logo

พูดถึงกรดไหลย้อน อาการที่หลายคนยังไม่รู้จักและไม่รู้ตัวว่ากำลังเป็นกรดไหลย้อนอยู่ ส่วนคนที่เคยเป็นกรดไหลย้อน อาการเป็นแบบไหน เชื่อว่าคงไม่มีใครที่อยากจะกลับไปเป็นอีกแน่นอน เพราะมันช่างรบกวนการใช้ชีวิตของเราซะเหลือเกิน และประมาณว่าเป็นโรคที่มักเป็น ๆ หาย ๆ ได้ซะด้วย และก็มีอีกหลายคนมักจะเข้าใจว่ากรดไหลย้อน อาการที่เป็นอยู่นั้นมันคืออาการเดียวกันกับโรคกระเพาะ บ้างก็ไปซื้อยากระเพาะมากินเอง บ้างก็ยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างนาน ๆ จนบางครั้งจากที่อาการยังเป็นไม่มาก ก็อาจจะทำให้กรดไหลย้อน อาการหนักขึ้นได้เช่นกัน

แต่เพื่อน ๆ อย่าเพิ่งเป็นกังวลใจไปค่ะ เพราะกรดไหลย้อนวิธีรักษาให้หายเองได้ก็มีนะคะ แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาและการปรับพฤติกรรมกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้หายจากข้อสงสัยและไม่แน่ใจกับอาการที่อาจกำลังเป็นอยู่ว่าจะใช่กรดไหลย้อนหรือเปล่า แล้วถ้าเป็นกรดไหลย้อน อาการมันเป็นยังไงล่ะ? สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงมันมาจากอะไรได้บ้าง? แล้วจะต้องรักษากันอย่างไร บทความนี้เรามีคำตอบให้ค่ะ

กรดไหลย้อน คืออะไร

กรดไหลย้อน อาการที่นับว่าเป็นปัญหาของโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อยมากในปัจจุบัน เป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารเกิดการไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยของที่ไหลย้อนส่วนใหญ่จะเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ส่วนน้อยอาจเป็นด่างจากลำไส้เล็ก โดยอาจมีหรือไม่มีหลอดอาหารอักเสบก็ได้ กรดไหลย้อน อาการนี้มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ทุกช่วงอายุ แต่ที่พบมากและมักจะมีอาการรุนแรงจะเป็นกลุ่มคนอ้วน ยิ่งกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น

. . . . . . . . . .

กรดไหลย้อนอาการเป็นอย่างไร

กรดไหลย้อน อาการของโรคสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอาการนอกหลอดอาหารจะมีอาการเจ็บคอเรื้อรัง ถ้าเกิดเจ็บคอเรื้อรังแต่ยังหาสาเหตุไม่พบ ส่วนใหญ่ 70% ก็สรุปได้ว่าเป็นกรดไหลย้อน ส่วนที่มีอาการในหลอดอาหารก็จะมีการอักเสบนั่นเอง

ผู้ป่วยเป็นกรดไหลย้อน อาการที่แสดงจะแสบตรงยอดอก เรอเปรี้ยว ภาวะนี้อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบหรือเป็นมากจนเกิดแผลรุนแรงทำให้ปลายหลอดอาหารตีบ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุหลอดอาหารได้ บางรายอาจรุนแรงจนถึงขั้นเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้

แต่เท่าที่พบผู้ป่วยบางรายไม่ได้มาด้วยอาการแสบยอดอก เรอเปรี้ยว แต่มาพบแพทย์ด้วยอาการของโรคหู คอ จมูก เช่น ไอเรื้อรัง เสียงแหบเรื้อรัง มีกลิ่นปาก หรืออาจมาด้วยอาการทางระบบหายใจ เช่น หอบหืด บางรายก็มาด้วยอาการเจ็บหน้าอก ซึ่งเมื่อวินิจฉัยแล้วไม่พบโรคอื่นก็จะส่งมาที่แผนกและส่วนใหญ่จะพบว่าเป็นกรดไหลย้อน

มีอีกกรณีที่หลายคนมักเข้าใจผิดระหว่าง “โรคกระเพาะอาหาร” และ “โรคกรดไหลย้อน” ซึ่งเป็นสองโรคเรื้อรังที่สร้างความสับสนให้กับผู้ป่วยอยู่ไม่น้อย ด้วยอาการที่คล้ายคลึงกันและตำแหน่งของอาการที่ใกล้เคียงกัน ทำให้บ่อยครั้งผู้ป่วยคิดว่านี่คือโรคเดียวกัน เอาเป็นว่าเราลองมาเช็คกันหน่อยดีกว่า ว่าแท้จริงแล้วสองโรคนี้มีอาการแตกต่างกันยังไงบ้าง

. . . . . . . . . .

กรดไหลย้อน อาการต่างกับ โรคกระเพาะยังไง?

อาการปวดท้องที่ชี้ว่าเป็น “โรคกระเพาะ” ผู้ป่วยจะมีอาการปวดจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ เหนือสะดือ ปวดใต้ชายโครงซ้าย และมักเป็น ๆ หาย ๆ โดยจะสัมพันธ์กับมื้ออาหาร คืออาจปวดก่อนหรือหลังกินอาหาร ในขณะที่ “โรคกรดไหลย้อน” มักจะเกิดอาการหลังมื้ออาหาร 30-60 นาที ผู้ป่วยจะรู้สึกแสบร้อนบริเวณหน้าอกหรือลิ้นปี่ เรอบ่อย และรู้สึกเหมือนมีน้ำรสขมหรือรสเปรี้ยวไหลย้อนขึ้นมาทางปากนั่นเอง

แต่ถึงจะแตกต่างกันยังไง ทั้งสองโรคนี้ก็อันตรายถึงขั้นเป็น “โรคมะเร็ง” ได้เหมือนกันนะ อย่างเช่น โรคกระเพาะสามารถพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ หากอาการปวดจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ เริ่มทวีความรุนแรงถึงขั้นไม่สามารถนอนหลับได้ มีอาการอาเจียนหรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือด กลืนอาหารลำบาก น้ำหนักลด ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีก้อนในท้อง นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ค่ะ

ส่วนกรดไหลย้อน อาการของโรคที่รุนแรงสามารถพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารได้ หากอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก เพิ่มความถี่มากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์ รวมไปถึงอาการกลืนอาหารลำบาก หรือกลืนแล้วรู้สึกว่ามีก้อนในลำคอ เจ็บหน้าอก และยาลดกรดไม่สามารถใช้บรรเทาอาการได้อีกต่อไป นี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณควรไปพบแพทย์โดยด่วนจ้า

. . . . . . . . . .

กรดไหลย้อนอาการระดับเบื้องต้นไปจนถึงอาการหนัก

หลายคนเริ่มอยากรู้แล้วว่า กรดไหลย้อน อาการตั้งแต่เบื้องต้นที่เป็นไปจนถึงขั้นที่เรียกว่าหนักนั้น แต่ละระดับอาการจะเป็นอย่างไร ซึ่งภาวะที่มีการไหลย้อนจากกระเพาะอาหารเข้าหลอดอาหารแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่

  • ระดับที่ 1 เป็นระดับที่อ่อนที่สุด คือ เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง หรือนาน ๆ เป็นทีแล้วก็หายไป มีภาวะไหลย้อนนิดหน่อย ไม่มีอาการอะไรที่รบกวนสุขภาพ ซึ่งถือว่าเป็นความปกติของร่างกาย เรียกว่า ภาวะการไหลย้อนที่กระเพาะอาหาร (Gastroesophageal Reflux – GER)
  • ระดับที่ 2 คือ เกิดภาวะไหลย้อนเข้าสู่หลอดอาหารเฉพาะบริเวณใกล้ ๆ กับกระเพาะอาหาร มีอาการที่รบกวนสุขภาพ อย่างนี้เรียกว่า โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease – GERD)
  • ระดับที่ 3 คือ เกิดภาวะไหลย้อนที่รุนแรง คือ ไหลเข้าสู่หลอดอาหารย้อนขึ้นมาจนถึงคอ อย่างนี้เรียกว่า โรคน้ำย่อยกระเพาะอาหารไหลย้อนเข้าสู่หลอดคอ (Laryngopharyngeal Reflux – LPR)

คำถามต่อมา... แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าตอนนี้เราเป็นกรดไหลย้อนแล้วล่ะ? อาการสำคัญ คือ แสบร้อนบริเวณลิ้นปี่แล้วลามขึ้นมาที่หน้าอกหรือคอ ซึ่งจะเป็นมากขึ้นภายหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก หรือการนอนหงาย นอกจากนี้ ยังมีอาการเรอเปรี้ยว นั่นเพราะมีกรดซึ่งเป็นน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก โดยคนไข้อาจมีทั้ง 2 อาการหรืออาการใดอาการหนึ่งก็ได้

โดยปกติแล้วแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ ได้จากอาการดังที่ได้กล่าวมา โดยผู้ป่วยที่มีอาการกรดไหลย้อน หายใจไม่สะดวก อีกทั้งแสบที่ยอดอก หรือมีเรอเปรี้ยว (ทั้งนี้ไม่ควรมีอาการที่บ่งบอกว่าน่าจะเป็นโรคอื่น อาทิ น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ถ่ายเป็นเลือด หรือมีไข้) แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยได้เลยว่าผู้ป่วยมีภาวะกรดไหลย้อนและให้การรักษาเบื้องต้นได้ โดยจะติดตามดูอาการของผู้ป่วย ในบางรายอาจมี ความจำเป็นต้องได้รับการตรวจค้นพิเศษเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร การกลืนแป้ง การตรวจวัดการบีบตัวของหลอดอาหาร และการตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างในหลอดอาหาร ซึ่งพบว่าได้ผลแม่นยำและดีที่สุดในปัจจุบันค่ะ

. . . . . . . . . .

กรดไหลย้อน อาการที่เป็นสาเหตุเกิดจากอะไร?

เมื่อเราทราบกันแล้วว่า กรดไหลย้อน อาการเป็นอย่างไรกันแล้ว มาดูกันต่อดีกว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อนนั้นมีอะไรกันบ้าง

  • หลอดอาหารส่วนปลายคลายตัวโดยที่ยังไม่มีการกลืนอาหาร ซึ่งสาเหตุนี้ถือเป็นภาระสำคัญของโรคนี้
  • ความดันจากหูรูดของหลอดอาหารส่วนปลายลดลงต่ำกว่าในคนปกติ หรือเกิดการเลื่อนของกระเพาะอาหารเข้าไปในหลอดอาหาร ทำให้เพิ่มโอกาสการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารมากขึ้น
  • เกิดจากความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหาร หรือหลอดอาหาร
  • หรืออาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด หรือเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม

. . . . . . . . . .

ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน อาการที่พบได้ในทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงอย่างเช่น ผู้ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ดื่มสุรา สูบบุหรี่ กำลังตั้งครรภ์ เป็นโรคผิวหนังแข็ง (scleroderma) โรคเบาหวาน เป็นต้น นอกจากนี้การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตสูงบางชนิด ยาแก้โรคซึมเศร้าก็เป็นสาเหตุที่เสริมปัจจัยสี่ยงได้เช่นกัน ส่วนในเด็ก สามารถพบได้ตั้งแต่วัยทารกจนถึงเด็กโต ซึ่งอาการที่พบบ่อย ได้แก่ อาเจียนบ่อยหลังจากดูดนม โลหิตจาง น้ำหนักและการเจริญเติบโตไม่สมวัย ไอเรื้อรัง หอบหืด ปอดอักเสบเรื้อรัง ในเด็กบางรายอาจมีปัญหาการหยุดหายใจขณะหลับได้

ด้านปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อน ได้แก่

  • อายุที่มากขึ้น
  • ภาวะอ้วน
  • การสูบบุหรี่
  • การนอนราบภายหลังการรับประทานอาหาร
  • การรับประทานยาบางชนิด เช่น แอสไพรินหรือยาแก้อักเสบ
  • พฤติกรรมการบริโภคปริมาณมากในแต่ละมื้อ หรือการรับประทานอาหารบางประเภท เช่น อาหารทอด หรือ อาหารที่มีไขมันสูง
  • การดื่มเครื่องดื่มบางประเภท เช่น แอลกอฮอล์, กาแฟ หรือน้ำอัดลม
  • การตั้งครรภ์เพราะระดับฮอร์โมนของคุณแม่ตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งส่งผลต่อการเกิดโรคกรดไหลย้อนได้

มาลองเช็คอาการเสี่ยงของกรดไหลย้อนกันดีกว่า หากคุณมีอาการเหล่านี้อยู่ควรรีบไปหาแพทย์โดยด่วน

  • อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก ซึ่งจะเป็นมากหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก
  • มีน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก
  • รู้สึกกลืนติดเหมือนมีก้อนอยู่ในลำคอ
  • ท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียนหลังรับประทานอาหาร
  • หืดหอบ ไอแห้งๆ เสียงแหบ เจ็บคอ อาการเหล่านี้เกิดจากกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณกล่องเสียง ทำให้เกิดกล่องเสียงอักเสบนั่นเองค่ะ

. . . . . . . . . .

เป็นกรดไหลย้อนวิธีรักษาต้องทำอย่างไร ?

โดยทั่วไปเป้าหมายของการรักษากรดไหลย้อน แพทย์จะมุ่งเน้นให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น รักษาอาการอักเสบของแผลในหลอดอาหารและป้องกันผลแทรกซ้อน การรักษาประกอบไปด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต การให้ยา การส่องกล้อง รักษาและการผ่าตัด แต่วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งสามารถทำได้ดังต่อไปนี้ค่ะ

การปรับเปลี่ยนนิสัยส่วนตัว

  • อย่าให้เครียด และงดการสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับ หรือรัดแน่น โดยเฉพาะบริเวณรอบเอว
  • พยายามลดน้ำหนักถ้าน้ำหนักเกิน
  • ถ้ามีอาการท้องผูก ควรรักษาและหลีกเลี่ยงการเบ่ง

การปรับเปลี่ยนนิสัยในการรับประทานอาหาร

  • หลังรับประทานอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย, การยกของหนัก, การเอี้ยวหรือก้มตัวในทันที ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 3 ชม.
  • รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด, อาหารมัน, อาหารย่อยยาก, พืชผักบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ และอาหารฟาสต์ฟู้ด
  • หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม peppermints เนย ไข่ นมหรืออาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด กาแฟ ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง และเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
  • รับประทานอาหารปริมาณพอดีในแต่ละมื้อ ไม่ควรรับประทานอาหารจนอิ่มแน่นท้องมาก

การปรับเปลี่ยนนิสัยการนอน

  • ไม่ควรนอนหลังการรับประทานอาหารทันที หรืออย่างน้อยควรเว้นระยะห่าง 3 ชม.
  • เวลานอน ควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 6-10 นิ้วจากพื้นราบ

หลายคนอยากรู้ว่า หากรักษากรดไหลย้อน อาการดีแล้วจะหายขาดหรือมีโอกาสกลับมาเป็นอีกหรือไม่? คำตอบคือ โดยทั่วไป หลังกินยาลดการหลั่งกรดเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ ผู้ป่วยประมาณครึ่งหนึ่งจะมีโอกาสกลับมีอาการซ้ำอีก ดังนั้นการรักษาในกลุ่มนี้แพทย์ก็จะให้ยาในกลุ่มเดิม โดยอาจจะให้ยาเป็นระยะ ๆ 6-8 สัปดาห์อีก หรือให้ยาตามอาการ ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ในรายที่เป็นเรื้อรังแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาการรักษาด้วยการส่องกล้อง หรือการผ่าตัด ทั้งนี้สำหรับยาในกลุ่มที่มีผลต่อการลดจำนวนการคลายตัวของหูรูดนั้น ยังมีอยู่จำนวนไม่มาก และผลของการรักษายังสู้ยาลดกรดไม่ได้ อีกทั้งยังมีผลข้างเคียงอยู่พอสมควร

. . . . . . . . . .

เพื่อน ๆ คงเห็นแล้วใช่มั้ยคะว่ากรดไหลย้อน อาการของโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อยขึ้นในปัจจุบัน แม้ว่าความรุนแรงของโรคนี้จะไม่ร้ายแรงถึงชีวิตแบบทันที แต่ก็จะมีผลกระทบทั้งทางกายและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้นะคะ ทั้งในเรื่องของการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งในบทความเราก็ได้บอกถึงการปฏิบัติตัว หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากโรคนี้ ทั้งพฤติกรรมส่วนตัว การกินอาหาร หรือแม้แต่การนอน ก็จะสามารถทำให้ห่างไกลจากภาวะของกรดไหลย้อนนี้ได้

แต่หากเพื่อน ๆ มีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น แนะนำให้รีบไปรับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา เพราะหากเดาอาการสุ่มสี่สุ่มห้าไปเองอาจทำให้กรดไหลย้อน อาการหนักและลามไปถึงโรคร้ายได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ที่สำคัญการหลีกเลี่ยงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ก็จะทำให้ห่างไกลจากกรดไหลย้อนได้แน่นอนค่ะ สำหรับครั้งหน้าจะเป็นบทความ Lifestyle เรื่องอะไรนั้น ติดตามกันค่ะ