logo

          เป็นที่ทุกคนรู้กันดีนะครับ ว่ากรุงเทพฯ คือเมืองที่รถติด ติดอันดับเป็น 1 ใน 10 ของโลก การเดินทางด้วยรถยนต์ ก็เลยอาจจะไม่ตอบโจทย์สำหรับคนบางกลุ่มที่ต้องทำงานในยามเช้า และเลิกงานในยามเย็น เพราะกว่าจะถึงที่ทำงาน คงได้สายกันพอดี และบางคนก็คงจะไม่เลือกใช้บริการรถไฟฟ้าด้วยเป็นแน่ ด้วยความแน่นขนัด และราคาที่แพงแสนแพง อาจจะทำให้บางคนรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไม่ไหว บางคนจึงเลือกเป็นทางเลือกใหม่ ก็คือการปั่นจักรยานในเมืองนั่นเอง แล้วปั่นจักรยานในเมืองอย่างไรให้ปลอดภัย เราจะต้องรู้อะไร และทำอะไร ยังไงบ้าง ให้ตัวเองมีความปลอดภัยที่สุด วันนี้ Condonewb จะไปไขคำตอบเรื่องนี้กันครับ ไปดูกันเลย

ตำแหน่งปั่นจักรยานบนถนน

1. ปั่นจักรยานในเมืองในตำแหน่งบนถนนที่ควรปั่น

          ในกฏหมายจราจรไทย ระบุไว้ว่าการปั่นจักรยานในเมืองควรปั่นชิดฝั่งซ้ายมือของถนนตลอดเวลา กฎข้อนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวนักปั่นเอง ที่ปกติไม่สามารถทำความเร็วได้เท่ายานพาหนะอื่น และจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้ยานพาหนะอื่นๆ เสียจังหวะ อย่างไรก็ดี ในช่วงที่สภาพจราจรหนาแน่น การปั่นจักรยานในเมืองไม่ควรปั่นชิดซ้ายมือของถนนจนเกินไป ขนาดที่ตกขอบถนน เพราะจะก่อให้เกิดอันตรายหลายอย่างครับ

          ซึ่งการปั่นจักรยานในเมืองอยู่ริมถนนมากๆ อาจทำให้ล้อจักรยานของเราตกเข้าไปอยู่ในร่องท่อระบายน้ำ หรือเหยียบเศษแก้วเศษกระจกได้ง่าย ที่สำคัญ การอยู่ขอบถนนจนชิดนั้น เปิดโอกาสให้รถยนต์และมอเตอร์ไซค์ขึ้นแซงเราโดยไม่เผื่อที่ให้จักรยานมากนัก เสี่ยงต่อการถูกเฉี่ยวชนได้ง่าย

          ฉะนั้นนักปั่นควรปั่นกินพื้นทีประมาณ 1 ใน 3 ของเลนซ้ายถนน (ชิดไปทางซ้าย) ตำแหน่งนี้เวลายานพาหนะอื่นจะแซง เขาจำเป็นต้องเปิดไฟเลี้ยว เบี่ยงขึ้นแซงเหมือนการแซงยานพาหนะอื่นๆ ซึ่งจะปลอดภัยต่อตัวผู้ปั่นเอง และรถยนต์/มอเตอร์ไซค์ก็จะได้มีพื้นที่มากขึ้นระหว่างแซงด้วย

ปั่นจักรยานในเมืองอย่างไรให้ปลอดภัย

2. การปั่นจักรยานในเมืองยังไงถ้าเราต้องปั่นผ่านแยก

          การปั่นจักรยานในเมืองผ่านแยกให้ปลอดภัย นักปั่นที่ปกติปั่นอยู่ทางซ้ายของถนน ควรเบี่ยงตัวออกมาทางขวาเล็กน้อย จนอยู่กลางเลน โดยก่อนที่จะเบี่ยงตัวออกมาควรหันไปมองรถยนต์ที่วิ่งตามข้างหลัง เพื่อแสดงเจตนาให้รู้ว่าเรากำลังจะปั่นผ่านแยก แล้วจึงปั่นข้ามแยกไป ก่อนจะกลับมาชิดซ้ายอีกครั้ง

          การปั่นจักรยานในเมืองวิธีการนี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ทุกฝ่ายที่ใช้ถนนร่วมกับนักปั่น ประการแรก การขึ้นมาอยู่กลางเลนบริเวณใกล้ๆ สามหรือสี่แยก (ถ้ารถวิ่งตามหลังเร็วต้องระวังเป็นพิเศษ) จะทำให้รถข้างหลังและจากทางฝั่งอื่นของแยกมองเห็นนักปั่นชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะรถที่วิ่งมาจากทางซ้ายของนักปั่น ที่เป็นถนนเบี่ยงเข้าร่วมทางหลักเดียวกัน และช่วยให้รถข้างหลังระวังเรามากขึ้นและไม่แซงเราแบบผลีผลามแน่นอนว่าเราไม่สามารถปั่นลักษณะนี้ได้ในถนนที่ใช้ความเร็วสูง หรือในช่วงเวลาที่จราจรคับคั่ง เพราะเสี่ยงอันตรายและทำให้การจราจรล่าช้ามากยิ่งขึ้นครับ นักปั่นต้องมีวิจารณญาณ คอยสังเกตสภาพจราจรรอบๆ ตัว คาดเดาล่วงหน้าว่ารถจะวิ่งมาจากทางไหนบ้าง ซึ่งนิสัยเหล่านี้ควรฝึกให้เป็นธรรมชาติ

ปั่นจักรยานให้ปลอดภัย

3. การปั่นจักรยานในเมืองปั่นให้ผู้ร่วมถนนคาดเดาได้ง่าย

          โดยปกติแล้ว ผู้ใช้ยานพาหนะอื่นๆ จะไม่ค่อยได้เจอนักปั่นใช้ถนนร่วมกันเพราะการปั่นจักรยานในเมืองของไทยเป็นประจำนั้นยังมีไม่เยอะเหมือนในต่างประเทศ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือผู้ใช้ถนนส่วนใหญ่คาดเดาการเคลื่อนไหวของนักปั่นได้ยาก ไม่รู้ว่าเราจะปั่นตรงๆ หรือเบี่ยงออก จะชะลอ หรือจะเร่งความเร็ว

          นักปั่นควรปั่นจักรยานในเมืองปั่นให้ผู้อื่นคาดเดาได้ง่าย ไม่ปั่นส่ายไปมา ไม่ปั่นเบี่ยงเข้า-ออก เลนบ่อยๆ พยายามใช้ความเร็วต่อเนื่องจะดีกว่าเร่งๆ หยุดๆ และก่อนจะเลี้ยว ชะลอความเร็ว หรือจอด ควรให้สัญญาณมือให้ชัดเจน

ปั่นจักรยานเคารพสัญญาณจราจร

4. ปั่นจักรยานในเมืองโดยปฏิบัติตามป้ายและสัญญาณจราจร

          ผู้ปั่นจักรยานในเมืองอยู่ภายใต้กฏจราจรเช่นเดียวกับยานพาหนะอื่นๆ เช่นนั้นแล้ว ป้ายและเส้นจราจรทุกประเภทก็ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เช่นบริเวณแยก ไม่ควรจอดจักรยานเกินเส้นที่กำหนดให้จอดรอ ไม่แซงยานพาหนะอื่นบนเส้นทึบเป็นต้น และไม่ควรปั่นบนทางเดินเท้ายกเว้นจะถูกกำหนดไว้ว่าเป็นทางร่วมจักรยานด้วย

ปั่นจักรยานในกรุงเทพให้ปลอดภัย

5. การปั่นจักรยานในเมืองควรมองไปข้างหน้าไกลๆ

          ถึงนักปั่นจักรยานในเมืองจะติดอยู่ในสภาพจราจรติดขัด และมองไม่เห็นสภาพถนนข้างหน้ามาก แต่นิสัยหนึ่งที่ควรทำเป็นประจำ คือ การมองไปข้างหน้าและหลังไกลๆ เป็นระยะ เพื่อคอยสังเกตสภาพจราจรและถนน เพื่อที่จะได้พร้อมรับมือกับสภาพจราจรที่เกิดขึ้น รวมถึงสิ่งกีดขวางหรือสิ่งไม่พึงประสงค์บนถนนด้วย นักปั่นจักรยานในเมืองมือใหม่มักจะมองเพียงแค่รถหรือจักรยานที่อยู่ข้างหน้าเราในระยะไม่กี่เมตร ทำให้เกิดอุบัติเหตุชนยานพาหนะข้างหน้าบ่อยๆ หลายครั้งที่เป็นอุบัติเหตุใหญ่จนนักปั่นบาดเจ็บหนัก ซึ่งแก้ได้เพียงแค่หมั่นสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัวครับ

ปั่นจักรยานในเมืองต้องเตรียมพร้อม

6. การปั่นจักรยานในเมืองมือควรอยู่บนแฮนด์ พร้อมใช้เบรคเสมอ

          วางมือไว้บนแฮนด์ตลอดเวลา กำพอแน่น ไม่แน่นจนเกินไปจนเกร็งซึ่งจะทำให้ควบคุมรถได้ยาก และมือควรอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมใช้เบรค โดยเฉพาะจักรยานที่ใช้แฮนด์ drop (เช่นเสือหมอบ) ที่นักปั่นสามารถวางมือได้หลายตำแหน่ง และควรเผื่อระยะเบรคเล็กน้อยไม่จี้คันหน้าจนเกินไป

ปั่นจักรยานในเมืองต้องระวัง

7. การปั่นจักรยานในเมืองอย่างไรให้ปลอดภัยถ้าต้องปั่นผ่านรถยนต์ที่จอดข้างทาง

          หลายครั้งเราจำเป็นต้องปั่นแซงรถนต์ที่จอดอยู่ริมทาง คนที่อยู่บนรถมักจะมองไม่ค่อยเห็นคนปั่นจักรยานที่จะแซงจากทางขวา (และซ้าย) เพราะเมื่อเทียบกับยานพาหนะอื่นแล้วจักรยานมีขนาดเล็กกว่ามาก โดยเฉพาะทางซ้ายที่คนขับรถส่วนใหญ่ไม่คิดว่าจะมีใครแซงออกมา

          ฉะนั้น ถ้ามีรถจอดอยู่ริมถนนแล้วเราต้องแซง ไม่ควรแซงจากทางซ้าย ถึงแม้จะมีช่องให้ลอดไปได้ เวลาแซงจากทางขวาให้เว้นช่วงห่างกับประตูรถราวๆ 1 เมตร โดยให้สัญญาณรถข้างหลังก่อนแซงว่าเราจะขึ้นแซง เพื่อลดความเสี่ยงคนในรถเปิดประตูออกมาชนเรา

ปั่นจักรยานแซงรถอย่างไร

8. การปั่นจักรยานในเมืองอย่างไรให้ปลอดภัยถ้าต้องแซงรถที่ช้ากว่าจักรยาน

          ถึงจักรยานจะทำความเร็วได้ไม่มากเท่ารถยนต์และจักรยานยนต์ แต่ก็มีหลายสถานการณ์ที่จักรยานไปได้เร็วกว่า นักปั่นจักรยานในเมืองมือใหม่อาจจะไม่แน่ใจว่าจะแซงรถข้างหน้ายังไงดีให้ปลอดภัย เช่นช่วงก่อนถึงสี่แยกที่รถติดต่อกันยาว นักปั่นมือใหม่จะพยายามปั่นแทรกทางขอบซ้ายของถนน แต่จริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะโดยปกติ คนขับรถจะไม่มองกระจกซ้าย โดยเฉพาะถ้ารถคันนั้นอยู่เลนซ้ายสุด ยิ่งถ้าเป็นรถบรรทุกหรือรถประจำทางที่มีความสูง จะมองไม่เห็นจักรยานเลยและอาจจะถูกเบียดทับได้ง่ายๆ และถ้าเกิดมีผู้โดยสารลงจากรถ ก็จะเปิดประตูทางซ้ายก่อนเสมอ นักปั่นที่อยู่ช่องซ้ายจะไม่มีพื้นที่ให้หลบเหตุไม่คาดฝันเหล่านี้

          โดยสิ่งที่นักปั่นควรทำ คือแซงจากด้านนอก อาจจะเป็นช่องกลางถนนระหว่างรถที่ติด และเลือกช่องที่มีขนาดกว้างเพื่อแทรกตัวขึ้นไป การแซงจากด้านนอก (ด้านขวา) จะทำให้คนขับรถระวังมากกว่า และมองเห็นเราได้ง่ายกว่าครับ

          ในความเป็นจริงแล้ว การปั่นจักรยานในเมืองอยย่างไรให้ปลอดภัยนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแค่ว่าเราต้องมีสมาธิ มีสติในการขับขี่ และมีการศึกษา และรับรู้กฎการจราจรมาเป็นอย่างดี และที่สำคัญ เราเองก็ต้องมีน้ำใจต่อผู้ใช้ถนนร่วมกันด้วยครับ เพียงเท่านี้ เราก็จะขับขี่ได้อย่างปลอดภัย และไร้อุบัติเหตุด้วยครับ

Written by NewbTOP