logo

          ความมั่นใจของเราเป็นเรื่องสำคัญ ยาสีฟันก็เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่ช่วยสร้างความมั่นใจ และบุคลิกภาพที่ดีให้กับเราได้ หากในหนึ่งวันเราไม่ได้แปรงฟันคงจะทำอะไรไม่ได้อย่างแน่นอน แต่นอกเหนือจากเรื่องความมั่นใจแล้ว ที่สำคัญคือเรื่องสุขภาพ เพราะเป็นตัวช่วยทำความสะอาดฟัน กำจัดเศษอาหาร คราบสกปรก คราบสะสมต่าง ๆ ที่ติดอยู่ตามซอกฟันช่องปาก ป้องกันโรคที่เกี่ยวกับช่องปากต่าง ๆ ทั้งโรคเหงือกอักเสบ ฟันผุ รวมไปถึงช่วยกำจัดกลิ่นปาก ฟันขาวสะอาด สร้างลมหายใจที่หอมสดชื่นให้กับเราอีกด้วย ทั้งสูตรลดอาการเสียวฟัน สูตรป้องกันเหงือกอักเสบ สูตรขจัดคราบกาแฟ คราบบุหรี่ สูตรช่วยฟอกฟันขาว สูตรสมุนไพร ฯลฯ จนเราอาจจะไม่รู้ว่าควรเลือกใช้ยี่ห้อไหนดีที่เหมาะกับเรา แต่การเลือกใช้แบบไหนนั้นก็มีความจำเป็นต้องเลือกให้ถูกต้องตรงกับการใช้งานจึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด วันนี้เราเลยจะมาแนะนำการเลือกใช้แบรนด์ต่าง ๆ ที่มีคุณภาพดี มีคุณสมบัติ สรรพคุณ และแนะนำวิธีการใช้งานอย่างถูกหลักสุขอนามัย กับแนะนำ ยาสีฟันอุปกรณ์สำคัญในชีวิตประจำวันของทุกคน ยี่ห้อไหนดี แบรนด์ไหนช่วยดูแลสุขภาพช่องปาก ช่วยให้ลมหายใจหอมสะอาดสดชื่น และช่วยสร้างความมั่นใจ

. . . . . . . . . .

รู้ก่อนสายไป? ทำไมเราถึงต้องใส่ใจดูแลช่องปากและฟัน

ใส่ใจดูแลช่องปากและฟัน

          ปากเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อชีวิตเรามาก ๆ เพราะเราใช้กินอาหาร ดื่มน้ำ กินขนม และอะไรต่าง ๆ อีกมากมาย ในแต่ละวันเราต้องใช้ปากอยู่ตลอดเวลา ในช่องปากของเรานั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง? ในช่องปากของเรามีทั้งฟัน เหงือก ลิ้น กระพุ้งแก้ม ต่อมน้ำลาย เยื่อบุช่องปาก ขากรรไกร กระดูกขากรรไกร กระดูกเบ้ารากฟัน รวมถึงลำคอส่วนต้น ซึ่งทำหน้าที่ประสานกัน เพราะช่องปากมีความสำคัญ จึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ หากปล่อยไว้จนเกิดเป็นแผลเรื้อรัง เหงือกอักเสบ ฟันผุ เลือดออกตามเหงือกและไรฟัน แมลงกินฟัน ก็จะนำไปสู่โรคร้ายแรงต่าง ๆ ที่จะตามมา ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่รับมือได้ยาก ดังนั้น เราต้องหมั่นดูแลสุขภาพปากและฟันของเราอย่างสม่ำเสมอ ในขั้นต้นคือการแปรงฟันด้วยยาสีฟันชนิดต่าง ๆ เพื่อกำจัดสิ่งสกปรก กำจัดเชื้อโรคสะสม ไม่ให้มีคราบตกค้าง และการดูแลช่องปากนั้นก็ควรทำอย่างถูกวิธีด้วยเช่นกัน เพราะหากเกิดเจ็บเหงือกหรือเลือดออกขณะที่เราแปรงฟัน ก็เท่ากับเป็นสัญญาณเตือนว่าเรากำลังมีปัญหาในช่องปากของเราเข้าให้แล้วนั่นเอง  

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีทำอย่างไร

           การที่เราจะมีสุขภาพช่องปากที่ดี จะช่วยให้เหงือกและฟันแข็งแรงและดูดี เริ่มด้วยการแปรงฟันด้วยยาสีฟันวันละ 2 เวลา กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และไม่ควรกินขนมขบเคี้ยว รวมทั้งการใช้ไหมขัดไฟ และน้ำยาบ้วนปาก ที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ (Fluoride) กรณีที่แพทย์แนะนำ สำหรับเด็กให้เลือกดื่มน้ำที่ผสมฟลูออไรด์ หรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ก็ได้เช่นกัน เรามาดูกันดีกว่าว่าเคล็ดลับการดูแลช่องปากที่ดีนั้น ต้องทำอย่างไรกันบ้าง

ยาสีฟัน

          เรียกว่าเป็นความสำคัญลำดับแรกเลยทีเดียว เพื่อให้ช่องปากของเราสะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี การเลือกยาสีฟันที่มีคุณสมบัติที่ดี เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามและต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับสุขภาพปากของเรา เช่น ยาสีฟันที่ลดการสะสมของแบคทีเรีย ยาสีฟันลดกลิ่นปากที่จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหามีกลิ่นปาก เหงือกอักเสบ หรือมีหินปูนเกาะ หรือทำให้มีอาการเสียวฟันขณะกินอาหาร หรือดื่มน้ำเย็นหากเป็นสูตรไวท์เทนนิ่ง (Whitening) ก็จะช่วยให้ฟันขาวสะอาด ไม่มีคราบไคล และปริมาณที่ใช้แต่ละครั้ง จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับอายุเป็นสำคัญด้วย

แปรงสีฟัน

         การดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกวิธี เราควรเลือกใช้แปรงสีฟันที่มีคุณภาพ ขนแปรงนุ่ม ละเอียด ปลายขนแปรงมน และไม่ควรแข็งเกินไปนัก เพราะจะทำให้เหงือกบาดเจ็บในขณะแปรงได้ และไนลอนที่ใช้ต้องมีคุณภาพดี เข้าถึงซอกซอนในซี่ฟัน มีด้านจับกระชับมือ ถือแปรงได้ถนัด การแปรงฟันควรแปรงอย่าถูกวิธี และใช้เวลาแปรงนาน ๆ และควรจะเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก ๆ 3 เดือน เพราะเมื่อเราใช้งานไปได้สักพักแล้วจะเกิดแบคทีเรียฝังตัวอยู่ตามซอกแปรงและตามขนแปรงสีฟัน

น้ำยาบ้วนปาก

         การบ้วนปากด้วยน้ำซ้ำหลังแปรงฟันเสร็จ จะช่วยให้ทำความสะอาดช่องปากของเราได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะหากเป็นน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เพื่อทำความสะอาดในจุดที่อยู่ลึกเข้าไปทั้งในร่องเหงือก ซอกฟัน และกระพุ้งแก้ม การเลือกน้ำยาบ้วนปากควรเลือกที่มีคุณสมบัติที่ดีในการช่วยป้องกันฟันผุ ยับยั้งแบคทีเรีย ช่วยให้ลมหายใจสะอาดสดชื่น

ไหมขัดฟัน

        ไหมเส้นเล็ก ๆ จะทำหน้าที่ช่วยขัดเอาคราบและเศษอาหารที่ติดตามซอกฟันด้านในออกได้ดี เพราะสามารถเข้าทำความสะอาดเซาะไปถึงซอกที่ขนแปรงสีฟันอาจเข้าไม่ถึง การที่เราใช้ไหมขัดฟันหลังอาหารเป็นประจำ จะช่วยให้ลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก จะช่วยให้เราไม่มีกลิ่นปากสะสมอีกด้วย แถมยังช่วยป้องกันโรคเหงือก ป้องกันฟันผุ ได้ดีเช่นกัน

อุปกรณ์ขจัดคราบบนฟัน 

         ปัจจุบันนี้มีอุปกรณ์เสริมที่ช่วยเราทำความสะอาดช่องปากมากมาย เช่น ที่ฉีดน้ำขนาดเล็ก เครื่องขจัดคราบบนผิวฟันด้วยแรงดันน้ำ การอุปกรณ์ขจัดคราบกินปูน อุปกรณ์เหล่านี้สามารถใช้เป็นขั้นตอนเสริมหลังจากทำความสะอาดช่องปากตามมาตรฐานทุกขั้นตอนแล้ว เพื่อช่วยในการทำความสะอาด กำจัดคราบแบคทีเรีย คราบพลัค ที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดคราบหินปูนตามซอกฟัน 

อุปกรณ์ทำความสะอาดลิ้น หรือที่ขูดลิ้น

         เพราะลิ้นก็เป็นอวัยวะที่สะสมแบคทีเรียในช่องปากไว้มากเช่นเดียวกัน หากลิ้นมีปัญหาก็จะส่งผลถึงฟันและเหงือก การทำความสะอาดลิ้นเป็นประจำหลังการแปรงฟันจะช่วยลดปัญหาเชื้อแบคทีเรียสะสม และช่วยป้องกันปัญหากลิ่นปากได้เป็นอย่างดี ควรทำความสะอาดหลังแปรงฟันทุกครั้งเช่นกัน

ยาสีฟันคืออะไร

ยาสีฟันคืออะไร

          ในปัจจุบันยาสีฟัน (Toothpaste) มีด้วยกันมากมายหลายแบบ ทั้งที่เป็นเนื้อครีม เนื้อเจล แบบที่เป็นผง เป็นเม็ด หรือเป็นน้ำ และมีส่วนผสมที่เป็นสารต่าง ๆ ในดูแลรักษาฟัน ช่วยในการทำความสะอาดฟันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยกำจัดคราบจุลินทรีย์ คราบพลัค เศษอาหาร และคราบสะสมต่าง ๆ บนตัวฟัน ยาสีฟันแต่ละยี่ห้อแต่ละชนิดนั้น อาจจะส่วนประกอบพิเศษที่แตกต่างกันเพิ่มเติมเข้าไปในยาสีฟัน เช่น มีสารขัดฟัน สารทำให้เกิดฟอง สารช่วยควบคุมความเป็นกรดหรือด่าง สารที่ทำหน้าที่ช่วยลดแรงตึงของผิว รวมทั้งมีสารปรุงแต่ง กลิ่น รส หรือสี เพื่อที่จะช่วยในการแปรงฟันได้อย่างยาวนานมากขึ้น รวมทั้งให้ความรู้สึกสะอาด ลมหายใจหอมสดชื่นหลังการแปรงฟัน 

ส่วนประกอบหลัก ๆ ของยาสีฟัน มีอะไรบ้าง?

สารป้องกันฟันผุ ป้องกันการกัดกร่อน ฟลูออไรด์ (Fluoride)

          เป็นสาระสำคัญที่จำเป็น เพราะทำหน้าที่ป้องกันฟันผุ ช่วยเคลือบผิวฟัน ป้องกันการกัดกร่อนจากกรดในอาหารและกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย โดยจะมีความเข้มข้น 1 กรัม ในสัดส่วนยาสีฟัน 1 มิลลิลิตร เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ให้เลือกใช้สูตรที่ผสมฟลูออไรด์สำหรับเด็ก เพราะจะมีปริมาณฟลูออไรด์น้อยกว่า ซึ่งหากมีปริมาณที่สูงเกินไปจะทำให้เกิดอาการฟันตกกระ (Dental Fluorosis) ในฟันแท้ ซึ่งเกิดการได้รับฟลูออไรด์มากเกินไปนั่นเอง 

สารขัดฟัน (Abrasives)

          เป็นสารที่มีความละเอียดมาก ช่วยให้การขัดผิวฟันได้ดี ลดคราบสะสมจากหินปูน ลดคราบสะสมจากการกินอาหาร โดยสารขัดฟันที่นิยมผสมในยาสีฟัน เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) แคลเซียมฟอสเฟต (Calcium phosphate) ซิลิกอนไดออกไซด์ (Silicon Dioxide) อะลูมินา (Alumina)

สารฟอกฟันขาว (Whitening)

          ปกติจะเป็นส่วนผสมของสารขัดฟันในการกำจัดคราบสกปรก ต้องดูที่สัดส่วนผสมในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป เพราะอาจจะยิ่งทำให้ฟันของเราสึกเร็วขึ้น โดยสารที่ทำหน้าที่ขัดฟันคือแคลเซียมไพโรฟอสเฟต (Calcium Pyrophosphate) แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) ซิลิกา (Silica) หรือสารอะลูมิเนียม (Aluminium) บางยี่ห้ออาจจะใส่สารฟอกฟันขาวที่ช่วยเปลี่ยนสีของฟันได้บ้าง เช่น ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (Sydogen Peroxide) คาร์บาไมด์เพอร์ออกไซด์ (Carbamide Peroxide)

สารลดอาการเสียวฟัน (Sensitivity)

          บางคนที่เวลาแปรงฟันแล้วเกิดอาการเสียวฟัน อาจเกิดปัญหาจากการที่เหงือกร่น (Gum Recession) หรือฟันสึก ทำให้เกิดการเสียวฟัน ยาสีฟันบางยี่ห้อมีการใส่สารลดการเสียวฟันลงไปด้วย โดยทั่วไปแล้วสารลดอาการเสียวฟันที่นิยมใช้ เช่น โพแทสเซียมไนเตรด (Potassium Nitrate) โพแทสเซียมซิเตรต (Potassium Citrate) สารดังกล่าวนี้จะไปทำให้เส้นประสาทที่กระตุ้นอาการเสียวฟันลดลง และแคลเซียมฟอสโฟซิลิเกต (Calcium Sodium Phosphosilicate) โนวามิน (Nova Min) สารสตรอนเทียม (Strontium) สารกลุ่มนี้จะไปยับยั้งอาการเสียวฟันที่บริเวณท่อเนื้อฟัน (Dentinal Tubules)

สารชำระล้าง (Detergents)

         ทำหน้าที่ล้างสิ่งสกปรกที่จับอยู่บริเวณผิวฟันออกด้วยการแปรงฟัน และไม่เป็นพิษต่อสุขภาพร่างกายของเรา

สารเพิ่มความชื้น (Humectants) จะเป็นสารที่ช่วยทำให้ตัวครีมมีความอ่อนนุ่ม คงตัว และไม่แห้งแข็งเมื่อถูกอากาศ

สารยับยั้งแบคทีเรีย (Antibacteria) ป้องกันฟันผุ คราบแบคทีเรีย โรคเหงือก (Gum Disease) โรคปริทันต์ (Periodontitis) จะพบในส่วนผสมของสบู่ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการทำความสะอาดร่างกาย เช่น สารไตรโคซาน (Triclosan)

สารทำให้ข้น (Thickeners)

        ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดการแยกตัวออกจากกัน ระหว่างของแข็งและของเหลว ทำให้เกิดการคงตัวและเข้ากันได้กับส่วนผสมอื่น ๆ 

สารกันเสีย (Preservatives) ทำหน้าที่ไม่ให้เชื้อจุลินทรีย์เติบโต แต่จะมีสัดส่วนในยาสีฟันที่ไม่มากเกินไป สารชนิดนี้ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของให้ยาวนานได้ดีอีกด้วย

สารแต่งสี (Coloring Agents)

          เป็นสารที่ช่วยแต่งสีให้น่าใช้ เพื่อกระตุ้นการแปรงฟันที่ดี โดยสารชนิดนี้จะไม่ตกค้าง หรือติดบนผิวฟัน หรือในเนื้อเยื่อช่องปาก

สารแต่งกลิ่น (Flavoring Agents)

          เป็นสารที่ช่วยแต่งกลิ่น เพื่อกระตุ้นการแปรงฟันที่ดี ช่วยทำให้มีกลิ่นหอมสดชื่น

สารให้ความหวาน (Sweeteners)

          เป็นสารที่ช่วยแต่งรส เพื่อกระตุ้นการแปรงฟันที่ดี ทำหน้าที่ปรุงแต่งให้ยาสีฟันมีรสหวานจากสารสังเคราะห์ต่าง ๆ แต่ไม่ทำให้ฟันผุ โดยสารให้ความหวานที่นิยมผสมในยาสีฟัน เช่น สารซอร์บิทอล (Sorbitol) สารไซลิทอล (Sylitol) สารกลีเซอรอล (Glycerol)

มารู้จักกันก่อนดีกว่า ว่ายาสีฟันมีแบบไหนบ้าง

          แม้ว่ากระทรวงอุตสาหกรรมได้แบ่งยาสีฟันออกเป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการแนบแน่น (Consistency) คือแบบชนิดผง (Tooth Powder) และแบบชนิดเหลวข้น (Tooth Paste) แต่ในปัจจุบันก็มีหลายยี่ห้อ ได้มีการพัฒนานวัตกรรมเนื้อยาที่แตกต่างกันออกไปแบ่งออกตามชนิดของเนื้อยาได้ ดังนี้ 

  • แบบเนื้อครีม เป็นชนิดที่เราคุ้นเคยมากที่สุดและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื้อของยาจะละเอียดไม่เป็นอันตรายต่อผิวฟัน ช่วยเคลือบฟัน และดูแลรักษาฟันได้เป็นอย่างดี มีฟองค่อนข้างมาก
  • แบบผงขัดฟัน ส่วนใหญ่จะเป็นผงแบบเนื้อค่อนข้างบดหยาบ แบ่งออกเป็นอีกสองลักษณะ คือ แบบใช้สมุนไพรล้วน และแบบสมุนไพรผสมสารเคมี ใช้โดยการจุ่มแปรงลงไปที่ผงแล้วใช้งานตามปกติ
  • แบบเนื้อเจล เป็นชนิดที่ตัวยาที่มีเนื้อละเอียดมากกว่าแบบเนื้อครีมทั่วไป สามารถใช้ได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อการเคลือบผิวฟัน และไม่เป็นอันตรายต่อช่องปาก ยาชนิดนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดที่นิยมใช้สำหรับผู้ที่มีอาการเสียวฟัน
  • แบบน้ำ เป็นชนิดใหม่ที่ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก ลักษณะและการใช้งานคล้าย ๆ น้ำยาบ้วนปาก คุณสมบัติที่เป็นน้ำ ทำให้สามารถซอกซอนช่องปากได้ทั่วถึง โดยมีวิธีใช้คือ อม กลั้วปาก และแปรงฟัน

ยาสีฟันที่นิยมใช้งานมีกี่ชนิด กี่ประเภท

  • ยาสีฟันชนิดผสมฟลูออไรด์ เพราะฟลูออไรด์มีคุณสมบัติในการป้องกันฟันผุ ส่วนใหญ่จึงมีฟลูออไรด์เป็นส่วนผสมหลักที่สำคัญ โดยบางยี่ห้อ สูตรที่เข้มข้นจะมีฟลูออไรด์ผสมอยู่ในปริมาณ 1,000 ppm การแปรงฟันควรแปรงทั่วทั้งปากเพื่อให้ฟลูออไรด์สามารถเข้าไปในทุกซอกฟัน และควรแปรงให้อยู่ในเวลาที่เหมาะสมไม่น้อยเกินไป เพื่อให้การทำงานของฟลูออไรด์มีประสิทธิภาพ
  • ยาสีฟันสำหรับเด็ก หากเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ควรเลือกชนิดที่กลืนได้ และมีรสชาติอ่อน ๆ ไม่มีฟลูออไรด์เป็นส่วนผสม รวมทั้งไม่แต่งสีสังเคราะห์ ไม่มีวัตถุกันเสีย ส่วนสูตรสำหรับเด็กโตขึ้นมาหน่อย ส่วนใหญ่จะผสมแคลเซียมและฟลูออไรด์ในปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายกับเด็ก และไม่เข้มข้นเกินไป
  • ยาสีฟันลดอาการเสียวฟัน การแปรงฟันผิดวิธี ใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาเหงือกร่น ฟันสึก ทำให้เกิดอาการเสียวฟัน ยาสีฟันประเภทลดอาการเสียวฟันจะประกอบด้วยสารต่าง ๆ เช่น โซเดียมซิเตรต (Sodium Citrate) โพแทสเซียมไนเตรต (Potassium Nitrate) ร่วมอยู่ด้วย หากใครมีอาการเสียวฟันและใช้ยาสีฟันประเภทลดอาการเสียวฟันประกอบกันไปด้วยอาจจะยังไม่เพียงพอ ควรต้องไปหาหมอเพื่อให้คำแนะนำเพื่อที่จะได้รักษาอาการได้ทันท่วงที ตัวยาบางชนิดอาจจะผสมสูตรเกลือ มีส่วนผสมของเกลือ เพื่อลดอาการเสียวฟัน
  • ยาสีฟันสมุนไพร เป็นชนิดที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นมาก ๆ เพราะเน้นส่วนผสมหลักจากธรรมชาติ และสมุนไพรที่ผสมจะมีสรรพคุณในการช่วยดูแลสุขภาพฟัน สุขภาพเหงือก ลดอาการเหงือกอักเสบ แต่การเลือกใช้จึงควรเลือกอย่างรอบคอบ ศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ให้ชัดเจน เพราะบางยี่ห้ออาจจะไม่มีการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือการผลิตอาจไม่ได้มาตรฐาน จนทำให้มีสารปนเปื้อนได้ ส่วนผสมหลัก ๆ ของยาสีฟันสมุนไพรที่เป็นที่นิยม คือ คาร์โมมายล์ (Camomile) ต้านอาการอักเสบของเหงือกเมอร์ค (Myrrh) ช่วยในการสมานแผลในช่องปากอิซินาเซีย (Echinacea) ออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้มีความต้านทานการติดเชื้อในช่องปากเซจ (Sege) ช่วยในการฆ่าเชื้อและระงับกลิ่นปาก เปปเปอร์มินท์ (Peppermint) ต้านเชื้อจุลินทรีย์ มีกลิ่นหอมทำให้ลมหายใจสดชื่น
  • ยาสีฟันสำหรับทำให้ฟันขาว หรือฟอกฟันขาว เรียกว่าเป็นประเภทที่ได้รับความนิยมมาก เพราะตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ได้ดี เพราะหากฟันเหลือง มีคราบ หรือฟันหมอง ก็จะเสียบุคลิกภาพไม่น่ามองนั่นเอง แต่การใช้ยาสีฟันฟอกฟันให้ขาวมากเกินไปก็จะทำให้ผิวของฟันเราสึกกร่อนลงได้ เพราะสูตรฟันขาว (Whitening) มีส่วนผสมของผงขัดฟันและสารขจัดคราบหินปูน
  • ยาสีฟันสำหรับลดและควบคุมหินปูน ส่วนใหญ่จะมีส่วนประกอบของสารไตรโคลซาน (Triclosan) สารไพโรฟอสเฟต (Pyrophosphates) ที่มีคุณสมบัติลดการเกิดหินปูน แต่หากใช้สูตรที่ลดหรือควบคุมหินปูนแล้ว อาจส่งผลทำให้เราเกิดอาการเสียวฟัน หรืออาจจะรุนแรงถึงขั้นแพ้สารในตัวยาได้เช่นกัน

การแปรงฟันที่ถูกต้อง เพื่อสุขภาพช่องปากที่ดี ต้องทำอย่างไร

การแปรงฟันที่ถูกต้อง

           นอกจากการเลือกยาสีฟันที่ดีแล้ว การทำความสะอาดให้สุขภาพช่องปากที่ดีก็ต้องควบคู่ไปกับการแปรงฟันอย่างถูกต้องด้วยเช่นกัน หลายคนอาจจะคิดว่าแปรงอย่างไรก็ได้ ให้ยาสีฟันโดนฟันอย่างทั่วถึง จริง ๆ แล้วเป็นการเข้าใจที่ผิด เพราะการแปรงฟันผิดวิธีนั้น จะส่งผลเสียในระยะยาวต่อฟันและช่องปากได้ หลักการแปรงฟันที่ถูกต้อง เช่นสูตร 2 - 2 - 2 คือแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง แปรงฟันแต่ละครั้งใช้เวลา 2 นาที และภายใน 2 ชั่วโมงหลังการแปรงฟัน ไม่ควรกินอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลผสม

ฟันด้านนอก

  1. วางแปรงสีฟันเอียงทำมุม 45 องศา กับตัวฟันและขนานกับแนวฟัน วางขนแปรงให้ปลายขนแปรงอยู่บริเวณขอบเหงือก ช่วงรอยต่อของเหงือกและฟัน แปรงแบบปัดขนแปรงออกจากรอยต่อ
  2. ขยับขนแปรงไปมาเบา ๆ ในแนวหน้าหลัง ในระยะสั้น ๆ ไม่เกินครึ่งซีฟัน
  3. ปัดขนแปรงขึ้นในฟันล่าง–ปัดขนแปรงลงสำหรับฟันบน
  4. ในแต่ละจุดควรปัดแปรงสีฟันประมาณ 10-15 ครั้ง

ฟันด้านในและฟันหน้าด้านใน

  1. วางขนแปรงบริเวณขอบเหงือกและให้แปรงในลักษณะเดียวกับการแปรงฟันด้านนอก
  2. แปรงฟันให้ทั่วด้วยการแปรงไปมาในแนวนั้นให้สั้น ๆ ถี่ ๆ และเบามือ
  3. ฟันหน้าด้านในให้วางแปรงในแนวตั้งแปรงด้านหลังของฟันหน้าแต่ละซี่โดยปัดปลายขนแปรงมาทางปลายขอบฟัน

ฟันกราม หรือฟันบดเคี้ยว

  1. วางขนแปรงด้านบน ขนานกับบริเวณบดเคี้ยวของฟัน
  2. ใช้แปรงถูไปมาในแนวหน้าหลังทั้งฟันกรามบนและฟันกรามล่าง

ลิ้น

  1. วางขนแปรงลงด้านบนของลิ้น โดยให้ด้ามแปรงขนานกับฟัน
  2. ปัดขนแปรงจากโคนลิ้นออกมาทางปลายลิ้นประมาณ 10-15 ครั้งเพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์และป้องกันเกิดกลิ่นปาก

วิธีการใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี เพื่อสุขภาพช่องปากที่ดี

  1. พันไหมขัดฟันไว้กับนิ้วกลาง หรือนิ้วที่ถนัดทั้งสองข้างของเรา ให้มีเนื้อที่เหลือสำหรับใช้งานประมาณ 1-2 นิ้ว โดยใช้ความยาวของไหมขัดฟันประมาณ 15 นิ้ว
  2. ดันสอดไหมขัดฟันเข้าไปด้านในตามซอกฟันช้า ๆ แล้วออกแรงดึงขยับซ้าย-ขวาเบา ๆ 
  3. ขัดไหมทุกช่องของซอกฟันและช่วงรอยต่อระหว่างเหงือกด้วยระมัดระวังอย่าให้แรงมาก เพื่อไม่ให้ไหมขัดฟันบาดเหงือก ซึ่งจะทำให้เลือดออก หรือเป็นแผลได้

ปัญหาและสาเหตุหลัก ๆ ของการเกิดกลิ่นปาก

  1. ดูแลความทำความสะอาดฟันและช่องปากไม่ดีพอ เช่น ใช้ยาสีฟันที่ไม่ตรงกับปัญหาช่องปาก แปรงฟันไม่ละเอียดทุกซอกทุกมุม ทำให้มีเศษอาหาร และเกิดแบคทีเรียที่ยังคงติดอยู่ตามซอกฟัน เหงือก หรือลิ้น รวมทั้งเศษสกปรกต่าง ๆ ที่ทำความสะอาดออกไม่หมด ทำให้เกิดเป็นก๊าซที่มีกลิ่นเหม็นภายในช่องปาก
  2. ต่อมน้ำลายผลิตน้ำลายได้น้อยกว่าปกติ จนทำให้เกิดอาการปากแห้ง ส่งผลให้การย่อยอาหารของเราทำได้ไม่ดี ทำให้เศษอาหารตกค้างมากกว่าปกติ และเศษต่าง ๆ สะสมและรวมกับเชื้อแบคทีเรียจากการทำความสะอาดช่องปากที่ไม่ดีพอ ก็ทำให้เกิดกลิ่นปากได้เช่นกัน 
  3. กินอาหารที่มีกลิ่นแรงเป็นประจำ เช่น กระเทียม พริกไทย หัวหอม กาแฟ ชา แอลกอฮอล์ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่สะสมจนทำให้มีกลิ่นเหม็นออกมาจากปากและทางลมหายใจเราได้
  4. ไม่เพียงแต่การกินอาหารเท่านั้น การงดอาหารที่ให้พลังงานสูง ก็ส่งผลให้เกิดกลิ่นปากได้เช่นกัน เนื่องจากจะทำให้ร่างกายขาดไขมันหลัก ที่ทำหน้าที่ผลิตสารคีโตน (Ketones) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นปาก
  5. มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับช่องปาก จมูก และลำคอ
  6. นอกจากอาหารแล้ว กลิ่นปากอาจเกิดจากการสูบบุหรี่ หรือยาสูบต่าง ๆ แอลกอฮอล์ ก็เป็นสาเหตุเช่นกัน เหล้า เบียร์ ไวน์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เมื่อดื่มมาก ๆ จะทำให้ปากแห้ง และทำให้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น นานถึง 8-10 ชั่วโมง
  7. สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหลอดลมอักเสบ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร โรคทางเดินหายใจ หากมีอาการหนักก็จะมีกลิ่นปากเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามอาการอาการของโรคด้วยนั่นเอง

เคล็ดลับสร้างความมั่นใจ แก้ปัญหากลิ่นปากกวนใจในระยะยาว

  1. เลือกใช้ยาสีฟันที่ดีและมีคุณภาพ ที่ตรงกับลักษณะการใช้งาน หรือปัญหาในช่องปากของเรา
  2. แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หลังจากตื่นนอนและก่อนเข้านอน จะเป็นการช่วยวิธีกำจัดแบคทีเรียอย่างสม่ำเสมอ โดยแปรงอย่างละเอียด ทุกซอกทุกมุม และแปรงอย่างน้อย 2 นาทีต่อครั้ง และเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก ๆ 3 เดือน เพราะในแปรงสีฟันและขนแปรงจะเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรีย หากใช้ต่อเนื่องนานเกินไปจะทำให้แบคทีเรียกระจายอยู่ในช่องปาก ทำให้เกิดกลิ่นปาก
  3. การกินอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น กระเทียม ต้นหอม ฯลฯ ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ง่าย ส่งผลทำให้ลมหายใจมีกลิ่นด้วยเช่นกัน หลังกินอาหารที่มีกลิ่นแรงควรแปรงฟันด้วยยาสีฟันกำจัดกลิ่นทุกครั้งหลังอาหารก็จะช่วยบรรเทาได้
  4. การดื่มเปล่าน้ำบ่อย ๆ เป็นประจำ จะช่วยล้างแบคทีเรียและเศษอาหารที่ตกค้างได้ เพราะการดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ เป็นวิธีช่วยป้องกันปัญหากลิ่นปากที่ได้ผลดีอีกวิธีหนึ่ง
  5. บุหรี่เป็นสาเหตุที่ทำให้มีกลิ่นปากการสูบบุหรี่หรือที่เกี่ยวข้องกับยาสูบทั้งหลาย ทำให้มีกลิ่นปาก และทำให้เป็นโรคเหงือกได้ด้วยเช่นกัน ควรใช้ยาสีฟันสำหรับขจัดคราบและกลิ่นบุหรี่โดยเฉพาะ แต่ทางที่ดีนั้นการเลิกสูบบุหรี่จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด นอกจากจะช่วยให้ลดกลิ่นปากแล้ว ยังช่วยให้สุขภาพแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย
  6. การกินอาหารหวาน ขนม เครื่องดื่มรสหวาน ก็เป็นอีกสาเหตุ เพราะของหวานจะทำให้มีแบคทีเรียในช่องปากเพิ่มมากขึ้น และเกิดกรดที่เป็นสาเหตุสำคัญของฟันผุ ทำให้มีกลิ่นปาก 
  7. เพื่อสุขภาพของช่องปากที่ดี ควรมีการตรวจช่องปากเป็นประจำทุกปี เพื่อกำจัดคราบฟัน คราบหินปูน และจะช่วยให้ตรวจพบโรคต่าง ๆ ในช่องปากได้ด้วย

ปริมาณการใช้ยาสีฟันที่เหมาะสมตามช่วงอายุ

ปริมาณการใช้ยาสีฟันที่เหมาะสมตามช่วงอายุ

          ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันไปแล้วว่าในการแปรงฟันแต่ละครั้ง ยิ่งบีบยาสีฟันเยอะ ๆ ให้มีฟองมาก ๆ จะช่วยทำให้ฟันขาวสะอาด ปากหอมสดชื่น จริง ๆ แล้วเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะการจะทำให้ฟันสะอาด แข็งแรง สุขภาพดีนั้น คือการเลือกใช้ยาสีฟันที่ดี และการแปรงฟันอย่างถูกวิธีต่างหาก การบีบยาที่มากจนเกินไป ไม่ว่ากับเด็กหรือผู้ใหญ่ก็อาจจะส่งผลเสียในระยะยาวได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากตัวยามีการผสมสารต่าง ๆ ที่มากเกินไป การเลือกใช้แต่ละยี่ห้อนั้นควรอ่านฉลากให้ดีก่อนเลือกมาใช้งาน หากมีสารที่เป็นส่วนผสมชนิดใดที่เราแพ้ก็ควรหลีกเลี่ยง ก็จะช่วยแก้ปัญหาได้มาก และอย่าลืมดูวันเวลาที่ผลิตด้วยว่า มีอายุการผลิตนานเกิน 3 ปี แล้วหรือยัง การบีบยาที่ถูกต้อง ควรทำดังนี้

  • เด็ก 6 เดือน - 3 ขวบ ให้บีบเนื้อยาให้มีขนาดประมาณเท่าเม็ดข้าวสาร
  • เด็ก 3-6 ขวบ ให้บีบเนื้อยาปริมาณเท่ากับเม็ดข้าวโพด
  • อายุ 6 ขวบขึ้นไป ให้บีบเนื้อยาให้เต็มแปรง

แนะเคล็ดลับ วิธีบีบยาสีฟันให้ใช้ได้หมดหลอด ประหยัด และคุ้มค่า

  • เมื่อเราบีบใช้ไปได้สักระยะหนึ่ง ใช้วิธีรีดยาส่วนล่างขึ้นมาด้วยการม้วนจากปลายหลอดทบขึ้น ระหว่างการใช้ต่อก็ค่อย ๆ ม้วนหลอดยาตามมา เพื่อให้ยาสีฟันไม่ติดอยู่ปลายหลอดจนทำให้บีบยาก
  • ใช้กรรไกรตัดหลอดครึ่งหนึ่ง หากเป็นแบบหลอดพลาสติก จะสามารถใช้แปรงสีฟันแตะที่ตัวยาได้ หลังจากตัดครึ่งแล้ว เราสามารถสวมหลอดด้านล่างกับด้านบนครอบเข้าด้วยกัน สามารถใช้ส่วนที่เหลือในครั้งต่อไปได้ 
  • แบบหลอดพลาสติก เมื่อบีบยาสีฟันออกยากแล้วให้เปิดฝาแล้วบีบตัวหลอด บีบเข้าแล้วปล่อยมือออก 2-3 ครั้ง หลอดจะพองขึ้น หลังจากนั้นปิดฝาให้แน่น แล้วให้จับตรงปลายหลอดยาสีฟันแล้วแกว่งไปมาประมาณ 5-6 ครั้ง ก็จะมีเนื้อยาออกมาให้เราใช้แปรงฟันได้ หากต้องใช้ร่วมกันหลายคน พ่อ แม่ ลูก ครั้งต่อไปก็ทำได้ในลักษณะเดียวกัน ยาสีฟันก็จะออกมาที่ปากหลอดในปริมาณที่พอดีกับการใช้งานจนกว่าจะหมดหลอด
  • ใช้เครื่องบีบยาสีฟันช่วย เพื่อความคุ้มค่า

ทำไมเราควรต้องใช้เครื่องบีบยาสีฟัน

           เทรนด์รักษ์โลก ประหยัดพลังงาน ใช้ของอย่างคุ้มค่ากำลังมาแรง เครื่องมืออุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ก็ผลิตออกมารองรับการใช้งานของเราเช่นกัน เพราะการใช้งานบางครั้ง เราก็เจอกับปัญหาฝาหล่นหายหาไม่เจอ บีบตัวยาไม่ออก เครื่องบีบยาสีฟันจึงเป็นไอเท็มใหม่ ที่ออกมาเอาใจทุกครอบครัว เพราะใช้งานง่าย คุ้มค่าคุ้มราคา มีหลายแบบหลายยี่ห้อให้เลือกใช้มากมาย

  • ประหยัด คุ้มค่า ช่วยให้เราบีบยาในหลอด ได้อย่างหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ
  • ถูกหลักอนามัย สะอาด ปลอดภัย ประหยัดพลังงาน ไม่เปลืองแรง
  • เป็นอุปกรณ์ตกแต่งประดับห้องน้ำ เพราะแต่ละรุ่นเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ มีดีไซน์ และมีสีสันที่ทันสมัยสวยงาม
  • ช่วยให้การจัดเก็บอุปกรณ์แปรงฟันทั้งแปรงสีฟัน แก้วน้ำ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นระเบียบ สะดวกสบาย

รวมเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับยาสีฟัน

  • มีมาตั้งแต่ 5,000 ปีก่อน ตั้งแต่ยุคสมัยอียิปต์โบราณ โดยตอนนั้นจะทำจากวัตถุดิบธรรมชาติเป็นหลัก เช่น เกลือ พริกไทย ใบมินต์ แป้ง ใช้ทำความสะอาดด้วยการนำมาแปะที่ฟัน แล้วถูเพื่อทำความสะอาด
  • ในยุคสมัยโรมันก็ได้มีการคิดสูตรขึ้นมาใหม่ แต่คงต้องบอกว่าแปลกแหวกแนวมากเลย นั่นคือใช้ปัสสาวะเป็นส่วนผสม และเชื่อกันว่าในปัสสาวะของคนมีแอมโมเนียอยู่ ที่มีคุณสมบัติช่วยทำให้ฟันขาวสะอาด ชาวโรมันและชาวกรีกจะนิยมการขัดฟันมาก จึงมีสูตรคือใช้ถ่านผง เปลือกไม้ เป็นส่วนผสม เพราะมีสรรพคุณในการกำจัดกลิ่นปากได้ดี
  • ช่วงปี ค.ศ.1800-1850 ในยุคนี้จะใช้สบู่ ชอล์ก และหมาก เป็นส่วนผสมในการทำยาสีฟัน รวมทั้งสูตรอื่น ๆ เช่น ใช้ผงถ่านดิน ขนมปังเผา ยุคนี้จะนิยมใช้แบบผง
  • ช่วงปี ค.ศ.1850-1890 ได้เกิดมียาสีฟันชนิดที่เป็นขวดชื่อ Creme Dentifrice หลังจากนั้นจึงได้มีพัฒนาปรับปรุงสูตรใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
  • ในปี ค.ศ.1896 ก็เกิดยาสีฟันที่เรารู้จักกันดี คือยี่ห้อคอลเกต (Colgate) นับได้ว่าเป็นตัวยาแบบหลอด ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก
  • ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันได้คิดสูตรขึ้นมาใหม่ โดยมีกัมมันตรังสีที่มีส่วนผสมของทอเรียม (Thorium) ที่มีคุณสมบัติทำความสะอาดและกำจัดแบคทีเรีย
  • ในปี ค.ศ.1945 ได้มีการพัฒนาโดยการนำสบู่ไปเป็นส่วนผสมในยาสีฟัน โดยใช้อีมัลชัน (Emulsion) เป็นส่วนผสม เพื่อให้เนื้อยาสีฟันนุ่มน่าใช้มากขึ้น
  • ยุคศตวรรษที่ 19 ยาชนิดที่เป็นผงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง สำหรับชาวจีนก็จะนิยมใช้โสม เกลือ มินต์ และสมุนไพรต่าง ๆ เป็นส่วนผสมหลัก
  • ในปี ค.ศ.1901 ทันตแพทย์ที่อยู่ในเมืองโคโลราโดสปริงส์ ได้สังเกตเห็นว่าคนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ฟันไม่ผุกันเลย จึงได้ค้นคว้าจนพบว่าน้ำที่ใช้ดื่มกินมีส่วนผสมของสารฟลูออไรด์ (Fluoride) จึงได้มีการพัฒนานำฟลูออไรด์มาเป็นส่วนผสมในยาสีฟันเพื่อช่วยป้องกันฟันผุเป็นครั้งแรก
  • ในปี ค.ศ.1914 จึงได้มีการเพิ่มสารฟลูออไรด์เพื่อให้ช่วยป้องกันฟันผุกันอย่างแพร่หลาย และได้มีการพัฒนาเพิ่มสารต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อช่วยลดการสึกกร่อนของฟันที่เกิดจากปัญหาแปรงสีฟันที่แข็งเกินไป
  • ศตวรรษที่ 20 ยาสีฟันได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดูแลทำความสะอาดช่องปากอย่างมีคุณภาพ ช่วยป้องกันและรักษาโรค เช่น โรคเหงือก ป้องกันการเสียวฟัน โดยช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ยาสีฟันฟลูออไรด์ก็ได้มีการเพิ่มสี กลิ่น รส เข้าไปด้วย เพื่อให้มีรสหวานและเพิ่มความอ่อนนุ่มเหมือนโฟม ช่วยให้คงความชุ่มชื้นไว้ได้นาน

แนะนำ 10 ยาสีฟัน ยี่ห้อไหนดี มีคุณภาพ คุ้มค่าน่าใช้ เพื่อสุขภาพฟันที่ดี

1. SPARKLE SK0069 สีขาว 

SPARKLE SK0069 สีขาว

           Sparkle SK0069 ช่วยทำให้ฟันขาว ลมหายใจหอม สะอาดสดชื่น สร้างความชุ่มชื่นในช่องปาก ด้วยส่วนผสมของ Lemon soda+ Proprlis และมี Nano Vitamin C จาก Switzerland ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ บำรุงโครงสร้างของเหงือกให้มีสุขภาพที่ดี ช่วยดูแลรักษาช่องปาก และช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน และยังมีส่วนผสมของ Micro white silica ซิลิกาอณูเล็กพิเศษ ที่ช่วยขจัดคราบพลัค (Plaque) บนผิวฟัน โดยไม่ทำลายเคลือบฟัน ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการพบปะผู้คนได้ดีมากยิ่งขึ้น พร้อมด้วยสารสกัดจาก Clove ช่วยยับยั้งแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของกลิ่นปาก และลดการอักเสบในช่องปาก สร้างภูมิต้านทานเชื้อแบคทีเรีย 

ราคา 129 บาท

2. MARVIS Jasmin Mint (หลอดสีม่วง) 

MARVIS Jasmin Mint (หลอดสีม่วง)

            MARVIS แบรนด์คุณภาพจากประเทศอิตาลี ที่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 56 ปี ยาสีฟันระดับพรีเมียมที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ให้ความรู้สึกล้ำลึกในการทำความสะอาดช่องปากและฟันได้เป็นอย่างดี รสชาติสดชื่น สะอาด เย็นสบาย Classic Strong Mint หอมกลิ่นมินต์กันแบบสุด ๆ ผสมความผ่อนคลายแบบอโรมาไปกับความหอมหวานของดอกมะลิเกรดดี ให้ได้กลิ่นหอมเฉพาะตัว ช่วยทำให้ลมหายใจที่หอมสะอาด ลดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก รสชาติและเสน่ห์ของ MARVIS Jasmin Mint จะช่วยให้การแปรงฟันในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องที่น่าอภิรมย์มากยิ่งขึ้น

ราคา 385 บาท

3. Sensodyne Multi Care 

Sensodyne Multi Care

          เซ็นโซดายน์มัลติแคร์ เป็นยาสีฟันสำหรับใช้เป็นประจำทุกวัน มีส่วนประกอบของ Potassium nitrate, Sodium fluoride ที่จะช่วยแทรกซึมเข้าสู่ท่อเนื้อฟัน ลดการเสียวฟันได้ตรงจุดอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การรับประทานของเย็น หรืออาการเสียวระหว่างแปรงฟัน พร้อมสารแอนตี้แบคทีเรีย ช่วยลดการสะสมของคราบพลัค คราบหินปูน ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคเหงือก และยังช่วยขจัดคราบ ชา กาแฟ ทำให้ฟันขาวสะอาด พร้อม Sodium Fluoride ป้องกันฟันผุ เคลือบฟันให้แข็งแรง รสมินต์ช่วยลดกลิ่นปาก ให้ลมปากสะอาด ลมหายใจหอมสดชื่น เพื่อการลดการเสียวฟันที่ดี ควรแปรงฟันเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง

ราคา 129 บาท

4. PASTA DEL CAPITANO Smokers ขนาด 75 มิลลิลิตร สีฟ้า 

PASTA DEL CAPITANO Smokers ขนาด 75 มิลลิลิตร สีฟ้า

          Pasta Del Capitano Smokers จากประเทศอิตาลี เป็นยาสีฟันสำหรับคนสูบบุหรี่ ที่มีความเสี่ยงสูงที่อาจเกิดโรคทางทันตกรรมและเกิดหินปูนสะสม เน้นให้ความสำคัญกับสุขอนามัยภายในช่องปากเป็นหลัก พร้อมปกป้องสุขภาพฟันอย่างเต็มประสิทธิภาพ มีส่วนประกอบออแกนิกส์ และคุณสมบัติของสารไพโรฟอสเฟต (Pyrophosphate) ที่จะช่วยยับยั้งการก่อตัวของหินปูนให้ช้าลง และความหอมสดชื่นจากเปปเปอร์มินต์ ช่วยทำให้ลมหายใจหอมสะอาด สดชื่น เหมาะสำหรับผู้ที่ดื่มชา ดื่มกาแฟ เป็นประจำเช่นกัน ไม่มีสาร SLS, Parabens, Triclosan, Preservatives, MIT, CMIT มีโมเลกุล Sulfetal Zn® สิทธิบัตรเฉพาะของ Pasta Del Capitano และมีสารอินทรีย์ที่เป็นส่วนผสมจากแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ รับประกันสุขอนามัยช่องปากที่ปลอดภัยจากการใช้งานสำหรับทุกคนในครอบครัว

ราคา 515 บาท

5. Colgate Sensitive Pro Relief Original 

Colgate Sensitive Pro Relief Original

          แบรนด์ชื่อดังอย่าง Colgate รุ่น Sensitive Pro Relief ปกป้องครบสูตร ช่วยป้องกันฟันผุ ดูแลสุขภาพเหงือก และช่วยให้ฟันขาวอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้มีอาการเสียวฟัน ลดอาการเสียวฟันได้อย่างรวดเร็ว สามารถทาตัวยาลงบนฟันซี่ที่มีปัญหาเสียวฟันได้โดยตรง ลดการเสียวฟันได้อย่างเห็นผล เมื่อใช้งานอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างเกราะป้องกันการเสียวฟัน ให้การปกป้องอย่างยาวนาน ทำให้ความเย็นและความร้อนไม่สามารถส่งผ่านเข้าถึงเนื้อฟันชั้นในได้ Colgate รุ่น Sensitive Pro Relief ช่วยลดคราบพลัค (Plaque) บนผิวฟัน เสริมเคลือบฟัน และให้ลมหายใจที่สะอาดสดชื่น 

ราคา 199 บาท

6. Twin Lotus Herbaliste Active Charcoal 

Twin Lotus Herbaliste Active Charcoal

          อีกหนึ่งแบรนด์คุณภาพเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปากมาอย่างยาวนาน Twin Lotus รุ่น Herbaliste Active Charcoal อุดมด้วยคุณค่าจากสมุนไพรเข้มข้นจากธรรมชาติ เนื้อครีมสีดำละเอียด มีกลิ่นหอมของสมุนไพร มาพร้อมชาโคลที่ช่วยดูดกลิ่นและขจัดคราบเหลืองในช่องปาก ด้วยนวัตกรรม Triple Action ที่เพิ่มความมั่นใจตลอดทั้งวัน เทคโนโลยี Transatak™ ที่เป็นลิขสิทธิ์ของทวินโลตัสแต่เพียงผู้เดียว ที่ช่วยทำให้ลมหายใจหอมสดชื่นจากการขจัดคราบพลัค (Plaque) และแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นปาก และยังมี Active Charcoal ที่จะช่วยดูดซับกลิ่น คราบสีจากชา กาแฟ ได้เป็นอย่างดี ช่วยให้กลิ่นปากหอม เย็นสดชื่นยาวนาน 

ราคา 139 บาท

7. Dentiste Premium Care แถบสี ทอง

Dentiste Premium Care แถบสี ทอง

          เดนทิสเต้ พลัส ไวท์ พรีเมียมแคร์ นวัตกรรมล่าสุดสูตร Probiotic Concept ที่ผสมกันอย่างลงตัวของ Sodium Fluoride และ Zinc Lactate ช่วยดูแลปัญหาเหงือกและฟัน ป้องกันฟันผุ และลดกลิ่นปาก ช่วยสร้างสมดุลของแบคทีเรียที่ดีในช่องปาก ลดการสะสมของคราบพลัค (Plaque) บนผิวฟัน ช่วยป้องกันฟันผุ เสริมให้เหงือกแข็งแรงมีสุขภาพดีและลดกลิ่นปากอย่างได้ผล Dentiste Premium Care อ่อนโยนต่อช่องปาก ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และยังมีฟลูออไรด์มากถึง 1100 ppm เพิ่มภูมิคุ้มกันในช่องปาก กลิ่นมินต์หอมมาก ๆ ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่นยาวนานกว่า 12 ชั่วโมง

ราคา 215 บาท

8. Darlie Expert White 

Darlie Expert White

         นวัตกรรมเพื่อลมหายใจหอมสดชื่นยาวนาน 12 ชั่วโมง จากแบรนด์ Darlie รุ่น Expert White สูตรโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อฟันขาวเป็นประกายถึง 3 เท่า สามารถยับยั้งแบคทีเรียและปกป้องคราบพลัค สร้างเกราะป้องกันการก่อตัวของคราบพลัค ช่วยลดแบคทีเรีย และปกป้องช่องปากจากแบคทีเรียด้วย Zinc Citrate ที่เข้าไปจัดการถึงต้นเหตุหลักของกลิ่นปากอย่างมีประสิทธิภาพ Darlie Expert White ได้รับการพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญทางทันตกรรม และมี Prophylaxis Silica-Micro Particles (PS-mp) ซึ่งเป็นส่วนประกอบมาตรฐานเดียวกับที่ทันตแพทย์ใช้งาน เพื่อสร้างเกราะป้องกันการสะสมคราบบนผิวฟัน ช่วยลดการสะสมคราบบนผิวฟัน และหินปูนถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ปลอดภัยและไม่ทำลายเคลือบฟัน ช่วยให้ปากสะอาดลมหายใจสดชื่นยาวนาน

ราคา 151 บาท (แพ็คคู่)

9. Crest 3D White Brilliance Toothpaste 

Crest 3D White Brilliance Toothpaste

          แบรนด์ยอดนิยมจากประเทศสหรัฐอเมริกา Crest 3D White Brilliance รส Vibrant Peppermint เป็นยาสีฟันสูตรฟอกฟันขาว (Whitening) ช่วยทำให้ฟันขาวเร็วขึ้น ผลิตด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงในการช่วยขจัดคราบบนผิวฟัน Fluoride ป้องกันฟันผุ เสริมสร้างพื้นผิวฟันที่อ่อนแอ มี Active Mineral Complex ช่วยซ่อมแซมเคลือบฟันให้ฟันแข็งแรงมากยิ่งขึ้น เพื่อฟันขาวสะอาด และขจัดคราบหินปูนได้ 95 เปอร์เซ็นต์ เห็นความเปลี่ยนแปลงภายใน 3 วัน เหมาะสำหรับคนที่ชอบทานชา กาแฟ หรือสูบบุหรี่ มี Gentle foaming action ช่วยทำความสะอาดในส่วนที่เข้าถึงได้ยาก ทำความสะอาดซอกฟันได้เป็นอย่างดี กำจัดกลิ่นปากด้วย ลมหายใจหอมสดชื่น และใช้ส่วนประกอบที่ไม่เป็นอันตรายต่อสารเคลือบฟัน

ราคา 407 บาท

10. Oral-B 3D WHITE Glamorous White 

Oral-B 3D WHITE Glamorous White

          อีกหนึ่งแบรนด์ยอดนิยมที่ได้รับความวางใจมายาวนานยาสีฟัน Oral-B รุ่น 3D WHITE Glamorous White เป็น Whitening Toothpaste ที่เน้นในเรื่องของการช่วยทำให้ฟันขาวแบบสุด ๆ ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะอย่าง Micro Polishers ซึ่งจะเป็นการขจัดคราบเหลืองและคราบต่าง ๆ บนผิวฟัน ช่วยเคลือบปกป้องฟัน และป้องกันการเกิดคราบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสะสมของแบคทีเรียได้ลึกถึงร่องเหงือก สุขภาพฟันแข็งแรงลมหายใจสดชื่น ทำให้ฟันดูขาวขึ้นและขาวสะอาดอยู่เสมอ รสชาติ Hydrated Silica เปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ช่วยให้การแปรงฟันเป็นเรื่องง่าย ใช้เป็นประจำจะช่วยให้ฟันขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ภายใน 2 สัปดาห์

ราคา 99 บาท

          การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะสุขภาพช่องปากที่ต้องดูแลเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ การเลือกใช้ยาสีฟันให้เหมาะสม ตรงกับลักษณะการใช้งาน จึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจไม่แพ้กัน หากเหงือกหรือฟันเกิดมีปัญหาขึ้นมา ก็จะส่งผลเสียไปทั้งร่างกาย ใครที่เคยปวดฟันบ่อย ๆ คงจะรู้ดี บางครั้งปวดไปถึงศีรษะกันเลยทีเดียว แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าไม่ใช่แค่ใช้ยาสีฟัน ยี่ห้อที่ดีมีคุณภาพเท่านั้น การแปรงฟัน การเอาใจใส่เรื่องการกินอาหาร หรือขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ก็ควรจะต้องควบคุมระมัดระวังด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหากับสุขภาพช่องปากได้ทั้งสิ้น ที่สำคัญเลยนอกจากการดูแลเอาใจใส่แล้ว อย่าลืมดื่มน้ำในแต่ละวันให้มาก ๆ ด้วย เพราะนี่คือเคล็ดลับที่ทันตแพทย์ทุกคนแนะนำว่าเป็นการดูแลช่องปากด้วยวิธีธรรมชาติที่เห็นผลมากที่สุด ใครที่กำลังมองหาวิธีการดี ๆ ในการรักษาสุขภาพฟันและเหงือกให้แข็งแรง เราขอแนะนำ ยาสีฟัน อุปกรณ์สำคัญในชีวิตประจำวันของทุกคน ยี่ห้อไหนดี แบรนด์ไหนช่วยดูแลสุขภาพช่องปาก ช่วยให้ลมหายใจสะอาดหอมสดชื่น และช่วยสร้างความมั่นใจ