logo

          สำหรับคนที่เกิดก่อนปี ทศวรรษที่ 1980 หรือตามคำนิยามในกลุ่มนักการตลาดว่าเป็นกลุ่ม เจนเนอเรชั่น เอ็กซ์ (Gen X) ซึ่งปัจจุบันมีอายเกินวัย 40 ปีขึ้นไปทั้งนั้นแล้ว ยังคงพอทันกับบรรยากาศร้านสะดวกซื้อในรูปแบบดั้งเดิมคง ที่บางครั้งเรียกว่า ร้านค้าในชุมชนโชสวย (โชห่วย) สุดแล้วแต่จะถูกเรียกขานนิยามกันตามหน่วยงาน ซึ่งในยุคก่อนที่จะมาเป็นร้านสะดวกซื้อดังในปัจจุบันนี้ ร้านโชห่วยต่างๆ เหล่านั้น ถือว่าเป็นร้านค้าหลักในชุมชนเลยก็ว่าได้ ด้วยเหตุที่มีข้าวของสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันวางขายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสบู่ ยาสีฟัน ตลอดไปจน ของกิน ขนมขบเคี้ยวสารพัดสารพัน อีกทั้งยังมีราคาที่เหมาะสม อำนวยความสะดวกให้ผู้คนไม่ต้องเดินทางออกไปหาซื้อสินค้าที่ต้องใช้สอยหมุนเวียนอยู่เป็นประจำเหล่านี้ เรียกได้เลยว่าร้านเหล่านี้เป็นขวัญใจของชาวบ้าน และเป็นศูนย์กลางการติดต่อสื่อสารระหว่างคนในชุมชนในรูปแบบอย่างไม่เป็นทางการได้เป็นอย่างดีเลยก็ว่าได้ เพราะว่าไม่ว่าคุณจะทำอาชีพไหนจะรวยจะจนหากต้องการซื้ออะไร ก็ต้องแห่มาซื้อร้านโชห่วยหรือร้านสะดวกซื้อดังที่เรียกในปัจจุบันกันทั้งนั้น

          ด้วยเหตุนี้เองธุรกิจรูปแบบนี้จึงมียอดขายที่ดีตลอด สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเปลี่ยนสถานะของใครหลายคนให้กลายเป็นผู้มั่งมี และมีบารมีเป็นที่พึ่งของชุมชนมานักต่อนักเลยทีเดียว จวบจนยุคสมัยได้แปรเปลี่ยน ความเจริญก้าวหน้าทางการค้าการลงทุนทำให้รูปแบบของร้านสะดวกซื้อหรือร้านค้าในชุมชนที่มีแต่เดิมได้แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและกระแสทุนนิยมที่ไหลบ่าเข้าสู่ประเทศไทยในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งจากร้านสะดวกซื้อยุคใหม่หรือที่ทุกคนรู้จักในนาม เซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) ที่เริ่มเปิดให้บริการสาขาแรก บนหัวมุมถนนพัฒนพงษ์ เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ได้มีการขยายกิจการอย่างรวดเร็วกลายเป็นร้านสะดวกซื้อเบอร์หนึ่งขวัญใจคนไทยที่มีสาขารวมในประเทศถึงกว่า 3,500 สาขา เป็นปรากฏการที่น่าเรียนรู้และศึกษาและจึงเป็นที่มาของเรื่องราวที่เราจะนำมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้

. . . . . . . . . .

ต้นแบบร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่

          เชื่อว่าหลายๆ คนในที่นี้คงเข้าใจเหมือนคนส่วนใหญ่ว่า ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น เจ้าดังที่มีชื่อติดหูและสัญลักษณ์ตัวเลข 7-Eleven นั้น มีต้นกำเนิดมาจากประเทศมหาอำนาจทางเทคโนโลยีใกล้ ๆ บ้านเราอย่างญี่ปุ่น แต่หากในความเป็นจริงแล้ว ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ได้ถือกำเนิดเป็นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปีค.ศ. 1927 หรือตรงกับช่วงปี พ.ศ. 2470 ซึ่งถ้านับถึงปัจจุบันมีอายุรวมมากกว่า 80 ปีมาแล้ว โดยไอเดียเริ่มต้นมาจาก นาย จอห์น เจฟเฟอสัน กรีน ที่ต้องการเปิดร้านเพื่อให้บริการน้ำแข็งแก่ลูกค้า ได้ตลอดเกือบจะทั้งกลางวันและกลางคืน เฉลี่ยประมาณ 16 ชั่วโมงต่อวัน ในช่วงกลางฤดูรจ้าร้อนซึ่งมีอุณหภูมิอันแสนจะร้อนอบอ้าว น้ำแข็งจึงเป็นสิ่งบันเทิงและสร้างความสุขให้กับทุก ๆ คนในรอบๆ ร้านได้เป็นอย่างดี สร้างความพึงพอใจและสร้างชื่อเสียงการกล่าวถึงให้กับร้านเป็นอันมาก ซึ่งจากจุดเริ่มต้นในครั้งนั้น เขายังได้มีความคิดสร้างสรรค์ที่จะดัดแปลงโรงเก็บน้ำแข็งให้กลายเป็นร้านขายของชำเพื่อจำหน่ายไข่ นม และขนมปัง เพิ่มเติมในเวลาต่อมา ซึ่งส่วนผสมระหว่างโรงน้ำแข็งและร้านชำนี้เอง ได้กลายเป็นต้นแบบธุรกิจของแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้ออันโด่งดัง ด้วยความเย็นจากน้ำแข็งที่ทำหน้าที่เหมือนตู้แช่เย็น จึงทำให้ร้านแห่งนี้สามารถเก็บสินค้าไว้ได้นานกว่าร้านชำทั่วไป

          ซึ่งในช่วงเริ่มต้นนั้นได้ใช้ชื่อว่า ร้านโทเทม สโตร์ (Totem Store) ต่อมา ได้มีการ นำชื่อ เซเว่นอีเลฟเว่น มาใช้เรียกขานแทนเป็นครั้งแรก เพื่อสื่อความหมายถึงเวลาปรัชญาของร้านที่ต้องการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการได้เกือบตลอดเวลา คือ ตั้งแต่ 7 โมงเช้า ถึง 5 ทุ่ม ซึ่งหลายคนก็อาจจะคงเคยสงสัยอีกว่า 7-11 ในปัจจุบันเปิดตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว แต่ทำไมชื่อยังเป็น 7-11 อยู่ ก็อยากจะบอกว่า จอห์น เจฟเฟอสัน กรีน ผู้ก่อตั้ง ต้องใช้เวลาอีกกว่า 10 ปี จนถึง ปี พ.ศ. 2505 กว่าที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จะสามารถเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง ดังเช่นที่เราเห็นในปัจจุบัน ด้วยสาเหตุสำคัญจากความต้องการที่ล้นหลามของลูกค้า ทำต่างเรียกร้องให้ร้านเปิดบริการตลอดทั้งวันทั้งคืนนั่นเอง

          จากยุคนั้นเองธุรกิจร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นอีเลฟเว่นก็ได้ขยายเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถข้ามน้ำข้ามทวีปขยายกิจการเข้าสู่ซีกโลกตะวันออก โดยมีญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกนอกเหนือทวีปอเมริกาที่ร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นอีเลฟเว่น ได้ทำการบุกตลาดและขยายกิจการเติบโตได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุที่สามารถอุดช่วงว่างความต้องการของผู้บริโภคที่ไม่เคยมีใครตอบสนองได้มาก่อน อย่างการให้บริการตลอดเวลา รวมถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะของร้าน อย่างเช่นเครื่องดื่มสเลอปี้ (Slurpee) ที่เริ่มจำหน่ายเมื่อปี พ.ศ. 2510 ซึ่งแม้แต่คนที่อายุ 30 ปีขึ้นไปหรือชาว "Gen Y" หรือ "Millenials" เอง คงเคยเห็นกระแสความนิยมของเจ้าเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ประจำร้านถ้วยนี้กันเป็นอย่างดี และยังมี "บิ๊กกัฟ" (Big Gulp) แก้วสำหรับใส่น้ำอัดลมที่เปิดตัวในปี พ.ศ. 2523 ด้วยจุดเด่นที่มีปริมาณให้เลือกตั้งแต่ 0.5 ถึง 2 ลิตร เรียกได้ว่าไม่เคยมีใครคิดสินค้ารูปแบบดังกล่าวมาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นยังมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่เข้มแข็ง ให้ความสำคัญกับความต้องการเฉพาะของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ดังตัวอย่างที่เห็นได้จากการที่ ในแต่ละประเทศจะมีบริการและสินค้าในรูปเฉพาะที่แปลกแตกต่างกันตามบริบทของประเทศนั้นๆ เช่น การเช่าวิดีโอ การจำหน่ายเครื่องเกม ไวน์ จนถึงดอกไม้ไฟ จึงไม่แปลกใจเลยว่า ร้านสะดวกซื้อได้กลายเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะโรยราหรือหายไปจากความต้องการของคนในสังคม

          โดยในปัจจุบันทั่วโลกมีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เปิดให้บริการอยู่กว่า 49,500 แห่ง กระจายอยู่ใน 16 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่นมากที่สุดคือ ประเทศญี่ปุ่น 15,072 สาขา ส่วนในประเทศไทยเองมีร้านเซเว่นอีเลฟเว่นถึง 6,822 สาขา นับว่ามากเป็นอันดับ 4 จาก 16 ประเทศ โดยในประเทศไทย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัทเป็นผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531

. . . . . . . . . .

ชวนทำความรู้จักร้านสะดวกซื้อในไทย มีใครกันบ้าง

          ร้านสะดวกซื้อถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจแฟรนไชส์ที่ได้รับความนิยมและมีการพูดถึงอยู่เสมอมา เนื่องจากรูปแบบธุรกิจที่ไม่ได้พึ่งพารายได้จากการจำหน่ายสินค้าเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่บริการอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ จ่ายค่าน้ำค่าไฟ อินเทอร์เน็ตหรือแม้แต่รับส่งพัสดุ ซึ่งสอดคล้องไปกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวก สบาย รวดเร็ว ในการรับบริการ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อในประเทศไทยจึงนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิการแข่งขันที่ ใครๆ ต่างต้องการแย่งชิงธงครอบครองส่วนแบ่งทางการตลาดให้ได้มากที่สุด 

          ซึ่งปัจจุบันร้านสะดวกซื้อ ที่เป็นที่รู้จักและมีการทำการตลาด และมีสาขารวมทั่วประเทศสูงสุด มีอยู่ไม่น้อยไปกว่า 5 แบรนด์ ซึ่งต่างก็มีการนำเสนอที่แตกต่างกัน เรียกได้ว่าของเหมือน ๆ กันแต่ก็ประสบการณ์ผู้ใช้บริการไม่เหมือนกัน เริ่มกันจากเบอร์หนึ่งพี่ใหญ่หัวขบวนอย่าง 

ร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven)

1. เซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven)

          ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) ที่ดำเนินกิจการและบริหารโดย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ที่มีสโลแกนคุ้นหูว่า "หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา" ซึ่งชื่อก็บอกย้ำแล้วว่า เป็นกิจการค้าปลีกในลักษณะร้านอิ่มสะดวก ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค การให้บริการต่างๆเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความพึงพอใจสูงสุด ค่ายนี้อย่างที่ใครๆ ก็ทราบกันดีว่า มีเครือเจริญโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เป็นคนคอยให้การสนับสนุน ดังนั้นเรื่องอาหารการกิน สุดครีเอทแล้ว ไม่ต้องพูดถึงกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่า มีครบเครื่อง ทั้งของคาวของหวาน ของทานเล่น ทุกสัญชาติ เกาะติดตามทุกกระแสความนิยมของคนเมือง กันเลยทีเดียว

เราจะพบ 7-Eleven ที่คอนโดโครงการไหนบ้าง

          ด้วยเพราะเป็นเครือร้านสะดวกซื้อที่แพร่หลายที่สุดในไทย จึงไม่แปลกที่จะพบร้านสะดวกซื้ออย่าง เซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) ตามโครงการคอนโดต่าง ๆ หลากหลายแห่งหลากหลายแบรนด์ โดยเฉพาะโครงการที่มีจำนวนยูนิตไม่ต่ำกว่า 400 ห้องขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นคอนโดในเครือของ LPN Development อย่าง ลุมพินี วิลล์, ลุมพินี พาร์ค, ลุมพินี เพลส หรือ PlumCondo ของพฤกษา หรือโครงการ The BASE ของแสนสิริ เป็นต้น หรือเป็นโครงการอื่น ๆ ใน Segment ระดับกลางที่มีดีมานด์ของผู้พักอาศัยที่สูง นอกจากที่ทางผู้พัฒนาโครงการเองต้องการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซ์้อและลูกบ้านแล้ว ทางเซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) หรือผู้ซื้อแฟรนไชส์เองก็เห็นประโยชน์ในธุรกิจจากการเปิดร้านสะดวกซื้อในโครงการคอนโด

          หรือหากคอนโดไหนก็ตามที่ต้องการให้มีบริการร้านสะดวกซื้อในโครงการของตนเอง แต่ยังไม่มีความพลุกพล่านของผู้พักอาศัยที่มากพอ และทางเซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) เห็นว่าอาจจะไม่มีกำไรในช่วงเวลากลางวันที่ไม่ค่อยมีลูกค้า ร้านสะดวกซื้อในคอนโดก็อาจจะมาในรูปแบบของเซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) แบบตู้กดอัตโนมัติ (Vending Machine) แทนร้านสาขาเต็มรูปแบบก็เป็นได้

ร้านสะดวกซื้อ แฟมิลี่มาร์ท (FamilyMart)

2. แฟมิลี่มาร์ท (FamilyMart)

          ร้านสะดวกซื้อ แฟมิลี่มาร์ท (FamilyMart) เก่าแก่คุ้นตามายาวนานอีกแบรนด์ และได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ โดยการลงทุนจากค่ายธุรกิจรีเทลห้างสรรพสินค้าเก่าแก่อย่าง บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปเรชัน ได้มีการเข้าซื้อหุ้นของ บริษัท สยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด ในจำนวน 50.29% จึงทำให้กลุ่มเซ็นทรัลกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทนับแต่นั้นมา และยังได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารใหม่ทั้งหมด โดยเปลี่ยนชื่อ บริษัท สยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด เป็น บริษัท เซ็นทรัล แฟมิลี่มาร์ท จำกัด จัดรูปแบบร้านค้าต้นแบบเพื่อกำหนดรูปแบบ แบรนด์ดิ้งของสาขาแฟมิลี่มาร์ท ให้ดูทันสมัยและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น โดยเริ่มนำสินค้าประเภทอาหารสดจากร้านค้าที่บริหารโดย เซ็นทรัล เรสเทอรองค์ กรุ๊ป เข้ามาขาย เช่นข้าวกล่องจากร้านเดอะเทอเรซ โดนัทจากมิสเตอร์โดนัท เป็นต้น นับว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ร้านสะดวกซื้อที่ต้องจับตามองไม่ให้คราดสายตา เพราะเชื่อว่ายังมีกลเม็ดทีเด็ดอีกเพียบที่เตรียมไว้แย่งชิงเค้กก้อนใหญ่ตลาดร้านสะดวกซื้อนี้

 เราจะพบ FamilyMart ที่คอนโดโครงการไหนบ้าง

          ต่างจากเครือร้านสะดวกซื้อแบรนด์ก่อนหน้า ที่เราอาจจะพบร้านสะดวกซื้ออย่าง แฟมิลี่มาร์ท (FamilyMart) ในเพียงบาวโครงการที่มีการผูกสัมพันธ์ทางธุรกิจเอาไว้ (เพียงบางโครงการในบางทำเลเท่านั้น ไม่ใช่กับทุกโครงการของเครือผู้พัฒนาอสังหาฯ) ซึ่งก็จะพบแฟมิลี่มาร์ท (FamilyMart) ในคอนโดไม่บ่อยนัก อย่างเช่นที่โครงการ Aspire ของ AP Thai หรือโครงการ Whizdom ของ MQDC เป็นต้น

ร้านสะดวกซื้อ ลอว์สัน (LAWSON)

3. ร้านลอว์สัน (LAWSON)

          ร้านสะดวกซื้อ ลอว์สัน (LAWSON) หรือ LAWSON 108 เป็นเครือข่ายร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นร้านเครือข่ายรายใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่น รองจากเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งเดิมทีมีถิ่นกำเนิดจาก ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกเช่นกัน ก่อตั้งโดยนาย เจ. เจ. ลอว์สัน ในปี พ.ศ. 2482 และได้ขายกิจการและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “แดรี มาร์ท” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 ในประเทศญี่ปุ่น ลอว์สันเป็นกิจการร่วมทุนระหว่าง ลอว์สัน อิงค์ กับ ไดเอะอิ เครือข่ายซูเปอร์มาร์เกตจากเมืองโคเบะ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2518 ปัจจุบันลอว์สัน เจแปน อิงค์ ถือหุ้นทั้งหมดโดยไดเอะอิ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของมิตซูบิชิ ยักษ์ใหญ่อีกเช่นกัน ดำเนินกิจการร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่น และประเทศต่างๆ อีกหลายสิบประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

          สำหรับในประเทศไทย ลอว์สัน 108 ร่วมมือกับเครือสหพัฒนพิบูล บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคยักษ์ใหญ่ ที่มีแบรนด์สินค้าของกินของใช้สอยในครัวเรือนมากมายอาทิ มาม่า ผงซักฟอกเปา และอื่นๆ อีกเพียบ ร่วมกันจัดตั้ง บริษัท สห ลอว์สัน จำกัด โดยสหพัฒนพิบูลถือหุ้น 51% และลอว์สันถือหุ้น 49% เพื่อดำเนินกิจการร้านลอว์สัน 108 โดยแปรสภาพร้านสะดวกซื้อดั้งเดิมอย่าง 108 ช้อป บางส่วน จำนวนกว่า 300 ร้านค้าให้มีหน้าตาทันสมัยเก๋ไก๋ สไตล์ญี่ปุ่น อย่างที่เห็นอยู่ตามกลางเมืองย่านธุรกิจสำคัญๆ ของกรุงเทพในเวลานี้ ร้านนี้เรียกได้ว่ายกเอาความเป็นร้านสะดวกซื้อสไตล์ญี่ปุ่นมาไว้ในเมืองไทยเลยก็ว่าได้ เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีกลุ่มฐานลูกค้าเฉพาะ และ มีความจงรักภักดีกับแบรนด์สุดๆ อีกแบรนด์หนึ่งเลยก็ว่าได้

          แม้ว่าทุกวันนี้จะยังไม่ค่อยพบร้านสะดวกซื้ออย่างลอว์สัน (LAWSON) ในโครงการคอนโดไหน ๆ ก็ตาม แต่ราจะพบเจอร้านลอว์สัน (LAWSON) อย่างแน่นอนตามสถานีรถไฟฟ้า MRT ที่มีพื้นที่ค้าปลีกอย่าง Metro Mall อย่างเช่นสถานี MRT สวนจตุจักร, MRT พระราม 9 เป็นต้น

ร้านสะดวกซื้อ เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส (Tesco LOTUS Express)

4. เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส (TESCO Lotus Express)

          ร้านสะดวกซื้อ เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส (TESCO Lotus Express) เป็นหนึ่งในรูปแบบที่ทาง “เทสโก้ โลตัส” วางกลยุทธ์เพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่พื้นที่ในเขตชั้นใน และพื้นที่ในเขตชุมชนที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง แต่แบรนด์ห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่าง“เทสโก้ โลตัส” ยังไม่สามารถเจาะกลุ่มฐานลูกค้าเหล่านี้ได้ จึงได้มีการวางกลยุทธ์ในการต่อยอดขยายกิจการมาเป็น “เทสโก้ โลตัสเอ็กซ์เพรส” ซึ่งทำหน้าที่เป็นร้านสะดวกซื้อที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง มีสาขาครอบคลุมพื้นที่ในเขตชุมชนที่มีความหนาแน่นสูงถึงเกือบ 1,600 สาขา ทั่วประเทศ เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มาแรงเกินต้านจริง ๆ

          จุดเด่นของแบรนด์คงไม่ต้องอธิบายความมาก คือเน้นการมอบราคาที่คุ้มค่าสูงสุดให้กับผู้ซื้อโดยทลายข้อจำกัดที่เคยมีในเรื่องของการเข้าถึงออกไป โดยกลวิธีการย้ายตัวเองมาตั้งอยู่ไว้ใกล้ ๆ ผู้ซื้อนั่นเอง เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่ดีต่อกระเป๋าและดีต่อใจผู้ซื้อ ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักช้อปสมองไวได้ไปใช้บริการกันแบบไม่ยากอีกต่อไป โดยปัจจุบันเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส (TESCO Lotus Express) ยังเน้นการตั้งร้านแบบเอกเทศมากกว่า

ร้านสะดวกซื้อ มินิ บิ๊กซี (Mini Big C)

5. มินิ บิ๊กซี (Mini Big C)

          น้องคนเกือบสุดท้องแต่มีดีกรีไม่ธรรมดาอย่างร้านสะดวกซื้อ มินิ บิ๊กซี (Mini Big C) เพราะเป็นถึงลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของกลุ่มธุรกิจ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ที่มีเจ้าสัว "เจริญ สิริวัฒนภักดี" นั่งแท่นเป็นประธาน โดยกลยุทธ์ของ ร้านมินิบิ๊กซี จะเน้นไปที่แหล่งชุมชน ในสถานนีปั๊มน้ำมันต่าง ๆ รวมไปถึงอาคารสำนักงานและโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ ให้กับแบรนด์ ร้านมินิบิ๊กซี ให้กว้างขวางมากขึ้น โดยหวังจะได้ขึ้นแท่นครองตำแหน่งร้านค้าสะดวกซื้อที่คุ้มค่าสุดๆในชุมชนอีกแบรนด์ ดังเช่นสโลแกนที่ว่า "มินิ บิ๊กซี สะดวก ใกล้บ้านคุณ" โดยปัจจุบันมินิ บิ๊กซี (Mini Big C) ยังเน้นการตั้งร้านแบบเอกเทศมากกว่า

6. แม็กซ์แวลู (Maxvalu)

          อีกหนึ่งแบรนด์ร้านสะดวกซื้ออีกเจ้าที่เราอาจจะไม่ค่อยพบเห็นบ่อยหรือทั่วไปเท่าไหร่นัก และมักจะเห็นในเขตกรุงเทพฯ ซะส่วนใหญ่ด้วยก็คือ แม็กซ์แวลู (Maxvalu) ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของเครือบัตรเครดิตชื่อดังอย่าง บริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด โดยจุดเด่นของแม็กซ์แวลู (Maxvalu) คือนอกจากจะมีสินค้าของกินของใช้มากมาย ก็ยังมีเมนูอาหารปรุงสำเร็จพร้อมนำกลับไปอุ่นทานที่บ้านหรือคอนโดได้อีกด้วย สำหรับโครงการคอนโดในเขตกรุงเทพฯ ที่เรามักจะพบร้านแม็กซ์แวลู (Maxvalu) อยู่เสมอ ก็คงไม่พ้นโครงการต่าง ๆ ของเครือ Ananda Development ไม่ว่าจะเป็น Ideo, Ideo Mobi เป็นต้น

. . . . . . . . . .

ถอดรหัสร้านสะดวกซื้อในไทยทำไมถึงครองใจคนไทยได้ยาวนาน

          อาจเป็นคำกล่าวคงที่ไม่เกินจริงไปมากนักถ้าจะพูดว่า ร้านสะดวกซื้อ เปรียบได้เหมือนคนที่มีความหนุ่มสาวเป็นอมตะตลอดกาล เพราะแม้จะมีอายุอานามถึงเกือบ 100 ปีมาแล้ว นับแต่วันแรกที่มีการคิดค้น แต่เสน่ห์และความน่าหลงใหลของร้านสะดวกซื้อไม่เคยลดลงหรือจืดจางไปตามกาลเวลาเลยทีเดียว เรียกว่าทุกๆ แบรนด์ ยังมีความแอคทีฟ ตื่นตัว และกระตือรือร้นที่จะเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการพัฒนาโมเดลธุรกิจ การให้บริการรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพื่อสร้างจุดเด่นให้เป็นที่จดจำ และตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ร้านขายสินค้าทั่ว ๆ ไปเท่านั้น

          เพราะธุรกิจในยุคปัจจุบันต้องอาศัยความเข้าอกเข้าใจและใส่ใจในตัวผู้บริโภคเป็นอย่างมาก แบรนด์ต่าง ๆ จึงได้พยายามศึกษาและหาวิธีการในการตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้ได้มากที่สุดและได้ทันต่อเหตุการณ์สถานการณ์ในปัจจุบัน ดังตัวอย่างที่จะเห็นได้จากการขยายไลน์สินค้าและบริการแปลกๆ ใหม่ๆ สอดแทรกขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา เช่น อาหารพร้อมทาน มีมุมกาแฟสด มีการจัดโซนพื้นที่ให้ลูกค้าได้มาพบปะสังสรรค์ นั่งทำงาน

          นอกจากนี้ ยังมีบริการใหม่ๆ เช่น เครื่องซักผ้ายอดเหรียญตลอด 24 ชั่วโมง, ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ รวมทั้งกระทั่ง การร่วมลงทุนในรูปแบบพาร์ทเนอร์ชิปทางธุรกิจ จับมือกับ “แกร็บ” (Grab) ประเทศไทย เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านแอพลิเคชั่น “GrabMart” ซึ่งจะจัดส่งตรงให้ถึงบ้านได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เพียงเพื่อต้องการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริงหรือที่ ศัพท์ทางการตลาด เรียกว่า มี เอ็มพาตี้ (Empathy) ในการเข้าถึงความรู้สึกที่ผู้บริโภคต้องการอย่างแท้จริง

. . . . . . . . . .

อนาคตและทิศทางของร้านสะดวกซื้อในไทย จะเป็นอย่างไร 

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ตั้งแต่ต้นปี 2020 นี้เรียกได้ว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต รูปแบบในการดำเนินธุรกิจ ในแวดวงอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างมากมาย รวดเร็ว และรุนแรง ซึ่งสำหรับในแวดวงธุรกิจ ร้านสะดวกซื้อในไทยเองก็เช่นกัน คาดว่าอีกไม่นานนับจากนี้ไป เราคงน่าจะได้เห็นอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ตามมาอีกมากมายแน่นอน เพราะการระบาดของโควิด-19 ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ดังนั้น ผู้ประกอบการ นักลงทุนต่างๆ ต่างก็เร่งระดมสมองและสรรพกำลังความรู้เพื่อที่ จะปรับตัว ปรับรูปแบบธุรกิจ ให้เข้ากับยุคให้เข้ากับสมัย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเลยก็ว่าได้ 

ดังเช่นที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง เซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) ได้เตรียมปั้นแอปไว้สำหรับการสั่งซื่อสินค้าในไลน์ ไว้บริการรับซื้อของจาก “ร้านสะดวกซื้อ” เพราะจากการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าพบกว่า ลูกค้าที่เข้าร้านสะดวกซื้อมักซื้อสินค้าไม่กี่ชิ้นต่อครั้ง ราคาต่อบิลไม่สูง และส่วนใหญ่ซื้อสาขาใกล้ๆ บ้าน ดังนั้นบริการเดลิเวอรี่จึงเข้ามาตอบโจทย์การจับจ่ายซื้อสินค้าตรงนี้ได้เป็นอย่างดี โดยรูปแบบของการสั่งสินค้า สามารถเข้าไปสั่งได้ทั้งผ่านแอปพลิเคชัน และ LINE Official Account หากมียอดสั่งซื้อมากกว่า 100 บาท ขึ้นไป จะได้รับการจัดส่งฟรี โดยพนักงานที่สาขาจะเป็นคนไปส่งเอง ซึ่งพบว่าในตอนนี้เซเว่นฯ แต่ละสาขาก็มี LINE ส่วนตัว เพื่อให้ลูกค้าสั่งสินค้าได้โดยตรง แล้วไปส่งสินค้าให้ถึงที่เรียกว่าเป็นบริการที่เข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคคนไทยที่ต้องการความสะดวกสบายในราคาที่ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

หรืออีกรูปแบบที่คงจะเห็นเพิ่มมากขึ้นในอนาคต คือการเพิ่มบริการใหม่ ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหารพร้อมรับประทาน ซึ่งในอดีตจะมีทางเลือกอยู่อย่างจำกัดโดยหลัก ๆ จะเป็นอาหารแช่แข็ง แต่ในอนาคตเราคงได้เห็นการ นำสินค้าประเภทอาหารสดจากร้านค้าในเครือข่ายของแบรนด์ต่าง ๆ อย่างเช่น กลุ่ม เซ็นทรัลเรสตอรองส์ กรุ๊ป ที่มีแผนที่จะนำข้าวกล่องจากร้านเดอะเทอเรซ มิสเตอร์โดนัท เครื่องดื่มและกาแฟสด Arigato เข้ามาให้บริการในร้านสะดวกซื้อ เซ็นทรัล แฟมิลี่มาร์ท ของตนเอง รวมถึงการเปิด พื้นที่ Open Space สำหรับพบปะสังสรรค์หรือทำงานร่วมกัน อย่างที่เรียกว่า Co-working Space เพื่อตอบโจทย์เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ตลอด 24 ชั่วโมง

รวมถึงการมีบริการประเภท ระบบบริการตนเอง หรือ Self Service ต่างๆ เข้ามาให้บริการ เช่น การมีเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญซึ่งเรียกว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหลาย ๆ พื้นที่ชุมชนเช่น หอพัก อาคารชุด ต่างๆ ที่มีประชากรหนาแน่นและมีพื้นที่อยู่อย่างจำกัด เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ เหล่านี้จึงเรียกได้ว่าเข้าใจและเข้าถึงหัวจิตหัวใจลูกค้าอย่างแท้จริง

รวมถึงการเกิดขึ้นของร้านสะดวกซิ้อเฉพาะทางมากขึ้น ดังตัวอย่าง ออฟฟิศเมท พลัส (OfficeMate Plus) ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคในเมือง ด้วยบริการร้านสะดวกซื้อเพื่อจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน จากแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งจากรายงานทางเศรษฐกิจพบว่า ตลาดค้าปลีกอุปกรณ์สำนักงานมีแนวโน้มสดใสและเติบโตได้อีกไกล การก่อเกิดของร้านสะดวกซื้อเฉพาะทางอย่าง ออฟฟิศเมท พลัส หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อเพื่อกลุ่มคนรักและใส่ใจในสุขภาพอย่าง ร้านดอยคำ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของการพัฒนารูปแบบร้านสะดวกซื้อเฉพาะทางในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น

ซึ่งจากตัวอย่างที่กล่าวมานี้คงพอทำให้ทุกๆ ท่านเห็นภาพอนาคตทิศทางของร้านสะดวกซื้อ ว่าจะพัฒนาไปตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในสังคมเป็นหลัก โดยมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือให้การบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ให้ได้สะดวก สบาย รวดเร็ว เข้าถึงง่ายและเข้าใจผู้บริโภค ดังที่เป็นหัวใจหลักในธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่ได้กล่าวมาทั้งหมดในข้างต้นนั่นเอง 

. . . . . . . . . .

สนใจธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ต้องเริ่มจากตรงไหน?

          การเริ่มต้นธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ไม่ต่างกับการเริ่มต้นธุรกิจประเภทอื่น ๆ ซักเท่าไหร่ เพราะต้องอาศัยการวิเคราะห์การวางแผนธุรกิจและเงินทุนหมุนเวียน ตลอดจนทักษะการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยในปัจจุบันมีร้านสะดวกซื้อในประเทศอยู่มากมาย การจะแข่งขันและอยู่ในธุรกิจร้านสะดวกซื้อได้อย่างประสบความสำเร็จอย่างยาวนานได้จึงต้องอาศัยปัจจัยสำคัญๆ ดังนี้

1. ศึกษาทำเลที่ตั้ง

          หัวใจสำคัญของร้านสะดวกซื้อประการต้น ๆ คือต้องสะดวก หากทำคุณเข้าถึงได้ไม่สะดวก อาจทำให้ธุรกิจไปต่อได้ยาก

2. เลือกแบรนด์ที่มี “วิสัยทัศน์ตรงกัน”

          แน่นอนว่า คุณเองก็สามารถเปิดร้านสะดวกซื้อที่เป็นชื่อของคุณเอง รูปแบบของคุณเองได้ แต่หากคุณเลือกที่จะซื้อเฟรนด์ไซน์ร้านสะดวกซื้อมาทำแล้วละก็ การมองหาแบรนด์ที่มีวิสัยทัศน์ตรงกับคุณ เป็นสิ่งจำเป็นไม่น้อย เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้คุณมีแรงจูงใจในการทำธุรกิจที่มากกว่าผลกำไรตอบแทน

3. ศึกษาเงื่อนไข และทำความเข้าใจโดยละเอียดก่อนตัดสินใจ

          ไม่ว่าจะเป็นในด้านการบริหารจัดการ ส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับ รวมถึงระเบียบข้อห้ามข้อบังคับ ที่จะมีผลทางกฎหมายต่าง ๆ ก่อนทำการเซ็นต์สัญญา

4. บริหารจัดการต้นทุนอย่างเหมาะสม

          นอกเหนือจากการพิจารณาในข้างต้นแล้ว การเลือกซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ เช่น กล้องวงจรปิด สัญญาณกันขโมย เครื่องรูดบัตรเครดิต ควรมีการพิจารณาตามความเหมาะสม อย่าให้เป็นภาระกับการดำเนินธุรกิจในช่วงต้นมากนักแต่ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสียหายต่อบุคคลและทรัพย์สิน

5. วิเคราะห์และศึกษาข้อมูลทางการตลาดอยู่อย่างสม่ำเสมอ

          การวิเคราะห์และทำความเข้าใจตลาดเป็นสิ่งจำเป็นต่อผู้ที่ต้องการลงทุนในธุรกิจร้านสะดวกซื้อ เพราะด้วยเงื่อนไขข้อจำกัดในการวางสินค้า ทำให้ ต้องเลือกว่าสินค้าใดมีโอกาสขายได้สูง หรือสินค้าใดมีโอกาสขายได้น้อย ก็ไม่ควรนำมาสต็อกเก็บไว้ให้เปลืองพื้นที่การจัดเก็บ เพราะนอกจากต้นทุนจะจมแล้ว สินค้าอาจหมดอายุหรือเสื่อมคุณภาพก่อนถึงเวลาจำหน่าย

6. การบริหารทีมงาน

          การเปิดร้านสะดวกซื้อ ต้องอาศัยมีการจ้างพนักงาน เพื่อดูแลผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่หลายช่วงเวลา การคัดเลือกพนักงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นการป้องกันปัญหาอันไม่พึงประสงค์ได้แล้ว หากทักษะการให้บริการของพนักงานดี ก็เป็นส่วนสำคัญดึงดูดให้ร้านสะดวกซื้อของคุณได้รับความนิยมชมชอบและกลายเป็นร้านโปรดในดวงใจของคนในพื้นที่ได้โดยไม่ยาก 

. . . . . . . . . .

ร้านสะดวกซื้อเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วสูงสุดในประเทศไทย

          เนื่องจากเมื่อมีสินค้าแปลกใหม่ ร้านสะดวกซื้อก็จะจับกระแสเหล่านั้น มีบริการสารพัดรูปแบบตอบโจทย์ผู้คนที่เร่งรีบในยุคนี้ แถมยังเปิดตลอด 24 ชั่วโมงอีกต่างหาก ดังนั้นร้านสะดวกถึงจึงเปรียบได้เหมือนอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดความก้าวหน้า และความเคลื่อนไหวต่างๆ นานา ในแวดวงธุรกิจและผู้บริโภค ที่ควรค่าแก่การศึกษาและนำมาวิเคราะห์โดยละเอียดเพื่อประกอบการตัดสินใจในการทำธุรกิจหรือการลงทุนต่างๆ ในอนาคต

. . . . . . . . . .

          เป็นอย่างไรบ้างกับเรื่องราวถอดรหัส ความสำเร็จร้านสะดวกซื้อในไทยแบรนด์ต่าง ๆ ที่คอนโดนิวบ์นำมาแบ่งปันกันในวันนี้ หากชื่นชอบเนื้อหาสาระด้านธุรกิจและการลงทุนในด้านอื่น ๆ นอกจากคอนโดจากพวกเรา ก็สามารถติดตามข่าวสารอสังหาฯ และการลงทุนได้ทางเว็บไซต์ CondoNewb ของพวกเราได้เลยครับ