logo

เคยรู้สึกกังวล ตื่นตระหนก ใจเต้นเร็วอยู่บ่อย ๆ จนติดเป็นนิสัยกันไหมคะ แต่จะบอกว่าอาการเหล่านี้บางทีอาจไม่ใช่แค่นิสัยส่วนตัวที่คุณเป็น เพราะมันอาจเป็นอาการของ “โรคแพนิค” อยู่ก็ได้ เชื่อว่าหลายคนอาจเคยได้ยิน ชื่อโรคนี้กันมาบ้างแล้ว ยิ่งในช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาดหนัก ยิ่งส่งผลกระทบกับคนที่เป็นแพนิคให้มีอาการวิตกกังวลที่รุนแรงมากขึ้นไปอีก

แต่สำหรับใครที่อาจจะยังไม่รู้ว่าเจ้าโรคที่ว่านี้มันคือโรคอะไรกันแน่ และอาจจะกำลังคิดว่า “ตอนนี้ฉันเป็นยังว่ะ!” โรคนี้มีความร้ายแรงและรักษาได้มั้ย แล้วมันมีวิธีตรวจโรคแพนิคยังไง หรือโรคแพนิคแบบทดสอบที่ทำให้เรารู้เบื้องต้นหรือมั้ยว่าเป็นหรือไม่ แล้วโรคแพนิค ซึมเศร้าด้วยหรือเปล่า ถ้าเป็นแล้วจะอันตรายมากมั้ย อยากจะบอกเพื่อน ๆ ชาวนิวบ์ว่าใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ อย่าเพิ่งกังวลใจไป เพราะโรคนี้เป็นแล้วไม่อันตราย หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อให้คลายความกังวล เราไปทำความรู้จักกับโรคแพนิคและแนวทางการรักษากันในบทความนี้กันค่ะ

โรคแพนิค คืออะไร

โรคแพนิค หรือ Panic Disorder คือ ภาวะตื่นตระหนกต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดแบบไม่มีเหตุผล ซึ่งแตกต่างจากอาการหวาดกลัวหรือกังวลทั่วไป เพราะผู้ป่วยจะเกิดอาการหวาดกลัวอย่างรุนแรง หรือแพนิค ทั้งที่ตัวเองยังไม่ได้เผชิญหน้าหรือตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย ซึ่งอาการของโรคสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกกลัวและละอาย เนื่องจากไม่สามารถควบคุมตัวเองหรือดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่พบได้มาก แต่คนทั่วไปมักไม่ค่อยรู้จัก หรือแม้กระทั่งตัวเองเป็นโรค ทั้งตัวผู้ป่วยเองหรือคนใกล้ชิดก็ไม่รู้ว่าเป็นอาการของโรคแพนิคนั่นเอง

. . . . . . . . . .

โรคแพนิคอาการเป็นอย่างไร

อาการของโรคแพนิคจะเกิดขึ้นแบบทันทีทันใด ผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นแรง อึดอัด แน่นหน้าอก หายใจไม่ทันหรือไม่เต็มอิ่ม บางรายวิงเวียนศีรษะ ท้องไส้ปั่นป่วน มือเท้าเย็นชารู้สึกเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ได้ จากนั้นจะเริ่มรู้สึกกลัวเหมือนตัวเองกำลังจะตาย หรือจะเป็นบ้า อาการจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเต็มที่และสงบลงในเวลาประมาณ 10 นาที หรือบางรายอาจมากกว่านั้น แต่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง และจะเป็นซ้ำ ๆ โดยมีสิ่งกระตุ้นหรือไม่มีก็ได้ แพทย์ก็มักตรวจไม่พบความผิดปกติ และสรุปว่าเป็นอาการเครียดหรือคิดมาก

. . . . . . . . . .

สาเหตุของโรคแพนิคคืออะไร ?

สาเหตุจริง ๆ ของโรคนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ก็เชื่อว่ามันมีหลายปัจจัยที่ส่งผลทำให้เกิดอาการขึ้นได้ ทั้งปัจจัยทางร่างกายและทางจิตใจ

ปัจจัยทางร่างกายนั้น อาจเกิดจากการที่สมองส่วนควบคุมความกลัวที่เรียกว่า “อะมิกดาลา” ทำงานผิดปกติ เมื่อมีสิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย ก็จะส่งผลให้เกิดพฤติกรรม ความคิดที่ผิดปกติ และต่อเนื่องไปถึงการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย คล้ายระบบสัญญาณกันขโมยที่ดังขึ้น โดยไม่มีขโมยจริง ๆ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางร่างกายอื่น ๆ เช่น เรื่องกรรมพันธุ์ ซึ่งคนที่มีญาติเป็นโรคนี้ มีแนวโน้มจะเป็นได้มากกว่าคนที่ไม่มีกรรมพันธุ์ หรือการใช้สารเสพติด ก็จะไปทำให้สมองทำงานผิดปกติ หรือสารเคมีในสมองเสียสมดุลได้ รวมถึง ฮอร์โมนในร่างกายที่ผิดปกติก็อาจทำให้สารเคมีในสมองเสียสมดุลได้อีกด้วย

ส่วนปัจจัยทางจิตใจนั้น มีงานวิจัยหลายแห่งที่ยืนยันว่าคนที่เคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิต อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเสียสมดุลของสารเคมีในสมองได้ โดยเฉพาะในวัยเด็ก มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่า เช่น การถูกทอดทิ้ง ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกข่มขืน เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้

. . . . . . . . . .

ปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดโรคแพนิคมีอะไรบ้าง ?

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วมันมีปัจจัยอะไรบ้างที่จะไปกระตุ้นให้เกิดโรคแพนิคได้บ้าง ลองมาดูกัน

  • ปัจจัยแรกอาจเกิดจากสมองส่วนควบคุมความกลัวที่เรียกว่า “อะมิกดาลา” (Amygdala) ทำงานผิดปกติที่เราได้พูดไปก่อนหน้านี้
  • ปัจจัยด้านกรรมพันธุ์ คนที่มีญาติหรือประวัติครอบครัวเป็นโรคแพนิค มีแนวโน้มเป็นได้มากกว่าคนทั่วไป
  • ปัจจัยด้านการใช้สารเสพติด
  • ปัจจัยด้านความผิดปกติของฮอร์โมน อาจทำให้สารเตมีในสมองเสียสมดุลได้
  • ปัจจัยด้านประสบการณ์ เคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิต
  • ปัจจัยด้านพฤติกรรมต่างๆ ที่เป็นตัวกระตุ้น เช่น ทำงานกับคอมพิวเตอร์และมือถือนานๆ เผชิญความกดดัน อยู่ในสภาวะที่เร่งรีบ เครียดวิตกกังวล ไม่ออกกำลังกาย พักผ่อนน้อย
  • ปัจจัยด้านเครียดสะสม เกิดจากการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง เคร่งเครียด อยู่ในสภาวะกดดันเป็นประจำ

. . . . . . . . . .

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคแพนิคมีอะไรบ้าง

สำหรับโรคแพนิคนั้น อาจไม่ได้อันตรายถึงชีวิตก็จริง แต่ในบางรายที่มีอาการกำเริบบ่อย อาจมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ส่วนอาการของโรคมักกำเริบโดยไม่คาดคิดและคาดเดาได้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ จึงอาจทำให้เป็นอันตรายทางอ้อมได้ หากเกิดขึ้นในขณะที่กำลังขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรอยู่ คนที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะมีภาวะแทรกซ้อนต่อการเป็นโรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder - MDD) การฆ่าตัวตาย การติดแอลกอฮอล์ การติดยาหรือเสพติด บางรายอาจมีโรคย้ำคิดย้ำทำเกิดร่วมขึ้นด้วยได้

. . . . . . . . . .

แบบทดสอบเพื่อประเมินโรคแพนิค

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนเริ่มกังวลแล้วว่าตอนนี้ฉันเป็นยังวะ! เพื่อเป็นการประเมินอาการของโรคเบื้องต้นด้วยตนเอง เพื่อน ๆ สามารถลองทำแบบทดสอบนี้ ว่ามีความกลัววิตกกังวลหรือความอึดอัดไม่สบายใจอย่างรุนแรง เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีอาการในหัวข้อต่อไปนี้หรือไม่ ป่ะ! ไปดู 13 อาการ แพนิค กันว่า จะมีข้อไหนเข้าข่ายกันบ้าง

1. ใจสั่น ใจเต้นแรง หรือใจเต้นเร็วมาก

2. เหงื่อแตก

3. ตัวสั่น มือเท้าสั่น

4. หายใจไม่อิ่ม หรือ หายใจขัด

5. รู้สึกอึดอัด หรือแน่นอยู่ข้างใน

6. เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก

7. คลื่นไส้ ท้องไส้ปั่นป่วน

8. วิงเวียน โคลงเคลง มึนตื้อ หรือเป็นลม

9. ครั่นเนื้อครั่นตัว หนาวสั่น ร้อนวูบวาบ เหมือนจะเป็นไข้

10. รู้สึกชา หรือรู้สึกซ่า ๆ (Parenthesis)

11. รู้สึกเหมือนสิ่งรอบตัวเปลี่ยนแปลงไป (Decreolization หรือ Depersonalization)

12. กลัวคุมตัวเองไม่ได้ หรือกลัวเป็นบ้า

13. กลัวว่าตนเองกำลังจะตาย

 

หากเพื่อน ๆ ประเมินแล้ว มี 4 อาการขึ้นไปและรู้สึกไม่สบายใจก็สามารถปรึกษาแพทย์ได้ค่ะ

. . . . . . . . . .

หากเป็นโรคแพนิค ต้องรักษาอย่างไร ?

สำหรับใครที่ประเมินตัวเองแล้ว หรือไปพบแพทย์แล้วพบว่าตัวเองเป็นโรคแพนิค อันดับแรกให้ตั้งสติและอย่ากังวลจนเกินไป เพราะโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้และไม่อันตรายถึงชีวิต ปัจจุบันวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ทั้งการรักษาด้วย หรือการดูแลทางด้านจิตใจ ซึ่งเป็นการรักษาแบบ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) โดยการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาการแพนิกร่วมกับการรักษาอื่น ๆ เช่น การฝึกผ่อนคลาย การฝึกหายใจ และการเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกกลัว ร่างกายจะค่อย ๆ ปรับตัว อาการต่าง ๆ จะดีขึ้น และหายไปเอง

1. การรักษาด้วยยา

ยาที่ใช้รักษากลุ่มอาการตื่นตระหนกแบ่งตามการออกฤทธิ์ได้ดังนี้

1. ยากลุ่มออกฤทธิ์เร็ว : ยากลุ่มนี้ควบคุมอาการของโรคได้เร็ว แต่หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้ดื้อยาแล้ว แพทย์จึงมักให้ยากลุ่มนี้ในระยะแรกหรือให้ในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น เพื่อควบคุมอาการ เช่น ยากลุ่มช่วยคลายเครียดและนอนหลับ (Benzodiazepines)

2. ยากลุ่มออกฤทธิ์ช้า : ยากลุ่มนี้เป็นยาที่ต้องใช้ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ เนื่องจากยาไปเปลี่ยนแปลงระดับสารสื่อประสาทในสมอง ผู้ป่วยจึงต้องรับประทานยาติดต่อกันอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ จึงเริ่มเห็นผล ตัวอย่างยากลุ่มนี้ เช่น ยากลุ่มต้านเศร้า (Anti-depressants) ไม่ทำให้เกิดการติดยาเหมือนยาในกลุ่มที่ออกฤทธิ์เร็ว

และแพทย์มักพิจารณาให้ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์เร็วและออกฤทธิ์ช้าร่วมกันในระยะแรก จนเมื่อเริ่มเห็นผลการรักษาของยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ช้า จึงพิจารณาปรับลดหรือหยุดยากลุ่มที่ออกฤทธิ์เร็ว การรักษาผู้ป่วยโดยการใช้ยาครั้งแรกอาจต้องทำการรักษาต่อเนื่อง 8-12 เดือน แพทย์จึงพิจารณาหยุดยา ดังนั้น ผู้เข้ารับการรักษาควรรับประทานยาต่อเนื่องตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ถามว่าอาการข้างเคียงที่อาจพบได้ของยาแต่ละกลุ่มมีมั้ย ตอบเลยว่ามีค่ะ ได้แก่ อาการง่วงซึม วิงเวียน แขนขาอ่อนแรง เดินเซ ในยากลุ่มที่ออกฤทธิ์เร็ว และอาจพบอาการปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ตาพร่ามัว วิงเวียนศีรษะ ง่วงนอน คลื่นไส้ นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ปัสสาวะลำบาก ปัญหาระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ในผู้ที่ใช้ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ช้า โดยอาจเกิดในช่วงแรกที่เริ่มยาและดีขึ้นเมื่อรับประทานยาต่อเนื่องไประยะหนึ่ง

การใช้ยารักษาในผู้ที่มีอาการตื่นตระหนกมีความสำคัญมาก หากแพทย์พิจารณาให้การรักษาโดยการใช้ยา ผู้เข้ารับการรักษาควรปฏิบัติตนและรับประทานยาตามแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด มาพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ควบคุมอาการและป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้

 

2. การรักษาทางด้านจิตใจ

การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy – CBT) ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้ว่า อาการของโรคแพนิคที่เกิดขึ้นไม่เป็นอันตรายถึงเสียชีวิต รวมถึงเรียนรู้การปรับเปลี่ยนความคิดในแง่ลบ ฝึกการตอบสนองต่อความรู้สึกหวาดกลัวหรืออาการตื่นตระหนกที่เกิดขึ้น ฝึกการผ่อนคลายและการจัดการกับความวิตกกังวลอย่างเหมาะสม

 

3. การฝึกการหายใจ

โดยทั่วไปแล้วหากผู้ป่วยสามารถควบคุมการหายใจได้อาการของโรคแพนิคก็จะดีขึ้น ดังนั้น ควรฝึกการหายใจ (Breathing Exercise) อย่างสม่ำเสมอ และใช้เวลาในการฝึกอย่างน้อยครั้งละ 10-15 นาที ตามขั้นตอนนี้ค่ะ

  • นอนหงายตามสบายบนเตียงหรือพื้นที่ในบริเวณที่สงบ ปิดตา ทำจิตใจให้สบาย ๆ
  • มือทั้งสองประสานวางอยู่บนหน้าท้อง ไม่เกร็ง ผ่อนคลายกล้ามเนื้ออกและหัวไหล่ ให้ทุกส่วนของร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย
  • สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ รับรู้การเคลื่อนไหวของลมหายใจผ่านรูจมูกเข้าไปลึกจนหน้าท้องขยายขึ้น รู้สึกได้จากการที่มือทั้งสองถูกยกขึ้นช้า ๆ
  • เมื่อหายใจเข้าเต็มที่แล้ว เก็บลมหายใจ ไว้ชั่วครู่
  • ผ่อนลมหายใจออกยาว ๆ รับรู้การเคลื่อนไหวของลมหายใจออกผ่านรูจมูกจนหน้าท้องแฟบลง มือทั้งสองลดต่ำลง
  • เมื่อชำนาญ อาจนั่งพิงเก้าอี้ตามสบาย มือทั้งสองประสานไว้ที่หน้าขาหรือหน้าท้อง แล้วทำตามขั้นตอนเหมือนท่านอนหงาย

4. การปรับพฤติกรรมเพื่อการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม

  • พักผ่อนให้เพียงพอและมีสุขลักษณะการนอนที่ดี
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติดและกลุ่มยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดอาการใจสั่น เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการโรคแพนิคได้
  • ลดหรืองด เครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลม
  • ออกกำลังกายพอเหมาะสม ตามความสามารถ

 

5. การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

การได้ปรึกษาหรือระบายปัญหาต่าง ๆ กับคนที่ไว้ใจ หรือจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพจิต เช่น นักจิตวิทยาคลินิก นักจิตบำบัด ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยได้มากในการรักษาโรค เพราะหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันได้ ยิ่งในวัยเด็กด้วยแล้วอาจมีผลต่อพัฒนาการและการเข้าสังคมได้ ส่วนผู้ใหญ่อาจกระทบกับการทำงานถ้ามีสิ่งมากระตุ้นให้เกิดอาการแพนิค อีกทั้งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆตามมาได้

. . . . . . . . . .

การอยู่ร่วมกับคนเป็นโรคแพนิค

เมื่อคนใกล้ตัวเป็นมีอาการแพนิคกำเริบ สิ่งที่เราสามารถช่วยให้เขาบรรเทาอาการตื่นตระหนกสามารถทำได้ด้วยวิธีการเหล่านี้ คือ

ช่วยให้เขาใจเย็นลง โดยการพูดอย่างใจเย็น และควรใช้น้ำเสียงที่ฟังแล้วช่วยให้เขาสบายใจขึ้น ที่สำคัญต้องพูดให้เขามั่นใจว่าคุณจะยังอยู่ข้าง ๆ ไม่ไปไหนและคอยปลอบว่าเขาจะปลอดภัยดี ไม่ต้องกังวล

พูดในเชิงบวก ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจของผู้ป่วยจากอาการแพนิคและช่วยให้เขาควบคุมการหายใจได้ดีขึ้น โดยจะต้องพูดคุยในเชิงบวก ทำให้เขาสบายใจ ไม่ตัดสินหรือพูดให้เขาเข้าใจว่าเราพูดเพื่อช่วยเหลือและทำให้เขานั้นปลอดภัย

 

พาออกมาจากสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกแย่ บางครั้งอาการแพนิคก็กำเริบจากสถานการณ์แย่ ๆ ที่เกิดขึ้น ควรพาเขาออกมาจากสถานการณ์นั้น และพาไปนั่งในที่ที่ช่วยให้รู้สึกสบายใจ หาสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ อาจจะเป็นการกำหนดลมหายใจเข้าออก หรือให้เขานับเลขง่าย ๆ อย่าง 1-10 เพื่อช่วยให้เขามีสมาธิมากขึ้น

 

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อคนใกล้ตัวอาการแพนิคกำเริบ ควรระวังคำพูดที่อาจทำให้สถานการณ์แย่ลง เช่น ใจเย็น ๆ ไม่ต้องกังวล และ พยายามผ่อนคลาย แม้จะเป็นวลีที่ฟังดูแล้วไม่ได้แย่ แต่สำหรับผู้ที่มีอาการแพนิคกำเริบ คำพูดเหล่านี้อาจยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงได้เช่นกัน

. . . . . . . . . .

เพื่อน ๆ คงเห็นแล้วว่า แม้โรคแพนิคไม่มีอันตรายและไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตก็ตาม แต่การทำให้เกิดความกังวลใจอยู่ตลอดเวลาคงทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก การรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองและครองสติให้มั่น จะทำให้เข้าใจภาวะปัจจุบันของตัวเอง แต่หากไม่สามารถจัดการภาวะที่เกิดขึ้นได้เอง การปรึกษาจิตแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการและดำเนินการรักษาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของการรักษาโรคแพนิคนะคะ

และนี่ก็เป็นบทความ Lifestyle ที่ CondoNewb เว็บไซต์ข่าวสารอสังหาฯ และการลงทุนคอนโด นำข้อมูลมาฝากกัน หากเพื่อน ๆ สงสัย หรือมีข้อซักถามก็สามารถไปพูดคุยได้ที่ช่องทาง Facebook ได้เลยนะคะ บทความหน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้นติดตามกันค่ะ