logo

          การประนอมหนี้ คือหนึ่งในทางออกที่หลาย ๆ คนนึกถึง โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจขาลงแบบนี้ เพราะแน่นอนว่าหนึ่งในปัญหาที่จะเกิดขึ้นเลยก็การที่ผู้คนจะตกงาน หรือมีรายได้น้อยลง ซึ่งปัญหาที่จะตามมาเป็นอันดับต้น ๆ ก็คือเรื่องของ “หนี้” นั่นเอง อย่างที่เราเคยได้บอกเพื่อน ๆ ไปแล้วว่าในปี 2563 นั้นประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงถึง 83.8% ซึ่งสูงสุดในรอบ 18 ปีเลยทีเดียว ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจหากภาระหนี้สินจะกลายมาเป็นหนึ่งในปัญหาที่หลาย ๆ คนกังวล และลำบากใจ

          สำหรับหลาย ๆ คนที่กำลังเครียดว่าในสถานการณ์แบบนี้ ที่รายได้ลดลงจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ เราสามารถทำอะไรได้บ้าง ก็ไม่ต้องกังวลใจจนเกินไป เพราะวันนี้เรื่องที่เราจะมาพูดกันนั่นก็คือเรื่องของการ “ประนอมหนี้” อีกทางออกสำหรับปัญหาเรื่องหนี้ ที่หลาย ๆ คนยังไม่รู้จัก เพราะโดยปกติแล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เราไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด หลาย ๆ คนมักจะอยู่เฉย ๆ หรือหนีหนี้ ซึ่งการทำแบบนั้นจะนอกจากจะไม่ช่วยแก้ไขปัญหาแล้ว ยังทำให้มีปัญหาตามมาอีกมากมาย ตั้งแต่ดอกเบี้ย ในอัตราผิดนัดชำระหนี้ ค่าธรรมเนียมจากการจ่ายหนี้ล่าช้า และที่เลวร้ายที่สุด อาจจะไปถึงขั้นต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันเลยทีเดียว 

. . . . . . . . . .

เตรียมตัวเตรียมใจก่อนไปประนอมหนี้

ขั้นตอนการประนอมหนี้

          นิวบ์เข้าใจดีเลยแหละว่าการจะเดินเข้าไปหาเจ้าหนี้เพื่อจะขอประนอมนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แน่นอนว่าลูกหนี้ทั้งหลายจะเกิดอาการหนักใจ เสียใจ และอับอาย ที่จะต้องเดินไปบอกเจ้าหนี้ว่าเราไม่มีเงินที่จะชำระหนี้ให้ในช่วงนี้ สิ่งที่เราอยากจะบอกเพื่อน ๆ ก็คือว่าการเดินเข้าไปพูดคุยกับเจ้าหนี้นั้น ให้คิดเสียว่ามันคือจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงความจริงใจว่าเราไม่ได้จะหนีหนี้นะ และเรายังมีความต้องการที่จะชำระหนี้ให้คุณเหมือนเดิม แต่อยากจะขอเปลี่ยนวิธีการ หรือจำนวนเงิน ให้เข้ากับสถานการณ์ที่เราต้องเจอ ซึ่งจุดนี้เอง เชื่อว่าร้อยทั้งร้อย เจ้าหนี้จะต้องเข้าใจ และช่วยเราแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างแน่นอน เพราะเจ้าหนี้เองก็ต้องการเงินของเขาคืนเช่นกัน 

1. ไม่หนี

          นี่คือสิ่งแรกที่เราอยากให้เพื่อน ๆ ทำเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เราไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ เพราะการหนีหนี้นั้น นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการติดตามหนี้แล้ว ยังทำให้เจ้าหนี้เห็นถึงความไม่จริงใจในการชำระหนี้คืนของเรา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการฟ้องร้องได้ และแน่นอนแหละว่าคงไม่มีใครอยากจะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลหรอกจริงไหม?

          การไม่หนีหนี้ ยังคงติดต่อกับเจ้าหนี้อยู่ตลอด จะทำให้เจ้าหนี้เห็นความจริงใจของเราในการชำระหนี้สิน และจะทำให้เจ้าหนี้เต็มใจที่จะช่วยเราหาทางออกมาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ที่เป็นบุคคล หรือธนาคารก็ตาม

2. พูดความจริง

           สิ่งต่อไปที่เราต้องแจ้งกับเจ้าหนี้ก็คือ การพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับเรา จนทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ พร้อมทั้งนำเอกสารหลักฐานในกรณีที่ถูกนายจ้างเลิกจ้าง หรือถูกพักงานโดยไม่ได้รับเงินเดือน เพื่อเป็นหลักฐานกับเจ้าหนี้ ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เราต้องผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งส่วนนี้ก็จะช่วยยืนยันสิ่งที่เราพูดว่าเป็นความจริง หรือหากเพื่อน ๆ ที่ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวแล้วได้รับผลกระทบ ก็สามารถยื่นเอกสาร หรือประกาศข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพของเราได้เช่นกัน

3. มีเมื่อไหร่ต้องจ่าย

          อย่าผิดนัดซ้ำซ้อน นี่คืออีกหนึ่งในหลักที่เราต้องตั้งใจเอาไว้ว่าเมื่อเหตุการณ์กลับมาสู่สถานการณ์ปกติแล้ว เราจะต้องจ่ายหนี้ให้เจ้าหนี้ในอัตราเดิม ก่อนที่จะเกิดการประนอมหนี้ หรือหากได้รับการประนอมหนี้แล้วนั้นก็ต้องจ่ายหนี้ตามอัตราที่ได้ทำการตกลงกันไว้ ไม่ผิดนัด

          หลังจากที่เราได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการเข้าประนอมหนี้แล้ว สิ่งต่อไปที่เราจะมาพูดถึงกันก็คือกระบวนการ และขั้นตอนในการประนอมหนี้นั่นเอง จะมีขั้นตอนยังไงบ้างไปติดตามกันเลยค่ะ

วิธีเจรจาประนอมหนี้

วิธีเจรจาประนอมหนี้

1. เดินหน้าเข้าเจรจา

          สำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการจะเข้าไปประนอมหนี้สิ่งแรกที่ต้องทำคือติดต่อเจ้าหนี้ เพื่อขอเข้าพบทำการสอบถามวิธีเจรจาประนอมหนี้ สำหรับเพื่อน ๆ ที่เป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อนบ้าน หนี้ผ่อนรถกับธนาคาร ก็ให้ติดต่อกับธนาคารที่เรากู้สินเชื่อด้วย โดยระบุไปเลยว่าเราจะขอทำการประนอมหนี้ และสอบถามถึงเอกสารที่จะต้องใช้ ว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรไปบ้าง เพื่อไม่ให้เดินทางไปเสียเที่ยว 

2. เตรียมเอกสาร

          ในการประนอมหนี้นั้น ไม่ใช่แค่การเดินเข้าไปคุยเฉย ๆ แต่นั่นหมายถึงการวางแผนชำระหนี้ใหม่ ซึ่งต้องใช้เอกสารในการยืนยันแผนการชำระหนี้ใหม่ด้วย ซึ่งเอกสารที่ต้องใช้นั้นก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละสถาบันการเงิน แต่ส่วนของเอกสารต้องใช้ที่เรารวบรวมมาให้ในวันนี้เป็นเพียงไกด์ไลน์เท่านั้นว่าส่วนใหญ่แล้วต้องใช้เอกสารส่วนใดบ้าง เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้เตรียมตัวกันก่อนเข้าไปสอบถามกับธนาคารนะคะ

          ซึ่งเอกสารที่เราจะใช้นั้นจะมีสามส่วนด้วยกัน คือส่วนของเอกสารส่วนตัว, เอกสารรายได้ และสุดท้ายคือเอกสารแสดงภาระหนี้สิน 

1. เอกสารส่วนตัว

2. เอกสารรายได้ (เพื่อให้ธนาคารพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้)

2.1 สำหรับผู้ประกอบอาชีพประจำ, พนักงานรับเงินเดือน

  • หนังสือรับรองเงินเดือนตัวจริง สลิปเงินเดือน ย้อนหลัง 3 เดือน บัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน

2.2 สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ เจ้าของกิจการ หรือ ค้าขาย

3. เอกสารแสดงภาระหนี้ต่าง ๆ

  •  ใบแจ้งหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สัญญากู้เงินต่าง ๆ
  •  เอกสารเลิกจ้าง, เอกสารแจ้งการลดเงินเดือน (ถ้ามี)

3. แผนชำระหนี้

แผนการชำระหนี้

          แผนชำระหนี้ คือกำหนดการการชำระหนี้ ที่เรานำเข้าไปปรึกษากับทางธนาคารในตอนที่เข้าไปขอประนอมหนี้ ซึ่งในส่วนของแผนชำระหนี้นั้น เราจะต้องประเมิณความสามารถของตัวเองก่อนที่จะวางแผนชำระหนี้ โดยจะต้องคำนึงถึงความสามารถของตัวเองตามจริง และต้องมีการระบุว่าจะเปลี่ยนจำนวนการชำระหนี้ต่อเดือนเหลือเดือนละเท่าไหร่? จะขอยืดระยะการชำระหนี้ไปอีกกี่ปี ซึ่งต้องขอย้ำว่า “ต้องวางแผนตามความสามารถจริง” เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ผิดชำระหนี้ในระหว่างการประนอมหนี้อีกอาจจะทำให้เราเจรจาอีกครั้งได้ลำบาก และอาจจะเสียคำธรรมเนียมผิดนัดชำระหนี้ด้วย

 

          สำหรับแผนชำระหนี้นั้น มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งวันนี้เราก็ได้รวบรวมแผนชำระหนี้มาไว้ให้แล้ว เพื่อน ๆ สามารถอ่านประกอบการตัดสินใจว่าแผนชำระหนี้ในรูปแบบไหนจะเหมาะกับเราและสถานการณ์ที่เราต้องเจอมากที่สุด 

ขอโอนบ้าน/คอนโด ให้เป็นของธนาคาร แล้วค่อยซื้อคืน (เหมือนเช่าอยู่ โดยค่าเช่าคิดอยู่ที่ 0.4 – 0.6% ของราคาบ้านและคอนโด)

          ข้อนี้เหมาะสำหรับคนที่มีภาระหนี้สินเกี่ยวกับการผ่อนบ้าน หรือผ่อนคอนโด ซึ่งถึงว่าเป็นภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ และค่อนข้างสำคัญ ซึ่งไม่ควรจะผิดนัดเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นถ้าเพื่อน ๆ กำลังประสบปัญหาและประเมินแล้วว่าไม่มีความสามารถพอในการจะชำระค่างวดผ่อนบ้าน หรือผ่อนคอนโด ควรเดินหน้าเข้าขอประนอมหนี้กับทางธนาคารไว้ก่อนเลย เพื่อป้องกันเรื่องดอกเบี้ยบ้าน ที่จะทวีคูณ จนทำให้มีหนี้เพิ่มเสียเปล่า ๆ 

 

          ซึ่งวิธีการโอนบ้าน / โอนคอนโด ให้เป็นของธนาคารก่อน แล้วค่อยซื้อคืนนั้น คือการเจรจาขอเซ็นสัญญาโอนบ้าน โอนคอนโด ให้เป็นชื่อของธนาคารที่เรากำลังผ่อนอยู่ แล้วเซ็นสัญญาขึ้นมาอีก 1 ฉบับคือฉบับการขอเช่าบ้านของเรา ซึ่งในวันที่เรามาขอซื้อคืนบ้านและคอนโด ธนาคารจะคิดราคาจากยอดที่คงเหลือจากยอดที่เราผ่อนชำระค้างไว้ ซึ่งวิธีการประนอมหนี้ในรูปแบบนี้นั้นมีข้อดีอยู่หลายข้อเช่น

1. ช่วยลดภาระเรื่องการยอดชำระรายเดือนที่จะลดลง

          เพราะโดยปกติแล้วสัญญาเช่านั้น ทางธนาคารจะคิดอยู่ที่ 0.4 – 0.6% ของราคาบ้าน และคอนโดต่อเดือน ซึ่งถูกกว่าตอนที่ผ่อนชำระปกติ 

2. ลดความเสี่ยงในการเจอกับอัตราดอกเบี้ยผิดชำระ

          เพื่อน ๆ คงทราบกันดีว่าบ้านและคอนโดมิเนียม คือหนี้ก้อนใหญ่ ซึ่งดอกเบี้ยเองเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน แต่อีกสิ่งที่ต้องรู้ไว้ก็คือ เมื่อเราผิดนัดชำระหนี้ อัตราดอกเบี้ยบ้านและคอนโดมันถูกเปลี่ยนทันที ซึ่งแน่นอนว่าจำนวนก็ไม่ใช่น้อย ๆ เช่นเดียวกัน ดังนั้นหลาย ๆ คนจึงพยายามทำทุกทาง เพื่อไม่ให้ตัวเองผิดนัดชำระหนี้บ้านและคอนโดนั่นเอง 

3. ยังได้อยู่อาศัยในบ้านของตัวเอง

          นิวบ์เชื่อว่าปัญหาที่หลาย ๆ คนกังวลในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลงแบบนี้ ก็คือเรื่องของที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะคนที่กำลังมีภาระหนี้สินในการต้องผ่อนบ้าน แต่การประนอมหนี้ในประเภทนี้จะช่วยลดเรื่องความกังวลในเรื่องของการอยู่อาศัยไปได้บ้าง

ขอลดดอกเบี้ย

          การขอลดดอกเบี้ย เป็นอีกหนึ่งในแผนการชำระหนี้ ที่หลาย ๆ คนใช้ในการประนอมหนี้ ซึ่งจะเหมาะกับคนที่เป็นหนี้ที่มีเงินต้นและอัตราดอกเบี้ยสูง 

ขอลดค่างวด

          แผนชำระหนี้ในแบบนี้คือการขอลดจำนวนการผ่อนชำระต่อเดือนให้ลดลง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือน ให้สัมพันธ์กับรายได้ที่ลดลง เช่น หากปกติต้องชำระอยู่ที่ 6,000 บาทต่อเดือน ก็อาจจะขอลดค่างวดลง โดยมีกำหนดเวลาชัดเจนว่าจะชำระในยอดนี้เป็นระยะเวลากี่ปีกี่เดือน ซึ่งวิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ถูกลดเงินเดือน โดยอาจจะขอลดค่างวดลง ตามสัดส่วนของเงินเดือนที่ถูกลดลงไปก็ได้ 

ขอขยายเวลาชำระหนี้

          การขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปจะช่วยให้ภาระการชำระหนี้ต่องวดของเราน้อยลง เพราะระยะเวลาของหนี้จะนานขึ้น ซึ่งแผนชำระหนี้ในรูปแบบนี้จะเหมาะกับคนที่ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพราะสามารถขอยืดระยะเวลาชำระหนี้ได้เป็นปี เหมาะกับคนที่กำลังประสบกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่ารายได้จะกลับมาเป็นปกติได้ตอนไหน แต่ถ้าหากสถานการณ์กลับมาปกติ และธุรกิจที่ทำอยู่ดำเนินกิจการต่อไปได้ปกติ เพื่อน ๆ ก็สามารถโปะหนี้เพิ่มเติมจากงวดชำระรายเดือนได้เพื่อให้หนี้หมดเร็วกว่า หรือหมดตามกำหนดการเดิมได้

ขอชำระเฉพาะดอกเบี้ย

          หากผ่อนชำระต่อเดือนไม่ไหวแล้ว การขอชำระเฉพาะดอกเบี้ยก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ แม้เงินต้นจะไม่ได้ลดลงแต่เราก็ลดภาระการชำระหนี้ต่อเดือนไปได้มากพอสมควร แล้วถ้าสถานการณ์กลับมาปกติเท่าไหร่ก็เข้าไปเจรจากับธนาคารขอชำระหนี้ในรูปแบบเดิมทั้งต้นทั้งดอกได้เหมือนเดิม

ขอให้คิดดอกเบี้ยในอัตราปกติ (กรณีที่ผิดนัดชำระหนี้)

          แผนชำระหนี้ในรูปแบบนี้เหมาะสำหรับเพื่อน ๆ ที่มีการผิดนัดชำระหนี้ก่อนที่จะมีการขอเข้าประนอมหนี้ เพราะคงรู้กันดีว่าเมื่อเราผิดนัดชำระหนี้ 1 ครั้ง ดอกเบี้ยที่ทางธนาคารจะคิดกับเรานั้นจะเปลี่ยนไปทันที ซึ่งแน่นอนว่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่าปกติ ซึ่งยิ่งเราผิดนัด ดอกเบี้ยก็ยิ่งบานขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจจะกลายเป็นปัญหาก้อนโตที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ การขอประนอมหนี้โดยการขอให้ธนาคาร หรือเจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยในอัตราปกติก็เป็นอีกทางเลือกนึง โดยอาจจะโชว์เอกสารหรือหลักฐานที่ทำให้ธนาคารเห็นว่าเราไม่มีความสามารถมากพอที่จะชำระหนี้ในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ได้ และแสดงความจริงใจว่าเราชำระหนี้อย่างแน่นอน 

ขอลดค่าปรับผิดนัดชำระหนี้

          นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเราผิดนัดชำระหนี้แล้ว ส่วนของค่าปรับในการผิดนัดชำระหนี้เองก็มีเช่นกัน สำหรับเพื่อน ๆ ที่ผิดนัดชำระหนี้ไว้หลายเดือน อาจจะเกิดหนี้เพิ่มเติมในส่วนของค่าปรับผิดชำระหนี้ได้ ในกรณีที่เพื่อน ๆ เจอสถานการณ์ที่แย่จริง ๆ ในช่วงระยะเวลาที่ผิดนัดชำระหนี้ไป แล้วสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ก็อาจจะสามารถขอธนาคารลดค่าปรับผิดชำระหนี้ลง โดยอย่าลืมยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับรายได้ โดยเฉพาะในเดือนที่เกิดปัญหากับธนาคาร หรือเจ้าหนี้ด้วยนะคะ

ขอรวมหนี้

          การมีหนี้หลายก้อน จะทำให้เราต้องจ่ายดอกเบี้ยหลายต่อ ซึ่งหลาย ๆ คนไม่รู้ว่าเราสามารถตัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ด้วยวิธีการรวมหนี้ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

 

          ยกตัวอย่าง เช่น หากเพื่อน ๆ เป็นทั้งหนี้บัตรเครดิต และหนี้ผ่อนรถ กับธนาคาร A ทั้งสองก้อน และดอกเบี้ยของทั้งสองก้อนก็ไม่ใช่น้อย ๆ แถมยังมีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เท่ากัน และแน่นอนว่าจะเกินความสามารถในการชำระหนี้ของเราแน่นอน ดังนั้นการขอรวมหนี้อาจจะเป็นวิธีการขอประนอมหนี้ที่เหมาะกับเพื่อน ๆ

 

          ซึ่งวิธีการจริง ๆ แล้วก็คือการกู้เงินจากธนาคาร มา 1 ก้อน ในวงเงินที่ครอบคลุมจำนวนหนี้ทั้งหมดที่เรามีกับธนาคาร A เพื่อเสียดอกเบี้ยทางเดียว ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยจากภาระหนี้สินทั้งสองก้อนที่เราจ่ายมาตลอด ซึ่งเพื่อน ๆ อาจจะสงสัยว่า ทำไมเราถึงต้องทำแผนชำระหนี้นี้ในการประนอมหนี้ นั่นก็เป็นเพราะว่าถ้าเราเข้าสู่กระบวนการประนอมหนี้ ทางธนาคารอาจจะคิดดอกเบี้ยเงินก้อนที่เรากู้มาโปะหนี้ทั้ง 2 ก้อนในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการที่เราขอกู้เอง (แถมถ้าลงมือยื่นกู้เองโดยไม่ผ่านกระบวนการ อาจจะมีสิทธิ์กู้ไม่ผ่าน เพราะยังมีภาระหนี้สินทั้งบัตรเครดิต และหนี้ผ่อนรถอยู่ด้วย)

นอกเหนือจากการรวมหนี้จากธนาคารเดียวกันแล้ว บางธนาคารก็รับการรวมหนี้จากที่อื่นด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ในระบบที่เรามีกับธนาคารอื่น หรือแม้กระทั่งหนี้นอกระบบก็สามารถนำเข้ามาประนอมหนี้รูปแบบของการรวมหนี้ได้เช่นกัน 

           ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็คือเรื่องของประนอมหนี้ที่เราเอามาฝากเพื่อน ๆ ที่กำลังมีปัญหาเรื่องภาระหนี้สิน และความสามารถในการผ่อนชำระที่ไม่สัมพันธ์กัน ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าทุกปัญหามีทางออก โดยเฉพาะเรื่องหนี้ที่ไม่ได้กระทบแค่ฝ่ายเรา แต่ยังกระทบเจ้าหนี้อีกด้วย ซึ่งการประนอมหนี้นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับเพื่อน ๆ แถมยังลดปัญหาการโดนฟ้องร้องจากเจ้าหนี้ได้แล้ว ยังช่วยลดปัญหาเรื่องภาวะหนี้เสีย หรือ NPL ที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย เพราะหนี้เสียนั้นนอกจากจะเป็นประวัติทางการเงินที่ไม่พึงประสงค์ของตัวเพื่อน ๆ ซึ่งจะทำให้ติดแบล็คลิสต์ และถูกฟ้องร้องแล้ว ยังเป็นปัญหาระดับประเทศด้วย เพราะอาจจะก่อให้เกิดภาวะดอกเบี้ยแพงขึ้นมาได้

          นอกเหนือจากเรื่องการประนอมหนี้แล้ว เรายังมีบทความการเงินที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินเชื่อกู้ซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ไปจนถึงเรื่องของบัตรเครดิต ที่น่าสนใจ เราก็มีแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้ติดตามอ่านข่าวสารกัน อย่าลืมมาอัพเดทข่าวอสังหา กับเราที่นี่ล่ะ แล้วพบกันใหม่บทความหน้าค่ะ