logo

          หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าสเต็กอาหารที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ที่เราชื่นชอบกันอยู่ในทุกวันนี้นั้นมีประวัติศาสตร์ที่มาที่ไปอย่างไร? ที่จริงแล้วมีคำกล่าวกันว่า นี่เป็นเมนูอาหารที่เรียบง่ายที่สุดตั้งแต่มนุษย์เราทำอาหารกันมาเลยด้วยซ้ำไป นั่นคือการเอาเนื้อไปย่างไฟให้สุก โดยไม่ต้องหมักหรือปรุงแต่งรสอะไรทั้งนั้น เหมือนคำกล่าวที่ว่า True Love is rare, like a steak. ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว แต่หลังจากนั้นเมนูยอดฮิตนี้ก็ได้มีพัฒนาการขึ้นมาเรื่อย ๆ ทั้งวิธีการย่าง การแร่ การบ่ม การหมักเนื้อสัตว์ หรือแม้กระทั่งการปรุงรสก่อนนำไปย่าง เพื่อให้ได้เนื้อที่มีความอ่อนนุ่ม ชุ่มลิ้น และแทบจะเรียกว่าละลายในปากเราได้เลย วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับสเต็ก เมนูสุดโปรดของใครหลาย ๆ คน ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มีขั้นตอนการทำแบบไหน ตั้งแต่การเลือกเนื้อไปจนถึงการทำให้สุก รวมไปถึงแนะนำร้านสเต็กอร่อย ๆ ที่ต้องบอกว่าสำหรับคนรักเมนูนี้จะฟินไปพร้อม ๆ กันอย่างแน่นอนกับ แนะนำ 8 ร้านสเต็กสุดเด็ด รู้จักกับเมนูสุดฟินที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ร้านไหนปัง ร้านไหนอร่อย เนื้อนุ่ม ชุ่มฉ่ำ ละลายในปาก

. . . . . . . . . . .

รู้จักประวัติศาสตร์และความเป็นมา ก่อนจะเป็นสเต็ก (Steak)

          ก่อนจะไปแนะนำร้านสเต็กอร่อยนั้นเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า กว่าร้านสเต็กจะคัดสรรมาเป็นเมนูสุดพิเศษที่ได้รับความนิยมอย่างมากมายนั้น สเต็กมีตำนานความเป็นมาอย่างไร อย่างที่ได้บอกกันไปแล้วว่าการเอาเนื้อสัตว์มาย่างไฟให้สุกนั้น เป็นกรรมวิธีที่มากันมาตั้งแต่โบราณ แต่ในสมัยก่อนมักจะนิยมใช้การย่างทั้งตัวมากกว่าย่างเป็นชิ้น เป็นหลักการทำอาหารที่ต่อมาในโลกตะวันตกรู้จักและเรียกขานกันว่าบาร์บีคิวนั่นเอง ซึ่งก็ต้องเข้าใจกันก่อนว่า แม้ในปัจจุบันการเข้าร้านสเต็กดัง ๆ นั้นหลายคนจะเข้าใจไปว่าเป็นพื้นที่สำหรับคนรักเนื้อวัวเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย เพราะแรกเริ่มเดิมทีคนยังไม่ค่อยนิยมกินเนื้อวัวเหมือนปัจจุบันนี้ นั่นก็เพราะเราเลี้ยงวัวสำหรับใช้แรงงานทางการเกษตรและการปศุสัตว์เท่านั้น ตั้งแต่ใช้ทำไร่ไถนา รีดนมวัวในสมัยก่อน ไม่ได้เลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหารแบบเลี้ยงหมู 

          แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีการกินเนื้อวัวกันเพิ่มขึ้น ชาติแรก ๆ ที่ว่ากันว่าเริ่มกินเนื้อวัวก่อนใครคือชาวอังกฤษ โดยการเอาเนื้อวัวชิ้นใหญ่ ๆ มาอบความร้อนด้วยไฟอ่อน ๆ เป็นเวลานานเพื่อให้เนื้อนิ่ม จนกลายเป็นอาหารประจำชาติอังกฤษที่เรียกว่า โรสต์บีฟ Roast Beef ซึ่งก็ได้เริ่มกินเมนูนี้กันอย่างจริงจังมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 โดยการกินโรสต์บีฟของชาวอังกฤษ ได้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของลูกผู้ชายที่รักในเสรีภาพ นับจากนั้นการนิยมกินเนื้อวัวในหมู่ชาวอังกฤษ ก็ได้เป็นกลายเป็นภาพสะท้อนมุมมองในด้านการกินอาหารที่เปลี่ยนไปของชนชั้นสูง เพราะก่อนหน้านั้นเนื้อที่ชนชั้นสูงทั้งอังกฤษและทั้งยุโรปนิยมกินกันจะเป็นเนื้อของสัตว์ป่าต่าง ๆ เท่านั้น หลังจากนั้นก็เลยพากันยกย่องว่าเนื้อวัวนี่แหละเป็นเนื้อชั้นดี เป็นเนื้อที่ดีที่สุดในโลก

. . . . . . . . . . .

ทำไมร้านสเต็กถึงได้รับความนิยมไปทั่วโลก

          แม้ว่าการเริ่มกินเนื้อวัวจะเริ่มต้นขึ้นที่ประเทศอังกฤษ แต่หากนับอาหารประเภทสเต็กนั้นเริ่มโด่งดังมาจากประเทศฝรั่งเศส เพราะมีการนำเนื้อไปเสียบไม้ย่างไฟให้สุก และมีการใช้เกลือและพริกไทยในการเพิ่มรสชาติ จนกระทั่งในศตวรรษที่ 19 ร้านสเต็กที่เรียกกันว่าสเต็กเฮ้าส์ (Steakhouse) ได้เกิดขึ้นมาอย่างมากมาย โดยในประเทศอังกฤษขณะนั้นจะนิยมเรียกร้านสเต็กว่า Chophouse ส่วนในยุโรป ฝรั่งเศส และอเมริกา จะเรียกกันว่า Steakhouse แม้ว่า ณ ขณะที่เกิดร้านสเต็กขึ้นมามากมายในยุคนั้นก็ตาม เนื้อวัวก็ยังไม่ได้เป็นที่นิยมกินกันอย่างหลากหลายเท่าทุกวันนี้ ในยุคสมัยนั้นคนจะนิยมกินพวกเนื้อแกะและเนื้อหมูมากกว่า ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเนื้ออะไรก็ตาม วิธีการปรุงก็ไม่ได้แตกต่างกัน คือจะหั่นเนื้อเป็นชิ้นใหญ่ ๆ แล้วย่างไฟให้สุก ซึ่งการหั่นชิ้นใหญ่ ๆ นี่เองที่เรียกว่า Chop ซึ่งเป็นที่มาของ Chophouse นั่นเอง

          หลังจากนั้นไม่นานพอสิ้นสุดยุคสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา ก็ได้มีการพัฒนาศักยภาพในด้านการขนส่ง ทั้งทางรถยนต์และรถไฟ ทำให้การกินเนื้อวัวได้รับความนิยมสูงขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะสามารถขนส่งเนื้อวัวจากชนบทเข้าเมืองได้สะดวกรวดเร็ว ทำให้ราคาเนื้อวัวมีราคาถูกลงมาก ๆ ร้านสเต็กเฮ้าส์ต่าง ๆ จึงเริ่มมีสเต็กเนื้อวัวขายกันมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในยุคที่เริ่มเป็นที่นิยมนั้นจะเรียกสเต็กที่ทำจากเนื้อวัวว่า Beefsteak ส่วนคำว่า สเต็ก Steak เฉย ๆ จะไม่ได้หมายถึงเนื้อวัว และในเวลาไม่นานต่อมาก็ได้ทำให้สหรัฐอเมริกาได้กลายเป็นสังคมกินเนื้อวัวไปอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนที่เมนูสเต็กจากฝรั่งเศสจะกลายเป็นเมนูยอดนิยมของคนอเมริกันและคนทั่วโลก ร้านสเต็กก็ได้เกิดขึ้นมากมาย และสเต็กก็ได้กลายเป็นเมนูอาหารยอดฮิตของทุกคน

. . . . . . . . . . .

การแบ่งประเภทของเนื้อวัวจากความนุ่ม

          วัฒนธรรมการกินสเต็กจากอเมริกาได้เข้าไปสู่ทุกประเทศทั่วโลก ร้านสเต็กอร่อย ๆ ส่วนใหญ่จะมีเนื้อให้เลือกอย่างมากมาย ตั้งแต่เนื้อระดับทั่วไป ไปจนถึงเนื้อวัวจากประเทศญี่ปุ่นที่ว่ากันว่าเป็นแหล่งผลิตเนื้อสเต็กเบอร์หนึ่งของโลกไปแล้วในตอนนี้ แต่หลายคนอาจจะยังสงสัยว่าถ้าเข้าร้านสเต็กจะต้องสั่งเนื้อแบบไหนถึงจะอร่อย ก่อนอื่นเราจะมาดูการแบ่งสัดส่วนของเนื้อกันก่อนว่าแบ่งเป็นประเภทไหน จากอะไรได้บ้าง

เนื้อประเภทที่ 1 แบบที่มีความนุ่มมากที่สุด

          สำหรับร้านสเต็กพรีเมียมส่วนใหญ่ จะเลือกเนื้อที่ค่อนข้างมีความนุ่ม ซึ่งจะมาจากส่วนกลางหลังของวัว (Center of the back) ได้แก่ เนื้อประเภทพวก Rib, Loin, Serloin, Tenderloin เนื้อประเภทนี้เหมาะกับการนำไปทอด ย่าง และอบ มากที่สุด

เนื้อประเภทที่ 2 แบบที่มีความนุ่มปานกลาง

          ส่วนใหญ่เนื้อที่นุ่มในระดับกลาง ๆ จะเป็นเนื้อที่ได้มาจากบริเวณโคนขาและสะโพก(Leg or Round or Rump) รวมไปถึงเนื้อจากส่วนหัวไหล่ (Chuck or Shoulder) เนื้อประเภทนี้เหมาะกับการนำไปต้มตุ๋นหรือทำเป็นเนื้อบด

เนื้อประเภทที่ 3 แบบที่มีความนุ่มน้อยที่สุด

          ส่วนใหญ่เนื้อที่นุ่มน้อยที่สุดจะมาจากเนื้อบริเวณส่วนกลางลำตัวด้านท้อง (Flank) เนื้ออก (Breast or Short plate) ส่วนสันคอ (Neck) ส่วนต้นขาด้านหน้า (Brisket) และส่วนต้นขาหน้า (Shank) เนื้อประเภทนี้เหมาะสำหรับการนำไปทำสตู ตุ๋น ต้ม หรือทำเนื้อบด

. . . . . . . . . . .

เข้าร้านสเต็กทั้งที จะสั่งเนื้อส่วนไหนดี เรามีเคล็ดลับมาฝากกัน

          หลายคนเคยเคยเจอปัญหาเหมือนกับเรา เข้าร้านสเต็กอร่อย ๆ แต่ไม่รู้จะสั่งเนื้อแบบไหน เมนูก็มีให้เลือกมากมายจนตาลาย แต่พอดู ๆ ไปแล้วก็เหมือนกันหมดเลย วันนี้เรามีเคล็ดลับดี ๆ มาฝากกันว่าเข้าร้านสเต็กควรจะสั่งเนื้อชิ้นส่วนไหนให้ตรงกับใจเรามากที่สุด 

สันใน (Fillet หรือ Tenderloin)

          เป็นเนื้อส่วนที่ตัดจากกลางตัว อยู่ระหว่างสองข้างของแนวกระดูกสันหลัง จะเป็นชิ้นเนื้อส่วนที่ละเอียดที่สุด มีความนุ่มมากที่สุด และไม่มีไขมัน ส่วน Fillet Mignon คือส่วนของเนื้อวัวสันในที่มีขนาดชิ้นเล็กที่สุด ได้รับความนิยมมากในร้านสเต็กชั้นนำ

สันนอกติดกระดูก หรือทีโบน (T-Bone หรือ Porterhouse)

          เป็นเนื้อวัวส่วนสันนอกที่ติดกับกระดูกช่วงเอวของวัว ส่วนเนื้อจะตัดมาจากส่วนกลาง มาพร้อมกระดูกรูปตัวที (T) ซึ่งเนื้อทีโบนนี้จะประกอบด้วยเนื้อสันนอก (Sirloin) และเนื้อสันใน (Fillet) รวมอยู่ในชิ้นเนื้อเดียวกัน

เนื้อส่วนซี่โครง (Rib Eye)

           เนื้อส่วนนี้จะมีความนุ่ม รสชาติจะเข้ม ตัดมาจากส่วนต้นของซี่โครงที่นำมาตัดแต่งกระดูกและเอ็นรอบนอกออก เหลือไว้แต่เนื้อส่วนกลางที่ให้รสชาติดีมากที่สุด เนื้อส่วนซี่โครงนิยมนำมาย่างและทอดแบบน้ำมันน้อย ๆ

เนื้อส่วนซี่โครงด้านนอก (Prime Rib)

          เป็นเนื้อส่วนซี่โครง ชิ้นที่ 6-12 ที่ตัดมาแบบติดหรือไม่ติดกระดูกก็ได้ทั้งนั้น แต่ส่วนเนื้อจะมีไขมันแทรกกลางค่อนข้างมาก และบริเวณขอบชิ้นเนื้อจะมีส่วนของเอ็นคั่นกลางก่อนถึงไขมัน นิยมนำมาย่างเท่านั้น เพราะเนื้อจะนุ่มหวานอร่อย

สันนอก (Sirloin) 

          เป็นอีกส่วนของเนื้อที่ค่อนข้างนุ่ม และเป็นที่นิยมสำหรับร้านสเต็กเนื้อ ส่วนนี้อยู่ระหว่างขาหลังและเนื้อส่วนล่าง เนื้อสันนอกนิยมตัดเป็นชิ้นขาย ทั้งแบบมีหรือไม่มีกระดูก เช่น Top sirloin steak, Sirloin flat bone, Round bone sirloin และ Pin bone sirloin

เนื้อลูกมะพร้าว (Knockle หรือ Sirloin tip)

          เป็นเนื้อวัวส่วนที่อยู่ตรงช่วงโคนขาหลังใกล้กับส่วนสะโพก เป็นเนื้อก้อนใหญ่ นุ่มปานกลาง ไม่เหนียว เคี้ยวง่าย และไม่มีมัน ในวัวหนึ่งตัว จะมีเนื้อลูกมะพร้าวด้วยกัน 2 ก้อน เหมาะสำหรับย่าง ต้ม และตุ๋น

เนื้อส่วนสะโพก (Top Round)

          อยู่ตรงส่วนหลัง ค่อนไปทางด้านข้างของขา เนื้อส่วน Round เป็นเนื้อที่มีไขมันน้อย นุ่มพอประมาณ ย่างก็อร่อย แต่ Top Round ในส่วนพับในจะมีความนุ่มมากกว่า เนื้อส่วนนี้ทำอาหารได้หลากหลาย เหมาะกับการต้ม หรือตุ๋นด้วยเช่นกัน

เนื้อส่วนคอถึงไหล่ (Chuck หรือ London Broil)

          เป็นส่วนของเนื้อวัวที่ไม่มีกระดูกหรือกล้ามเนื้อมีไขมันแทรกเล็กน้อย และมีเอ็นแก้วแทรกอยู่ตรงกลางชิ้นเนื้อ (Top Blade) จะเป็นเนื้อส่วนที่มีเอ็นอ่อนแทรก นำมาย่างก็จะได้ความอร่อยที่ไม่ซ้ำใคร

เนื้อพื้นท้อง (Flank)

          เป็นเนื้อส่วนที่มีไขมันค่อนข้างน้อยและมีกล้ามเนื้อ เนื้อส่วนนี้จะมีรสเข้มและรสชาติดีมาก เหมาะกับการนำมาย่างไฟอ่อน ๆ ใช้ทำสเต็กและทำอาหารประเภทใช้ไฟอ่อน ๆ เป็นเวลานาน ๆ เนื้อน่อง (Shank) เป็นเนื้อส่วนที่ติดกับขา มีทั้งเอ็นและไขมันขนาดใหญ่แทรกอยู่ในเนื้อ แม้จะมีความนุ่มอยู่บ้าง แต่จะค่อนข้างเหนียวพอประมาณ เหมาะจะนำมาทำอาหารประเภทตุ๋น ต้ม ทำซุป หรืออาหารที่ต้องเคี่ยวไฟนาน ๆ

เนื้อใบพาย (Parerlon)

          เนื้อส่วนนี้จะมีความนุ่มปานกลาง เป็นชิ้นเนื้อส่วนกลางที่อยู่ระหว่างสันคอกับเนื้อท้อง มีไขมันแทรกกระจายตัวสวยงาม เป็นเนื้อที่นำไปทำเมนูได้หลายหลาย ย่างก็อร่อย ตุ๋นก็ละลายในปาก เนื้อส่วนสันไหล่ หรือตะพาบ (Macreuse) เนื้อส่วนนี้จะมีความนุ่มปานกลางเป็นเนื้อส่วนที่อยู่ใต้เนื้อส่วนสันคอ สัมผัสจะค่อนข้างนุ่มปนเหนียวแบบพอประมาณ นำมาย่างด้วยไฟอ่อน ๆ จะได้กลิ่นและรสชาติที่เยี่ยมมาก ๆ

. . . . . . . . . . .

ระดับความสุกของเนื้อที่คนรักสเต็กควรรู้ไว้ ก่อนเข้าร้านสเต็กด้วยความมั่นใจ

          เนื้อแต่ละส่วนมีความนุ่มที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับวิธีการย่าง และปัจจัยประกอบอื่น ๆ ในร้านสเต็กเราสามารถสั่งเมนูสเต็กโดยการเลือกระดับความสุกของเนื้อตามที่เราต้องการได้ ความสุกของเนื้อจะมีให้เราเลือกได้ 6 ระดับเลยทีเดียว เรามาดูกันดีกว่าว่าความสุกแบบไหน ควรสั่งอย่างไร ถึงจะช่วยให้เมนูจานโปรดของเหล่ามีทเลิฟเวอร์อร่อยและฟินไปพร้อม ๆ กัน 

1. ระดับ Blue Rare

         เป็นระดับความสุกของเนื้อที่เราอาจจะไม่นิยมมากเท่าไหร่ สีสันภายนอกของเนื้อจะออกเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ แต่เมื่อเราหั่นชิ้นเนื้อออกมาด้านในจะเป็นสีแดงสด คล้าย ๆ เนื้อดิบ เพราะว่าผ่านการย่างอย่างรวดเร็วเฉพาะผิวเนื้อด้านนอกเท่านั้น วิธีย่าง ใช้เนื้ออุณหภูมิห้อง นาบบนกระทะที่ตั้งไฟร้อนจัดข้างละ 2-3 นาที

2. ระดับ Rare

          เพิ่มความสุกของเนื้อขึ้นมาอีกนิดนึง การย่างแบบ Rare ก็ยังไม่เป็นที่นิยมมากเช่นเดียวกัน เนื้อด้านนอกออกจะเป็นสีน้ำตาลแก่ ๆ เมื่อหั่นเนื้อออกมาแล้ว ด้านในจะเป็นสีแดงประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ ไล่ระดับความเข้มออกมาถึงขอบนอก การย่างแบบนี้จะมีความเหนียวเล็กน้อย วิธีย่าง ใช้เนื้ออุณหภูมิห้อง นาบบนกระทะที่ตั้งไฟร้อนข้างละประมาณ 4 นาที โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิอาหาร ให้ได้อุณหภูมิประมาณ 48.8 องศาเซลเซียส

3. ระดับ Medium Rare

          เรียกว่าเป็นระดับความสุกมหาชนเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นความสุกของเนื้อที่คนชอบสั่งให้ร้านสเต็กทำมากที่สุด เนื้อจะนุ่ม ชุ่มฉ่ำมากที่สุด โดยเนื้อจะสุกจากขอบนอกเข้าไปด้านในประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลางยังคงสีแดง การย่างแบบนี้เนื้อจะหวาน ยิ่งเคี้ยวนานยิ่งอร่อย วิธีย่าง ใช้เนื้ออุณหภูมิห้อง นาบบนกระทะที่ตั้งไฟร้อนข้างละประมาณ 5 นาที โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิอาหาร วัดให้ได้อุณหภูมิประมาณ 54.4 องศาเซลเซียส

4. ระดับ Medium

          เพิ่มความสุกขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง การย่างแบบนี้เนื้อด้านในจะออกสีชมพูไล่สีออกมาจนถึงขอบด้านนอกที่เป็นสีน้ำตาลเข้ม เนื้อแบบมีเดียมจะยังคงความฉ่ำหวานอยู่ แต่จะเริ่มมีความเหนียวมากขึ้น เหมาะสำหรับการทำชิ้นบางมากกว่าเนื้อชิ้นหนา วิธีย่าง ใช้เนื้ออุณหภูมิห้อง นาบบนกระทะที่ตั้งไฟร้อนข้างละประมาณ 6-7 นาที โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิอาหาร วัดให้ได้อุณหภูมิความร้อนประมาณ 60 องศาเซลเซียส

5. ระดับ Medium Well

          เป็นความสุกในระดับที่เกือบจะสุกทั่วทั้งชิ้น เว้นเพียงเนื้อส่วนตรงกลางจะมีสีชมพูอ่อน ๆ เจืออยู่บาง ๆ เท่านั้น การย่างสุกแบบนี้เนื้อจะเริ่มมีความเหนียว ความชุ่มฉ่ำของเนื้อจะเหลือน้อยลง แต่ตรงกลางจะยังมีความนุ่มเหลืออยู่ วิธีย่าง ใช้เนื้ออุณหภูมิห้อง นาบบนกระทะที่ตั้งไฟร้อนข้างละประมาณ 7-8 นาที โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิอาหาร วัดให้ได้อุณหภูมิความร้อนประมาณ 65.5 องศาเซลเซียส

6. ระดับ Well Done

          สำหรับคนชอบความสุกแบบสุกทั่ว ๆ การย่างแบบนี้เนื้อจะแห้ง ค่อนข้างแข็งกระด้าง และขาดความชุ่มฉ่ำ เป็นการสุกของเนื้อแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื้อจะออกสีน้ำตาลเข้มทั้งชิ้น ทั้งด้านในและด้านนอก วิธีย่าง ใช้เนื้ออุณหภูมิห้อง นาบบนกระทะที่ตั้งไฟร้อนข้างละประมาณ 9-10 นาที

. . . . . . . . . . . .

แนะนำ 8 ร้านสเต็กสุดจัด เอาใจบรรดา Meat Lover ไม่ไปถือว่าพลาดมาก

1. Medium Rare Steak & Wine

01

ขอบคุณภาพจาก : Facebook Medium Rare Steak & Wine

          เริ่มกันที่ร้านสเต็กระดับพรีเมียม 5 ดาวกันก่อนเลย กับร้าน Medium Rare Steak & Wine ร้านสเต็กที่จะพาเราฟินไปกับสุดยอดรสชาติของเนื้อชั้นเยี่ยมต่าง ๆ ได้ เพราะที่นี่ใช้เนื้อคุณภาพมาตรฐานจากฟาร์มของสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย เป็นร้านเดียวที่มีเนื้อ Tomahawk ให้เลือกอย่างจุใจถึง 4 ชนิด จาก 2 ประเทศ พร้อมด้วยเครื่องเทศสูตรเฉพาะของทางร้าน รวมถึงการปรุงที่มาพร้อมกับความนุ่มพิเศษของเนื้อทุกชิ้น ที่ผ่านการย่างอย่างพิถีพิถันบนเตาหินภูเขาไฟ บอกเลยว่าหวานฉ่ำลิ้นมากมายจริง ๆ แถมยังเป็นร้านสเต็กคุณภาพที่ราคาไม่แรงเกินไปอีกด้วย ที่สำคัญที่สุดคือการบริการที่ต้องบอกเลยว่าเราประทับใจมาก ๆ เป็นร้านสเต็กอร่อย ที่ชาว Meat Lover ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เหมาะทั้ง Dine-In และ Take-Away จริง ๆ 

          เมนูเด็ดของร้านสเต็ก Medium Rare Steak & Wine จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเนื้อเกรดพรีเมียมนำเข้า ที่มีให้เราเลือกกันอย่างจุใจ ที่เราอยากแนะนำเลยก็คือ 

1. Australian 150 Day Grain Fed ANGUS Beef จากวัวพันธุ์ Angus ที่ชาว Meat Lover รู้จักกันเป็นอย่างดี มีมันแทรกเล็กน้อยนุ่มลิ้นกำลังดี 

2. Australian 270 Day Grain Fed Black ANGUS Beef จากวัวพันธุ์ Black Angus ความนุ่ม มัน ที่แทรกอยู่ในเนื้ออย่างสวยงาม รสชาติดีเยี่ยมมาก ๆ 

3. Australian Wagyu Beef 7-weeks DRY-Aged Prime Ribs เป็นพันธุ์วัวที่ผสมกันระหว่าง Australian Black Angus กับ Japanese Wagyu เป็นเนื้อที่มีการให้คะแนน Marble Scoring อย่างเป็นทางการ เนื้อจะมีความนุ่มมาก ๆ พร้อมละลายในปาก ไขมันแทรกในเนื้อเป็นลายสวยงาม และยังเป็นไขมันดีที่มีโอเมก้าสูง

4. USDA Prime Tomahawk เนื้อเกรดสูงจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีมันแทรกน้อยมากเมื่อเทียบกับเนื้อจากออสเตรเลีย แต่ตัวเนื้อจะมีความนุ่มฉ่ำมากกว่าและมีกลิ่นไม่แรง

          ใครกำลังมองหาร้านสเต็กคุณภาพดีต้องไม่ควรพลาดเลย นอกจากเมนูสเต็ก และเนื้อแบบ Dry Aged ที่เป็นทีเด็ดแล้ว ร้านยังมีอาหารหลากหลาย ทั้งกุ้ง Lobster เป็น ๆ และปู Taraba จุดเด่นอีกอย่างของ Medium Rare Steak & Wine คือเนื้อจะชิ้นโตมาก ขนาดใหญ่ งานดีมาก ๆ แนะนำให้ปักหมุดรอกันได้เลย ส่วนใครที่สนใจสั่งแบบออนไลน์ สามารถสั่งอาหารของ Medium Rare Steak & Wine ผ่านทาง App Robinhood ได้เช่นกัน

Location : 12/1 ประดิพัทธ์ซอย 10 สามเสนใน พญาไท กรุงเทพมหานคร

เวลาเปิด-ปิด : 11.00-23.00 น. หยุดทุกวันจันทร์

เบอร์โทรศัพท์ : 063-8385389 และ 02-6186819

2. J.O.M. Journey of Meats

02

ขอบคุณภาพจาก : Facebook J.O.M. Journey of Meats

           ไปต่อกันเลยกับร้านสเต็กเฮาส์ สไตล์อิงลิช คอจเทจ J.O.M. Journey of Meats บอกได้ว่าเป็นร้านที่เอาใจสายเนื้ออย่างมากมายจริง ๆ เพราะมีทั้งเนื้อวัวครบครัน คัดเนื้อชิ้นโตพร้อมเสิร์ฟเนื้อคุณภาพ ที่คัดสรรมาอย่างดีให้กับเรา ทั้งเนื้อ US เนื้อ Black Angus เนื้อ Wagyu และเนื้อ Thai French รวมไปถึงเนื้อ Dry-aged หมักนุ่ม ๆ รสชาติเน้น ๆ ที่ทางร้าน Journey of Meats ทำเองอีกด้วย เราชอบเนื้อสวย ๆ ชิ้นไหน ขนาดเท่าไหร่ ก็สามารถเดินไปเลือกจากตู้ แล้วให้เชฟปรุงในสไตล์ของทางร้านได้เลย แต่ไม่ใช่เฉพาะเนื้อวัวเท่านั้น ทางร้านยังมีเนื้อแกะ เนื้อไก่ เนื้อหมู ไส้กรอกหมู และแฮมรมควัน ให้บริการอีกด้วยนะ ร้านสเต็ก Journey of Meats จะปรุงสเต็กจานโปรดของเราบนกระทะย่างหินลาวาภูเขาไฟ ที่มีกลิ่นควันกรุ่น ๆ หอม ๆ จากน้ำมันที่หยดลงบนหินลาวา รสชาติเนื้อของที่นี่จะไม่เน้นปรุงรสเยอะ แถมยังมีซอสให้เลือกมากมายเลย ทั้งมิ้นท์ซอส เท็กซ์-เม็กซ์ บาร์บีคิว ซอสพริกไทยดำ ทาทาร์ซอส เกรวี่ และแจ่วหอมแดง รวมไปถึง Honey Mustard และ Sauerkraut Mustard สูตรพิเศษของร้าน

          เมนูจานเด็ดของร้านสเต็กก็หนีไม่พ้นเนื้อสเต็กอย่างแน่นอน เลือกชิ้นเนื้อที่ชอบ ระดับความสุกที่ต้องการ บอกกับเชฟได้โดยตรง ที่อยากลองมาก ๆ เลยก็คือ Australian Wagyu Rib Eye เนื้อออสเตรเลียจานเด็ดจานนี้ หมักแค่เกลือพริกไทย น้ำมันมะกอก ย่างด้วยความสุกระดับ Medium Rare แทรกมันพอประมาณ ชุ่มลิ้นกันแบบสุด ๆ ไปเลย หรือจะเป็น Tkai-French T- Bone ที่มีความนุ่มไม่แพ้กัน ส่วนใครที่ไม่ใช่สายเนื้อ ก็อยากแนะนำให้ลอง Smoked Ribs สเต็กซี่โครงหมูย่าง ชิ้นเบิ้ม ๆ เนื้อหมูนุ่มละลายเปื่อยได้ที่มากจริง ๆ แนะนำเลยอร่อยมาก ๆ รวมไปถึงเมนูอื่น ๆ อย่างข้าวเนื้อน่องเอ็นแก้วสะดุ้งพริก เนื้อเอ็นนุ่ม ๆ เน้น ๆ ผัดสมุนไพรหอม ๆ หรือชีสเบอร์เกอร์ดีลักซ์ ที่ให้ชีสมาอย่างจุใจ พร้อมกระทะและเตาเล็ก ๆ ให้เราละลายชีสได้เองตามใจชอบ ฟินมากจริง ๆ ร้านสเต็ก Journey of Meats เป็นร้านที่บรรยากาศสบาย ๆ เป็นกันเอง เหมือนนั่งอยู่ในสวนหลังบ้าน ที่ให้มื้ออาหารของเราได้ทั้งความอร่อยและความอบอุ่นเป็นกันเองไปพร้อม ๆ กัน ส่วนใครที่สนใจสั่งแบบออนไลน์ สามารถสั่งอาหารของร้านสเต็ก Journey of Meats ผ่านทาง App LineMan ได้แล้ว

Location : พระราม 9 ซอย 41 รามคำแหง 24 กรุงเทพมหานคร

เวลาเปิด-ปิด : 12.00-21.00 น. 

เบอร์โทรศัพท์ : 02-0776060

3. Wagyuism

03

ขอบคุณภาพจาก : Facebook Wagyuism

          มาถึงร้านสเต็กอีกร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อวากิว (Waygu) เนื้อรสสัมผัสอ่อนนุ่มและลายหินอ่อนแทรกบนผิวเนื้อ ที่ส่งตรงมาจากเมืองโกเบเลยทีเดียว แถมยังมีใบประกาศนียบัตรรับรองว่าเป็นเนื้อวากิวชั้นเลิศคุณภาพแท้ ๆ จากแหล่งกำเนิด Kobe Beef Marketing & Distribution Promotion Association จากเมืองโกเบในญี่ปุ่นรับประกันอีกด้วย นอกจากเสต็กที่ขึ้นชื่อแล้ว Wagyuism ยังเป็นร้านสเต็กที่มีเมนูที่ใช้เนื้อวากิวมาทำอาหารอย่างหลากหลายด้วย ไม่ว่าจะปิ้งย่าง ชาบูสุกี้ หรือเมนูอื่น ๆ การสั่งเมนูเนื้อของร้าน จะสั่งตามน้ำหนักของเนื้อ พนักงานจะยกกล่องใส่เนื้อวากิวหลายชิ้นส่วนมาให้เราเลือกถึงโต๊ะ พร้อมป้ายบอกลักษณะ น้ำหนัก และราคา เราชอบส่วนไหนก็เลือกชิ้นนั้นให้เชฟของร้านไปทำอาหารให้เราได้เลย บรรยากาศภายในร้านออกแบบให้คล้ายกับตรอกยากูซ่า ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้กลิ่นอายแบบญี่ปุ่น ผสมผสานกับโครงเหล็กในแบบอินดัสเทรียล ลอฟต์ ที่ทันสมัย น่านั่งมาก ๆ เลย 

          เมนูเด็ดเมื่อมาร้านสเต็กร้านนี้ที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ Smoked Wagyuism Steak สเต็กเนื้อวากิวที่คัดเฉพาะเนื้อเกรด A4-A5 ย่างรมควันด้วยไม้แอปเปิ้ล เพิ่มกลิ่นหอมอโรมาให้กับเนื้อมาก ๆ ฉ่ำนุ่ม ชุ่มลิ้น มาพร้อมผักย่างหอม ๆ กับมันบดอร่อย ๆ ซอสพอนซึ ยากินิกุซอส และเกลือ ใครที่ไม่ใช่สายเนื้อก็ขอแนะนำให้ลอง สเต็กปลาแซลมอนย่างเกลือ Salmon Steak Truffle ที่ทางร้านย่างปลามาแบบเนื้อหวานกำลังดี พร้อมด้วยซอสครีมสาเกเห็ด ปรุงด้วยน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล หรือจะเป็นสเต็กหมู Kurobuta Pork Chop หมูดำเนื้อนุ่ม ๆ ย่างแบบกำลังดี ราดซอสครีมสไตล์ฝรั่งเศสก็อร่อยไม่แพ้กัน ร้านสเต็ก Wagyuism ยังมีเมนูอื่น ๆ ไว้บริการเราอีกมากมาย รวมถึงชุด Set เมนูต่าง ๆ ในราคาที่บอกเลยว่าไม่แรง ร้านมีทั้ง Dine-In Pick-up และ Delivery ผ่านทาง App Grabfood และ App Robinhood

Location : 110/9 ซอยอารีสัมพันธ์ 5 พระรามที่ 6 สามเสนใน พญาไท กรุงเทพมหานคร

เวลาเปิด-ปิด : อังคาร-ศุกร์ 17.00-23.00 น. เสาร์-อาทิตย์ 11.00-14.00 น. และ 17.00-21.00 น. (ปิดวันจันทร์)

เบอร์โทรศัพท์ : 06-16519591

4. Lovemetender le bistro

05

ขอบคุณภาพจาก : Facebook Lovemetender le bistro

          มาถึงร้านสเต็กบรรยากาศสุดแสนโรแมนติกแบบฝรั่งเศส โทนสีแดงดำขาวที่ชื่อว่า Lovemetender le bistro กันบ้าง ภายในร้านค่อนข้างโปร่งโล่ง สบายตา รวมถึงส่วนของห้องครัวที่เปิดโล่งด้วยเช่นกัน ทำให้เราสามารถมองเห็นเชฟขณะกำลังทำอาหารของเราอยู่บนเตาอย่างเพลิดเพลิน ในแบบ French Home Style Cooking ร้านสเต็กร้านนี้มีจุดเด่นที่การเลือกใช้เนื้อเกรด USDA Prime Beef สายพันธุ์ Black Angus ทำสเต็กโดยผ่านกรรมวิธี Sous Vide หรือการปรุงอาหารอุณหภูมิต่ำ ภายใต้ภาวะสุญญากาศ เป็นนวัตกรรมการปรุงอาหารแบบ Slow Cook ที่ใช้เวลานานถึง 72 ชั่วโมง 

          เมนู Signature ที่อยากแนะนำ และต้อง Recommend กันเน้น ๆ ของทางร้านเลยก็คือ Seared Beef Short Ribs Deluxe ที่ถูกใจ Meat Lover อย่างเรามาก ๆ ร้านจะใช้เนื้อวัวที่คัดสรรมาอย่างดีทำซูวี แบบหั่นชิ้นหนาประมาณ 1 นิ้ว แล้วนำมาทำเป็นสเต็กสูตรเด็ดให้กับเรา เสิร์ฟบนกระทะร้อน ชิ้นเนื้อหนานุ่มลิ้นมาก ๆ ชุ่มฉ่ำละลายในปาก หวานรสเนื้อเน้น ๆ เลย สำหรับใครที่ไม่ใช่สายเนื้อ เราก็อยากแนะนำเมนูสเต็กหมู Pork Spare Ribs ที่ทางร้านใช้ซี่โครงหมูอ่อนหมักสูตรพิเศษ ซูวีให้ฉ่ำ 12 ชั่วโมง ก่อนเสิร์ฟร้อน ๆ พร้อมกับซอสไวน์แดง รสชาติซี่โครงหมูชิ้นใหญ่ ๆ กลิ่นเครื่องเทศหอมอบอวล เนื้อเปื่อยร่อนเคี้ยวนุ่มปากมาก ๆ ซอสไวน์แดงของทางร้านก็รสชาติดีจริง ๆ รวมไปถึงเมนูอื่น ๆ ที่อร่อยทุกจาน เช่น สเต็กเนื้อแกะ Rack of Lamb หรือเมนู Grilled Pork Paisano Steak บอกได้เลยว่าใครที่ชอบรสชาติความฉ่ำของเนื้อชนิดต่าง ๆ รีบปักหมุดร้านสเต็ก Lovemetender le bistro ไว้ได้เลย ไม่มีคำว่าผิดหวังแน่นอน นอกจากนั้น เรายังสามารถสั่งอาหารออนไลน์จากร้านสเต็ก Lovemetender le bistro ผ่านทาง App Food Panda ได้อีกด้วย

Location : TTN Avenue ชั้น 2 ถนนนางลิ้นจี่ ช่องนนทรี ยานนาวา กรุงเทพมหานคร

เวลาเปิด-ปิด : 11.00-14.30น. และ 17.30-22.00น. ปิดวันอังคาร

เบอร์โทรศัพท์ : 02-6782048

5. Flat Marble

06

ขอบคุณภาพจาก : Facebook Flat Marble 

          มาถึงร้านสเต็กเล็ก ๆ คุณภาพใหญ่ ๆ กันบ้างดีกว่า กับร้านที่ชื่อว่า Flat Marble ร้านสไตล์อารมณ์แบบ Chef’s Table ที่ทำอาหารเสิร์ฟเราแบบจานต่อจาน แบบ A la carte และมีเมนูอาหารที่เปลี่ยนไปทุกวัน แม้จะเป็นร้านสเต็กขนาดเล็ก ๆ เพียง 10-12 ที่นั่ง แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าเป็นร้านที่ Popular มีชื่อเสียงและคำร่ำลือมาก ๆ ต้องโทรจองโต๊ะ จองคิวล่วงหน้ากันเลยทีเดียว Flat Marble ตกแต่งร้านแบบ Glass house เรือนกระจก ที่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม ให้บรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเองแบบสุด ๆ การจัดโต๊ะนั่งเป็นแบบ Long Table และห้องครัวแบบ Open นั่งดูเชฟทำอาหารกันเพลิน ๆ ยาวไปเลย ทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพ และเนื้อวัวเกรดที่ดีที่สุดที่คัดเลือกอย่างดี เนื้อวัววากิว (Waygu) F1 เกรดจากออสเตรเลีย เนื้อวัว US และเนื้อวัวคุณภาพสูงจากประเทศญี่ปุ่น Strip Loin

          เมนูเด็ดของร้านสเต็ก Flat Marble ที่อยากแนะนำมาก ๆ เลยก็คือ T-Bone Steak ที่มีทั้งเนื้อสันในและเนื้อStrip Loin ติดมันนิด ๆ เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสไวน์แดง ซอสเห็ด และเกลือ ที่มีให้เลือกมากมายหลายแบบด้วยกัน ที่อยากแนะนำให้ลองทานกับ T-Bone Steak คือเกลือเดดซีที่เข้ากันได้ดีมาก ๆ อีกเมนูที่เราชอบคือ Ribeye Wagyu F1 steak ที่มาพร้อมสลัดและซอสไวน์แดง เนื้อจะมีความนุ่มฉ่ำจัด ๆ ไม่เหนียว แต่ละคำแทบจะละลายในปากได้เลยจริง ๆ หรือใครที่ไม่ใช่สายเนื้อก็มีเมนู Signature ที่เอาใจคนชอบเนื้อหมูอย่าง สเต็ก BBQ Pork Rib ที่ร้านจะเอาซี่โครงที่หมักนาน 2 คืน และหมักซอสบาร์บีคิวโฮมเมดต่ออีก 1 คืน แล้วค่อยนำมาทำอาหาร เนื้อหวานนุ่ม เปื่อยยุ่ย รสชาติกลมกล่อม ตัวซอสจะมีรสเผ็ดนิด ๆ ติดอยู่ที่ปลายลิ้น รวมถึงอีกหลายเมนูที่อร่อยไม่แพ้กัน จนทำให้ร้านสเต็ก Flat Marble คิวจองแน่นทุก ๆ วัน แถมยังมีบริการ Pick-up ทาง [email protected] และ Delivery ทาง App LineMan ได้อีกด้วยเช่นกัน

Location : ซอยชำนาญอักษร พหลโยธิน 9 กรุงเทพมหานคร

เวลาเปิด-ปิด : 12.00-21.00 น.

เบอร์โทรศัพท์ : 061-6959666

6. El Gaucho Argentinian Steakhouse

07

ขอบคุณภาพจาก : Facebook El Gaucho Argentinian Steakhouse

          มาต่อกันเลยกับร้านสเต็กสุดหรู El Gaucho Argentinian Steakhouse ที่ได้รับการโหวตจากสถาบันและเว็บไซต์ต่าง ๆ มากมายในประเทศไทย ว่าเป็นร้านสเต็กที่ดีในลำดับต้น ๆ เป็นร้าน 4 ชั้น บรรยากาศภายในร้านดูดี ตกแต่งผนังด้วยอิฐขรึม ๆ สลับด้วยโคมไฟสีสันสวยงามมากมาย อารมณ์ออกประมาณคาวบอยตะวันตก และยังมีส่วนที่เป็น Outdoor ให้เลือกนั่งได้อีกด้วย จุดเด่นของร้าน El Gaucho เน้นสเต็กคุณภาพจากเนื้อวัวพรีเมียมนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย พวกเนื้อ USDA Prime, Black Angus, Certified Angus Beef และ Wagyu และนำมาผ่านการปรุงในสไตล์แบบอาร์เจนตินาแท้ ๆ

          เมนูเด็ดที่อยากแนะนำมาก ๆ คือ Certified Angus Beef Rib Eye Prime ที่ทางร้าน El Gaucho สั่งย่างมาแบบ Medium Rare ตัวเนื้อด้านนอกสุกกำลังพอเหมาะ ที่ผิวจะมีเกลือเค็ม ๆ อร่อย เนื้อด้านในสีแดงสวย เนื้อนุ่มละลายมาก ๆ สไลด์ชิ้นหนากำลังดี ไม่เหนียว ออกฉ่ำ ๆ นิด ๆ เสิร์ฟพร้อมกับซอสเปปเปอร์และซอสเห็ด Side Dish และ Sauce บางอย่างของร้านต้องสั่งเพิ่มต่างหาก อีกเมนูที่อยากนำเสนอคือ USA Black Angus Fillet เนื้อหนาแต่ลงตัว ฉ่ำมาก ๆ เป็น Fillet ที่รสชาติเยี่ยมมากจริง ๆ ใครที่ไม่ใช่สายเนื้อก็ต้องลอง เมนูสเต็กหมู Kurobuta Pork Chop เนื้อหมูดำคุโรบูตะชิ้นหนา ย่างมาแบบนุ่มชุ่มฉ่ำ หวานละลายในปาก เสิร์ฟพร้อมมันบดรสชาติสุดพิเศษ อร่อยไม่แพ้กันเลยจริง ๆ ร้านสเต็กสุดหรู El Gaucho Argentinian Steakhouse เป็นร้านที่มีเมนูมากมายให้เลือก ใครที่ชื่นชอบบรรยากาศแบบตะวันตก และรสชาติสเต็กในแบบที่ไม่เหมือนใคร แนะนำเลยว่าต้องไม่พลาด

Location : สุขุมวิทซอย 19 คลองเตยเหนือ วัฒนา กรุงเทพมหานคร

เวลาเปิด-ปิด : 11.00 - 01.00 น.

เบอร์โทรศัพท์ : 02-2552864

7. Cocotte Farm Roast & Winery

08

ขอบคุณภาพจาก Facebook Cocotte Farm Roast & Winery

          เอาใจบรรดา Meat Lover กับร้านสเต็กอร่อย ๆ สไตล์ฝรั่งเศสใจกลางสุขุมวิทกันบ้างดีกว่า กับร้านที่ชื่อเท่ ๆ ว่า Cocotte Farm Roast & Winery เป็นร้านสเต็กที่เน้นวัตถุดิบสดใหม่ชั้นดีจากโครงการหลวง และวัตถุดิบพรีเมียมที่นำเข้าจากต่างประเทศ มาปรุงรสในแบบฉบับเฉพาะตัวที่โดดเด่นของทางร้าน ที่พิเศษคือเมนูของร้านจะมีการหมุนเวียนกันไปทุก 2 เดือน ทำให้เราได้ชิมเมนูใหม่ ๆ ที่ไม่จำเจ บรรยากาศของร้านค่อนข้างโปร่งสบาย ออกแบบในแนว France Model Chic จำลองครัวแบบฝรั่งเศสแบบสมัยเก่า เพื่อให้ความเป็นกันเอง และรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ในฟาร์ม มีโซนให้เลือกนั่งทั้ง Indoor และ Outdoor และโซนภายในยังออกแบบเป็น 3 โซน คือ Delicatessen โซนขายชีส ตกแต่งด้วยสีขาว บรรยากาศแบบร้านขายชีสในสมัยโบราณ Open Kitchen โซนครัวแบบเปิด ที่เราจะมองเห็นการทำอาหารกันแบบเพลิน ๆ ทุกขั้นตอน และ Bar โซนเครื่องดื่ม ที่ตกแต่งสีน้ำตาล แดง เพิ่มความน่าค้นหา 

          เมนูเด็ดของร้านสเต็กร้านนี้ที่อยากแนะนำคือเมนู Tomahawx Australian Wagyu เนื้อวากิวจากออสเตรเลียที่เก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสมถึง 240 วัน ก่อนจะนำไปผึ่งลมเพื่อให้เนื้อไม่เหนียว และเป็นการเพิ่มรสชาติและความนุ่มก่อนนำมาแช่แข็ง เหมาะกับความสุกของเนื้อระดับ Medium Rare ที่ปรุงรสมาด้วยเครื่องเทศหอม ๆ รวมถึงกระเทียม พริกไทย และเกลือ เสิร์ฟมาพร้อมกับเครื่องเคียง หน่อไม้ฝรั่ง เฟรนช์ฟรายส์ ผักสลัด และมันบด บอกเลยว่าเนื้อฉ่ำนุ่ม แค่ปาดมีดลงไปเบา ๆ ก็ขาดแล้ว พร้อมละลายในปากได้ทันทีเลย ส่วนใครที่ไม่ใช่สาวกสายเนื้อ เราก็ขอแนะนำเมนูไก่ Half Farmer Chicken ที่ทางร้านใช้ไก่สาวออร์แกนิก อายุ 145 วัน อบด้วยเตา Rotisserie ใช้เวลาอบประมาณ 30-40 นาที ไก่สุกกรอบนอกนุ่มใน หนังกรอบ อร่อยมาก ๆ หรือจะเป็นเมนูเป็ด ๆ อย่างเมนู Duck Rossini ที่นำเนื้อเป็ดไปย่างจนนุ่มได้ที่ ท็อปมาด้วยฟัวกราส์ (Foie gras) หรือตับห่านอย่างดี เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งบดและซอสฮันนี่เลมอน เมนูนี้เป็นสูตรลับเฉพาะจากเชฟมิชลินของร้านสเต็ก Cocotte Farm Roast & Winery ด้วย นอกจากนั้น เรายังสามารถสั่งอาหารออนไลน์ของร้านผ่านทาง App FoodPanda, GrabFood และ LineMan ได้ด้วยเช่นกัน

Location : โครงการ Boulevard สุขุมวิท 39 กรุงเทพมหานคร

เวลาเปิด-ปิด : 11.00 - 22.00 น.

เบอร์โทรศัพท์ : 092-6646777

8. Chokchai Steakhouse โชคชัยสเต็กเฮาส์

09

ขอบคุณภาพจาก : Facebook Chokchai Steakhouse โชคชัยสเต็กเฮาส์

          ออกต่างจังหวัดกันบ้างดีกว่า ไม่ใกล้ไม่ไกลจากรุงเทพ แถว ๆ ปากช่อง นครราชสีมา หรืออีกสาขาที่ใกล้กรุงเทพฯ ที่สุดก็อยู่แค่ถนนวิภาวดีแถวรังสิตนี่เอง มีร้านสเต็กที่เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยตั้งอยู่ หากเอ่ยชื่อว่าโชคชัยสเต็กเฮาส์ เชื่อว่าใคร ๆ ก็ต้องร้องอ๋อแน่นอน เพราะนี่คือร้านสเต็กของฟาร์มโชคชัยที่อยู่เคียงคู่กับคนไทยมานานกว่า 50 ปีแล้วนั่นเอง บรรยากาศของร้านโชคชัยสเต็กเฮาส์ เป็นบรรยากาศแบบ Fine Dining ที่มีเมนูคุณภาพสูงคอยให้บริการ ไปพร้อม ๆ กับบรรยากาศ และการบริการที่เรียกได้ว่าสุดประทับใจจริง ๆ เนื้อวัวสำหรับทำสเต็กเป็นเนื้อคัดสรรมาเป็นพิเศษจากวัวของฟาร์มโชคชัย พร้อมด้วยเนื้อพรีเมียมนำเข้า เช่น เนื้อวากิวจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ผ่านการบ่ม การเก็บ และการปรุง ที่พิถีพิถัน รวมไปถึงเนื้อแบบ Dry Aged ของร้าน ที่ผ่านการบ่มด้วยอุณหภูมิ 1-4 องศาเซลเซียส นานเป็นเวลา 40-60 วัน จนได้รสสัมผัสของสเต็กที่หอมนุ่มและเข้มข้น

          เมนูของร้านสเต็ก Chokchai Steakhouse ที่เราอยากแนะนำคือเมนู Chokchai Premium Rib Eye Steak ที่ทางร้านใช้เนื้อริบอายเกรดพรีเมียมจากฟาร์มโชคชัยเอง เสิร์ฟพร้อมผักต้ม สลัด และขนมปัง ตัวเนื้อย่างมาแบบกำลังดี หอมนุ่ม เนื้อชุ่มฉ่ำมาก ๆ ปรุงรสมาได้กลมกล่อม หรือจะเป็นเมนู Wagyu RibEye Steak ที่ใช้เนื้อวากิวนำเข้าจากออสเตรเลีย รสชาติเนื้อเข้มข้น ย่างมาแบบฉ่ำมาก ๆ นุ่มแบบสุด ๆ พร้อมละลายในปากได้เลย ส่วนใครที่ไม่ใช่สายเนื้อก็แนะนำให้ลอง สเต็กหมูดำคุโรบูตะ สไลด์มาแบบอิงลิช คัท เนื้อนุ่ม หวานมาก ๆ โชคชัยสเต็กเฮาส์ยังมีเมนูอาหารและเครื่องดื่มให้เลือกอีกมากมาย เช่น Chokchai Dry Aged 40-60 Day, Roast Prime Rib, Strip Fillet Australian Grain Fed, แซลมอลซอสครีมไวน์ขาว ไส้กรอกเนื้อแฟรงก์เฟิร์ตเตอร์โชคชัยคันทรี่ซอส ฯลฯ รวมทั้งเมนูอื่น ๆ ที่สด อร่อย และสะอาดทุกเมนู และมีสาขาเปิดบริการมากมาย ใครใกล้สาขาไหนก็รีบปักหมุดไปที่สาขานั้นได้เลย รับประกันความคุ้มค่าแน่นอน

Location : (สาขารังสิต) ถนนวิภาวดีรังสิต(ขาเข้า) ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา ปทุมธานี

เวลาเปิด-ปิด : 09.00 - 21.00 น.

เบอร์โทรศัพท์ : 086-3280189

. . . . . . . . . .

          เป็นอย่างไรกันบ้างกับร้านสเต็กเด็ด ๆ และเคล็ดลับวิธีการเลือกเนื้อวัว และเคล็ดลับต่าง ๆ ที่เรานำมาฝากกัน บอกเลยว่าร้านสเต็กแต่ละร้านที่นำมาฝากกันนั้น ทั้งรสชาติ การบริการ และบรรยากาศ ล้วนมีเสน่ห์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใครได้ไปรับรองเลยว่าจะต้องประทับใจอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นคนชอบการกินอาหารแบบไหน สเต็กเนื้อวัวนุ่มฉ่ำ ๆ สเต็กหมูรสหวาน ๆ หรือเมนูอื่น ๆ ก็ตาม ปัจจุบันร้านสเต็กในประเทศไทยมีเปิดบริการกันมากมายจริง ๆ ทั้งร้านแบบธรรมดา ร้านแบบพรีเมียม หรือร้านที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้า เรียกว่ามีระดับราคาหลากหลาย ให้บรรดาคอสเต็ก หรือ Meat Lover ทั้งหลายเลือกกันได้ตามชอบใจเลยทีเดียว พร้อมกันแล้วก็รีบปักหมุดเอาไว้ แล้วเตรียมไปฟินกับแนะนำ 8 ร้านสเต็กสุดเด็ด รู้จักกับเมนูสุดฟินที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ร้านไหนปัง ร้านไหนอร่อย เนื้อนุ่ม ชุ่มฉ่ำ ละลายในปากกันได้เลย ครั้งหน้าเราจะนำความรู้เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์อะไรมาฝากกันอีก อย่าลืมติดตามได้ที่เว็บไซต์ข่าวสารอสังหาฯ และการลงทุนคอนโด ของเรานะคะ