logo

          กุหลาบหิน เป็นไม้อวบน้ำที่เราเริ่มได้ยินกันบ่อยๆในช่วงนี้ ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้คนต้องทำงานที่บ้าน ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านมากขึ้น และเริ่มสนใจที่จะมีกิจกรรมต่างๆที่บ้าน หันมาแต่งบ้าน ปลูกต้นไม้ ทั้งต้นไม้ใหญ่นอกบ้าน และต้นไม้เล็กๆที่ดูแลง่ายๆ เช่น เหล่าต้นกระบองเพชร และไม้อวบน้ำต้นเล็กๆทั้งหลาย กุหลาบหินนั้นถือได้ว่าเป็นไม้ทรงเสน่ห์ ที่ความสวยเกิดขึ้นที่ใบ มีหลากหลายสีและสายพันธุ์ รวมถึงการปลูกกุหลาบหิน มีความนิยมไม่แพ้แคคตัสเลยค่ะ เรียกได้ว่ามีแคคตัสที่ไหน ก็จะเจอกุหลาบหินที่นั่น อย่างกับแพ็กคู่กันมาเลย ด้วยรูปร่างน่ารัก สีที่แตกต่างกัน ใช้พื้นที่ไม่มากในการเลี้ยง จึงได้คว้าตำแหน่งต้นไม้ขวัญใจชาวคอนโดไปครองอย่างสบาย ๆ แล้วเพื่อน ๆ เคยสงสัยกันไหมคะว่า อะไรทำให้กุหลาบหิน กลายเป็นไม้อวบน้ำยอดฮิตของผู้คนมากมาย เราจะไปทำความรู้จักกับไม้ทรงเสน่ห์ชนิดนี้กันค่ะ

กุหลาบหินคืออะไร?

 กุหลาบหิน คือไม้อวบน้ำ (Succulent plant) ชนิดหนึ่ง ด้วยลักษณะเฉพาะตัวที่สามารถเก็บกักน้ำไว้ในทุกส่วนของลำต้น ทำให้มีความอวบอื่มของน้ำ และลักษณะของการเก็บน้ำภายในเนื้อเยื่อจำนวนมากนี้ จึงเป็นที่มาของคำว่า Succulent มาจากภาษาละติน succos หมายถึงน้ำผลไม้หรือน้ำหล่อเลี้ยงภายใน ในบางครั้งมักเกิดความสับสนว่า กุหลาบหิน คือ พันธุ์ไม้ชนิดเดียวกับพวกกระบองเพชรหรือไม่

กุหลาบหิน คือไม้อวบน้ำที่ได้รับความนิยม

          โดยถิ่นกำเนิดของไม้อวบน้ำอย่างกุหลาบหินมาจากหลายแห่งด้วยกัน ตั้งแต่ตอนเหนือของทวีปยุโรปไปจนถึงตะวันออก แต่จะพบมากที่สุดทางตอนใต้และทางตะวันออกของทวีปแอฟริกา แม้ว่าเราจะเชื่อกันว่า พืชในกลุ่มนี้มักจะขึ้นอยู่ในทะเลทราย แต่แท้จริงแล้วไม้อวบน้ำสามารถเติบโตได้ทั้งบริเวณที่มีหิมะปกคลุม พื้นที่แห้งแล้ง ตลอดจนป่าเขตร้อน ตัวอย่างพืชในกลุ่มไม้อวบน้ำที่ใช้เป็นไม้ประดับ เช่น กุหลาบหิน คุณนายตื่นสาย อากาเว่ ว่านหางจระเข้ สับปะรดสี แคคตัส ลิ้นมังกร โดยเฉพาะในกลุ่มของกุหลาบหินจะมีสายพันธุ์ของกุหลาบหินที่แตกต่าง ความสวยงามและโดดเด่นในเรื่องของการจัดเรียงใบที่ดูคล้ายกลีบดอกไม้ ทำให้ได้รับความนิยมในการปลูกเลี้ยงเป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันนิยมปลูกในเชิงการค้า และมีการปรับปรุง ผสมสายพันธุ์ของกุหลาบหินใหม่ ๆ ออกสู่ท้องตลาดเป็นจำนวนมาก

          ในส่วนของลักษณะรูปร่าง หากเราสังเกต แคคตัสจะมีการเปลี่ยนรูปใบกลายเป็นหนาม เพื่อลดการคายน้ำ แต่กุหลาบหินมีกลไกการปรับรูปที่แตกต่างออกไปคือ การพัฒนาเนื้อเยื่อของลำต้นเป็นหนามเพื่อป้องกันตัวเองจากศัตรู รวมทั้งพื้นผิวของลำต้นยังปรับเปลี่ยนไปตามแหล่งที่อยู่อาศัย เช่น ถ้าอยู่ในที่ที่มีหมอก ลำต้นจะมีขนปกคลุมเพื่อช่วยจับความชื้นในอากาศ แต่ถ้าอยู่ในที่แห้งแล้ง ใบมักจะมีสีสันจัดจ้านเพื่อช่วยสะท้อนแสงที่ส่องเข้ามาให้ความเข้มของแสงนั้นลดลง นอกจากนี้ยังปรับสภาพของพื้นผิวเพื่อลดการสูญเสียน้ำ โดยกุหลาบหินหรือไม้อวบน้ำนี้จะปิดปากใบในช่วงกลางวันที่มีแดดร้อนระอุ และจะเปิดปากใบในช่วงกลางคืนเพื่อดูดซับความชื้นของน้ำค้างหรือไอน้ำในอากาศ รวมทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อนำไปสังเคราะห์แสงในการสร้างอาหารในวันถัดไป

          กุหลาบหิน โดยทั่วไปจะมีความเฉพาะของใบที่มีลักษณะค่อนข้างกลม มีความหยักมนและซ้อนกันคล้าย ๆ กับดอกกุหลาบ แต่เนื่องจากขาดความอ่อนช้อยจึงถูกเรียกว่า “กุหลาบหิน” นั่นเองค่ะ แต่ใครจะเรียก แคคตัสกุหลาบหินก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร เพราะอย่างไรทั้งสองชนิดก็เป็นส่วนหนึ่งในประเภทที่ใกล้เคียงกัน

สายพันธุ์ของกุหลาบหิน

          สำหรับสายพันธุ์ของกุหลาบหินนั้นมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยมากเราจะแบ่งตามลักษณะรูปร่างของกุหลาบหินหรือแคคตัสกุหลาบหินได้ดังนี้

- Lithops รูปร่างจะคล้าย ๆ กับหิน มีรอยแยกตรงกลาง เป็นจุดงอกของดอก

Lithops ไม้อวบน้ำที่กำลังได้รับความนิยม

- Agave ใบหนาและแข็ง แตกเป็นกระจุกเหนือพื้นดิน และมีหนามบริเวณปลายใบ

Agave ไม้อวบน้ำที่มีใบแข็ง และมีหนาม

- Portulacaria มีส่วนลำต้นที่ชัดเจน ใบขนาดเล็กแตกออกจากทางลำต้น

Portulacaria ไม้อวบน้ำที่มีใบแยกออกมาจากลำต้นชัดเจน

- Haworthia ใบเป็นกลีบเรียวซ้อนกัน

Haworthia ไม้อวบน้ำที่ใบเรียวซ้อนกัน คล้ายกลีบกุหลาบ

- Crassulaceae เป็นกลุ่มที่มีความสวยงามของใบ จัดเรียงซ็อนกันคล้ายกลีบดอกไม้

Crassulaceae ไม้อวบน้ำที่ใบเรียงกันสวยงาม คล้ายดอกไม้

- Caudiciform Succulent มีลำต้นหรือส่วนรากที่อวบไม้ขนาดใหญ่เป็นพิเศษ 

Caudiciform Succulent ไม้อวบน้ำที่จุดเด่นอยู่ที่ลำต้นที่มีขนาดใหญ่

          นอกจากนี้ยังมีการแบ่งสายพันธุ์ของกุหลาบหินตามลักษณะสีด้วยค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าสีของเจ้าแคคตัสกุหลาบหินนี้นั้นมีมากมาย ดังนี้

- กุหลาบหินดอกสีชมพู : สายพันธุ์ Agadio และ Largo

- กุหลาบหินดอกสีแดง : สายพันธุ์ Tetra Vulcan และ Romona

- กุหลาบหินดอกสีเหลือง : สายพันธุ์ Morning sun และ Yellow Torm Thum

- กุหลาบหินดอกสีส้ม : สายพันธุ์ Rhumba Pixie และ Exotica Nugget

การปลูกกุหลาบหิน

          ในการปลูกกุหลาบหินหรือแคคตัสกุหลาบหินนั้นทำได้ไม่ยาก ซึ่งนั่นถือเป็นข้อดี เพราะสามารถเพาะขยายง่าย เติบโตได้เร็ว โดยการปลูกและขยายพันธุ์สามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้ใบ หน่อ หรือยอดแต่วิธีที่นิยมกันมากที่สุดคือ วิธีชำใบ เริ่มต้นด้วยการกระตุ้นรากแล้วใช้วัสดุหินภูเขาไฟใส่กระถางแล้วรดน้ำให้พอชื้น จากนั้นนำใบกุหลาบหินไปวางไว้สัก 7 วัน รอให้รากฝอยแตกออกมา หรืออีกวิธีที่สะดวกยิ่งขึ้น ทำได้โดยการนำกุหลาบหินใส่ในแก้วน้ำที่มีน้ำประมาณก้นแก้วแล้ววางทิ้งไว้ เมื่อได้รับความชื้นในปริมาณที่เพียงพอ รากฝอยจะแตกออกมาได้เช่นกัน และเมื่อรากฝอยแตกออกมาได้จำนวนหนึ่งแล้วและต้นมีความแข็งแรงพอจึงย้ายไปปลูกในภาชนะที่ใส่วัสดุสำหรับการปลูกกุหลาบหินที่เตรียมเอาไว้ จำพวกดินร่วนซุย โปร่ง ที่เราสามารถปรุงได้จากพีทมอสส์ เพอร์ไลท์ และหินภูเขาไฟ ขณะเดียวกันเราอาจจะใช้ทราย กาบมะพร้าวสับ หรือแกลบสดก็ได้ค่ะ แต่มีเงื่อนไขว่าดินที่ใช้จะต้องมีความร่วนซุยและโปร่ง น้ำผ่านสะดวก ส่วนดินสำหรับการปลูกกุหลาบหินนั้น ให้ใช้ พีทมอสส์ เพอร์ไลท์ หรือเวอร์มิคูไลท์ 1 ส่วน ผสมกับปุ๋ยคอสโมโค้ท (หรือเลือกวัสดุปรุงดินที่หาได้ เพียงแต่เน้นที่ร่วนซุย โปร่ง ไม่อุ้มน้ำ) นอกจากนี้ การขยายพันธุ์กุหลาบหินในแต่ละครั้งจะพิจารณาจากแต่ละสายพันธุ์ของกุหลาบหิน รวมถึงสังเกตรูปร่างของต้นไปด้วย

การดูแลรักษากุหลาบหิน

         การดูแลกุหลาบหินหรือที่หลายคนรู้จักในชื่อแคคตัสกุหลาบหินนั้น ไม่ว่าสายพันธุ์ของกุหลาบหินจะเป็นสายพันธุ์อะไรล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ๆ ที่มีส่วนช่วยในการเติบโตของต้นให้มีใบที่อวบสวย ดังต่อไปนี้

กุหลาบหิน ตกแต่งโต๊ะทำงานในคอนโด

1. แสงแดด ไม่ใช่แค่แคคตัสกุหลาบหินที่ต้องการแสงแดด หากแต่เป็นพืชทุกชนิดในโลกที่ยังต้องใช้แดดเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตขึ้นอย่างสวยงาม แสงแดดสำหรับแคคตัสกุหลาบหินนั้นมีผลต่อสีสันของต้นโดยตรง กล่าวคือ ยิ่งต้นใดได้รับปริมาณแสงแดดที่เพียงพอ ต้นนั้นก็จะมีสีสัน ดอกและรูปทรงที่สวยงาม ดังนั้นแสงแดดจึงเป็นตัวแปรสำคัญมาก โดยแคคตัสกุหลาบหินจะต้องการแดดที่ประมาณ 80% ชอบแดดในช่วงที่อากาศเย็น เพราะจะทำให้สีของใบเข้มและออกสีอย่างเห็นได้ชัดขึ้น ซึ่งสภาพแสงแดดที่เหมาะสมนั้นคือช่วงประมาณครึ่งวันเช้าที่แสงไม่แรงมากนัก ในกรณีที่ต้นได้รับแสงด้านเดียว ต้นจะเอนหาแสง ทำให้มีรูปทรงที่ไม่สวยงาม จึงควรหมั่นหมุนกระถางเพื่อให้ได้รับแสงแดดอย่างทั่วถึง แต่ทว่าเงื่อนไขในเรื่องของแสงแดดนั้นไม่สามารถเหมารวมได้ในทุกสายพันธุ์นะคะ เนื่องจากบางสายพันธุ์ก็ชอบแดด แต่บางพันธุ์กลับไม่ชอบแดดแรงจัดและนาน ดังนั้นผู้ปลูกจึงจำเป็นต้องหมั่นย้ายหลบแดด เราจะสังเกตได้ว่า แคคตัสกุหลาบหินสามารถปลูกเลี้ยงได้ทั้งในและนอกอาคาร แต่ต้นที่ปลูกเลี้ยงภายในอาคารนั้นจะมีอัตราการเติบโตช้ากว่าต้นที่ปลูกภายนอกอาคาร ยกเว้นสายพันธุ์ Hawothia และ Lithops

2. น้ำ เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญไม่แพ้กับแสงแดดเลยค่ะ โดยปกติแล้วแคคตัสกุหลาบหินไม่ชอบน้ำมาก จึงแค่เพียงรดน้ำทุก ๆ 10 วัน แต่ทั้งนี้ก็ควรรดน้ำในช่วงกลางคืน เนื่องจากปากใบของแคคตัสกุหลาบหินจะเปิดรับสารอาหารแค่ในเวลากลางคืน และควรรดน้ำเมื่อดินแห้งสนิท ไม่ควรรดบ่อย หรืออย่าให้ดินชื้นเป็นเวลานาน นั่นจะเป็นสาเหตุให้ต้นเน่าตายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอากาศร้อนและหนาวจัดต้องระมัดระวังและควบคุมปริมาณน้ำเป็นพิเศษ ส่วนในฤดูฝนอาจให้น้ำเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แน่นอนว่าคล้าย ๆ กับในเรื่องแสงแดดคือ บางสายพันธุ์ของกุหลาบหินก็ชอบน้ำที่มาก ดังนั้นผู้ปลูกควรศึกษาคุณสมบัติของแต่ละสายพันธุ์ให้ดีด้วยค่ะ

3. สถานที่เลี้ยง แม้ว่าสายพันธุ์ของกุหลาบหินส่วนใหญ่จะชอบแดดแต่ก็ยังชอบพื้นที่ที่อากาศเย็นและมีอากาศที่ถ่ายเทได้สะดวก ไม่อบอ้าว ในช่วงอุณหภูมิประมาณ 20-29 องศาเซลเซียส แต่เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อนจึงยากจะเลี่ยงอากาศที่ร้อนอบอ้าวไปได้ ด้วยเหตุผลนี้เอง ที่ทำให้ต้นไม้ประเภทไม้อวบน้ำ จึงได้รับความนิยมในหมู่ผู้อยู่อาศัยคอนโดมิเนียม แต่สำหรับใครที่อาศัยอยู่บ้าน แนะนำให้เปิดพัดลมเป่าต้นกุหลาบหินบ้างในช่วงที่อากาศร้อนจัด

 4. เครื่องปลูก หรือที่เรารู้จักในชื่อของ กระถาง เราสามารถเลือกใช้ได้ทั้งกระถางดินเผา พลาสติก ลังไม้ หรือแม้กระทั่งอ่างหินหรืออ่างดิน แต่ต้องมีรูระบายน้ำและอากาศได้ดีด้วยนะคะ ซึ่งควรจะเลือกให้มีขนาดที่เหมาะสมกับขนาดของต้นแคคตัสกุหลาบหิน โดยมีหลักง่าย ๆ ว่า ถ้าเป็นประเภทต้นกลมหรือแตกกอ ควรใช้กระถางที่มีขนาดใหญ่กว่าเส้นผ่านศูนย์กลางต้นหรือกอประมาณ 1-2 นิ้ว แต่ถ้าเป็นประเภทลำต้นตรง ควรเลือกกระถางให้มีเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งหนึ่งของความสูงต้น

โรคและปัญหาที่ผู้ปลูกกุหลาบหินพบได้บ่อย

          ไม่ว่าจะมือใหม่หรือผู้เชี่ยวชาญในการปลูกกุหลาบหินที่พบได้บ่อยมากที่สุด คือ เชื้อรา ใบฉ่ำและเน่า ด้วยความที่กุหลาบหินเป็นพืชที่ต้องใช้ความละเอียดสูงในการดูแลทำให้ใครหลายคนตกม้าตายในเรื่องของการรดน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่มั่นใจว่าควรรดน้ำในปริมาณแค่ไหน หรือเรื่องของการปลูกกุหลาบหิน ซึ่งสายพันธุ์ของกุหลาบหินก็ยังมีการดูแลที่แตกต่างกันไปอีก เรียกได้ว่างานนี้หินสมชื่อจริง ๆ ค่ะ 

          สำหรับเรื่องของเชื้อรานั้น เราสามารถป้องกันปัญหานี้ได้ตั้งแต่ในช่วงของการปลูกกุหลาบหิน เพื่อช่วยในการป้องกันกำจัดเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคพืชและช่วยในเรื่องของการเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช ปัญหาดังกล่าวนี้มักพบเจอในช่วงเวลารดน้ำในขณะที่อากาศร้อนจัดทำให้ต้นเน่าง่าย ดังนั้นแนะนำให้ใช้ไตรโคเดอร์ม่า ผสมคลุกเคล้ากับดินพร้อมปลูกในช่วงเริ่มของการปลูกกุหลาบหิน หรืออาจจะผสมไปสำหรับการฉีดพ่นก็ได้เช่นกัน โดยสามารถออกฤทธิ์ได้นานประมาณ 6 เดือน โดยใช้รองก้นกระถางก่อนปลูก แต่หากเป็นช่วงอากาศร้อนจัดอาจจะต้องผสมไตโคเดอร์ม่าผสมกับน้ำฉีดพ่นสักเดือนละครั้ง

          ในส่วนของเรื่องใบฉ่ำและเน่า มีสาเหตุหลักอยู่ 2 ประการ ได้แก่ การรดน้ำมากเกินไป และ อุณหภูมิของอากาศที่สูงเกินไป อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่า โดยทั่วไปแต่ละสายพันธุ์ของกุหลาบหินนั้น ปากใบจะปิดในช่วงเวลากลางวันเพื่อลดการสูญเสียน้ำ โดยกุหลาบหินถ้าดูดน้ำหรือสะสมน้ำในใบมาก แล้วไม่สามารถคายน้ำออกมาได้ พอเมื่อเจออากาศที่ร้อนขึ้น น้ำในเซลล์ของใบพืชจะร้อนและขยายตัว ทำให้ผนังเซลล์แตก เชื้อโรคที่อยู่รอบ ๆ เข้าไปได้ หากอาการยังเบา เราจะสังเกตเห็นได้ว่าใบจะเป็นสีเหลือง แต่หากอาการรุนแรงมากจะเน่าตั้งแต่รากยันยอด มีวิธีป้องกันได้คือ ถ้าอาการไม่รุนแรงโดยที่ใบมีสีเหลือง ให้รีบดึงออก แต่ถ้าบริเวณใบ ต้น และยอดเน่าจนเป็นสีดำให้ดึงทิ้ง หรือเทดินเก่าทิ้งเปลี่ยนดินใหม่ จากนั้นปลิดใบที่ยังดีหรือใช้มีดที่สะอาดตัดบริเวณยอดที่ยังดีอยู่ นำมาผึ่งในที่ร่มสัก 3-4 วัน และนำไปชำหรือทำการปลูกกุหลาบหินต้นใหม่

แต่งสวนให้สวยด้วยกุหลาบหิน

          นอกจากการปลูกกุหลาบหินให้ออกมาสวยได้ไม่ยากแล้วนั้น การนำแต่ละสายพันธุ์ของกุหลาบหินมาจัดตกแต่งสวนก็ทำได้ไม่ยากเช่นกันค่ะ เพราะความสวยงามของกุหลาบหินทำให้นักปลูกและนักสะสมพรรณไม้สนใจที่จะนำมาตกแต่งสถานที่ ทั้งปลูกลงกระถาง ประดับตกแต่งทั้งในและนอกอาคาร รวมถึงใช้จัดสวนร่วมกับต้นไม้ประเภทอื่น ๆ โดยไม้อวบน้ำหรือบางสายพันธุ์ของกุหลาบหินสามารถใช้แทนไม้ประธานในสวนได้ เช่น อากาเว่ ยูโฟเบีย หรือนำไปใช้แทนไม้คลุมดินก็ยังได้ด้วยค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาจัดเป็นสวนถาดหรือกระบะริมหน้าต่างก็ดูมีสไตล์ไปอีกแบบนะคะ นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับคนรักสวนและต้นไม้ได้เป็นอย่างดี

กุหลาบหิน ไม้ที่กำลังป็นที่นิยมใช้ตกแต่ง

กุหลาบหิน ไม้มงคล

          กุหลาบหิน นอกจากจะเป็นพันธุ์ไม้ที่ประดับบ้านได้สวยงาม เป็นไม้ฟอกอากาศ ยังเป็นไม้มงคลอีกด้วย มีบางความเชื่อที่เชื่อว่าการปลูกกุหลาบหินจะนำพาสิ่งดีๆเข้ามา ปลูกแล้วช่วยเรื่องการเงิน ความร่ำรวย ถือเป็นไม้มงคลเรียกทรัพย์ ช่วยเรื่องทำมาค้าขาย หากซื้อมาและจะนำเข้าบ้าน ให้เปลี่ยนประถางในวันอังคารเท่านั้น และหากต้นกุหลาบหินของเราเป็นโรคหรือใกล้ตาย ให้รีบน้ำออกจากบ้านก่อน เพราะถือเป็นลางไม่ดี ซึ่งไม้มงคลนั้น ก็ไม่ได้มีแค่กุหลาบหิน แต่ยังมี ต้นไม้อีกหลากหลายชนิดที่ คอนโดนิวบ์อยากจะแนะนำ ไม่ว่าจะเป็น ต้นลิ้นมังกร ต้นเงินไหลมา ต้นแสงจันทรา ต้นรวยไม่เลิก เรียกได้ว่า เราได้รวม ต้นไม้มงคลเสริมโชคเรียกทรัพย์ มารวมไว้ให้คุณอ่านกันได้ที่นี่แล้ว

          โดยสรุปแล้ว การปลูกกุหลาบหินไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป ซึ่งหากใครสนใจจะปลูก ควรศึกษาแต่ละสายพันธุ์ของกุหลาบหินให้ละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากมีคุณสมบัติ ข้อจำกัดและการดูแลที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ การปลูกกุหลาบหินให้ได้สวยนั้นจำเป็นต้องใส่ใจดูแลอย่างสม่ำเสมอ แล้วเพื่อน ๆ จะได้ต้นไม้สวย ๆ อีกชนิดหนึ่งในการประดับตกแต่งบ้าน ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศบ้านได้เป็นอย่างดีเชียวล่ะ หากใครกำลังมองหาต้นไม้ดี ๆ สักต้น กุหลาบหินก็ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยค่ะที่จะมาช่วยให้บ้านของเพื่อน ๆ น่าอยู่ยิ่งขึ้น