logo

เชื่อว่าใครหลายคนก็คงเคยได้ยิน และคุ้นเคยกับคำว่าชุด PPE หรือชุดหมีกันอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริง ชุด PPE หรือเรียกมีชื่อเต็ม ๆ ว่า Personal Protective Equipment ซึ่งเป็นชุด-อุปกรณ์ซึ่งไม่จำเป็นต้องกันได้เฉพาะเชื้อโรคอย่างเดียว ยังรวมถึงชุดป้องกันสารเคมี หรือชุดที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายสัมผัสกับสารอันตราย หรือเข้าสถานที่-ทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงมีโอกาสปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายได้ ซึ่งชุดเหล่านี้จะปกป้องทุกส่วนของร่างกายนั่นเอง

วันนี้จะขอมาแนะนำวิธีการเลือกชุดป้องกันสารเคมี เพื่อให้เลือกใช้งานได้มีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการของประเภทงาน และปลอดภัยต่อร่างกายอีกด้วย

ส่วนประกอบของชุดป้องกันสารเคมี จะแบ่งเป็น 2 ส่วน

1. ชุดสวมใส่ป้องกันสารเคมี (Chemical Protective Clothing-CPC)

2. อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจ (Resporatory Protection)

ซึ่งทั้ง 2 ส่วนเพราะเป็นส่วนสำคัญของชุดที่จำเป็นอย่างมากหากต้องทำงานเสี่ยงกับสารเคมี

. . . . . . . . . .

แบ่งตามสถานการณ์-การใช้งาน

ชุดป้องกันสารเคมี จะมีมาตรฐานกำหนดอย่างชัดเจน โดยแบ่งตามความสามารถป้องกันสารเคมี คือ ระดับ A, B, C และ D ซึ่งเป็นข้อกำหนดตามสำนักบริหารป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ สหรัฐฯ (EPA)

โดยชุดป้องกันระดับ A มีความสามารถป้องกันสูงสุด ทั้งการสัมผัสส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การหายใจ รวมถึงป้องกันสารเคมีในรูปแบบของแข็ง ของเหลว และก๊าซนั่นเอง

ซึ่งการเลือกใช้งานชุดป้องกันในระดับต่าง ๆ จำเป็นต้องประเมินสารเคมี พื้นที่การใช้งาน และการปฎิบัติงานในสถานการณ์นั้น ๆ เพิ่มเติมด้วย

. . . . . . . . . .

เลือกตามประสิทธิภาพในการป้องกัน

  การเลือกชุดป้องกันสารเคมี ให้มีประสิทธิภาพและทนทาน ก็จะมีค่าให้ได้อ้างอิง 3 ค่าด้วยกัน

  • การแพร่ผ่าน (Permeation)
  • การเสื่อมสภาพ (Degradation)
  • การซึมผ่าน (Penetration)

ซึ่งก็จำเป็นต้องมาเปรียบเที่ยบทั้งตัวเลข ตามค่าต่าง ๆ ว่าเหมาะสมกับงานที่ต้องใช้ สถานการณ์หรือความรุนแรงของสารเคมีมากน้อยขนาดไหน เป็นต้น

. . . . . . . . . .

  ซึ่งไม่ว่าจะเลือกจัดซื้อชุดป้องกันสารเคมี แบบไหนก็ต้องเลือกให้ตรงกับประเภทงาน จุดประสงค์การใช้ และเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ปฎิบัติงานนั่นเอง

หากต้องการชุดป้องกันสารเคมี ก็อาจจะลองเข้าไปดูรายละเอียดสินค้า หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจาก Safety Genius ได้ตามลิงก์นี้เลย https://www.safety-genius.com