logo

          เมื่อนึกถึงการแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่นแล้ว หลายคนก็คงจะนึกถึงงานตกแต่งห้องสไตล์ Minimal (มินิมอล) ที่เน้นความเรียบง่ายของวัสดุจากไม้สีอ่อน เน้นโทนห้องสีขาว ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งและดูสะอาดตา แต่ทราบหรือไม่ว่าแนวคิดต่าง ๆ แม้แต่การตกแต่งห้องแบบญี่ปุ่นนั้น ล้วนแล้วมีต้นกำเนิดมาจากหลักการใช้ชีวิตตามปรัชญาความเชื่อโบราณต่าง ๆ เช่น อิคิไก หรือวาบิซาบิ ซึ่งปรัชญาเหล่านี้นับว่าเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตของชาวญี่ปุ่นมากมาย จนได้มีการประยุกต์เป็นกับส่วนอื่น ๆ ในการใช้ชีวิตรวมถึงการออกแบบและตกแต่งที่อยู่อาศัยอีกด้วย ในบทความไลฟ์สไตล์คอนโดและชีวิตคนเมืองวันนี้ CondoNewb ก็อยากจะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกับการแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้มีแค่มินิมอล แล้วจะมีแบบไหนอีกบ้าง เราไปดูกันครับ

. . . . . . .

ปรัชญา “เซน” พื้นฐานของวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น

          เมื่อกล่าวถึงแก่นของปรัชญาแนวคิดการใช้ชีวิตแบบญี่ปุ่นแล้ว คติที่เป็นพื้นฐานหลักของปรัชญาอื่น ๆ ของญี่ปุ่นเลยก็คือแนวคิดแบบ “เซน” (Zen) นั่นเอง หากยกตัวอย่างคร่าว ๆ หลายคนอาจจะเข้าใจว่าแนวคิดแบบเซนคือเน้นความเรียบง่าย พยายามทำชีวิตให้เรียบง่าย จนบางครั้งอาจถึงกับฝืนชีวิตให้ต้องเรียบง่าย ซึ่งนับว่าเข้าใจผิด เพราะหลักการคิดแบบเซนจริง ๆ คือ การดำเนินชีวิตให้เป็นไปตามปกติธรรมดา ไม่ต้องพยายามสร้างเงื่อนไขให้กับชีวิตว่าต้องมากต้องน้อยเข้าไว้ แค่มีได้ตามจำเป็นก็เท่านั้นเอง จึงทำให้เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมภายในบ้านแบบดั่งเดิมของชาวญี่ปุ่นจึงเน้นความเรียบง่าย โดยมีข้าวของเครื่องใช้เท่าที่จำเป็นนั่นเอง

การแต่งห้องสไตล์ “มินิมอล” แบบ “ญี่ปุ่น”

          ในช่วงนี้หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า มินิมอล มาบ้างไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของศิลปะ การแต่งตัว จนมาถึงเรื่องของการตกแต่งภายในไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด จนอาจจะสงสัยว่าความมินิมอลนี้มีที่มายังไงแล้วสื่อถึงอะไรกันบ้าง

“Less is More” น่าจะเป็นคำจำกัดความของ มินิมอล (Minimalism) ถึงความ “น้อยแต่มาก” ได้ชัดเจนที่สุด โดยอาจจะไม่ต้องเยอะด้วยจำนวนหรือการใส่ลวดลายที่เกินจำเป็น แต่ก็เปี่ยมล้นไปด้วยคุณประโยชน์ในการใช้สอยนั่นเอง

          ซึ่งต้นกำเนิดของแนวคิดมินิมอลอาจจะไม่มีที่มาชัดเจนนัก แต่มีความคล้ายคลึงกันในหลาย ๆ ประเทศ ตั้งแต่ปรัชญาเซนของญี่ปุ่นโบราณ ไปจนถึงงานสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น (Modernism) ของประเทศตะวันตก โดยลดทอนลวดลายการตกแต่งที่มองว่าเกินความจำเป็นจนเหลือเพียงส่วนที่สามารถใช้หรือทำประโยชน์ได้ ทำให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพย์ในการบำรุงรักษาในระยะยาวอีกด้วย

          ดังนั้นอาคารสไตล์มินิมอลจึงค่อนข้างสัมพันธ์กันกับสไตล์การออกแบบสมัยใหม่ โดยเรียงลำดับความสำคัญจากการใช้สอยภายในห้องหรืออาคารเป็นลำดับแรก ๆ เริ่มต้นสำรวจความจำเป็นของพื้นที่แต่ละห้อง โดยอิงจากพฤติกรรมการใช้สอยเป็นหลัก ซึ่งจะกลายเป็นตัวกำหนดรูปร่างหน้าตาของห้องและอาคารในภายหลัง (Form Follow Function) นอกจากนี้เฟอร์นิเจอร์ที่ถูกออกแบบด้วยแนวคิดนี้มักจะสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ (Multifunction) ทำให้จำกัดจำนวนเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องมีภายในห้อง ลดข้าวของส่วนเกินที่ไม่จำเป็นออก ทำให้พื้นที่ภายในห้องและอาคารมีความโปร่งโล่งนั่นเอง

          นอกจากนี้โทนสีของห้องยังเน้นความเป็นธรรมชาติตามสีเดิมของวัสดุ จำพวกเฟอร์นิเจอร์ไม้ต่าง ๆ ส่วนวัสดุอื่นที่มีสีสันก็จะเน้นใช้โทนสีที่ดูอบอุ่นสบายตา ไม่ฉูดฉาดจัดจ้าน ซึ่งไม่จำเป็นต้องจำกัดไว้เพียงสีโทนขาวดำ โดยอาจเป็นสีโทนอ่อนต่าง ๆ จำพวกกลุ่มสีพาสเทล (Pastel) ก็ได้เช่นกัน

. . . . . . .

มินิมอล มีความเกี่ยวข้องกับแนวคิด เซน อย่างไร

          ด้วยเพราะการตกแต่งห้องสไตล์มินิมอลเริ่มต้นจากการจัดการกับความสำคัญของสิ่งของแต่ละชิ้นภายในห้อง ให้มีเพียงเท่าที่จำเป็น รวมถึงการใช้เฟอร์นิเจอร์แบบอเนกประสงค์ที่สามารถปรับการใช้งานได้หลากหลาย ทำให้ประหยัดพื้นที่ภายในห้อง ซึ่งทำให้พบว่าแท้จริงแล้วสิ่งสำคัญคือความปลอดโปร่ง ความพอเหมาะพอดี ทำให้ไม่ต้องไขว้คว้าข้าวของที่เกินจำเป็นจนอาจจะเป็นส่วนเกินของชีวิต มินิมอลจึงเข้ากันพอดีกับแนวคิดการใช้ชีวิตแบบเซนนั่นเอง

ไอเดียตกแต่งห้องต่าง ๆ ในสไตล์มินิมอล

ห้องนอน

          การตกแต่งห้องนอนในสไตล์มินิมอล ให้เริ่มต้นจัดลำดับพื้นที่ให้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นที่จำเป็นมาก ๆ เป็นลำดับแรกอย่างเตียง และตู้เสื้อผ้า โดยขนาดก็ต้องมีสัดส่วนที่พอเหมาะกับพื้นที่ของห้อง เพื่อไม่ให้ห้องแออัดเกินไปเสียก่อน จึงเริ่มเผื่อพื้นที่ให้กับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นรองต่าง ๆ ที่ยังจำเป็นอยู่เช่น โต๊ะข้างเตียง โต๊ะแต่งตัว หรือรวมถึงบานกระจกตั้งพื้นหรือแขวนผนัง เป็นต้น ส่วนเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ อย่าง โซฟา และทีวี นับว่าเป็นส่วนเกินของพื้นที่ภายในห้องนอนซึ่งไม่จำเป็นต้องมีก็ได้

ห้องนั่งเล่น

          การจัดห้องนั่งเล่นในสไตล์มินิมอล จะเน้นความเรียบง่ายและโปร่งโล่ง ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง ทำให้ห้องดูสบายตาทั้งกับผู้อยู่อาศัยเองและแขกผู้เยี่ยมเยียน โดยใจความสำคัญของห้องนั่งเล่นแบบมินิมอลคือให้เป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงห้องต่าง ๆ โดยอาจใช้การแบ่งสัดส่วนพื้นที่ด้วยเฟอร์นิเจอร์แทนการก่อเป็นผนังทึบ เช่น การใช้ฉากเลื่อนกั้น ชั้นวางของ หรือชั้นหนังสือ ก็ได้นั่นเอง

ห้องครัว

การตกแต่งห้องครัวในสไตล์มินิมอล ให้เราเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจพฤติกรรมการทำอาหารของตัวเองและคนในครอบครัว หากว่าปกติไม่ได้ทำอาหารเอง ควรลดพื้นที่ห้องครัวรวมถึงตัดทอนอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น โดยอาจใช้เป็นครัวเล็กแบบ Pantry แบบสำเร็จรูปขนาดไม่เกิน 120 – 166 ซม. และอาจเน้นใช้วัสดุสีอ่อนเพื่อความสะดวกในการเห็นคราบสกปรกและการรักษาความสะอาดนั่นเอง

ห้องน้ำ

          การตกแต่งห้องน้ำในสไตล์มินิมอล ควรเน้นการใช้สีโทนเรียบ ไม่ต้องแต่งแต้มลวดลายมากมาย เพื่อให้การใช้ห้องน้ำเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย โดยอาจใช้ความโดดเด่นจากรูปทรงของสุขภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัวให้ห้องน้ำยังดูไม่น่าเบื่อนั่นเอง

. . . . . . .

“วาบิซาบิ” ส่วนเติมเต็มแนวคิด “เซน”

จากในเบื่องต้นว่า แนวคิดแบบ “เซน” เหมือนเป็นปรัชญาการใช้ชีวิตในขั้นพื้นฐานของแนวคิดอื่น ๆ ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งนอกเหนือจากเซนแล้วยังมีอีกแนวคิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความเรียบง่ายพอ ๆ กัน นั่นก็คือ “วาบิซาบิ” (ที่ไม่ใช่วาซาบิ...แฮร่) โดยจะเกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมชาติ การไม่ปรุงแต่ง และความไม่สมบูรณ์แบบต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นสิ่งธรรมดาสามัญโดยไม่ต้องพยายามไปสร้างเงื่อนไขกฎเกณฑ์เพิ่มเติมให้รวบรัดจนสร้างความอึดอัดนั่นเอง

ในส่วนของการตกแต่งห้องนั่น วาบิซาบิ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการใช้โทนสีที่เป็นธรรมชาติ ไม่ฉุดฉาด มองแล้วสบายตา และทำให้บรรยากาศโดยรวมของห้องดูอบอุ่นน่าพักผ่อนอีกด้วย โดยปัจจัยในการตกแต่งห้องด้วยแนวคิดแบบ วาบิซาบิ พอที่จะแบ่งให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ดังนี้เลยครับ

1. เน้นวัสดุที่เป็นธรรมชาติ

          ด้วยเพราะแนวคิดวาบิซาบิจะเน้นความเป็นธรรมชาติ การตกแต่งห้องตามแบบวาบิซาบิจึงเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของที่มีองค์ประกอบหลักจากวัสดุธรรมชาติ อย่างเฟอร์นิเจอร์ไม้ เป็นต้น

2. เน้นความเรียบง่าย

          การจัดวางสิ่งของต่าง ๆ ตามแบบวาบิซาบิจะไม่บังคับรูปแบบการจัดวางที่สมบูรณ์แบบหลักองค์ประกอบการออกแบบ เพียงแค่ตอบโจทย์การใช้งานก็เพียงพอแล้ว

3. ไม่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ

          ด้วยความเพอร์เฟกไม่มีอยู่ในธรรมชาติ และความเป็นธรรมชาติมักจะไม่สมบูรณ์แบบ การตกแต่งตามแนวคิดวาบิซาบิจึงเลือกข้าวของแต่ละชิ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าก้อนกันสมบูรณ์ อย่างรูปทรงของเก้าอี้ โซฟา กับโต๊ะกาแฟก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเข้าเซ็ตกันลงตัวทั้งหมดก็ได้

. . . . . . .

การแต่งห้องแบบวาบิซาบิที่เข้ากันกับแนวคิดเซน
  • เลือกแค่ของที่จำเป็นและใช่สำหรับเรา มาใช้สอยและประดับตกแต่งเป็นหลัก โดยยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าวของที่ดูสมบูรณ์แบบ ทันตามเทรนด์ หรือตั้งใจไปเสาะหาข้าวของสไตล์เก่า ๆ เพียงแค่ว่าของมันต้องมีมาตกแต่งบ้านตามกระแสนิยมโดยไม่จำเป็น
  • เน้นโทนสีแบบธรรมชาติ หรือ แนวสีเอิร์ธโทน ในการตกแต่งห้องเพราะเป็นโทนสีที่ให้ความรู้สึกที่อบอุ่น ดูสบายตา ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องดูอบอุ่นผ่อนคลาย ไม่ฉุดฉาดหรือเข้มข้นตลอดเวลา
  • ใช้สิ่งของจำพวกสินค้าทำมือหรือ Handmade ท้องถิ่น ที่ไม่ต้องประณีตจนสมบูรณ์แบบเหมือนสินค้าผลิตโรงงาน ช่วยเป็นจุดเด่นทำให้ห้องดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น
  • ไม่จำเป็นต้องจัดห้องให้เรียบร้อยเนี๊ยบเป๊ะทุกวัน ปล่อยให้สิ่งของต่าง ๆ เป็นไปตามการใช้งานบ้างก็ได้อย่างรอยยับย่นบนผ้าปูที่นอน แต่อย่าเข้าใจผิดว่าให้ปล่อยให้ทำห้องรกนะครับ
  • นำข้าวของเครื่องใช้เก่า ๆ กลับมาใช้ สิ่งของที่ตกทอดส่งต่อกันในครอบครัว ก็ช่วยให้ห้องมีเสน่ห์เพิ่มเติมในแนววินเทจได้อีกด้วยเชียวแหนะ
  • ม้ต้องประดับแจกันด้วยดอกไม้เบ่งบานเสมอไป หากเฉาจนร่วงโรยแล้วอาจเก็บบรรดากิ่งก้านต่าง ๆ ไว้แล้วรวบรวมใส่แจกันใบเดียวกัน ก็ดูดีได้เหมือนกันนะ
  • อุปกรณ์ทันสมัยบางอย่างก็ไม่จำเป็น โดยขั้นตอนบางอย่างอาจทำด้วยฝีมือตัวเอง เช่น การไม่ใช้เครื่องต้มกาแฟ เป็นการใช้กาต้มตั้งเตาแบบ Manual อย่างกาต้มกาแฟ Moka Pot ก็ย้อนวัยฮิปสเตอร์ได้อยู่เหมือนกัน
  • ผนังโครงสร้างก่ออิฐเปลือยหรือปูนกร่อนโทรม ๆ แบบสไตล์ Loft ที่ไม่ต้องฉาบเรียบให้เพอร์เฟก แล้วแปะวอลล์เปเปอร์แพง ๆ ก็เข้ากันได้กับวาบิซาบิเหมือนกันนะ
  • ลดสิ่งของที่เกินจำเป็นออกไป มีไว้เพียงข้าวของที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัยเท่านั้นก็พอ ห้องไม่รกด้วย
  • ปล่อยวางและไม่ยึดติด ไม่ต้องจัดระเบียบทุกอย่างให้ดูสมบูรณ์สวยงามตามนิตยสารแต่งบ้านตลอดเวลา แค่จัดให้ข้าวของเป็นที่เป็นทาง ไม่รกเกะกะก็พอแล้ว

. . . . . . .

          ด้วยเพราะคนทั่วไปยังเข้าใจแนวคิดเซนกับมินิมอล เป็นเพียงความมีให้น้อยแบบเรียบง่าย รวมถึงการพยายามจะเรียบง่ายด้วยการโละข้าวของต่าง ๆ จนห้องโล่งโจ้ง แต่โดยแก่นแท้แล้วในความเชื่อแบบเซนนั้น ยังสามารถต่อยอดไปประยุกต์ใช้กับการใช้ชีวิตในส่วนอื่น ๆ ได้อีกมากมาย เพียงเข้าใจถึงความจำเป็นที่เพียงพอก็เป็นจุดเริ่มต้นในการแต่งห้องสไตล์มินิมอลแบบเซนแล้วครับ หวังว่าเพื่อน ๆ จะชื่นชอบการตกแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้มีแค่สไตล์มินิมอลเท่านั้น และสำหรับบทความต่อไปจะเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์คอนโดและชีวิตคนเมืองในเรื่องไหนอีกนั้น รอติดตามได้ที่เว็บไซต์อสังหาฯ และการลงทุนคอนโดของ CondoNewb ได้เลยครับ

Written by NewbTay