logo

          เชื่อว่าการจัดบ้านใหม่ให้เป็นระเบียบ หรือการต้องย้ายที่พักอาศัยใหม่ หลาย ๆ คน มักจะพบเจอกับปัญหาสิ่งของต่าง ๆ ภายในห้องของเรา อยากจะจัดห้อง หรือทำพื้นที่ใหม่ให้สวยงาม แต่ปรากฏว่าข้าวของเต็มไปหมด บางชิ้นซื้อมาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ไม่เคยใช้งานเลย หรือบางชิ้นก็เก่าจนไม่น่าจะใช้งานได้แล้ว แต่เมื่อถึงเวลาจะต้องทิ้งขึ้นมาจริง ๆ ก็เกิดภาวะยอดฮิต อันนั้นก็ยังดีอยู่ อันนี้ก็ยังใช้ได้ อยากจะเก็บเอาไว้ทั้งหมด จะทิ้งก็เสียดาย จะบริจาคของก็เสียดาย กลายเป็นปัญหาที่ต้องจมอยู่กับของกองโต จากที่รกอยู่แล้ว จัดไปจัดมากลายเป็นรกขึ้นมากกว่าเดิมอีก ยิ่งในสถานการณ์สถานการณ์ โควิด-19 ที่ต้อง Work From Home อยู่บ้านนาน ๆ หากไม่จัดบ้านให้เข้าที่เข้าทางสุขภาพจิตจะยิ่งแย่ไปกว่าเดิมเอา แล้วจะทำยังไงดี? บอกเลยว่าไม่ต้องกังวลให้มากไป เพราะวันนี้เรามีทางออกมาฝากกัน กับ Trick ดี ๆ ในการแก้ปัญหาการจัดบ้านกับ How to ทิ้ง แบบมาริเอะ คนโดะ แต่ทิ้งแล้วไปไหนต่อ

. . . . . . . . . .

มารู้จักกันก่อนว่า มาริเอะ คนโดะ เป็นใคร?

          มาริเอะ คนโดะ (Marie Kondo) เป็นคนญี่ปุ่น เจ้าของทฤษฎีการจัดบ้านแบบคนมาริ (KonMari) ผู้โด่งดัง เธอเป็นคนที่หลงใหลการจัดระเบียบข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ และมีวิธีการดี ๆ ที่ช่วยให้เราจัดการกับทรัพย์สมบัติสุดหวงแหนได้ง่ายดายมากขึ้น มาริเอะ คนโดะ เป็นเจ้าของหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up หรือชื่อในภาษาไทยว่า ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ที่ขายดิบขายดีไปทั่วโลก และได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ อีกหลายภาษา โด่งดังขนาดที่ว่านิตยสาร Time ยกย่องให้เป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลของโลกปี 2558 (100 Most Influential People)

          แนวทางในการจัดเก็บบ้านแบบ มาริเอะ คนโดะกับสิ่งของต่าง ๆ และวิธีการรับมือกับปัญหาของเธอ ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก เธอเชื่อว่าการมีข้าวของในบ้านมากมายจนเกินไปนั้น นอกจากจะทำให้บ้านรก อยู่อาศัยไม่สะดวกสบายแล้ว ยังเป็นตัวการที่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างคนในบ้านด้วยเช่นกัน การลงมือจัดบ้านจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำความสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่มีนัยถึงการสะสางปมชีวิต ที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้กลับมาแน่นแฟ้นได้ ทฤษฎีคนมาริ (KonMari) ของ มาริเอะ คนโดะ นั้นเธอได้คิดค้นเทคนิคที่เรียกว่า การจุดประกายความสุข หรือ Spark Joy นั่นคือความรู้สึกในเชิงบวกเมื่อเราหยิบ หรือสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ หรือเสื้อผ้าแต่ละชิ้น หากชิ้นไหนจับแล้วรู้สึกว่าประกายความสุขเกิดขึ้นกับเราได้ ให้เก็บของชิ้นนั้นไว้ แต่หากชิ้นไหนหยิบจับแล้วไม่รู้สึกถึงการจุดประกายความสุข ก็โยนทิ้งไปได้เลย เพราะการทิ้งอาจจะทำให้เรามีความสุขมากกว่า เรียกว่ายอมตัดใจทิ้งเพื่อสิ่งที่ดีกว่าก็ไม่ผิดนัก

. . . . . . . . . .

ลำดับการจัดการสิ่งของแบบมาริเอะ คนโดะ มีหลักคิดยังไง?

          การจุดประกายความสุข (Spark Joy) มีความคิดเชิงบวกเป็นหัวใจสำคัญ การลำดับการจัดการสิ่งของ มาริเอะ คนโดะ ได้วางขั้นตอนไว้ทีละขั้น โดยการนำสิ่งของทั้งหมดมากองรวมกันก่อน เพื่อให้ได้เห็นว่าเรามีข้าวของมากมายขนาดไหนนั่นเอง เราจะได้เห็นถึงความสำคัญและไม่สำคัญ จำแนกจากการหยิบขึ้นมารายชิ้น แล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่าหยิบขึ้นมาแล้วมีความสุขหรือเปล่า? หรือถามตัวเองว่า Does it spark joy? ภาษาญี่ปุ่นใช้คำว่า Tokimeku ถ้ายังรู้สึกอิ่มเอมกับของสิ่งนั้นก็ให้เก็บไว้ ถ้ารู้สึกว่าหัวใจไม่อิ่มเอมกับของสิ่งไหน ก็เพียงกล่าวขอบคุณแล้วทิ้งไป

          ฟังดูอาจจะเข้าใจได้ยาก ว่าเราจะรู้จริง ๆ ได้ยังไง ว่าของสิ่งไหนต้องการเก็บไว้จริง ๆ ก็อาจจะเพิ่มตัวช่วยเข้ามา โดยการคัดแยกของใช้ที่ไม่ต้องการในขั้นแรกไปกองรวมกันก่อน แล้วค่อยแยกที่ไม่ต้องการจริง ๆ จากกองที่ไม่ต้องการอีกที เป็นการให้ความสำคัญกับการเก็บกวาดข้าวของทุกชิ้นนั่นเอง หรือหากจะพูดให้ง่าย ๆ ขึ้นมาอีกก็คือ เราเคยชินกับการคัดของแบบเก่า ๆ ที่มานั่งเลือกจะทิ้งอะไร แต่การคัดแบบมาริเอะ คนโดะนั้นเป็นการเลือกจากโจทย์ที่ว่าจะเก็บอะไรไว้ อาจจะดูคล้าย ๆ กัน แต่จริง ๆ ต่างกันมาก ๆ เพราะการเลือกทิ้งจะทำให้เราไม่มีความสุข แต่ถ้าเลือกเก็บจะทำให้เราจะมีความสุข เพราะจะโฟกัสอยู่กับสิ่งที่ชอบ โดยลำดับจัดการสิ่งของแบบมาริเอะ คนโดะ มีหลักสำคัญดังนี้

1. จัดตามหมวดหมู่

          กฎตั้งต้นที่สำคัญของการจัดบ้านในสไตล์ คนมาริ (KonMari) คือการจัดตามหมวดหมู่สิ่งของ โดยจัดสิ่งของชนิดเดียวกันก่อน เช่น หากเป็นหนังสือ ก็จัดหนังสือจากที่มีทั้งบ้านก่อน โดยไม่ได้แยกว่าหนังสือจะอยู่ห้องไหน ให้จัดหนังสือจนครบทุกจุดในบ้าน แล้วค่อยจัดสิ่งของประเภทอื่นต่อไป

2. รวบรวมสิ่งของมากองไว้รวมกัน

          ให้เรานำสิ่งของที่ต้องการจัดมากองรวมกันก่อน โดยให้นำมาจากทุกส่วนทั้งหมดของบ้านเลย เช่น หากจัดเสื้อผ้า ก็เอาเสื้อผ้าออกมาจากตู้เสื้อผ้าทั้งหมดทุกห้อง หรือหากเป็นเครื่องใช้ก็รวบรวมเครื่องใช้ต่าง ๆ จากทุกห้องมากองไว้รวมกัน วิธีนี้จะทำให้เราเห็นว่า จริง ๆ แล้วเรามีสิ่งของประเภทนั้น ๆ ไว้ในบ้านมากขนาดไหน

3. อะไรถ้าไม่ใช่ ก็ให้ทิ้ง

          อย่างที่บอกไปตอนแรกแล้วว่า หากหยิบจับอะไรแล้วเกิดประกายความสุข หรือ Spark Joy ก็ให้เก็บไว้ ส่วนที่จับขึ้นมา มอง ๆ แล้วไม่มีความสุข ก็แยกทิ้งไป เช่น การจัดเสื้อผ้า เมื่อเราเอาเสื้อผ้ามากองรวมกันแล้ว ก็ไล่หยิบขึ้นมาดูทีละตัว ถ้าหยิบมาดูแล้วยิ้มมีความสุขก็เก็บไว้ ตัวไหนหยิบมาดูแล้ว คิดไม่ออกว่าจะใส่ไปไหนดี ใส่ไปงานอะไรได้ ก็ให้แยกออกมาแล้วกล่าวคำร่ำลากันไป

4. อย่าไปนึกเสียดาย

          สิ่งไหนที่คิดจะทิ้งก็ต้องตัดใจแบบเด็ดขาด มาริเอะ คนโดะ บอกว่าอย่าไปนึกเสียดาย เพราะการทิ้งของเราอาจจะเป็นประโยชน์ในแง่อื่น ๆ หรือหากเก็บไว้โดยไม่ได้ใช้ ก็มีแต่ความเสียหายแน่ ๆ เราต้องนึกไปในมุมบวกเสมอ และเสื้อผ้าที่เราคัดแล้ว ก็อย่านึกเสียดายไปคัดซ้ำอีกเด็ดขาด

5. เก็บลงกล่อง ลงลัง

          ส่วนของใช้ที่แยกเก็บไว้ ก็ต้องหาวิธีจัดเก็บใหม่ เพราะหากยังมากเกินไป อย่างเช่นเสื้อผ้า ถ้าเอากลับไปแขวนมาก ๆ ก็จะหนักตู้เสื้อผ้า หรือทำให้เสื้อผ้ายับได้ง่าย หากเป็นหนังสือที่ไม่อ่านแล้ว เช่น ตำราเรียน แต่อยากเก็บไว้ ก็ให้เราคัดแยกลงลังหรือใส่กล่องไปบ้าง ไม่จำเป็นต้องเก็บเข้าตู้เสมอไป

. . . . . . . . . .

5 หมวด การจัดเก็บสไตล์ The Life-Changing Magic of Tidying Up ของ มาริเอะ คนโดะ

          นอกจากลำดับการเก็บอย่างมีเทคนิคเฉพาะแล้ว เคล็ดลับการเก็บบ้านแบบฉบับของมาริเอะ คนโดะ นั้น ยังแบ่งเป็น 5 หมวดหมู่ โดยมีวิธีการที่ค่อย ๆ สะสางไปทีละหมวด เลือกจากง่ายไปหายาก เสื้อผ้า - หนังสือ - เอกสาร ของจิปาถะ และของที่มีคุณค่าทางจิตใจ วิธีการจัดการแบบ Tidying Up with Marie Kondo เป็นขั้นตอนที่เน้นวางหลักในระยะสั้น เพื่อให้ส่งผลต่อการจัดการกับสิ่งของต่าง ๆ ในระยะยาวด้วย ว่าแบ่งออกเป็น 5 หมวดหมู่

1. หมวดเสื้อผ้า (Clothing)

          เสื้อผ้าเป็นสิ่งที่คนเราส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่ามีเยอะเกินความจำเป็น จะรู้สึกประมาณพร้อมใส่ตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่บางตัวแขวนอยู่ในตู้เป็นปี ๆ แล้วก็ยังไม่เคยได้เอาออกมาใส่ การจัดการแบบ KonMari คือการเอาเสื้อผ้าที่มีทั้งหมดออกมากองรวมกันก่อน กองไว้ที่พื้นหรือบนเตียงก็ได้ กองจนแน่ใจว่าเสื้อผ้ามีทั้งหมดเท่านี้แล้วจริง ๆ จะทำให้เห็นชัด ๆ เลยว่านี่เรามีเสื้อผ้าเยอะขนาดนี้จริง ๆ หรือนี่ เมื่อรู้ตัวว่ามีเสื้อผ้าเยอะเกินจำเป็น เราก็จะจัดการได้ง่ายขึ้น ตัวไหนไม่เคยใส่ ก็จะตัดใจได้ง่าย ๆ ส่วนตัวไหนที่ต้องการเก็บไว้ ก็แขวนกลับเข้าตู้ หรือเก็บลงลัง

เคล็ดลับ การพับเก็บลงลังหรือลงกล่อง จะช่วยประหยัดพื้นที่ เสื้อยืด กางเกงขาสั้น ควรพับเก็บในตู้เพื่อความสะดวก ส่วนเสื้อผ้าชิ้นเล็ก ๆ เช่น ชุดชั้นใน ถุงเท้า ควรใส่กล่องแล้วเก็บใส่ตู้ จะช่วยประหยัดเนื้อที่

2. หมวดหนังสือ (Books)

          บ้านไหนมีหนังสือเยอะ ๆ อาจจะเป็นเรื่องปวดหัวเลยทีเดียว หนังสือหลายเล่มที่เราซื้อมากลายเป็นว่าไม่เคยได้อ่านสักที เผลอ ๆ อาจจะไม่ได้มีความรู้สึกอยากอ่านจริง ๆ แทนที่จะเก็บ หากเราส่งต่อไปให้คนที่มีโอกาสได้อ่าน ก็จะเป็นประโยชน์มากกว่าแน่นอน รวมไปถึงหนังสือที่เราอ่านแล้วด้วย การจัดการหนังสือในแบบของมาริเอะ คนโดะ คือให้หยิบหนังสือขึ้นมาทีละเล่ม แล้วถามตัวเองว่า ถ้าเราต้องเดินทางไกล ๆ อยากจะเอาหนังสือเล่มนี้ไปด้วยหรือเปล่า หยิบแล้วเกิด Spark Joy หรือไม่ อยากกลับมาอ่านอีกครั้งหรือไม่ หากใช่แสดงว่าเราต้องเก็บไว้ แต่หากไม่รู้สึกอะไร ก็คงต้องกล่าวคำขอบคุณที่มอบความรู้ดี ๆ ให้กันมา พร้อมทั้งกล่าวคำอำลาไป

เคล็ดลับ หนังสือที่ต้องการเก็บไว้ สามารถนำลงลังได้เช่นกัน ส่วนหนังสือที่ต้องการอ่าน หรือคิดว่าได้อ่านซ้ำให้จัดวางในชั้นหนังสือ ในลิ้นชัก หรือในมุมจัดเก็บที่หยิบได้สะดวก เช่น ชั้นวางติดผนัง หรือใส่ไว้ในลิ้นชัก

3. หมวดเอกสาร (Papers)

          สำหรับคนทำงาน ทำร้านค้า หรือพนักงานออฟฟิศ อาจจะต้องมีเอกสารสำคัญต่าง ๆ วางกองเอาไว้มากมาย เพื่อจะสะสางส่งงาน ทำบัญชี ทำรายงานกันแบบรายเดือน บางครั้งเป็นเอกสารที่ต้องใช้แบบหมุนเวียนทุกวัน และแบบที่จำเป็นต้องเก็บต้นฉบับไว้ มาริเอะ คนโดะ มีหลักง่าย ๆ ในการจัดการหมวดนี้คือ ทิ้งเอกสารทุกชิ้น ยกเว้นที่ต้องใช้จริง ๆ และในส่วนที่ต้องใช้จริง ๆ การจัดการกับเอกสารแบบมาริเอะ คนโดะ ได้แบ่งไว้เป็นหมวดย่อยอีก 3 หมวด เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ

  • เอกสารประจำวันที่รอการดำเนินการ เช่น บิลส่งของ ใบเสร็จ เอกสารข้อมูล บิลค่าใช้จ่าย ฯลฯ
  • เอกสารสำคัญที่สามารถเก็บถาวร เช่น สัญญา แบบฟอร์ม จดหมาย
  • เอกสารจิปาถะที่ต้องหยิบขึ้นมาดูบ่อย ๆ เช่น หนังสือคู่มือ ใบวางบิล ใบสั่งของ

เคล็ดลับ การจัดเก็บให้แยกกันแบบชัดเจน ใส่ไว้คนละกล่อง เก็บวางไว้คนละที่ เอกสารประจำวันที่ใช้บ่อย ก็ให้เก็บไว้ในที่ที่หยิบง่าย เช่น ลิ้นชักโต๊ะ หรือวางกล่องไว้บนโต๊ะทำงาน ควรแยกขนาดแยกซอง แยกประเภทเอกสาร เพื่อให้สะดวกในการค้นหา เอกสารสำคัญ ควรเก็บลงกล่องไว้ในที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันการสูญหาย

4. หมวดของจิปาถะ

          ของใช้จิปาถะ มาริเอะ คนโดะ บอกว่าเป็นสิ่งของที่ใช้พื้นที่ในบ้านเปลืองมากที่สุด เพราะหากเรารวบรวมมากองรวมกันในคราวเดียว จะเห็นว่ามีเยอะมาก ๆ บางชิ้นตัวเราเองก็ไม่แน่ใจว่ามาจากไหน หรือซื้อมาตอนไหน ทั้งของชิ้นเล็กชิ้นน้อย ของฝาก ของชำร่วย ของขวัญ ซึ่งยังรวมไปถึงของใช้เล็ก ๆ ภายในบ้านด้วย ที่เราไปซื้อของใหม่มาอยู่เรื่อย ๆ เช่น ที่ตัดเล็บ แม่เหล็กติดตู้เย็น ฯลฯ หลักการของ มาริเอะ คนโดะ ก็เช่นเดียวกัน ดูว่ามีของชิ้นไหนที่ไม่ Spark Joy กับเรา ก็เตรียมโบกมือบอกลากันได้เลย

เคล็ดลับ ของจิปาถะ ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ควรใส่กล่องเก็บของแบบใส ที่มองเห็นจากภายนอกได้ เก็บรวม ๆ แยกประเภทที่ใกล้เคียงกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อที่เราจะได้มองเห็นสิ่งของ หาได้ง่ายเวลาต้องการใช้งาน ทำให้ไม่เสียเวลา และจะได้ไม่เผลอซื้อซ้ำมาอีก

5. หมวดของที่มีคุณค่าต่อจิตใจ

 มาริเอะ คนโดะ บอกว่า Sentimental Items เป็นหมวดที่คนใช้เวลาในการจัดการยากที่สุด ใช้เวลาในการจัดเก็บนานที่สุด โดยเฉพาะอัลบั้มรูปภาพเก่า ๆ ทั้งสถานที่ที่ไปเที่ยว หรือภาพงานสำคัญต่าง ๆ ของขวัญจากผู้ใหญ่ ของฝากจากเพื่อนสนิท คนที่เรารู้สึกดี ๆ เพราะคนส่วนใหญ่จะนั่งรำลึกความหลังอยู่นานทีเดียว ส่วนมากจะเป็นของที่ตัดใจทิ้งไม่ลง หยิบชิ้นไหนก็ Spark Joy ชิ้นนั้น เมื่อตัดใจทิ้งไม่ได้ ก็ต้องจัดเก็บเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ แยกประเภทให้ชัดเจน เช่น กล่องนี้เก็บอัลบั้มรูปเที่ยว ลังนี้เก็บเก็บของขวัญที่ได้มา

 มาริเอะ คนโดะ มีแนวคิดความทรงจำที่ล้ำค่าจริง ๆ ที่มีคุณค่าต่อใจนั้น ต่อให้ไม่มีบันทึกหรืออัลบั้มรูปถ่ายเหล่านี้ เราก็ยังจะจดจำมันได้อย่างแน่นอน มาริเอะ คนโดะ บอกด้วยว่าวิธีการที่จะช่วยให้เราปล่อยวางได้มากขึ้นคือ ต้องให้ความสำคัญกับตัวเราในปัจจุบันมากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นอดีต ให้ดูเจตนารมณ์ของสิ่งของต่าง ๆ เช่น ของขวัญ วัตถุประสงค์ของมันคือการได้รับ เมื่อเราได้รับแล้ว รู้สึกดีและรู้สึกขอบคุณในความใส่ใจของผู้ให้แล้ว ของชิ้นนั้นก็ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้วเช่นกัน เมื่อถึงวันต้องกล่าวคำร่ำลา ก็ไม่ต้องไปรู้สึกผิดอะไร

เคล็ดลับ เก็บอัลบั้มภาพถ่ายทั้งหมดไว้ในกล่องเดียวกัน แยกประเภทอัลบั้ม อาจจัดเรียงรูปภาพใหม่ เช่น การไปเที่ยวสถานที่มีรูปทั้งหมด 30 รูป แน่นอนว่าต้องมีรูปซ้ำ ๆ เยอะ ให้เราคัดรูปที่ดีที่ 4-5 รูป เก็บไว้ก็พอแล้ว หากเป็นอัลบั้มภาพที่เราเปิดดูบ่อย ๆ ก็แยกเก็บไว้อีกกล่อง หรือเก็บในลิ้นชักที่เปิดใช้งานสะดวก

. . . . . . . . . .

แนะเคล็ดลับการตัดใจ How To ทิ้งยังไง ให้เหมือนไม่ได้ทิ้ง

          การที่เราคนเราไม่ยอมทิ้งของ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว มีเหตุผลเพียง 2 ข้อคือ ยึดติดกับอดีต จนต้องเก็บข้าวของเก่า ๆ เอาไว้ และกังวลกับอนาคตเลยซื้อของมาตุนเอาไว้ก่อน ซึ่งทั้ง 2 แบบนั้น ตอกย้ำความเป็นมนุษย์ที่ตกอยู่ในภาวะบริโภคนิยม (Consumerism) แม้มาริเอะ คนโดะ เชื่อว่าสิ่งของต่าง ๆ ที่เข้ามาอยู่ในชีวิตเราได้นั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เธอก็เชื่อว่าการปล่อยทุกอย่างให้เป็นอิสระ สุดท้ายมันจะมันจะกลับมาหาเราอีกในรูปแบบอื่นแน่นอน เรามาดูเทคนิควิธีตัดใจทิ้งกันดีกว่า ว่าทิ้งอย่างไรให้ได้ผล

1. บริจาคของ

          ข้อแรกง่ายมาก ๆ คือการบริจาค เพราะการบริจาคนั้นจะช่วยเติมเต็มหัวใจให้รู้สึกอิ่มเอมกับความสุข การเป็นผู้ให้ช่วยให้ตัดใจง่าย ปัจจุบันก็มีมูลนิธิรวมถึงองค์กรต่าง ๆ ที่รับบริจาคมากมาย เช่น เอาไปบริจาคของวัดสวนแก้ว บริจาคของ กทม มูลนิธิกระจกเงา จุดบริจาคของต่าง ๆ ที่เปิดรับบริจาคสิ่งของ หลังจากได้บริจาคแล้วจะรู้สึกสบายใจขึ้นแน่นอน เพราะเป็นการส่งต่อให้กับคนที่ได้ใช้ประโยชน์ ยังช่วยให้สังคมมีคุณภาพดีขึ้นอีกด้วย

2. รีบเก็บ รีบทิ้ง

          การเก็บบ้านแบบ KonMari ของมาริเอะ คนโดะ ก็ได้มีการแนะนำวิธี รีบเก็บ รีบทิ้ง เอาไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจากสถิติที่มีคนทดลองทำกันค่อนข้างจะได้ผลดีมาก ๆ เพราะยิ่งเราทำเร็วมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งไม่เวลาเลือก หรือแยกสิ่งของมากเท่านั้น ทำให้ไม่ต้องคิดมากจนเกินไป

3. ค่อย ๆ ทิ้ง ช้า ๆ ทีละน้อย

          เป็นเทคนิคที่ตรงข้ามกับข้อด้านบน เพราะการค่อย ๆ ทิ้ง อาจจะทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นก็เป็นได้ เราอาจจะตั้งเป้าเอาไว้ เช่นว่าวันนี้เราจะทิ้งของหมวดใด อาทิตย์นี้จะทิ้งเท่าไหร่ กำหนดเป็นเป้าหมาย เช่น ทิ้งวันละ 1 ชิ้น เป็นเวลา 2 เดือนติดต่อกัน การค่อย ๆ ทิ้ง ช้า ๆ ก็จะมีผลดี ตรงที่ช่วยให้เราได้ค่อย ๆ เรียนรู้จากสิ่งของที่เราจะทิ้ง มีเวลาได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนมากขึ้น

4. ขายเปลี่ยนเป็นรายได้

          หากเราสร้างรายได้จากสิ่งของที่เราไม่ใช้ หรือคิดว่าไม่มีประโยชน์ จะช่วยปลุกไฟในการเก็บของใช้ภายในบ้านของเราให้ลุกโชนขึ้นมา เราสามารถนำสิ่งของเครื่องใช้ที่ไม่ใช้ หรือตัดใจแล้วอย่าง เสื้อผ้า หนังสือ ของจิปาถะ ของสะสมต่าง ๆ ออกมาขายและเปลี่ยนเป็นเงินได้ทั้งนั้น ร้านรับซื้อเสื้อผ้ามือ 2 มีอยู่มาก หรือจะ Live สด ขายเองก็เป็นกิจกรรมที่สนุกไปอีกแบบ หนังสือเก่า ๆ ก็สามารถโพสต์ลงขายได้ รวมถึงของใช้ต่าง ๆ ด้วย หากขายได้เงินก็จะสบายใจ และไม่รู้สึกเสียดาย

5. ถ่ายรูปเก็บเป็นความทรงจำ ก่อนทิ้ง

          แม้ว่ามาริเอะ คนโดะ จะบอกว่าความทรงจำที่ดีจะอยู่กับเราตลอดไปก็ตาม แต่ยุคสมัยนี้การถ่ายรูปเก็บไว้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่มี Smartphone เท่านั้นเอง เพราะของที่มีคุณค่าทางใจบางชิ้น เมื่อต้องตัดใจจริง ๆ การถ่ายรูปไว้ดูต่างหน้า ก็ช่วยปลอบประโลมใจเราให้ดีขึ้นมาได้ ช่วยให้ตัดใจได้ง่ายขึ้น

. . . . . . . . . .

ทิ้งแล้วไปไหนต่อ? แนะนำ 5 จุดบริจาคของต่าง ๆ ที่น่าสนใจ

          ว่ากันว่าการบริจาคของนั้นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ในการทิ้งของไม่ใช้ เพราะจะมีความรู้สึกอิ่มใจทั้งผู้ให้ สุขใจทั้งผู้รับ เป็นการ How to ทิ้งแบบมีคุณค่า ปัจจุบันมีที่รับบริจาคหลายแห่งที่เปิดรับของ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ กัน เรามาดูกันว่ามีสถานที่บริจาคของ กทม ที่ไหนกันบ้างที่น่าสนใจ

1. มูลนิธิวัดสวนแก้ว

          จุดบริจาคของวัดสวนแก้วนั้นมีมานานแล้ว และทำกันมาอย่างต่อเนื่อง ในชื่อมูลนิธิสวนแก้ว ก่อตั้งโดยพระราชธรรมนิเทศ หรือหลวงพ่อพระพยอม กัลยาโณ เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ที่ไม่แสวงหากำไร เปิดรับบริจาคของเหลือใช้ และของใช้ในบ้านต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้า หนังสือ เอกสาร เครื่องมือ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์ บริจาคได้หมดไม่ว่าจะเป็นของเก่าหรือของชำรุดเพื่อจะนำไปซ่อมแซม เพื่อจะส่งต่อให้กับผู้ยากไร้ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป หากเราต้องหารบริจาคสามารถขนเข้าไปที่วัดสวนแก้วได้โดยตรง หรือหากมีสิ่งของที่มากเกินจะขนไหว ก็ติดต่อกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯโดยตรง เพื่อนัดให้รถขนของมารับก็ได้เช่นกัน

          ที่อยู่ วัดสวนแก้ว-มูลนิธิสวนแก้ว ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ นนทบุรี 11140

          เบอร์โทรศัพท์ 02-921-5023 กด 1, 092-940-3125, 098-310-3956 และ 098-458-6999

          Facebook https://www.kanlayano.org/home/index.php

2. มูลนิธิกระจกเงา The Mirror Foundation

          อีก 1 สถานที่ที่รับบริจาคสิ่งของใช้แล้วไปพัฒนาต่อให้เกิดประโยชน์คือมูลนิธิกระจกเงา นอกจากการรับบริจาคแล้ว ยังเป็นองค์กรที่ร่วมทำงานด้านสังคมในหลาย ๆ รูปแบบ ภายใต้แนวคิด "การแบ่งปันของคุณ เปลี่ยนแปลงสังคมได้" โดยเปิดรับบริจาคทุกอย่างทั้งหนังสือ เสื้อผ้ามือสอง เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ รวมไปถึงของอุปโภคบริโภค เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง และยังมีรับบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สายไฟทุกชนิด ทุกสภาพการใช้งาน เพื่อนำไปซ่อมและส่งต่อเพื่อนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ใครสนใจบริจาคสิ่งของสามารถติดต่อเข้าไปที่มูลนิธิได้โดยตรง

          ที่อยู่ 191 ซอยวิภาวดี 62(แยก4-7) ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน หลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

          เบอร์โทรศัพท์ 061-9091840

          Facebook https://www.facebook.com/mirrorf/

3. ปันกัน สังคมแห่งการแบ่งปัน โดย มูลนิธิยุวพัฒน์

          ปันกัน หรือ PankanSociety เป็นร้านขายเก่า และสินค้าต่าง ๆ เพื่อระดมทุนในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิยุวพัฒน์ องค์กรสาธารณกุศล ที่เน้นสร้างโอกาส และพัฒนาการศึกษาแก่เยาวชนที่ขาดโอกาสในประเทศไทย ซึ่งนอกเหนือจากจะรับซื้อสินค้าเพื่อนำเงินไปเป็นทุนการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนแล้ว เราสามารถบริจาคของที่ไม่ใช้เพื่อนำไปส่งต่อและขายต่อ ได้ทุกอย่าง เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ของใช้ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องครัว เครื่องเขียน เครื่องใช้ไฟฟ้า ของที่ระลึกต่าง ๆ โดยสามารถเข้าไปบริจาคได้ที่ร้านปันกัน ทั้ง 12 สาขา และ 2 Pop Up Store

          ที่อยู่ เลขที่ 7 ซอยอ่อนนุช 90 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250

          เบอร์โทรศัพท์ 02-3011096 และ 081-9036639

          Facebook https://www.facebook.com/pankansociety

4. มูลนิธิบ้านนกขมิ้น

          มูลนิธิบ้านนกขมิ้น Baannokkamin Foundation อีก 1 องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้า เด็กเร่ร่อน เด็กด้อยโอกาส คนชราและอีกมากมาย ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ตั้งปี 2532 โดย Mr.Erwin Groebli มิชชันนารีชาวสวิตเซอร์แลนด์ เปิดรับบริจาคทั้งหนังสือ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ของเล่น ตุ๊กตา เครื่องกีฬา และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่นี่สามารถบริจาคได้ทั้งของเก่าและของใหม่ รวมถึงของใช้จิปาถะ และวัสดุที่รีไซเคิลได้ ทางมูลนิธิจะทำการคัดแยก ส่งต่อให้เป็นประโยชน์ หรือแปรเปลี่ยนสิ่งของเป็นเงินเพื่อสร้างโอกาสในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลน เราสามารถเข้าไปบริจาคได้ที่มูลนิธิบ้านนกขมิ้นโดยตรง หรือจะติดต่อรถมารับถึงบ้านก็ได้เช่นกัน

          ที่อยู่ 89 ซอยเสรีไทย 17 ถนนเสรีไทย แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10240  

          เบอร์โทรศัพท์ 02-3756497, 093-9307738 และ 088-0770330

          Facebook https://www.facebook.com/baannokkamin1989/

5. ห้องได้บุญ สภากาชาดไทย

          นอกจากจะรับบริจาคโลหิตแล้ว สภากาชาดยังได้จัดทำห้องได้บุญ โดยการริเริ่มของท่านผู้หญิงนวลผ่อง เสนาณรงค์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2537 เพื่อจัดหารายได้จากการรับบริจาคสิ่งของเพื่อเปลี่ยนเป็นโอกาส และส่งต่อให้กับผู้ประสบภัยพิบัติหรือผู้ด้อยโอกาส ห้องได้บุญ เป็นหน่วยงานที่รับบริจาคสิ่งของเหลือใช้ทุกอย่าง เช่น ของใช้ในบ้าน หนังสือ เสื้อผ้า เครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน ฯลฯ เพื่อนำมาขายในราคาถูกให้กับผู้ที่สนใจ เรียกว่าเปลี่ยนของเหลือใช้เป็นรายได้เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ในกิจกรรมการกุศลต่าง ๆ สามารถเข้าไปบริจาคได้ที่สภากาชาดไทย หรือส่งทางไปรษณีย์ก็ได้เช่นกัน

          ที่อยู่ สภากาชาดไทย ตึกอำนวยนรธรรม 1873 ถนนพระราม 4 แขวง-เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

          เบอร์โทรศัพท์ 02-2564622, 02-2500318

          Facebook https://www.facebook.com/HongDaiBoon/

. . . . . . . . . .

          การจัดบ้านหรือจัดของแบบมาริเอะ คนโดะ นั้นเป็นการปฏิวัติแนวคิดการจัดบ้านแบบเดิม ๆ ไปอย่างสิ้นเชิง ทฤษฎีคนมาริของเธอก็ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่า สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพ บ้านมีพื้นที่ว่างมากขึ้น การจัดหมวดหมู่ทำให้หยิบใช้ได้ง่ายขึ้น How to ทิ้ง แบบมาริเอะ เป็นเพียงการทิ้งของที่ไม่จำเป็นในชีวิต ไม่ใช่การทิ้งทุกอย่าง เป็นการทิ้งเพื่อเข้าถึงการมีอยู่ แต่พื้นฐานการจัดบ้านแบบมาริเอะ คนโดะ นั้นก็จะต้องมาปรับใช้กับวิถีชีวิตของแต่ละคนด้วย เพราะโดยปัจจัยหลาย ๆ อย่างของไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน รวมถึงข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่และลักษณะบ้าน แต่โดยหลักการและแนวคิดของมาริเอะ คนโดะนั้นดีมาก ๆ เราสามารถประยุกต์ใช้เทคนิคต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เพื่อปรับเปลี่ยนบ้านของเราให้สวยงามน่าอยู่ และเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม หากชื่นชอบบทความครบเครื่องเรื่องอยู่อาศัยที่เรานำมาแบ่งปันกัน ก็สามารถติดตามเนื้อหาสาระอื่น ๆ อีก ได้ทางเว็บไซต์ข่าวสารอสังหาฯ และการอยู่อาศัยคอนโดทาง CondoNewb ได้เลย