logo

เชื่อว่านักลงทุนในยุคดิจิทัลน้อยคนนักที่จะไม่มีใครรู้ว่า Cryptocurrency คืออะไร แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่สนใจการลงทุนแนวใหม่อย่าง Cryptocurrency ก็เริ่มเปิดใจศึกษาแนวทางการลงทุนกันมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะในต่างประเทศเท่านั้น สำหรับในประเทศไทยเองก็มีคนเริ่มต้นลงทุนและเข้าตลาด Cryptocurrency เพื่อเก็งกำไรกันอย่างคึกคัก วันนี้นิวบ์เลยมาเอาใจสำหรับมือใหม่เมื่อเข้ามาในตลาด Cryptocurrency ต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง ติดตามได้ในบทความนี้ค่ะ

Cryptocurrency คืออะไร

Cryptocurrency คือ สินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งออกแบบให้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน ที่ใช้วิทยาการเข้ารหัสลับเพื่อรับประกันธุรกรรม เพื่อควบคุมการสร้างหน่วยเงินเพิ่ม และเพื่อยืนยันความถูกต้องของการโอนทรัพย์ เป็นรูปแบบหนึ่งของเงินดิจิทัล (digital currency) เงินทางเลือก (alternative currency) และเงินเสมือน (virtual currency) เป็นเงินที่ควบคุมโดยกระจายศูนย์กลางเทียบกับเงินดิจิทัลที่ควบคุมโดยศูนย์กลาง หรือกับระบบธนาคารกลาง การควบคุมแบบกระจายศูนย์จะทำผ่านบล็อกเชน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลธุรกรรมสาธารณะ โดยใช้เป็นบัญชีแยกประเภทแบบกระจาย

สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ Cryptocurrency คือ สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่ง ใช้แลกเปลี่ยนเสมือนเป็นเงิน แต่ไม่มีรูปร่าง จับต้องไม่ได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญ สามารถซื้อขาย แลกเปลี่ยน และสะสมได้นั่นเองค่ะ

. . . . . . . . . .

Cryptocurrency มีกี่ประเภท และมีสกุลเงินอะไรบ้าง?

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล มักจะสับสนว่าสินทรัพย์ใน Cryptocurrency มีกี่ประเภท และสกุลเงินแตกต่างกันอย่างไร เพื่อที่ทุกคนจะสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับการเลือกลงทุนได้ค่ะ โดยประเภทของ Cryptocurrency จะแบ่งออกเป็นดังนี้ค่ะ

1. กลุ่มรักษามูลค่า (Store of Value) เช่น Bitcoin (BTC), Litecoin (LTC), Bitcoin Cash (BCH) จุดเด่นของเหรียญในกลุ่มนี้คือจำนวนเหรียญที่มีจำกัด โดยเฉพาะ Bitcoin ที่มีจำนวนจำกัดเพียง 21,000,000 เหรียญ ประกอบกับเครือข่ายของ Bitcoin คือที่ได้รับการยอมรับว่าเครือข่ายที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยที่สุดเครือข่ายหนึ่ง

 

2. กลุ่มสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract) เช่น Ethereum (ETH), Cardano (ADA), Polkadot (DOT), Kusama (KSM) ฯลฯ จุดเด่นของเหรียญกลุ่มนี้คือการเป็นเครือข่าย Block chain ที่สามารถใช้ Smart contract ได้ ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (Dapp) รวมถึง DeFi ขึ้นบนเครือข่ายเหล่านี้

 

3. กลุ่ม DeFi (Decentralized Finance) เช่น Uniswap (UNI), Maker (MKR), AAVE และอีกมากมาย เหรียญกลุ่ม DeFi มักจะถูกสร้างขึ้นบนเครือข่าย Block chain ที่มี Smart contract อย่าง Ethereum ทำให้เหรียญในกลุ่มนี้ถูกจัดเป็นโทเคน (Token) ซึ่งแต่ละเหรียญก็จะมีการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป และมักจะใช้ได้เฉพาะแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เช่น UNI จะใช้ได้กับ Uniswap หรือ AAVE ที่ใช่ร่วมกับแพลตฟอร์ม AAVE เป็นต้น

 

4. กลุ่มส่งต่อมูลค่า (Value Transfer) เช่น Ripple (XRP), Stellar (XLM) เหรียญในกลุ่มนี้เป็นเหรียญของเครือข่ายที่ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับการส่งต่อมูลค่าผ่านอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมถูกโดยใช้เทคโนโลยี Block chain

 

5. กลุ่ม Oracle เช่น Chainlink (LINK), Band Protocol (BAND) Oracle ในวงการ Block chain คือผู้คอยป้อนข้อมูลจากโลกแห่งความจริงเข้าสู่ Block chain เพื่อให้ Dapp หรือ DeFi สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้งานต่อได้ ซึ่งข้อมูลที่ Oracle คอยป้อนให้ Block chain มีตั้งแต่ ราคาเหรียญ ราคาสินทรัพย์ ไปจนถึงข้อมูลทั่วไปอย่าง สภาพอากาศ หรือผลการแข่งขัน นับเป็นอีกส่วนประกอบสำคัญที่วงการ Block chain ขาดไม่ได้

 

6. กลุ่ม Stablecoin เช่น USDT, USDC, DAI เหรียญในกลุ่มนี้มีมูลค่าที่ค่อนข้างคงที่ เพราะได้ทำการผูกมูลค่าเข้ากับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในอัตรา 1:1 จึงเหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบความผันผวนของมูลค่า หรือผู้ที่ต้องกระจายพอร์ตการลงทุน รวมถึงเหมาะสำหรับใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ

 

7. กลุ่มมีม (Meme) เช่น Dogecoin (DOGE) เหรียญในกลุ่มมีมอย่าง Dogecoin ส่วนใหญ่จะถูกสร้างขึ้นสนุก ๆ แต่เนื่องจากชื่อเสียงที่โด่งดังของ Dogecoin ทำให้เหรียญนี้สามารถใช้แทนการให้ทิปบนโซเชียล รวมถึงการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการจากร้านค้าที่รองรับได้

. . . . . . . . . .

สกุลเงิน Cryptocurrency

ส่วนสกุลเงิน Cryptocurrency มีอะไรบ้างนั้น ที่รู้จักกันดีที่สุดคือ

  • Bitcoin คือ สกุลเงินดิจิทัลแรกของโลก หลายปีที่ผ่านมา Bitcoin เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงลักษณะการดำเนินธุรกรรมต่างๆ ระหว่างบุคคล สามารถตรวจสอบได้ จึงทำให้นักลงทุนรุ่นใหม่หันมาสนใจลงทุนกับ Bitcoin มากขึ้น จากนั้นก็มีคนพยายามพัฒนาเหรียญอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เป็นเหรียญที่มีมูลค่าบ้างไม่มีบ้าง Bitcoin คือเปรียบเสมือนรุ่นบุกเบิกของเงินสกุลดิจิตอล ส่วนสกุลที่ไม่ใช่ Bitcoin จะถูกเรียกว่า “Altcoins” ย่อมาจาก Alternative Coins เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนเลยต้องมีชื่อแยกนั่นเองค่ะ
  • Ethereum (ETH, 2014) เป็น Altcoin ตัวแรกของโลก เป็น software platform ที่นำเสนอสัญญาอัจฉริยะ (smart contract) ในการทำธุรกรรม ข้อตกลงทางการเงินต่าง ๆ ระหว่างบุคคลที่มีการตกลงกันล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ Ethereum ยังช่วยให้นักพัฒนาสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ decentralized app (dApps) ที่กระจายอำนาจบนเดสก์ท็อปและอุปกรณ์เคลื่อนที่โดยมี Blockchain อยู่เบื้องหลัง มูลค่าตลาด 138.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • Tether (USDT, 2014) ถูกสร้างขึ้นเพราะต้องการรักษามูลค่าของเงินดิจิตอลไว้ โดย 1 USDT จะถูกค้ำประกันด้วยเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ และสามารถถอนเงิน USDT เป็น Fiat Currency (เงินตรา) ได้ มูลค่าตลาด 24.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • Polkadot (DOT, 2017) จุดเด่นสำคัญคือการเชื่อมต่อเครือข่าย Blockchain แต่ละที่เข้าด้วยกัน เพราะแต่ละ Blockchain ก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน Polkadot เลยทำหน้าที่เหมือน connecting the dots ใช้ข้อดีของ Blockchain หนึ่งคู่กับข้อดีของอีก Blockchain หนึ่งไว้นั่นเอง มูลค่าตลาด 11.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • Litecoin (LTC, 2011) มีคุณสมบัติคล้าย ๆ Bitcoin ถูกสร้างมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการชำระเงินเหมือนกัน แต่ Litecoin จะมีค่าธรรมเนียมในการโอนถูกกว่า และมีความเร็วในการยืนยันธุรกรรมมากกว่า ประมาณ 2.5 นาที เมื่อเทียบกับ Bitcoin ที่ต้องใช้เวลาประมาณ 10 นาที มูลค่าตลาด 10.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • Cardano (ADA, 2015) มีความโดดเด่นเรื่อง Smart Contract คล้าย ๆ กับ Ethereum แต่ถูกขนานนามว่าเป็น “Ethereum Killer” เนื่องจากมีประสิทธิภาพมากกว่า ทั้งในเรื่องของการทำงานร่วมกันระหว่างบล็อก การขยาย Scalability และ การบันทึกรายละเอียดของสัญญาที่ซับซ้อนและมีรายละเอียดสูงได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังอยู่ใน early stage ต้องพัฒนาต่อไปอยู่ดี มูลค่าตลาด 9.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

. . . . . . . . . .

จุดประสงค์หลักของการลงทุน cryptocurrency คืออะไร

นับตั้งแต่ Bitcoin ราคาขึ้นไปแตะ 1 ล้านบาท เมื่อต้นปี 2564 ที่ผ่านมา ส่งผลให้สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Cryptocurrency กลับมามีกระแสร้อนแรงกับนักลงทุน ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่มากขึ้น ซึ่งจุดประสงค์หลักของการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนใน cryptocurrency คือ การเก็งกำไรนั่นเอง

การลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีทั้งจุดเหมือนและจุดต่างจากการลงทุนในสินทรัพย์รูปแบบอื่น สิ่งสำคัญคือ นักลงทุนต้องเข้าใจว่าการเลือกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล เป็นการลงทุนในเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่จะเกิดขึ้นจากการนำเหรียญสกุลนั้น ๆ มาใช้ และควรรู้ว่าเหรียญแต่ละเหรียญที่กำลังสนใจถูกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์หรือโครงการอะไร มีการประกันมูลค่าด้วยสินทรัพย์อื่นหรือไม่

ควรศึกษาและทำความรู้จักตัวนักพัฒนา ผู้คิดค้นเหรียญ และผู้ร่วมทุนด้วยว่าเป็นใคร มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน และมีแผนการดำเนินโครงการอย่างไรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะนักลงทุนหน้าใหม่ส่วนใหญ่หวังจะเพียงแค่จะเข้ามาซื้อขายเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นและยังขาดความเข้าใจในสกุลเงินดิจิทัล จึงทำให้นอกจากจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้น้อยแล้ว ยังอาจตกใจกับความผันผวนของราคาและความเปลี่ยนแปลงรายชั่วโมงของวงการนี้อีกด้วย

. . . . . . . . . .

Cryptocurrency ข้อดี ข้อเสียมีอะไรบ้าง?

ข้อดีของ Cryptocurrency คือ

  • เป็นการลงทุนที่ใช้เงินเริ่มต้นน้อย มีเงิน 10 บาท ก็สามารถลงทุนได้
  • สามารถถือครองเหรียญเป็นหน่วยย่อยได้ เช่น สมมติว่าตอนนี้ 1 Bitcoin ราคา 1 ล้าน บาท แต่เรามีเงินซื้อได้แค่ 1,000 บาท นั่นแสดงว่าเราสามารถซื้อ Bitcoin ได้ 0.001 Bitcoin คือ ไม่ต้องมีเงิน 1 ล้านก็สามารถซื้อเป็นหน่วยย่อยได้นั่นเองค่ะ
  • สามารถเทรด (ซื้อ-ขาย) หรือสามารถฝาก-ถอน เงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด

 

ข้อเสียของ Cryptocurrency คือ

  • ราคามีความผันผวนสูงมาก แน่นอนว่าความเสี่ยงก็สูงมากเช่นกัน
  • เป็นสินทรัพย์ที่ High Risk - High Return คือมีโอกาสที่เงินต้นจะลดลงหรือสูญเสียเงินต้นได้มากถึง 80% หรือมีโอกาสที่จะได้กำไรมากถึง 80% เช่นกัน
  • บางประเทศยังไม่มีกฎหมายรองรับ

. . . . . . . . . .

3 เว็บเทรด Cryptocurrency ยอดนิยม

สำหรับเว็บเทรด Cryptocurrency ที่เป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนซื้อขายเหรียญเพื่อเก็งกำไรของยุคนี้มีอะไรบ้าง นิวบ์จะชวนรู้จักกับ 3 เว็บเทรด Crypto ยอดนิยมของคนไทยที่น่าสนใจมีดังนี้ค่ะ

Bitkub (บิทคับ)

เป็นเว็บเทรดคริปโทฯ สัญชาติไทยที่ก่อตั้งขึ้นในเดือน ก.พ. 2561 โดยผู้ก่อตั้ง 3 คน อย่างนายสกลย์กร สระกวี นายอธิชนัน พูลเกษ และนายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ปัจจุบันเป็นเว็บเทรดที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดของไทย มีจำนวนสกุลเงินบนกระดานให้เก็งกำไรทั้งสิ้น 46 สกุลเงินและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

Binance (ไบแนนซ์)

เป็นเว็บเทรดคริปโทฯ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ก่อตั้งในปี 2560 โดย ‘ชางเพ็ง เจา’ (Changpeng Zhao) ชายหนุ่มสัญชาติจีน-แคนาเดียน นักธุรกิจที่เคยเป็นพนักงานแมคโดนัลและขายอพาร์ทเมนต์เพื่อทุ่มเงินลงทุนในบิตคอยน์ ก่อนกลายมาเป็นเจ้าของไบแนนซ์ในที่สุด อย่างไรก็ตาม สำนักงานใหญ่ของไบแนนซ์ไม่ได้ตั้งอยู่ในประเทศจีนและยังไม่ทราบที่ตั้งแน่ชัด เนื่องจากผู้บริหารไม่สะดวกเปิดเผย ปัจจุบันไบแนนซ์มีสกุลเงินบนกระดาน 358 สกุลเงินและกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

Zipmex (ซิปเม็กซ์)

เป็นเว็บเทรดคริปโทฯ สัญชาติไทยที่ก่อตั้งในปี 2561 โดยผู้ก่อตั้งชาวไทยและสิงคโปร์ อย่าง ‘ดร.เอกลาภ ยิ้มวิไล’ และ ‘มาร์คัส ลิม’ มีความโดดเด่นด้วยไม่มีค่าธรรมเนียมการเทรดเหรียญ ปัจจุบันมีสกุลเงินบนกระดาน 19 สกุลเงิน

. . . . . . . . . .

ภาษี Cryptocurrency นักเทรดต้องรู้

สำหรับรูปแบบการเสียภาษีที่มาจากกำไรในการลงทุนด้านสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น นักลงทุนที่มีกำไรจากการซื้อขายเหรียญ Crypto ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร จะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ฌ) เงินได้จากผลประโยชน์/กำไร ที่ได้รับจากการโอนคริปโตฯ หรือโทเคนดิจิทัล ซึ่งนักลงทุนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% และแม้ว่าจะถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว 15% แต่ยังคงต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาคำนวณรวมกับเงินได้อื่น ๆ เพื่อยื่นแบบเสียภาษีบุคคลธรรมดาประจำปี ตามปีที่ได้กำไรด้วย

หากเป็นกำไรในรูปแบบนิติบุคคล กิจการต้องนำกำไรไปรวมคำนวณภาษีประจำปีด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง

. . . . . . . . . .

สถานการณ์ Cryptocurrency ประเทศไทย ในปัจจุบันและอนาคต?

หากดูจากปริมาณการซื้อขายในกระดาน Crypto ที่อนุญาตอย่างถูกต้องในไทย จะพบว่ามีทรัพย์สินซึ่งฝากไว้กับเว็บเทรดเฉพาะที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพิ่มขึ้นกว่า 4 หมื่นล้านบาท และมีจำนวนผู้ลงทุนที่ขยายตัวสูง โดยข้อมูลในปี 2564 มีไม่ต่ำกว่า 1 แสนราย

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นว่าสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เช่น Ethereum, Litecoin, Bitcoin Cash, Ripple, Binance Coin, Cardano, Ripple (XRP) และ Dogecoin ฯลฯ ยังมีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมกับการใช้ลงทุน หรือใช้แทนเงินในไทย จึงไม่สนับสนุน เนื่องจากความเสี่ยงสูง และสกุลเงินเหล่านี้ไร้ศูนย์กลาง หรือ Decentralized Finance (DeFi) ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมโดยหน่วยงานใด อีกทั้งยังมีคุณสมบัติของความเป็นเงินไม่สมบูรณ์ ทั้งในแง่ความเป็น Store of value (เครื่องรักษามูลค่า) จากราคาหวือหวาผันผวนมาก, ความเป็น Medium of exchange (สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน) คนใช้จริงๆ ยังไม่เยอะ และความเป็น Unit of account (หน่วยวัดมูลค่า) ยังไม่ชัดเจน

ธปท. จึงมีนโยบายที่จะออกสกุลเงินดิจิทัลสำหรับรายย่อย (retail central bank digital currency: retail CBDC) เพื่อจะเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงสกุลเงินดิจิทัลที่มีความน่าเชื่อถือ และปลอดภัยสูง มี ธปท. เป็นศูนย์กลางในการกำกับดูแลเหมือนเงินบาท จะได้ใช้แทนเงินสดและเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-money) บางส่วน ที่ออกโดยเอกชน อาจมีข้อจำกัดในการใช้จ่ายและยังเน้นหากำไร จึงอาจใช้ได้ไม่กว้างขวาง ไม่เหมือนธปท.ออกเองที่มุ่งใช้ประโยชน์ เพื่อส่วนรวมที่หวังกำไร

 สกุลเงินดิจิทัลสำหรับรายย่อย จะเริ่มทดลองใช้ไตรมาส 2 ปี 2565 แต่แรกๆ จะยังจำกัดการใช้งานแค่ให้ซื้อสินค้า เพื่อการอุปโภคบริโภคเท่านั้น ใช้เหมือน e-money และยังจำกัดปริมาณการถือครองในแต่ละคน โดยยังให้แลกเปลี่ยนผ่านระบบธนาคารพาณิชย์เท่านั้น รวมทั้งจะไม่จ่ายดอกเบี้ยให้กับคนที่ถือลงทุน เพื่อดูข้อดีข้อเสียและปรับปรุงให้เหมาะก่อนให้ใช้โดยทั่วไป

หากจับทางจากนโยบายของ ธปท. เงินดิจิทัลในตลาดอาจไม่เหมาะกับสังคมไทยไปเสียหมด เพราะคนไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนสูงวัย และคนในต่างจังหวัด ยังขาดความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ และความรู้ด้านการเงิน เมื่อไม่มีความรู้ในสิ่งที่ไม่เข้าใจ อาจเสี่ยงทำให้เกิดความเสียหายสูงได้

. . . . . . . . . .

อื้อหือ... จะว่าไปแล้วการลงทุน Cryptocurrency คืออะไรที่ต้องศึกษาเยอะแยะเต็มไปหมดเหมือนกันนะเนี่ย หลายคนพออ่านมาถึงตรงนี้แล้วชักเริ่มท้อ แต่อยากจะบอกว่า เราไม่สามารถหนีเรื่องของเทคโนโลยีแห่งอนาคตไปได้ค่ะ และต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน อาจจะค่อยๆศึกษาไป อย่าเพิ่งท้อนะคะ เพราะ Cryptocurrency คือเรื่องใหม่ที่อาจดูเข้าถึงยากและรายละเอียดเยอะ แต่สุดท้ายถ้าเข้าใจระบบและวีธีการแล้วจริงๆ จะส่งผลดีกับตัวนักลงทุนในระยะยาวอย่างแน่นอนค่ะ บทความ Lifestyle หน้า ของ CondoNewb จะเป็นเรื่องอะไรนั้น ติดตามกันนะคะ