logo

          เมื่อโรคระบาดและฝุ่น PM2.5 กลับมาอีกครั้ง หลายคนจึงเลือกอยู่ที่บ้านมากกว่า บ้านจึงกลายเป็นสถานที่ที่เราใช้เวลามากที่สุด ดังนั้นบ้านต้องสะอาดและปราศจากจุดสกปรกมากที่สุดเช่นกัน นั่นหมายถึงการหมั่นทำความสะอาดให้ครบทุกจุด รวมถึงจุดที่เรามักละเลยหรือคิดว่าไม่ต้องทำก็ได้ ความจริงแล้วควรทำอย่างยิ่ง เพราะจุดเหล่านี้คือแหล่งรวมเชื้อโรคชั้นดี และเราต้องสัมผัสอยู่บ่อย ๆ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายตามคำแนะนำที่นำมาฝากนี้ แถมยังได้ความสุขทั้งร่างกายและจิตใจกลับไป ไม่ว่าจะเป็นการได้ขยับออกกำลังกาย ช่วยให้สมองเราปลอดโปร่งมีสเปซในการพักผ่อนเพิ่มขึ้น ได้ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค แถมยังคลายเครียดและฝึกความคิดสร้างสรรค์ในการจัดบ้านไปในตัวอีก เห็นไหมล่ะว่าการทำความสะอาดมีข้อดีมากมาย ได้กำจัดทั้งจุดสกปรกและมีความสุขในการอยู่บ้านมากกว่าเดิม

. . . . . . . . . .

8 จุดที่มักถูกละเลยไม่ทำความสะอาดให้หมดจด สามารถใช้เทคนิคอะไรมาจัดการให้สะอาดอย่างแท้จริงได้นะ?

          บ้านที่ปราศจากจุดสกปรกนำมาซึ่งความสุขทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ก็มีหลายครั้งที่เรามักละเลยทำความสะอาดไม่หมดจด อาจด้วยเวลาที่ไม่เพียงพอ ความเหนื่อยล้าจากการทำงานจึงปล่อยบ้านทิ้งไว้ก่อน จุดสกปรกจะมีแค่ไหนค่อยว่ากัน สิ่งเหล่านี้มักทำให้เกิดการหมักหมมของเชื้อโรค อย่างไรก็ตามยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บ้านกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคนั่นก็คือ เรามักมองเห็นจุดสกปรกบริเวณที่ตามองเห็นเท่านั้น เช่น พื้นห้อง โซฟา ตู้ โต๊ะ อ่างล้างหน้า อ่างล้างจาน เป็นต้น และเมื่อทำความสะอาดเสร็จ เราก็จะรู้สึกว่าบ้านต้องสะอาดหมดจดแล้ว แต่แน่ใจเหรอว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ อย่าลืมว่าบ้านยังมีอีกหลายจุดสกปรกที่ถูกละเลย และมันมีผลต่อสุขภาพของเราด้วยกันทั้งสิ้น เปรียบเหมือนที่อยู่ลับ ๆ ของฝุ่นและเชื้อโรค จนทำให้บ้านสะอาดไม่จริงอย่างที่คิดไว้ จะมีจุดไหนบ้างมาดูกันเลย!

1. ฝักบัวอาบน้ำ

          จุดหนึ่งในห้องน้ำที่ต้องใช้เช้า-เย็น อาจมีโอกาสเกิดคราบ จุดสกปรก รอยหมอง สนิม เศษผงและเศษฝุ่นได้ไม่แพ้จุดอื่น จนกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค หรือทำให้น้ำได้รับการปนเปื้อนตามมา นั่นหมายความว่ายิ่งสกปรก ยิ่งต้องรู้จักทำความสะอาด แต่จะให้แงะที่ละรูก็ดูจะยากไป งั้นมาลองวิธีแสนง่ายกับ 3 เทคนิคเมื่อเกิดการอุดตันและจุดสกปรกบริเวณดังกล่าวกัน

  1. จากคราบหินปูนสะสม หลังใช้งานเสร็จทุกครั้งควรใช้ฟองน้ำขัดหรือเช็ดทำความสะอาดส่วนหัวเบา ๆ เพื่อขจัดคราบ
  2. เกิดคราบฝังแน่นขัดไม่ออก ให้นำส่วนหัวของฝักบัวแช่ลงในถุงที่ผสมน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำ 1 ลิตร แล้วรัดปากถุงทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง สะอาดได้แบบไม่เปลืองแรงขัดเลย แต่ถ้าส่วนหัวฝักบัวไม่สามารถถอดได้ ก็นำถุงใส่น้ำส้มสายชูใส่ถุงเล็ก ๆ แล้วมัดครอบไว้กับฝักบัว ควรทำอย่างน้อยทุก ๆ 2 สัปดาห์ เท่านี้คราบสกปรกก็หลุดออกแล้ว
  3. มีรอยขีดข่วนให้ใช้น้ำยาเคลือบเล็บใสแต้ม มันก็ดูสามารถใหม่ได้เหมือนเดิม

. . . . . . . . . .

2. สวิตซ์ไฟ

          จากงานวิจัยประเทศอังกฤษพบว่า สวิตช์ไฟเป็นจุดเล็ก ๆ ที่มีจุดสกปรกแหล่งสะสมแบคทีเรียก่อให้เกิดโรคท้องร่วงมากถึง 217 ตัวต่อตารางนิ้วเลย โดยเฉพาะสวิตซ์ไฟห้องน้ำ หากคนที่เข้าทำความสะอาดมือไม่ดีพอ เชื้อโรคก็จะมาสะสมตรงนี้นี่เอง การล้างมืออย่างถูกวิธีเองจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเชื้อโรคมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และยังมีวิธีง่าย ๆ อีก เช่น การฉีดแอลกอฮอล์หรือใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคเช็ดถูเป็นประจำก็ช่วยได้

          หากใครอยากทำความสะอาดถูกวิธีและให้หมดจด แนะนำ 3 เทคนิคนี้ แต่เราต้องทำความสะอาดเป็นประจำทุกวันและทุกครั้งที่สัมผัสด้วย ได้แก่

  1. ใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคอเนกประสงค์ผสมน้ำชุบกับผ้าเพียงเล็กน้อย มาเช็ดจุดสกปรกให้ทั่วทั้งตัวปุ่มเปิด-ปิดและบริเวณรอบ ๆ ก่อนนำผ้าแห้งมาเช็ดซ้ำอีกครั้ง
  2. ใช้สเปรย์ฉีดแอลกอฮอล์ลงบนผ้า แล้วนำไปเช็ดสวิตช์ไฟให้ทั่ว
  3. ใช้กระดาษทิชชู่เปียกที่เขียนว่าช่วยฆ่าเชื้อ 99.99% หรือมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ 75% มาทำความสะอาด แต้มีข้อควรระวังคือ อย่านำผ้าเปียกมากมาเช็ดเพราะอาจเกิดไฟดูดได้

. . . . . . . . . .

3. ใต้ตู้เย็น

          จุบลับตาเหมาะกับการซ่อนสิ่งสกปรกเอาไว้มากมาย ทั้งคราบน้ำต่าง ๆ ฝุ่น หยากไย่ ของชิ้นเล็กที่ตกหล่นและเก็บออกไม่หมด หรือมองไม่เห็นว่ามีจุดสกปรกอยู่ในนั้น บางครั้งก็มีแมลงตัวเล็กเข้าไปอาศัยอยู่อีก แค่คิดก็อี๋แล้ว ดังนั้นต้องใช้เครื่องดูดฝุ่นหัวเล็ก/ไม้ปัดฝุ่นอันเล็ก หรือเลื่อนตู้ออกแล้วจัดการปัดกวาดเช็ดถูส่วนนี้ด้วย ทำให้เหมือนกับการกวาดบ้านที่กวาดแล้วก็รู้จักถูจุดสกปรกจุดนี้ให้หมดจดบ้าง อย่างน้อยทุก ๆ 1 – 2 สัปดาห์ มาดึงความสกปรกออกไปทุกวัน ส่วนการถูต้องดึงเอาปลั๊กไฟออกก่อนเพื่อความปลอดภัย จากนั้นใช้ผ้านุ่มชุบน้ำอุ่นและน้ำยาทำความสะอาดสูตรอ่อนโยนถูทั่วบริเวณนั้น โดยหลีกเลี่ยงน้ำยาทำความสะอาดครัวที่มีค่าเป็นด่าง, ผงขัดหรือผงซักฟอก, แอลกอฮอล์ น้ำมันเบนซิน ทินเนอร์ กรด น้ำมันปีโตรเลียมและน้ำร้อน เพราะอาจทำให้เกิดการแตกร้าว เกิดรอยขูดขีดบนพื้นผิว หรืออาจติดไฟได้ ส่วนใครที่มีตู้เย็นไม่ใหญ่มากนัก แนะนำให้เลื่อนตู้ออกจะดีสุด เพราะสามารถจัดการกับคราบและจุดสกปรกได้หมดจดยิ่งกว่าเดิม

. . . . . . . . . .

4. หลังเครื่องซักผ้า/ใต้เครื่องซักผ้า

          ศูนย์รวมเชื้อโรคที่อาศัยอยู่ตามช่องว่างเล็ก ๆ เป็นแหล่งสะสมความสกปรกได้มากกว่าที่คิดไว้ จากทั้งน้ำขัง เศษผง เศษฝุ่น ที่อยู่ของแมลง บางทีก็มีสนิมเกิดขึ้น จึงควรเลื่อนเครื่องซักผ้าออกมาทำความสะอาดบ้าง แต่ก่อนอื่นควรถอดปลั๊กและเก็บสายให้ดีเสียก่อน รวมถึงเช็ดน้ำให้แห้งสนิทด้วย จากนั้นใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเทลงบนผ้าแห้งสะอาดเช็ดให้ทั่วตัวเครื่อง ทั้งด้านหน้าและหลัง รวมถึงฝาปิด ข้อต่อต่าง ๆ ให้หมดจด หรือหากตัวเครื่องเคลื่อนย้ายลำบาก เปลี่ยนมาใช้หัวดูดฝุ่นอันเล็กดูดทำความสะอาดจุดสกปรกที่มีแทนได้

          โดยหลายคนคงคิดว่าแค่จัดการด้านในเครื่องก็คงพอ ความจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลย บริเวณหลังและใต้เครื่องซักผ้าคือแหล่งรวมจุดสกปรก เชื้อโรคบวกความชื้นชั้นดี จนเชื้อโรคเหล่านั้นไหลกลับเข้าไปยังตัวเครื่อง เวลาทำความสะอาดจึงควรเน้นทุกซอกทุกมุมอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เทคนิค

  1. ดึงปลั๊กไฟออก
  2. กรณีมีคราบติดด้านหลังหรือใต้เครื่องให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นผสมกับน้ำยาทำความสะอาดเช็ด (สูตรกำจัดคราบสำหรับตัวเครื่อง
  3. ถ้าไม่มีคราบให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดหรือแปรงปัดอันเล็กกวาดเศษฝุ่นปัดออก แล้วถูให้สะอาดอีกรอบด้วยน้ำผสมน้ำยาเพื่อฆ่าเชื้อโรค ที่สำคัญไม่ควรใช้แอลกอฮอล์สำหรับจุดไฟ หรือน้ำยาที่มีส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์เด็ดขาด
  4. หมั่นปัดกวาดเช็ดถูบริเวณที่วางเครื่อง ป้องกันจุดสกปรก ความอับชื้นและต้นกำเนิดของเชื้อราที่อาจกลับมา

. . . . . . . . . .

5. ภายในเครื่องซักผ้า/เครื่องล้างจาน

          อุปกรณ์ที่ต้องใช้เป็นประจำทุกวัน ส่งผลให้ความสกปรกถูกหมักหมมอยู่ทั้งภายนอกและภายในตัวเครื่อง เช่น บางครั้งก็มีเศษอาหารตกค้าง เศษฝุ่นจากเสื้อผ้า คราบน้ำหรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ ติดตามซอกตามท่อน้ำ การขัดถูจุดสกปรกออกให้หมดทั้งในและนอกเครื่องสัปดาห์ละครั้งจึงสำคัญ แต่บ่อยครั้งเรามักทำความสะอาดแค่ที่ตามองเห็น ละเลยจุดสกปรกที่มองไม่เห็นไป เช่น ตัวก๊อก ท่อน้ำ วาร์วเปิดปิด ปลั๊กไฟ ข้อต่อ เป็นต้น ซึ่งบนพื้นผิวสามารถใช้น้ำร้อนหรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคขัดถูทั่วอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง รวมถึงบริเวณพื้นที่ตั้งของเครื่องด้วย เพราะบริเวณนี้มักมีเศษฝุ่น เศษสิ่งของเล็ก ๆ และสิ่งสกปรกอื่น ๆ อยู่ข้างใต้ ส่วนภายในเครื่องหลังใช้น้ำส้มสายชู หรือน้ำยาทำความสะอาดสำหรับกำจัดคราบมาเช็ดถูอีกที คราบไขมันและสิ่งสกปรกก็จะหมดไป แต่สำหรับเครื่องซักผ้าแนะนำให้ทำเดือนละ 1 – 2 ครั้งแทน ตามเทคนิคดังนี้

เครื่องซักผ้า

  1. ส่วนด้านในให้เติมน้ำเข้าไปจนเต็มถัง ใส่น้ำยาสำหรับล้างเครื่องซักผ้าหรือใช้น้ำส้มสายชู 2 แก้วผสมเบคกิ้งโซดา 1 ถ้วย แล้วปรับระดับให้แรงสุด ปั่นจนครบเวลา เสร็จปล่อยน้ำออก จึงค่อยเติมน้ำเปล่าให้เต็มถังแล้วปั่นอีก 1 รอบ เมื่อเสร็จถ่ายน้ำทิ้ง ถอดปลั๊กไฟ จากนั้นนำผ้าสะอาดมาเช็ดภายในตัวเครื่องจนแห้งสนิท พร้อมแง้มฝาเครื่องออก 1 – 3 ชั่วโมงเพื่อระบายความชื้นอีกที
  2. ส่วนด้านนอก ให้ใช้ผ้าแห้งสะอาดชุบน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเช็ดให้ทั่ว เอาจุดสกปรกออก รวมถึงฝาเปิดปิด ปุ่มกด และข้อต่อต่าง ๆ

เครื่องล้างจาน

          เช็ดประตูและแผงเครื่องด้วยผ้านุ่มชุบน้ำสบู่ ล้างเครื่องกรองด้วยน้ำสะอาดสัปดาห์ละครั้ง พร้อมเปิดเครื่องที่อุณหภูมิสูงโดยไม่ใส่จานชามทุก 4-6 เดือน บวกกับการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องล้างจานร่วมด้วย ส่วนปัญหากลิ่นและเชื้อรานั้น ควรทำความสะอาดไส้กรองด้วยน้ำยาล้างจาน โรยเบกกิ้งโซดาก่อนการใช้งานครั้งต่อไป หรือใส่มะนาวผ่าครึ่งลงในตะกร้าช้อนส้อมแล้วปรับไปที่อุณหภูมิสูง

. . . . . . . . . .

6. ขอบบนของบานประตู

          หนึ่งจุดที่เรามองไม่เห็นว่ามีจุดสกปรกอยู่หรือไม่ เพราะมันอยู่สูงจนเช็ดไม่ถึง ซึ่งเมื่อลมพัดมาฝุ่นและเชื้อโรคต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ด้านบนปลิวหล่นลงมาให้เราหายใจเข้าไป หรือเกาะติดตามส่วนนั้นส่วนนี้ของบ้าน กลายเป็นจุดสกปรกไม่น่ามอง เพื่อความสะอาดปราศจากเชื้อโรค และป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายต้องไม่ลืมดูแลจุดนี้ด้วย โดยการทำความสะอาด 2 – 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคชุบน้ำพอหมาดลูบไล้ไปตามวงขอบประตู ให้ดีสุดควรเช็ดให้หมดทั้งด้านข้าง ด้านบนและด้านล่าง หรือหันมาใช้น้ำร้อนผสมน้ำส้มสายชู จากนั้นใช้ผ้าจุ่มแล้วบิดให้หมาดก่อนนำไปเช็ด ตามด้วยผ้าแห้งเช็ดซ้ำอีกครั้ง หรือใช้ไม้พันสำลีชุบน้ำส้มสายชูเช็ดบริเวณที่มีฝุ่นเกาะ จากนั้นนำกระดาษทิชชู่มาเช็ดอีกทีก็สะอาดไม่แพ้กัน แต่หากเป็นประตูไม้แนะนำให้ใช้น้ำยาสำหรับทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ไม้โดยเฉพาะ จะช่วยป้องกันไม่ให้ประตูเกิดเชื้อราได้

. . . . . . . . . .

7. พัดลมดูดอากาศ

          อีกจุดสกปรกที่มักโดนมองข้าม เพราะตำแหน่งที่อยู่ค่อนข้างสูง รวมถึงการถอดมาทำความสะอาดแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ควรละเลยจุดนี้ เนื่องจากไม่เพียงช่วยระบายอากาศด้านในออกด้านนอก แต่ยังเป็นจุดผ่านทางของอากาศด้านนอกเข้าด้านในด้วย อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยทำหน้าที่กำจัดจุดสกปรก เช่น ความชื้น กลิ่น ควัน แหล่งสะสมไขมันหรือคราบต่าง ๆ ซึ่งเมื่อทำงานมานานโดยไม่มีการทำความสะอาดเลยนั้น มักส่งผลให้ภายในตัวเครื่องเต็มไปด้วยสิ่งสกปรก แล้วแพร่ทางอากาศให้เราหายใจเข้าไป จึงต้องได้รับการทำความสะอาดตั้งแต่ชั้นนอกสุดไปถึงด้านในเครื่องให้หมดจดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพียงแค่ใช้น้ำยาอเนกประสงค์ฉีดให้ทั่ว แล้วใช้ผ้านุ่มขัดออก เครื่องก็จะกลับมาสะอาดดูใหม่ดังเดิม หรือทำแบบสะอาดหมดจดต้องลอง 2 ขั้นตอนนี้ คือ

  1. ตัวใบพัดหรือแผ่นกรอง ให้ถอดออกแล้วนำไปแช่น้ำผสมโซดาไฟ ทิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นนำมาขัดถู (ควรสวมถุงมือ) เพื่อความสะอาดหมดจด
  2. คราบฝุ่นคราบมัน ให้ใช้น้ำผสมสบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเช็ดให้ทั่ว หรือถอดออกมาล้างแทนก็ได้ ตามด้วยผ้าแห้งอีกครั้ง

. . . . . . . . . .

8. ลูกบิดประตู

          อีกหนึ่งจุดที่มักถูกมองข้าม หรือละหลวมไม่ทำความสะอาดให้ดีพอ ซึ่งอย่าลืมว่าจุดนี้คือด่านหน้าที่ทุกคนในบ้านมักสัมผัส ยิ่งใครไม่ทำความสะอาดมือให้ดีก่อนจับ จุดสกปรกก็จะหมักหมมกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคเข้าสู่ตัวเรา แถมยังมีการวิจัยพบว่าเชื้อโรคดังกล่าวสามารถอยู่ได้นาน 7-8 ชั่วโมงต่อการจับหนึ่งครั้งเลยทีเดียว ดังนั้นเพื่อให้สะอาดปราศจากจุดสกปรกจริง ควรทำความสะอาดลูกบิดประตูทุกอันตลอดเวลา หรือทุกครั้งที่ได้สัมผัสจะยิ่งดี แต่ถ้าไม่ค่อยมีเวลามากนัก แนะนำให้ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ซึ่งอาจใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำสบู่น้ำหรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคพอหมาด ๆ เช็ดถูให้ทั่วแม้ส่วนเว้าส่วนโค้งจนครบทั่วบริเวณนั้น หรือทำให้สะอาดหมดจดสมใจ แนะนำ 3 เทคนิคนี้เลย

  1. น้ำยาฆ่าเชื้อโรคหรือน้ำสบู่ชุบกับผ้า แล้วนำมาเช็ดถูให้ทั่วไม่เว้นแม้แต่ส่วนเว้าส่วนโค้ง
  2. ใช้สเปรย์แอลกอฮอล์ฉีดบนทิชชู แล้วเช็ดลูกบิดก่อนสัมผัส
  3. ใช้ผ้าหมาด ๆ เช็ดลูกบิดก่อน แล้วตามด้วยแอลกอฮอล์ 70% สำหรับเช็ดพื้นผิวสัมผัส/ผิวโลหะ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ควรเช็ดให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

. . . . . . . . . .

          และนี่ก็คือ 8 จุดสกปรกที่มักถูกละเลยทุกครั้งเวลาทำความสะอาด ถือเป็นที่อยู่ลับของฝุ่นและเชื้อโรคมากมาย อาจเป็นเพราะอยู่สูงเกิน ใต้เกินไป ติดตามซอกหลืบจนมองไม่เห็น หรือคิดว่ามันสะอาดแล้วเนื่องจากบริเวณรอบ ๆ สะอาดแล้วนั่นเอง แต่ความจริงไม่ใช่ยังงั้นเลย มันยังคงติดอยู่แถมหมักหมมมากขึ้น ๆ ทุกวันด้วย ทำให้บางครั้งยากจะจัดการให้สะอาดหมดจดอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้ทุกคนในบ้านเกิดปัญหาสุขภาพจากเชื้อโรคเหล่านั้นตามมา แนะนำว่าไม่ควรพลาดจุดเหล่านี้เด็ดขาด อาจใช้เวลาบ้าง แต่รับรองเลยว่าบ้านสะอาด ปราศจากจุดสกปรก และปลอดจากเชื้อโรคแท้จริงจะตามมาแน่นอน หากชื่นชอบบทความแนะนำเคล็ด(ไม่)ลับในการอยู่อาศัยที่เรานำมาแบ่งปันกัน ก็สามารถติดตามเนื้อหาสาระอื่น ๆ อีก ได้ทางเว็บไซต์ข่าวสารอสังหาฯ และการอยู่อาศัยคอนโดทาง CondoNewb ได้เลย