logo

          ใกล้จะสิ้นปี 2563 แล้ว ซึ่งปีนี้ในแวดวงอสังหา ก็ถือว่าเป็นช่วงที่ลุ้นกันสนุกทีเดียว ว่าตลาดอสังหาฯปี 2564 จะได้ไปต่อ หรือต้องพอแค่นี้ เพราะนอกเหนือจากความหนักหน่วงของมาตรการ LTV ที่ทางแบงก์ชาตินำออกมาใช้แล้ว ซ้ำร้ายยังมาเจอกับวิกฤต COVID-19 ที่ทำให้หลาย ๆ Developer ต้องปรับตัวกันยกใหญ่ทีเดียว ซึ่งในวิกฤตนี้เอง หลาย ๆ คนก็เริ่มมองถึงอนาคตว่าตลาดอสังหาฯปี 2564 จะยังอยู่ในความเสี่ยง หรือจะมีโอกาสที่ดี ๆ เกิดขึ้น ซึ่งในวันนี้ CondoNewb จะพาเพื่อน ๆ ไปวิเคราะห์ และเจาะลึกถึงโอกาสและความเสี่ยงของตลาดอสังหาปี 2564 กัน โดยอ้างอิงจากสถานการณ์ปัจจุบันของทั่วโลกและประเทศไทย ว่าปีหน้าใครจะได้เปรียบ และใครที่ต้องเหนื่อยกว่าเดิม

. . . . . . . . . .

วิวเมืองกรุงเทพ

          อย่างที่บอกกันไปว่า ในความจริงแล้วนั้นตลาดอสังหาฯ ก็เริ่มหืดขึ้นคอมาตั้งแต่ปลายปี 2562 จากมาตรการ LTV ที่หลาย ๆ คนมองว่าโหด และเข้มเกินไป แม้ทางแบงก์ชาติจะให้เหตุผลว่าการใช้ LTV นี้ก็เพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องของราคาที่กำลังจะสูงเกินความเป็นจริง จนอาจจะทำให้เกิดภาวะฟองสบู่แตก แม้หลาย ๆ คนก็ออกมาค้านว่าภาวะฟองสบู่นั้นไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้เร็ว ๆ นี้ก็ตาม การใช้มาตรการ LTV คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้วงการอสังหาไทยเริ่มเกิดอาการฝืดเคือง และอาจจะเรื่อยมาถึงตลาดอสังหาฯปี 2564 เพราะผู้อยู่อาศัยจริงและนักลงทุนมองว่าการวางเงินดาวน์ในสัดส่วนที่แบงก์ชาติวางไว้นั้นมากเกินไป ทำให้คนที่ไม่มีเงินเย็นอยู่ในมือกู้สินเชื่อซื้อคอนโดมิเนียม และบ้าน ซื้อที่อยู่อาศัยได้ลำบากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่ซื้อบ้านหลังที่ 2-3 ที่ต้องวางเงินดาวน์ค่อนข้างเยอะ 

          ด้วยเหตุนี้เองทำให้ Developer หลาย ๆ เจ้าเลือกที่จะเลื่อนการเปิดตัวโครงการใหม่ ๆ ถึง 47% เมื่อเทียบกับปี 2018 หรือปี 2561 เพื่อชะลอภาวะที่คนเริ่มออกมาใช้เงินจับจ่ายซื้ออสังหาฯ น้อย เพราะถ้าดื้อที่จะเปิดตัวก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกมากมายไม่ว่าจะเป็นค่าการก่อสร้าง และภาษีที่ดินที่ต้องจ่ายทุก ๆ ปีนั่นเอง  

          โดนพิษ LTV ไม่นานอสังหาฯ ก็เจอมรสุมอีกครั้ง ด้วยการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือที่เรียกกันว่า COVID-19 ในช่วงต้นปี 2563 นั่นเอง ซึ่งเรียกว่ากระทบหนักจนทำให้ Developer หลาย ๆ เจ้าต้องปรับกระบวนท่ากันใหม่ในการเปิดตัวโครงการ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ที่มีการเปิดตัวลดลงอีกเมื่อเทียบกับ 10 เดือนที่แล้วของปี 2562 ถึง 56% เรียกได้ว่าเปิดตัวเพียงครึ่งเดียวของจำนวนที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้วเท่านั้นเอง ถ้าถามว่าทำไม COVID-19 ถึงได้กระทบอสังหามากมายขนาดนี้ นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจที่ถดถอยจนทำให้คนมีรายได้น้อยลงแล้ว วงการอสังหายังขาดรายได้จากนักลงทุนชาวต่างชาติที่ไม่สามารถเข้ามาจับจอง ซื้ออสังหาฯ ในไทยได้เหมือนเมื่อก่อนจากการล็อกดาวน์ประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ซึ่งช่วงล็อกดาวน์นี้ทำให้ยอดขายหลังเปิดตัวเดือนแรกเหลือเพียง 20% ของโครงการเท่านั้น จากปกติที่เมื่อเปิดโครงการใหม่มา ในช่วงเดือนแรกจะขายได้อยู่ที่ราว ๆ 40-50% เรียกได้ว่ายอดขายเดือนแรกหดไปถึงครึ่งนึงเลยทีเดียว แม้หลังคลายล็อกดาวน์ยอดขายจะกระเตื้องขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถจะขึ้นไปเท่าเดิมได้ และตลาดอสังหาฯปี 2564 เราก็อาจจะต้องมาลุ้นกันอีกทีเช่นกัน

         มาดูในส่วนของการพรีเซลคอนโดกันบ้าง ผลสำรวจจาก Developer 7 เจ้าใหญ่อย่าง AP Thai , Land & House , Lumpini, พฤกษา เรียลเอสเตท , Q House , แสนสิริ และศุภาลัย พบว่าฟื้นตัวดีขึ้นจาก Q1 ที่อัตรายอดพรีเซลบ้านและคอนโดติดลบเฉลี่ย 50% กระเตื้องขึ้นมาอยู่ที่ 25% แต่นั่นก็เป็นเพราะ Developer เจ้าใหญ่ ๆ หันไปจับตลาดแนวราบ หรือตลาดบ้านมากขึ้น เพื่อเรียกกำลังซื้อจากเรียลดีมานด์ ในช่วงที่นักลงทุนจากไทยและต่างชาติประสบปัญหาในการลงทุน ส่วนใน ตลาดอสังหาฯปี 2564 นั้นตัวเลขนี้จะฟื้นตัวมากขึ้นหรือไม่ก็ต้องมาลุ้นกัน

Developer รับมือกับสถานการณ์ และแก้เกมยังไง?

ภาพตึกอาคารกรุงเทพมหานครตอนเช้า

1. หันไปจับแนวราบ เรียกกำลังซื้อจากเรียลดีมานด์

          อย่างที่ได้พูดไปแล้วว่าในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2563 นั้น อัตราการคอนโดเปิดตัวลดลงถึง 65% แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Developer จะยุติการลงทุน เพียงแค่เบนเข็มไปยังตลาดแนวราบอย่างบ้าน และโฮมทาวน์มากขึ้นเพื่อเรียกกำลังซื้อจากฝั่งของเรียลดีมานด์ที่กำลังถือเงินเย็นรอซื้อบ้านในราคาโปรโมชั่นจาก Developer ซึ่งกลยุทธ์ที่ย้ายไปจับตลาดแนวราบนั้นก็ถือว่าค่อนข้างช่วยได้มากทีเดียว แต่ยังไม่รับประกันว่ากลยุทธ์นี้จะยังเป็นที่นิยมอยู่ไหมสำหรับตลาดอสังหาฯปี 2564

2.ลงมาเล่นสนามราคา ไม่เกิน 3 ล้านบาท

          ถ้าเพื่อน ๆ ในแวดวงอสังหาสังเกตกัน ก็จะพบว่าโครงการใหม่ ๆ ที่เปิดตัวในปี 2563 นี้ ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่ราคาเริ่มต้นไม่ 3 ล้านบาท โดยโครงการที่ได้รับความฮือฮาเป็นอย่างมากก็อย่างเช่นโครงการ THE ORIGIN อ่อนนุช ที่ราคาเริ่มต้นเพียง 1.59 ล้านบาทเท่านั้น! ซึ่งราคานี้ในย่านอ่อนนุชก็เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีราคานี้แล้ว แต่ทาง Origin Property ก็กล้าแลก จนทำให้โครงการนี้ Sold Out ไปไม่นานหลังจากเปิดตัวโครงการ การตอบรับที่ร้อนแรงนี้ เป็นสิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีเช่นกันว่าคอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทนั้น ได้รับความสนใจจากทั้งเรียลดีมานด์ และนักลงทุนที่มีเงินเย็นอยู่ในมือ สำหรับกลยุทธ์นี้นั้น ยังต้องลุ้นกันว่า Developer จะยังใช้เลือกใช้มุกนี้อยู่ไหมในตลาดอสังหาฯปี 2564 หลังจากที่ได้กระแสเงินสดเข้าบริษัทกันรัว ๆ ไปแล้วในปีนี้

3. เน้นเปิดตัวโครงการแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สีเขียว และพื้นที่รอบนอก

          สำหรับคนที่ติดตามแวดวงอสังหาฯ ก็คงจะจับทางได้ว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2563 ยังไม่เปิดโครงการย่านใจกลางเมืองอย่างที่ทำกันเสมอมา ส่วนนึงก็คงเป็นเพราะที่ดินในย่านใจกลางเมืองนั้นแน่นจนแทบจะไม่มีพื้นที่ให้พัฒนาโครงการแล้ว แต่อีกเหตุผลหลัก ๆ ก็ต่อเนื่องมาจากกลยุทธ์ที่ Developer ต้องลงมาเล่นสงครามราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทด้วยส่วนหนึ่ง เพราะไม่มีทางที่ Developer จะแบกราคานี้กับต้นทุนของที่ดินในย่านใจกลางเมืองได้ 

          ด้วยเหตุนี้เองทำให้เหล่า Developer ต้องขยับพื้นที่ออกมาพัฒนาโครงการในพื้นที่รอบนอกแต่ยังเกาะติดแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวอยู่ รวมไปถึงรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เองก็กำลังได้รับความนิยมจาก Developer ในการพัฒนาโครงการใหม่ ราคาไม่เกิน 3 ล้านเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากพื้นที่รอบนอกใกล้รถไฟฟ้าแล้ว พื้นที่รอบนอกที่อยู่ใกล้สถานที่สำคัญอย่างโรงเรียน ห้างสรรพสินค้า หรือมหาวิทยาลัยเอง ก็กลายเป็นอีกโซนที่เหล่า Developer เลือกจะปักหมุดพัฒนาโครงการด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งต้องขอบอกว่ากระแสตอบรับค่อนข้างดีเลยทีเดียว แต่ยอดขายจะเป็นยังไงในตลาดอสังหาฯปี 2564 นั้นก็คงต้องมาลุ้นกัน

          สรุปรีแคปเหตุการณ์ของวงการอสังหาฯของปี 2563 กันไปแล้ว ต่อไปเราไปดูกันในเรื่องของความเสี่ยงและโอกาสของตลาดอสังหาฯปี 2564 กันบ้างดีกว่า ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้วนิวบ์เชื่อเลยว่าหลาย ๆ คนยังคงกังวลว่าวงการอสังหาฯ จะยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน แล้วในอนาคตแนวโน้มจะดีขึ้นหรือไม่ แล้วโควิดในปีหน้าจะทำให้ตลาดอสังหาฯ เป็นอย่างไร เรามาพูดคุยเรื่องนี้กันต่อดีกว่า

ตลาดอสังหาฯปี 2564 ยังมีปัจจัยลบ แนวโน้มดีขึ้น-แต่ยังไม่ดีเท่าเดิม

ภาพตึกกรุงเทพตอนกลางวัน

ปัจจัยลบ 1 : เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า คนถูกเลิกจ้าง-หนี้ครัวเรือนพุ่ง

          ต้องยอมรับว่าพิษของ COVID-19 นั้นกระทบเศรษฐกิจไม่ใช่แค่ภายในประเทศ แต่ยังรวมไปถึงเศรษฐกิจโลกด้วย แต่หากเราจะมองแค่เศรษฐกิจไทย ก็พบว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ตัวเลขแรกที่เราจะมาดูกันก็คืออัตราการว่างงานของตลาดแรงงานไทย เพราะการว่างงานนั้นหมายถึงโอกาสของการที่คนจะกู้ซื้อคอนโดมิเนียมก็จะน้อยลงไปด้วย ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่าผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานมีจำนวนทั้งสิ้น 435,010 คน และถูกเลิกจ้างจำนวน 220,324 คนในเดือนสิงหาคม 2563 ซึ่งตัวเลขนี้จะกระทบตลาดอสังหาฯปี 2564 มากน้อยแค่ไหนก็คงต้องมาดูกัน

          นอกเหนือจากตัวเลขคนว่างงานแล้วเราต้องมาดูในเรื่องตัวเลขของหนี้ครัวเรือนด้วย ซึ่งแน่นอนว่าในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ หนี้ครัวเรือนก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย โดยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติก็ออกมาเปิดเผยตัวเลขหนี้ครัวเรือนไตรมาส 2/63 ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 83.8% ต่อ GDP และตัวเลขนี้ก็เป็นหนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดในรอบ 18 ปี ซึ่งตัวเลขหนี้ครัวเรือนนี้ มันผูกพันกันกับการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะสินเชื่อบ้านด้วยเช่นเดียวกัน เพราะธนาคารเองก็คุมเข้มเรื่องการปล่อยสินเชื่อเพื่อไม่ให้เกิด NPL หรือหนี้เสียนั่นเอง ซึ่งตัวเลขของการปฏิเสธสินเชื่อในภาคกลางเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% หากเทียบกับช่วงปีก่อน ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้เกิดการฝืดเคืองในตลาดอสังหาฯ แต่นั่นก็เป็นไปเพื่อให้มันสอดคล้องกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้นนั่นเอง ด้วยสถานการณ์เหล่านี้เอง ทำให้ตลาดอสังหาฯปี 2564 ยังน่าห่วง และอาจจะฟื้นได้ช้า 

ปัจจัยลบ 2 : มาตรการรัฐไม่เอื้ออำนวย

           เพื่อน ๆ ทราบมั้ยว่ามาตรการรัฐก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยลบที่อาจจะกระทบตลาดอสังหาฯปี 2564 และเหล่า Developer เอง ก็ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาลดหย่อนมาตรการของรัฐบ้าง อย่างมาตรการ LTV ที่เราพูดกันไปตั้งแต่ช่วงต้นของบทความ รวมทั้งมาตรการอื่น ๆ ที่จะช่วยสนับสนุนให้คนออกมาใช้เงินซื้ออสังหาฯ มากขึ้น แต่รู้สึกว่ารัฐก็ไม่ได้นำพากับสิ่งที่เหล่า Developer สักเท่าไหร่ แม้จะมีการร่วมกันพูดคุยระหว่างรัฐบาลกับผู้ประกอบการอสังหาฯไปในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่ได้มีอะไรชัดเจนออกมาหลังจากการร่วมพูดคุยครั้งนั้นจากฝั่งรัฐบาล คงต้องมาลุ้นกันอีกทีสำหรับตลาดอสังหาฯปี 2564

          อีกหนึ่งมาตรการรัฐที่จะกระทบกับตลาดอสังหาฯปี 2564 ก็คือเรื่องของภาษีที่ดินนั่นเอง ทำไมเรื่องนี้ถึงน่ากังวลเพราะภาษีที่ดินที่ใช้อยู่ปัจจุบันนั้นมีการลดอัตราการเสียภาษีลงเพื่อช่วยเหลือประชาชนทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจถดถอย และเรื่องของวิกฤต COVID-19 นี้ด้วย ซึ่งในปีหน้า เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะมีการปรับลดอัตราการเสียภาษีลงเพื่อช่วยเหลือประชาชนหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้นักลงทุนคิดหนักในการจะซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อลงทุน เพราะการจะแบกภาษีที่ไม่รู้ว่าต้องเสียเท่าไหร่ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจจะทำให้เกิดการชะลอการลงทุนได้เช่นกัน

ปัจจัยลบ 3 : COVID-19 ทั่วโลกทำนักลงทุนต่างชาติกลับมาได้ช้า

          การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือที่เรียกว่า COVID-19 ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าการแพร่ระบาดในต่างประเทศนั้นค่อนข้างอยู่ในภาวะที่รุนแรง และแม้ว่าตอนนี้วัคซีนโควิดของ "ไฟเซอร์ อิงค์ " กับ "ไบโอเอ็นเทคฯ " นั้นประสบความสำเร็จไปกว่า 90% และมีการวางแผนว่าจะมีการเริ่มใช้วัคซีนในช่วงกลางปี 2564 และการฉีดวัคซีนจะเสร็จสิ้นในช่วง Q4 ของปี 2564 แต่เรื่องของเศรษฐกิจนั้นต้องอาศัยเวลามากกว่านั้นในการฟื้นตัว จนกว่าจะมีกำลังซื้อกลับมาจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นอีกปัจจัยลบที่อาจจะกระทบ ตลาดอสังหาฯปี 2564 ก็เป็นได้

มองหาโอกาสในวิกฤตของตลาดอสังหาฯปี 2564

การสัญจรในกรุงเทพ

โอกาสสำหรับนักลงทุน : คอนโดราคาดี – ดอกเบี้ยถูก - มีวีซ่าอยู่ยาวสำหรับชาวต่างชาติ

           อย่างที่เราได้พูดไปว่ากลยุทธ์ของ Developer คือการเลือกลงมาเล่นสงครามราคา ซึ่งนี่เองคือโอกาสของนักลงทุนที่มีเงินเย็นอยู่ในมือ สามารถได้คอนโดทำเลดี ในราคาที่ถูกได้ ยังไม่นับรวมโปรโมชั่นต่าง ๆ ที่ทาง Developer ทุ่มเพื่อเรียกกำลังซื้อ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของดอกเบี้ยที่ถูกกว่าช่วงปกติซึ่งเป็นหนึ่งในเป็นมาตรการช่วยเหลือช่วง COVID-19 ด้วย แต่ต้องขอบอกก่อนว่าเงินเย็นนี้ต้องสามารถถือทรัพย์ไปได้ 3-4 ปี และสามารถจะแบกค่าใช้จ่ายเรื่องภาษีที่ดินและค่าส่วนกลาง รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วยนะ เพราะทีมเศรษฐกิจของ SCB และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสำนักก็ประเมินกันว่าตลาดอสังหาฯปี 2564 อาจจะฟื้นตัวได้น้อย และกว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเป็นปกติต้องใช้เวลา 3-4 ปีเลยทีเดียว 

          สำหรับตลาดเช่าอาจจะกำลังใจชื้นขึ้นมาอีกเปราะหนึ่ง เพราะตอนนี้ทางไทยได้เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติพิเศษ Special Tourist VISA (STV) สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาอยู่ระยะยาว ซึ่งวีซ่านี้จะอยู่ได้สูงสุดถึง 270 วัน แต่ต้องมีการกักตัว 14 วัน ซึ่งนี่จะเป็นการเปิดทางให้กับชาวต่างชาติที่จำเป็นต้องมาอยู่อาศัยในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นผู้เช่าของเรา และอาจจะเป็นนักลงทุนอสังหาฯด้วยเช่นกัน ดังนั้นตลาดอสังหาฯปี 2564 ก็อาจจะเริ่มหายใจหายคอสะดวกขึ้นมาหน่อยก็เป็นได้

โอกาสสำหรับ Developer : ที่ดินถูก –- ผังเมืองใหม่ – รถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย

          ถ้ายังจำกันได้ เรามองกันว่าเรื่องภาษีที่ดินนั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยลบในตลาดอสังหาฯ แต่เรื่องภาษีที่ดินอาจจะเป็นโอกาสสำคัญของ Developer เพราะเรื่องภาษีไม่ได้มีผลกระทบแค่ Developer แต่กระทบทุกคน ดังนั้นเจ้าของที่ดินทั้งหลายที่ถือที่ดินเอาไว้ก็อยากจะลดภาระเรื่องภาษีด้วยการขายที่ดินในราคาที่ถูกลงเพื่อระบายที่ดิน ซึ่งในส่วนนี้ถ้าเป็น Developer เจ้าใหญ่ ก็ได้โอกาสซื้อที่ดินบนทำเลดี ๆ ในราคาถูกได้ นอกจากเรื่องของราคาที่ดินที่ถูกขึ้นแล้ว ยังมีเรื่องของผังเมืองใหม่ที่เมืองจะขยายตัวมากขึ้น รวมไปถึงรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่เริ่มทยอยเสร็จ ทำให้คอนโดมิเนียมในย่านรอบนอกที่อยู่ติดรถไฟฟ้าน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น ก็ถือเป็นอีกปัจจัยบวกนึงที่ทำให้ตลาดอสังหาฯปี 2564 ยังพอไปได้

          ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือการวิเคราะห์ตลาดอสังหาฯปี 2564 จากแนวโน้มและข้อมูลของปี 2563 ซึ่งสรุปได้ง่าย ๆ ว่าตลาดอสังหาฯ อาจจะดีขึ้นจากปัจจัยบวกในเรื่องของวัคซีน COVID-19 ที่ได้ผลเร็วกว่าที่คาดการณ์กันเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีการผ่อนปรนรับชาวต่างชาติเข้าประเทศระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีทั้งในตลาดของการซื้อ-ขาย และตลาดเช่าคอนโดมิเนียม แต่ต้องยอมรับว่าจะไม่ได้ดีเท่าช่วงก่อนหน้า COVID-19 ไปอีก 3-4 เพราะฉะนั้นโอกาสที่ดีนี้จะเป็นของคนที่มีกำลังซื้อ มีเงินเย็นในการลงทุน และสามารถอดทนรอผลตอบแทนในระยะยาวได้ ส่วนนักลงทุนรายย่อยที่ไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มากนัก และลงทุนอสังหาจาก OPM หรือ Other’s people money อาจจะได้รับโอกาสดี ๆ จากดอกเบี้ยที่ถูกลง แต่ต้องมั่นใจว่าตัวเองสามารถรับความเสี่ยง และอดทนรอผลตอบแทนในระยะยาวจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อน ๆ สามารถติดตามบทความวิเคราะห์อสังหาฯไทยได้ที่นี่ พร้อมวิเคราะห์ทำเลแบบเจาะลึก ครั้งหน้าเราจะหยิบยกเรื่องราวอะไรมาบอกเล่ากับเพื่อน ๆ อีก อย่าลืมติดตามกันค่ะ