logo

          คนรักการทำสวน ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ทั้งหลาย คงจะรู้ว่าการรดน้ำต้นไม้เป็นอะไรที่ยุ่งยากและเสียเวลาเป็นอย่างมาก แต่หากได้รู้จักกับสปริงเกอร์แล้วล่ะก็ จะลืมปัญหาต่าง ๆ ไปได้เลย เพราะนี่เป็นไอเท็มที่บอกได้เลยว่าช่วยงานคนรักสวนอย่างเราได้มากจริง ๆ ช่วยให้เบาแรงจากการต้องลากสายยาง ช่วยประหยัดเวลาในการรดน้ำ แถมช่วยให้เราไม่ต้องออกไปยืนกลางแดดร้อน ๆ เป็นเวลานาน ๆ ได้อีก แต่ระบบตัวช่วยรดน้ำก็มีหลากหลายแบบให้เลือกใช้งาน หากเลือกได้อย่างเหมาะสมกับขนาดของพื้นที่ และเหมาะกับการทำงานของเราเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้นอย่างแน่นอน แต่คนรักสวนหลาย ๆ คน อาจจะสงสัยว่าระบบรดน้ำแบบนี้มันดีกว่ารดน้ำด้วยตัวเองยังไง ทุ่นแรงประหยัดเวลาได้จริงหรือไม่ และควรเลือกใช้งานแบบไหน ประเภทไหนดี ในการรดน้ำต้นไม้ วันนี้ไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับ คอนโดนิวบ์จะมาแนะนำของใช้ในบ้านข้อมูลความรู้ คุณสมบัติ และประโยชน์จากการใช้งานของ สปริงเกอร์ อุปกรณ์รดน้ำต้นไม้ยอดนิยม ตัวช่วยคนรักการทำสวน ปลูกผัก ใช้งานง่าย ประหยัดแรง ประหยัดพลังงาน ประหยัดเวลา 

. . . . . . . . . .

สปริงเกอร์ (Sprinkler) คืออะไร?

          สำหรับสปริงเกอร์ คือ ระบบรดน้ำแบบหนึ่งที่มีการบีบอัด ฉีดน้ำ ให้แตกออกมาเป็นสาย และหมุนเหวี่ยงไปรอบบริเวณพื้นที่ที่ต้องการ เป็นระบบที่ใช้แรงดันน้ำประมาณ 8 - 15 เมตร แรงดันน้ำระดับปานกลาง และมีอัตราการไหลของน้ำในปริมาณตั้งแต่ 20 - 300 ลิตรต่อชั่วโมง การใช้งานระบบนี้จะเหมาะกับสภาพแหล่งน้ำที่มีปริมาณพอเหมาะพอดี คุณภาพน้ำและความสะอาดต้องค่อนข้างดี มีระบบการกรองน้ำที่ดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุดตันที่หัวฉีดได้ง่าย ๆ เพราะรูปล่อยน้ำมีขนาดค่อนข้างเล็ก การใช้งานต้องมีความเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ จึงต้องหมั่นดูแลทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันหัวอุดตัน ระยะของระบบสปริงเกอร์เหมาะสำหรับการปลูกไม้ขนาดกลาง ไม้ยืนต้น ที่มีระยะปลูกต้นไม้ตั้งแต่ 5 เมตรขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสวนไม้ผลและไม้ยืนต้น การเดินท่อน้ำสามารถเดินและวางท่อแยกตามแนวของการปลูกต้นไม้ และติดตั้งหัวสปริงเกอร์ในระยะที่พอเหมาะ เป็นระยะในการฉีดรดน้ำต้นไม้ หรือฉีดน้ำ เพื่อปรับลดอุณหภูมิของพื้นที่ หรือให้สภาพอากาศเย็นลง

. . . . . . . . . .

หัวสปริงเกอร์รดน้ำที่นิยมใช้งานมีกี่ประเภท

หัวจ่ายแบบ Mini Sprinkler

          เหมาะใช้งานกับพื้นที่ในบ้าน หรือสวนขนาดเล็ก เนื่องจากหัวมินิสปริงเกอร์จะมีอัตราการจ่ายน้ำในปริมาณไม่สูงมาก ส่วนใหญ่จะรัศมีการจ่ายน้ำไม่เกินระยะ 2 - 3 เมตร โดยจะมีทั้งแบบหัวเหวี่ยงขนาดเล็กและแบบหัวน้ำหยด 

หัวจ่ายแบบ Mini Sprinkler

หัวจ่ายแบบ Mini Sprinkler

หัวจ่ายแบบสเปรย์ (Spray)

          เหมาะใช้งานกับพื้นที่ที่ไม่กว้างมากนัก หรือสวนขนาดกลาง ส่วนใหญ่จะรัศมีการจ่ายน้ำไม่เกินระยะ 5 - 6 เมตร หัวสปริงเกอร์แบบสเปรย์จะจ่ายน้ำโดยการกระจายน้ำแบบรูปพัด หรือแบบครึ่งวงกลม

หัวจ่ายแบบสเปรย์

หัวจ่ายแบบสเปรย์

หัวจ่ายแบบโรเตอร์ Rotor

          เหมาะจะใช้งานกับพื้นที่ที่ใหญ่มาก หรือสวนขนาดกลางถึงใหญ่ การจ่ายน้ำของหัวโรเตอร์จะเป็นการฉีดน้ำออกจากหัวจ่าย และหมุนสวิงไปรอบตัว หรือตามองศาที่กำหนดไว้ โดยหัวจ่ายประเภทนี้มีรัศมีการจ่ายน้ำ ระยะตั้งแต่ 6 - 20 เมตร 

โรเตอร์ Rotor

หัวจ่ายแบบโรเตอร์ Rotor

และเรายังสามารถแยกตามวิธีการติดตั้ง ได้ดังนี้

หัวแบบฝังอยู่ใต้ดิน Under Ground

          โดยจะเป็นลักษณะแบบ Pop-Up คือหัวจ่ายถูกฝังอยู่ใต้ดิน เวลาทำงานถึงจะโผล่หัวจ่ายน้ำขึ้นมาบนพื้นดิน ส่วนใหญ่จะติดตั้งใช้งานบริเวณสนามหญ้า สนามกีฬา หรือพื้นที่โล่ง และมีการจัดเก็บลงใต้ดินเพื่อความสวยงาม

หัวแบบติดตั้งอยู่เหนือดิน Above Ground

          ส่วนใหญ่จะติดตั้งบริเวณพุ่มไม้ โคนต้นไม้ หรือบริเวณที่ต้องการซ่อนไม่ให้มองเห็น เช่น หัวแบบมินิสเปรย์ หัวพ่นหมอกแบบ Pop-Up แบบที่ติดตั้งอยู่บนเพดาน หรือตามแนวรั้ว แนวหลังคา เพื่อซ่อนจากการมองเห็น เพื่อความสวยงามเช่นกัน 

. . . . . . . . . .

คุณสมบัติข้อดี - ข้อเสียของระบบสปริงเกอร์

          ระบบการจ่ายน้ำ หรือการรดน้ำมีการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของเราว่าใช้ทำอะไร เช่น อาจจะแค่ทำสวนหย่อมขนาดพอเหมาะในบริเวณบ้าน ทำสวนไม้ดอกไม้ประดับขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ตลอดไปจนถึงทำสวนผลไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เราจะมาดูข้อดี - ข้อเสียของสปริงเกอร์กันว่ามีอะไรบ้าง

สปริงเกอร์

ข้อดี

  • สามารถตั้งเวลารดน้ำได้ ประหยัดเวลา ช่วยให้เราสะดวกสบายมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลรดน้ำ
  • ช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดแรง ในการที่ไม่ต้องยืนรดน้ำเอง โดยเฉพาะหากเป็นพื้นที่ที่มีบริเวณกว้าง เพราะการใช้สปริงเกอร์ สามารถรดน้ำได้ระยะไกลพอประมาณ
  • มีหัวจ่ายน้ำหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้งาน สามารถเลือกให้เหมาะกับความต้องการ
  • ประหยัดน้ำ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะเราสามารถควบคุมเวลาและควบคุมปริมาณน้ำที่จะใช้งานในแต่ละครั้งได้
  • ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่บริเวณพื้นที่ของเรา ปรับสภาพอากาศภายในสวนให้มีอากาศเย็นสบายขึ้น

ข้อเสีย

  • ราคาจะแพงกว่า หากเทียบกับการรดน้ำด้วยสายยางแบบปกติทั่วไป
  • ในพื้นที่การใช้น้ำต้องมีแรงดันน้ำพอ สำหรับการทำงานของสปริงเกอร์อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ต้องจัดวางตำแหน่ง แบ่งโซน แบ่งพื้นที่ในการวางสปริงเกอร์ ตั้งแต่เริ่มออกแบบแปลนในการทำสวน เพื่อให้การจ่ายน้ำ หรือรดน้ำต้นไม้ทำงานได้เป็นอย่างดี

. . . . . . . . . .

จะติดตั้งระบบสปริงเกอร์ต้องทำอย่างไรบ้าง

กำหนดชนิดหัวจ่ายน้ำ

1. คำนวณพื้นที่

          ที่เราจะวางระบบสปริงเกอร์ วัดพื้นที่ทั้งหมดเป็นหน่วยไร่ หรือตารางเมตร การกำหนดหลักเขตที่แน่นอน จะทำให้เรารู้ปริมาณการใช้น้ำต่อพื้นที่ว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานหรือไม่ หากมือพื้นที่มาก ควรวาดเป็นผังการเดินน้ำแบ่งโซนพื้นที่จะคำนวณได้ง่ายมากขึ้น

2. กำหนดชนิดหัวจ่ายน้ำ

          เลือกหัวสปริงเกอร์ให้เหมาะกับพื้นที่การใช้งาน เนื่องจากต้นไม้แต่ละชนิดมีความต้องการน้ำในปริมาณที่ไม่เท่ากัน การเลือกหัวจ่ายที่เหมาะสม จะช่วยให้การรดน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

3. วางแนวระบบท่อ

          ขนาดท่อส่งน้ำให้พอดี กรณีพื้นที่กว้าง ควรเลือกใช้ท่อส่งน้ำที่ทนต่อแรงดันน้ำได้ เช่น ท่อ PE รวมถึงคำนวณขนาดท่อ ขนาดท่อหลัก ท่อแยก และท่อต่อหัวจ่าย ควรใช้ขนาดเดียวกัน หรือลดหลั่นจากขนาดใหญ่ไปขนาดเล็ก เพื่อให้ฉีดแรงดันน้ำได้อย่างเหมาะสม ปริมาณน้ำที่ออกมาจะสม่ำเสมอ โดยมีส่วนประกอบดังนี้

แหล่งน้ำต้นทาง

          หมายถึงน้ำที่เรานำมาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำบาดาล น้ำประปา หรือน้ำจากแม่น้ำลำคลอง แหล่งน้ำที่จะลำเลียงผ่านท่อเข้ามาใช้งานในพื้นที่ต้องมีปริมาณเพียงพอ ทางที่ดีควรมีถังกักเก็บน้ำ เพื่อใช้ในการส่งน้ำให้มีประสิทธิภาพ

ท่อเมน หรือท่อหลักจ่ายน้ำ

          เป็นท่อในการลำเลียงน้ำจากแหล่งน้ำต้นทาง เพื่อจ่ายน้ำสู่ท่อย่อยต่าง ๆ อีกที ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ท่อขนาด 2 นิ้วขึ้นไป แต่ก็ขึ้นอยู่กับระบบน้ำของเราว่ามีขนาดเท่าไหร่ ถ้าเป็นขนาดใหญ่ ปริมาณมากก็ควรจะใช้ท่อใหญ่ เพื่อที่จะรับแรงดันน้ำได้อย่างพอเหมาะ หรืออาจจะใช้ท่อรอง เพื่อช่วยลำเลียงน้ำอีกที

ท่อย่อย

          ท่อลำเลียงน้ำที่ต่อแยกจากท่อเมนหรือท่อหลัก ช่วยกระจายปริมาณน้ำไปในส่วนต่าง ๆ ของพื้นที่ที่เราใช้งาน ขนาดท่อส่วนใหญ่จะใช้ ½” หรือ ¾” ขึ้นอยู่กับหัวสปริงเกอร์ที่เราใช้งาน

4. คำนวณขนาดปั๊ม

           เลือกขนาดและประเภทปั๊มน้ำที่เหมาะกับการใช้งาน เพื่อให้สามารถส่งน้ำไปได้ในปริมาณที่ต้องการ เมื่อเราคำนวณพื้นที่และปริมาณน้ำที่ต้องการใช้งานทั้งหมดแล้ว เราจะทราบว่าควรจะเลือกปั๊มน้ำที่มีขนาดกี่วัตต์ กี่แรงม้า ปั๊มน้ำแต่ละรุ่นจะมีฉลากบอกขนาดของแรง ปริมาณกำลังไฟฟ้า และปริมาณน้ำสูงสุดที่สามารถส่งได้ รวมถึงขนาดแรงดันส่งน้ำ

5. เลือกระบบสปริงเกอร์

          ที่มีฟังก์ชั่นตั้งเวลาเปิดปิดอัตโนมัติ เพื่อการควบคุมปริมาณน้ำให้พอเหมาะ และไม่เกิดการสิ้นเปลือง การใช้ระบบอัตโนมัติควบคุมการทำงานของปั๊มน้ำในการรดน้ำ ส่วนใหญ่จะใช้ระบบตู้คอนโทรลมอเตอร์ควบคุมเวลาและตำแหน่งในแต่ละพื้นที่ที่ใช้งาน ระบบอัตโนมัติมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ต้องลงทุนมาก แต่ในระยะยาวถือว่าคุ้มค่า ไม่เสียเวลา ไม่เปลืองแรงงาน และพลังงาน 

การแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนหรือเป็นส่วน ๆ

          ทำให้เลือกใช้งานหัวสปริงเกอร์ได้เหมาะสมกับพื้นที่นั้น ๆ 

การเลือกหัวจ่าย

          ควรเลือกจากระยะและรัศมีของการกระจายน้ำ เพื่อให้การรดน้ำมีประสิทธิภาพ

6. รู้จักกับสภาพแวดล้อม

          ต้องรู้ว่าปลูกพืชอะไร ปลูกต้นไม้อะไร ดินเป็นแบบไหน พื้นที่มีลักษณะลาดเอียงอย่างไร เพื่อคำนวณปริมาณการรดน้ำในแต่ละครั้งได้อย่างถูกต้อง

7. ตรวจสอบราคาอุปกรณ์ต่าง ๆ

          คำนวณต้นทุนการติดตั้งจุดคุ้มทุน ความคุ้มค่า และอายุการใช้งาน เช่น หากเราเลือกปั๊มน้ำที่มีกำลังส่งมากเกินไปในพื้นที่ที่มีขนาดเล็ก จะส่งผลให้เปลืองไฟ และอาจจะทำให้ท่อส่งน้ำแตกได้ง่าย ๆ หรือเลือกหัวสปริงเกอร์ไม่เหมาะสมกับพื้นที่จะทำให้เปลืองน้ำ ปริมาณน้ำมากหรือน้อยไปจะส่งผลต่อต้นไม้และสวนของเรา 

. . . . . . . . . .

เคล็ดลับการเลือกใช้สปริงเกอร์แบบต่าง ๆ ให้เหมาะกับงาน

          สำหรับสปริงเกอร์แบบทั่วไป เหมาะจะใช้งานกับสวนหย่อม หรือสวนผลไม้ พืช ผัก ขนาดเล็ก ที่ต้องการน้ำในปริมาณปานกลาง ส่วนใหญ่จะเป็นหัวพ่นน้ำแบบฝอย พ่นน้ำออกมาเป็นละอองขนาดเล็ก รัศมีกระจายน้ำไม่เกิน 2 เมตร เหมาะสำหรับต้นไม้หรือไม้ที่ไม่ใหญ่มาก แปลงผัก หรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง

สปริงเกอร์

สปริงเกอร์แบบ Pop-Up

          เหมาะสำหรับสนามหญ้ากว้าง ๆ พื้นที่ที่ต้องการความสวยงาม พื้นที่เรียบ หรือพื้นที่ที่ต้องใช้ทำกิจกรรมที่มีคนเข้าไปใช้พื้นที่ หรือไม่ต้องการให้เกะกะ 

สปริงเกอร์ Impact

          เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดกว้างใหญ่ เพราะหัวจ่ายแบบนี้จะมีรัศมีกระจายน้ำได้ค่อนข้างไกล การใช้หัวจ่ายไม่มาก แต่ต้องใช้กับท่อส่งน้ำขนาดใหญ่

สปริงเกอร์ Big Gun

          เหมาะสำหรับสนามหญ้า หรือสนามฟุตบอล หรือพื้นที่ขนาดใหญ่ การจ่ายน้ำจะมีรัศมีกว้างกว่าแบบ Impact หัวจ่ายแบบนี้ ต้องใช้ปริมาณน้ำและแรงดันของน้ำค่อนข้างมาก การวางระบบท่อส่งน้ำแบบฝัง ต้นทุนจะค่อนข้างสูงมาก

หัวน้ำหยด

          เหมาะสำหรับใช้งานในพื้นที่ที่ไม่ต้องการใช้น้ำในปริมาณมากในคราวเดียว หัวจ่ายแบบนี้เป็นการอาศัยแรงดันส่งน้ำออกมาตามปริมาณที่ควบคุม การจ่ายน้ำปริมาณแค่ 1 - 20 ลิตรต่อชั่วโมง น้ำที่ออกมาจะเป็นหยด เป็นระบบน้ำค่อย ๆ ซึม ใช้เวลาในการรดน้ำนานกว่าหัวจ่ายแบบอื่น ๆ แต่จะประหยัดงบประมาณมากกว่าแบบอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

          เหมาะสำหรับการปลูกต้นไม้ระยะสั้น เช่น พืชผัก ไม้ดอก ไม้กระถาง ไม่เหมาะสำหรับไม้ยืนต้น เพราะหากดูแลไม่ดี หัวจ่ายจะเกิดการอุดตันได้ง่าย ทำให้อายุการใช้งานสั้นและราคาต้นทุนสูง

หัวพ่นหมอก Mist

          เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการปรับสภาพอากาศโดยรวมให้มีอุณหภูมิที่ลดลง เช่น โรงปลูกผักสลัด โรงเพาะเห็ด สวนกล้วยไม้ หรือดัดแปลงติดตั้งตามต้นไม้ในสวนอาหาร ในบ้านพักอาศัย เพื่อให้บรรยากาศเย็นชุ่มชื้น หรือใช้ในงานปศุสัตว์ สำหรับพ่นละอองน้ำฆ่าเชื้อโรค ดักจับฝุ่น หัวจ่ายแบบนี้จะใช้ปริมาณน้ำน้อย แต่ใช้แรงดันน้ำมาก ในการทำให้น้ำเป็นละอองฝอยเหมือนหมอก เหมาะจะใช้ในพื้นที่ที่ไม่มีลมแรง

มินิสปริงเกอร์

          เหมาะสำหรับพื้นที่การเกษตรที่ต้องการปริมาณใช้น้ำน้อย หรือต้องการประหยัดน้ำ ประหยัดงบประมาณในการใช้ท่อน้ำ รวมถึงขนาดปั๊มน้ำ หัวจ่ายแบบนี้มีหลายแบบหลายขนาด ครอบคลุมทุกลักษณะการใช้งาน ปริมาณการจ่ายน้ำจะมีตั้งแต่ 20 - 270 ลิตรต่อชั่วโมง รัศมีการจ่ายน้ำ 1 - 4 เมตร สามารถใช้ร่วมกับเครื่องสูบน้ำและท่อส่งน้ำขนาดเล็กได้ หัวจ่ายแบบมินิยังแบ่งออกได้ 4 ลักษณะตามการจ่ายน้ำ คือ

  • แบบใบพัดหมุนเหวี่ยงน้ำ ทำงานโดยใช้แรงดันของน้ำเป็นตัวดันใบพัดให้หมุน เหวี่ยงน้ำกระจายไปรอบ ๆ ปริมาณน้ำ 200 - 500 ลิตรต่อชั่วโมง รัศมีการกระจายน้ำอยู่ที่ 1 - 6 เมตร ขึ้นอยู่กับชนิดของใบพัดและรูปล่อยน้ำ การติดตั้งจะมีชุดขาปัก ใช้ท่อไมโคร PE จ่ายน้ำ หรือจะติดตั้งบนท่อ PE ขนาด 20 - 30 มิลลิเมตร ก็ได้
  • แบบน้ำกระทบผนังด้านบน ทำงานโดยใช้น้ำฉีดออกมาจากหัวจ่าย ให้กระทบกับผนังด้านบน เพื่อให้แตกกระจายออก ปริมาณน้ำ 60 - 180 ลิตรต่อชั่วโมง รัศมีการกระจายน้ำจะอยู่ 1 - 3 เมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของรูปล่อยน้ำ 
  • แบบหัวฉีดสเปรย์ ทำงานโดยการจ่ายน้ำแบบสเปรย์พ่น รูปล่อยน้ำจะมีขนาด 2 - 4 มิลลิเมตร ปริมาณการจ่ายน้ำ 80 - 130 ลิตรต่อชั่วโมง รัศมีการกระจายน้ำ 1 - 3 เมตร มีจุดเด่นคือสามารถเลือกปรับหัวจ่ายเป็นมุม หรือองศาต่าง ๆ ได้ เช่น 90 องศา 180 องศา หรือแบบรอบทิศทาง 360 องศา
  • แบบ PVC หรือใบหูช้าง ทำงานโดยกระจายน้ำเป็นเม็ดค่อนข้างใหญ่ กระจายแบบรอบบริเวณ ปริมาณน้ำอยู่ที่ 350 ลิตรต่อชั่วโมง รัศมีการกระจายน้ำประมาณ 2 - 5 เมตร ขึ้นอยู่กับหัวจ่ายน้ำ แบบใบ PVC หรือใบหูช้าง ปรับมุมกระจายน้ำได้ 40 - 45 องศา  

. . . . . . . . . .

ข้อแตกต่างของการรดน้ำด้วยระบบสปริงเกอร์ กับการใช้คนรดน้ำ

  • ใช้เวลารดน้ำไม่นาน เพราะรดได้ทุกจุดพร้อม ๆ กัน ประหยัดเวลา 
  • รดน้ำได้ทั่วถึงทั่วบริเวณ ในปริมาณที่เท่า ๆ กัน หรือในปริมาณที่ตั้งไว้ ต่างจากการรดน้ำด้วยแรงงานคน ที่บางจุดอาจจะได้น้ำมากเกินไป บางจุดอาจได้น้ำน้อยเกินไป
  • ประหยัดน้ำมากกว่า เพราะสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ตามที่ต้องการ
  • ประหยัดพลังงาน ไม่ต้องเหนื่อย เพราะหากมีพื้นที่มาก ก็ยิ่งต้องใช้แรงงานคนรดน้ำมากหรือนานขึ้น
  • สิ้นเปลืองค่าไฟฟ้ามากกว่า แต่หากคำนวณค่าใช้จ่ายอย่างอื่น จะคุ้มค่ากว่าในระยะยาว

ค่าติดตั้งวางระบบสปริงเกอร์ในเบื้องต้น

  • การติดตั้งระบบสปริงเกอร์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ๆ คือ ขนาดพื้นที่ใช้งานทั้งในบ้านและในสวน เพื่อให้ต้นไม้และสวนได้รับปริมาณน้ำที่เพียงพอหรือไม่มากจนเกินไป รวมทั้งการเลือกอุปกรณ์หัวจ่ายแบบต่าง ๆ ท่อส่งน้ำ รวมถึงปั๊มน้ำ และค่าแรง ค่าติดตั้งวางระบบจ่ายน้ำในเบื้องต้น มีราคาดังนี้
  • ค่าติดตั้งพื้นที่บ้านไม่เกิน 50 ตารางวา ราคาจะประมาณ 12,000 - 15,000 บาท (ไม่รวมปั๊มน้ำ)
  • ค่าติดตั้งพื้นที่บ้าน 51 - 80 ตารางวา ราคาประมาณ 15,000 - 20,000 บาท (ไม่รวมปั๊มน้ำ)

. . . . . . . . . .

รู้จักกับระบบสปริงเกอร์รดน้ำอัตโนมัติ มีส่วนประกอบอะไรบ้าง

          ปัจจุบันหัวจ่ายระบบอัตโนมัติมีความนิยมในการใช้งานมากขึ้น เพราะสะดวกและประหยัดคุ้มค่าในระยะยาว ไม่เปลืองแรง เรามาดูกันว่าระบบรดน้ำอัตโนมัติประกอบด้วยอะไรบ้าง

ค่าติดตั้งวางระบบสปริงเกอร์

หัวจ่ายน้ำ Sprinkler Head

          สามารถเลือกหัวจ่ายได้ตามลักษณะและพื้นที่การใช้งาน เหมือนระบบรดน้ำแบบทั่วไป โดยหัวจ่ายจะมีหลายแบบตามได้ที่บอกไปแล้ว เช่น หัว Spray Head หัว Rotor หรือหัวแบบน้ำหยด

วาล์วไฟฟ้า Solenoid Valve

          ส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้าโดยมีความต่างที่ประมาณ 24 โวลต์ ในการควบคุมเวลาเปิดปิดระบบ Controller

คอนโทรลเลอร์ Controller

           อุปกรณ์สำหรับสั่งงาน ให้วาล์วไฟฟ้าทำงานตามเวลาที่เราต้องการให้รดน้ำ

เครื่องสูบน้ำ Pump

           อุปกรณ์เพิ่มแรงดันน้ำ ช่วยจ่ายน้ำไปตามท่อส่ง เพื่อส่งต่อไปยังหัวจ่าย

. . . . . . . . . .

แนะนำสปริงเกอร์ยอดนิยม รุ่นไหนคุ้มค่า ยี่ห้อไหนน่าใช้งาน

GARDENA หัวรดน้ำแบบตั้งพื้น ปรับองศา ขนาด 1/2 นิ้ว x 3/4 นิ้ว

          หัวจ่ายน้ำ GARDENA แบบตั้งพื้น ผลิตจากพลาสติก PVC คุณภาพดี แข็งแรงแน่นหนา ทนทานต่อการสึกหรอ ใช้งานกลางแจ้งได้ดี ไม่กรอบ ไม่เปื่อยยุ่ย ทนต่อแรงดันน้ำ และแรงกระแทก การกระจายน้ำแบบสวิง สามารถกระจายน้ำได้ปริมาณสูงถึง 90 m² - 220 m² และมีรัศมีการกระจายน้ำระยะไกล 7 -17 เมตร วงรอบกว้างสุดที่ 13 เมตร ป้องกันรังสียูวี มาพร้อมฐานวางได้อย่างมั่นคง

  • ราคา 990 บาท

GARDENA หัวรดน้ำแบบตั้งพื้น

KARCHER หัวรดน้ำแบบขาปัก ปรับองศา รุ่น DGK4001 ขนาด 1/2 x 5/8 x 3/4 นิ้ว

           KARCHER หัวจ่ายน้ำแบบปักพื้น ผลิตจากพลาสติก PVC ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน แข็งแรงทนน้ำ ทนแดด ทนการสึกหรอ ใช้งานกลางแจ้งได้ดี ไม่กรอบ ไม่แตกง่าย ขาปักปรับองศาการใช้งานได้กว้าง การกระจายน้ำ รดน้ำ หรือฉีดพ่นน้ำ โดยรอบบริเวณทำได้อย่างทั่วถึง ขนาดเล็ก สะดวกรวดเร็วในการติดตั้ง จัดเก็บได้ง่าย มีน้ำหนักเบา ช่วยประหยัดแรงและพลังงาน

  • ราคา 819 บาท

KARCHER หัวรดน้ำแบบขาปัก

RAGO หัวรดน้ำแบบปัก ปรับองศา รุ่น RT55/703C ขนาด 1/2 x 3/4 นิ้ว

           หัวจ่ายน้ำแบบปักพื้น RAGO วัสดุผลิตจากเหล็กคุณภาพดี แข็งแรงทนทาน ทนแดดทนน้ำ ทนต่อแรงดัน สามารถใช้งานกลางแจ้งได้ดี กระจายน้ำได้ไกลและทั่วถึง เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่กว้าง ปรับทิศทางการหมุนได้ถึง 360 องศา ฉีดน้ำโดยรอบบริเวณได้อย่างทั่วถึง จัดเก็บได้ง่าย ช่วยประหยัดแรงและพลังงาน ตอบโจทย์งานสวนได้อย่างลงตัว

  • ราคา 629 บาท

RAGO หัวรดน้ำแบบปัก

RAINDROP รุ่น TURBO UP-50 แบบแพ็ค 5 ชิ้น  

          หัวจ่ายน้ำ RAINDROP วัสดุผลิตจากพลาสติกคุณภาพ แข็งแรง ทนทาน ทนแรงดันน้ำได้ดี เหมาะสำหรับใช้งานรดน้ำในบริเวณ หรือขนาดพื้นที่กว้าง การกระจายน้ำอย่างทั่วถึงรอบบริเวณ RAINDROP TURBO UP-50 ให้เม็ดน้ำขนาดเล็ก เป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้น้ำซึมลงผิวดินได้ดี ไม่ท่วมขัง ช่วยประหยัดเวลา และช่วยผ่อนแรงในการรดน้ำได้เป็นอย่างดี

  • ราคา 39 บาท

RAINDROP รุ่น TURBO

ANTELCO มินิสปริงเกอร์ Rotor Spray RB PACK 5 ชิ้น 

           หัวจ่ายน้ำ ANTELCO Rotor Spray ผลิตจากพลาสติกคุณภาพสูง แข็งแรงทนทาน ทนฝน ทนแดด ทนต่อแรงดันน้ำได้ดี ผ่านกระบวนการการผลิตที่ได้มาตรฐานโรงงาน การกระจายน้ำแบบปรับขนาด ให้น้ำปริมาณพอเหมาะ ช่วยกระจายน้ำแต่ไม่ท่วมขัง

ใช้ปรับแต่งเข้ากับระบบการเดินน้ำทุกรูปแบบ เหมาะกับการรดน้ำในพื้นที่ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ประหยัดเวลา ประหยัดแรงงาน

  • ราคา 249 บาท

ANTELCO มินิสปริงเกอร์ Rotor

. . . . . . . . . .

          เป็นอย่างไรกันบ้างกับข้อมูลสาระ ข้อดี - ข้อเสียต่าง ๆ ของสปริงเกอร์ อุปกรณ์รดน้ำต้นไม้ที่มีประโยชน์ ตัวช่วยคนรักการทำสวน ปลูกผัก อย่างเรา ๆ นอกจากใช้งานง่าย ช่วยประหยัดแรง ประหยัดพลังงาน และประหยัดเวลาแล้ว ในระยะยาวยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ดีมาก ๆ อีกทางหนึ่งด้วย แต่การใช้งานได้ดีมาก - น้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกอุปกรณ์ใช้งานให้เหมาะสมกับปัจจัยต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน ทั้งขนาดพื้นที่ วิธีการทำงาน รวมถึงประเภทของสวน ของต้นไม้ที่เราปลูก และก็เหมือนกันกับอุปกรณ์การทำเกษตรทั่ว ๆ ไป คือ นอกจากการใช้งานแล้ว การดูแลเก็บรักษา ยังเป็นการช่วยยืดอายุการใช้งานได้อย่างยาวนาน หลังจากใช้งานแล้วควรถอดเช็ดล้างทำความสะอาด เพื่อไม่ให้มีสิ่งสกปรกตกค้าง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการอุดตันได้ง่าย หากเราดูแลเป็นอย่างดีแล้ว รับรองได้เลยว่าเราจะได้ใช้งานกันไปยาว ๆ เลยกับเจ้าสปริงเกอร์ อุปกรณ์รดน้ำต้นไม้ยอดนิยม ตัวช่วยคนรักการทำสวน ปลูกผัก ใช้งานง่าย ประหยัดแรง ประหยัดพลังงาน ประหยัดเวลา