้นปี 2563 จะอยู่ที่ 3.1% มูลค่าประมาณ 5.5 แสนล้านบาท

          ซึ่งเจ้าตัวเลข 5.5 แสนล้าน ก็ตรงกับมูลค่าความเสียหายของธนาคารพาณิชย์ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 2 ปี 2563 ที่ผ่านมา เช่นกัน ซึ่งการมีหนี้เสียนี้ จะลดกำลังการซื้อในกลุ่มที่มีหนี้ และยังต้องทำการชำระหนี้เดิมก่อนกู้ซื้อคอนโดมิเนียม หรือถ้ากู้ซื้อก็มีแนวโน้มว่าจะถูกแบงก์ปฏิเสธไม่ให้กู้ เพราะยังมีภาระหนี้ผูกพันกันอยู่

อาคารบ้านเรือนกำลังก่อสร้าง

        ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ออกมาเปิดเผยผลวิเคราะห์กำลังซื้ออสังหา 2563 ว่าในปัจจุบันนั้นยังไม่ฟื้นตัวทันทีที่พ้นช่วงพักชำระหนี้ไป ที่ยอดขายของแต่ละ Developer นั้นพุ่งสูงขึ้น เพราะราคาคอนโดมิเนียมของไทยนั้นต่ำลงแบบติดลบถึง 10% ทำให้คนที่มีกำลังซื้อ เก็บเงินเย็นไว้กับตัว ทั้งอยู่เองทั้งนักลงทุน เลือกที่จะซื้อคอนโดในช่วงนี้ แต่การเพิ่มขึ้นของราคาคอนโดมิเนียมนั้นเติบโตอย่างช้าลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมเติบโตโดยรวมอยู่ที่ 3% แต่ในไตรมาส 1/2563 เติบโตเพียง 1.7% และราคาคอนโดจะกลับมาเป็นปกติในช่วงก่อนเกิด COVID-19 ในปี 2655 และด้วยสภาพเศษฐกิจแบบนี้นั้นคนจะซื้อที่อยู่อาศัยน้อยลง เพราะรายได้น้อยลง ดังนั้น Developer ยังจะต้องเล่นสงครามราคา และเน้นการเปิดตัวราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทต่อไป

4. LTV ยังเข้ม ไม่ผ่อนปรน ส่งผลยังไงกับอสังหา 2563

          อีกเรื่องที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ยังมองว่าเป็นยาแรงเกินไป ทำให้กำลังการซื้อของนักลงทุนยังเป็นไปได้ยากมาก ๆ สำหรับมาตรการ LTV ใหม่ล่าสุดเป็นยังไง เราเคยเขียนบทความเอาไว้แล้ว สามารถไปตามอ่านกันได้ แต่สรุปง่าย ๆ คือถ้าเป็นบ้านหลังที่ 2 - 3 ต้องมีเงินดาวน์ก้อนใหญ่พอสมควร หากจะซื้อบ้านหรือคอนโดหลังที่ 2-3 เพื่อการลงทุน ซึ่งมันส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนไปด้วย ซึ่งจริง ๆ ก็มีการผ่อนปรนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังเอื้อแค่กลุ่มผู้อยู่อาศัยจริงมากกว่า และปิดกั้นการลงทุนของนักลงทุนซึ่งก็ถือว่าเป็นกำลังซื้อที่สำคัญในวงการอสังหา 2563 เช่นกัน แม้หลาย ๆ คนจะไม่เห็นด้วย แต่แบงก์ชาติก็ยังยืนยันว่า LTV ไม่ได้มีปัญหา และมาตรการนี้ก็จะช่วยเรื่องราคาอสังหาริมทรัพย์ไม่ให้สูงเกินความเป็นจริง

คนในภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องการอะไร ให้อสังหา 2563 ยังไปต่อได้

          เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2563 ที่ผ่านมาผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เข้าพบกับนายกรัฐมนตรี เพื่อสรุปข้อเสนอ เพื่อให้ภาครัฐเข้ามาช่วยอุ้มตลาดอสังหา 2563 มีข้อเสนออยู่ 6-7 ข้อ ประมาณนี้ คือ

1. เสนอทำแคมเปญบ้านหลังที่ 2 ทั้งแบบเช่าและซื้อ ทั้งบ้าน และคอนโดมิเนียม

2. จัดโขนขยายเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์โดยชาวต่างชาติจากไม่เกิน 30 ปี เป็นไม่เกิน 50 ปี

3. สนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ในธุรกิจ Wellness หรือ ที่พักสำหรับการพักฟื้นทั้งคนไทย และต่างชาติ

4. แก้ระบบราชการเพื่อเอื้อต่อการทำธุรกิจ

5. ยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3.3% กรณีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จะเข้ามาซื้อโครงการรายย่อย

6. ลดล็อกเงื่อนไขการสนับสนุนด้านสินเชื่อ ภาษี ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ สำหรับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในทุกระดับราคา เพราะปัจจุบันเอื้อแต่เฉพาะบ้านและคอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท

7. ยืดการใช้มาตรการควบคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ หรือ LTV ไปอีก 2 ปี เป็นต้น

         ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เป็นข้อเสนอเกี่ยวกับอสังหา 2563 ของเหล่า Developer ที่ต้องการให้รัฐบาลออกมาให้การช่วยเหลือ ในจุดที่ตรงประเด็นกับวงการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น 

          และนี่คือสองมุมมองอสังหา 2563 ที่ทาง CondoNewb ขมวดเรื่องราวจากทั้งสองมุมมาให้เพื่อน ๆ ได้ลองทำความเข้าใจในสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมปัญหาที่หลาย ๆ คนกำลังสงสัยและขบคิดกันต่อไป ว่าอสังหา 2563 จะไปในทิศทางไหนในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยังชะลอตัวแบบนี้ เพื่อน ๆ สามารถแสดงความคิดเห็นพูดคุยกันได้ และอย่าลืมติดตามเราเอาไว้ เพราะเรายังมีบทความเจาะลึกเกี่ยวกับแวดวงอสังหาริมทรัพย์ มาอัพเดทให้เพื่อน ๆ อยู่เสมอ แล้วพบกันใหม่บทความหน้าค่ะ