logo

          หากย้อนเวลากลับไปเมื่อ 100 กว่าปีที่ผ่านมา ไปรษณีย์ คือการสื่อสารหลักระหว่างมนุษย์ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลกัน โดยใช้วิธีการส่งจดหมายหรือโปสการ์ด ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการส่งยาวนาน หรือแม้แต่โทรเลขที่เริ่มอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างพื้นที่ที่เริ่มมีการคิดค้นขึ้นหลังจากที่มีการนำกระแสไฟฟ้าเข้ามาใช้ในวงกว้าง โดยโทรเลข เป็นการนำไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ ด้วยเทคนิควิธีการง่ายๆ โดยการเปิดปิดกระแสไฟฟ้าเท่านั้น และนำมาประยุกต์เข้ากับแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้เกิดเครื่องมือที่จะดูดหรือปล่อยแท่งเหล็กเป็นจังหวะ ทำให้เกิดเสียงขึ้นมาได้ ก่อนที่การติดต่อสื่อสารจะเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วง่ายดาย ใช้เวลาเพียงเสี้ยวนาทีเดียวก็สามารถที่จะส่งข้อความ แค่พิมพ์แชทในไลน์ (Line Application) หรือจะเป็นวิดีโอคอล (Video Call) แบบได้เห็นทั้งภาพได้ยินทั้งเสียง ผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตข้ามโลกไปยังคนอีกซีกโลกหนึ่งได้ 

          ในช่วงเวลาดังกล่าว การรับส่งโทรเลขจะต้องพึ่งพาอาศัยทักษะความสามารถของมนุษย์ จึงได้มีการจัดตั้งโรงเรียนการไปรษณีย์และโทรคมนาคมโดยกรมไปรษณีย์โทรเลข ขึ้น เพื่อผลิตบุคลากรที่มีความสามารถในงานด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งทักษะเฉพาะทางไปรษณีย์โทรเลขเหล่านี้ไม่ได้มีสอนตามโรงเรียนหรือสถาบันทั่วไป นักเรียนไปรษณีย์จะต้องเข้ารับการฝึกรับส่งโทรเลขจนชำนาญ ก่อนจะออกมาปฎิบัติงานในหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งหลายท่านอาจไม่เคยทราบว่าโรงเรียนการไปรษณีย์ที่ถือกำเนิดมาเมื่อกว่า 100 ปีก่อนยังคงดำเนินการเปิดสอนอยู่จนถึงปัจจุบัน

ที่ไปที่มาและพัฒนาการของไปรษณีย์ไทย

กว่าจะมาเป็น "ไปรษณีย์ไทย"

ไปรษณีย์ไทย

 ระบบไปรษีย์ไทยนั้น มีความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว ซึ่งในตอนนั้นประเทศไทยพยายามพัฒนาให้เป็นประเทศที่ทัดเทียมกับต่างประเทศ ซึ่งการติดต่อสื่อสารกันนั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาประเทศ สถานที่ทำการไปรษณีย์ที่แรกตั้งอยู่ที่ไปรษณียาคาร ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้ปากคลองโอ่งอ่าง หรือที่เรียกกันว่า กรมไปรษณีย์ โดยเปิดให้บริการครั้งแรกในวันที่ 4 สิงหาคม 2426 ซึ่งเรียกได้ว่ามีความยาวนานมาเกิน 100 ปีแล้ว ซึ่งกิจการไปรษณีย์ในช่วงแรก ๆ นั้นให้บริการแค่ภายในกรุงเทพเท่านั้น จนเมื่อปี 2428 ได้เริ่มขยายการให้บริการไปจนถึงปริมณฑลอย่างสมุทรปราการ และพระประแดงในปัจจุบัน จากนั้นก็เริ่มขยายเส้นทางให้บริการไปจนถึงเชียงใหม่ ในปีเดียวกัน เมื่อปี 2428 ประเทศไทยได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพสากลไปรษณีย์ ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นในการขนส่งไปรษณีย์ไปถึงต่างประเทศครั้งแรก 

ความเปลี่ยนแปลงครั้งต่อมาคือการเปลี่ยนชื่อจาก “กรมไปรษณีย์” เป็น “กรมไปรษณีย์โทรเลข” ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ก็มาจากการควบรวมเอากรมไปรษณีย์ และกรมโทรเลข มาไว้รวมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสารให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ความเปลี่ยนแปลงต่อมาเกิดขึ้นเมื่อปี 2520 กรมไปรษณีย์เปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ และเปลี่ยนชื่อเป็น “การสื่อสารแห่งประเทศไทย” หรือ ก.ส.ท. ส่วนการเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2546 ที่ ก.ส.ท. ถูกแยกออกจากกันตามนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็น บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) และ บริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จนมาถึงปัจจุบัน

โรงเรียนไปรษณีย์ สถานที่ผลิตบุคคลากรของไปรษณีย์ไทย

          ซึ่งโรงเรียนไปรษณีย์ หรือ โรงเรียนการไปรษณีย์ นั้นก็เหมือนกับ โร งเรียนสายวิชาชีพอื่น ๆ เช่นโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ซึ่งเป็นโรงเรียนเฉพาะทาง ที่จัดตั้งขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ๆ คือ ผลิตบุคลากรระดับผู้บริหาร ให้แก่ กิจการไปรษณีย์ หรือ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ในปัจจุบันนั้นเอง ซึ่งหลักสูตรการศึกษา จะมุ่งเน้นให้ความรู้และเสริมสร้างทักษะการทำงานด้านต่างๆ ในระบบงานไปรษณีย์ ตลอดจนให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารและการจัดการทรัพยากร การขนส่งและโลจิสติกส์ การตลาด กฎหมาย ภาษีอากร ฯลฯ ซึ่งมีระยะเวลาศึกษาอยู่ที่ 1 ปี โดยจะรับผู้ที่จบวุฒิการศึกษาระดับ ม.6 ทั่วประเทศ ที่อายุระหว่าง17-25 ปี โดยมีการทำการสอบคัดเลือก เพื่อเข้าเป็นพนักงานไปรษณีย์ได้ โดยมีจุดเด่นตรงที่ หากสอบติดโรงเรียนการไปรษณีย์ได้แล้ว จะได้รับการบรรจุเข้าทำงาน ไปรษณีย์ หรือพูดอีกนัยหนึ่งได้ว่า หากสอบติดเข้าไปแล้ว การันตีว่ามีงานทำแน่นอน แถมเป็นงานรัฐวิสาหกิจที่มีความมั่นคงค่อนข้างสูงอีกด้วย ทำงานได้ยาว ๆ จนเกษียณ อายุ 60 เลย ไม่ต้องห่วงเรื่องถูกจ้างออกแบบบริษัทเอกชนแน่นอน (ยกเว้นทำผิดวินัย/ทุจริต)

          ซึ่งสำหรับท่านที่สนใจส่งบุตรหลานเข้าศึกษากับทางโรงเรียนไปรษณีย์นั้น ทางโรงเรียนจะมีการจัดการสอบคัดเลือกปีละหนึ่งหนในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวการรับสมัครต่างๆ ได้ที่ http://job.thailandpost.com/ 

การบริการ และเวลาให้ทำการของไปรษณีย์ไทย

          และอย่างที่ทุกท่านทราบดีว่าความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในการปฏิวัติรูปแบบการทำธุรกิจในทุกแวดวงการ ในแวดวงการไปรษณีย์ก็เช่นกัน จากบทบาทหน้าที่ที่มีเพียงการส่งจดหมายหรือโปสต์การ์ด ผ่าน “ตู้แดง” ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของไปรษณีย์ไทย และใช้เวลาส่งต่อครั้งเป็นระยะเวลาหลายๆ วัน ปัจจุบันรูปแบบการติดต่อสื่อสารเหล่านั้นได้กลายเป็นเพียงความทรงจำและสัญลักษณ์สื่อถึงคุณค่าทางจิตใจเท่านั้น เพราะด้วยความต้องการของตลาดและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่นิยมการซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จึงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปหน่วยงานเก่าแก่อย่างไปรษณีย์ไทย ให้มีบทบาทสำคัญในรูปโฉมใหม่ในการเป็นผู้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์รายใหญ่ของประเทศไทย 

          โดยในปัจจุบัน บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นผู้ให้บริการครอบคลุม ธุรกิจหลักๆ อยู่ 2 ด้านสำคัญ คือ หนึ่งธุรกิจในกลุ่มรากฐานเดิม เช่นการรับส่งจดหมาย และพัสดุ โดยเป้าหมายในการพัฒนาของกลุ่มธุรกิจรากฐานนั้นจะเน้นไปที่ ประสิทธิภาพในการให้บริการรวมถึงข้อเสนอในด้านราคาที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าให้กับผู้ใช้บริการมากที่สุด

          และคำถามที่หลายๆ ท่านคงเคยสงสัย ข้องใจกันมาไม่น้อยว่า ไปรษณีย์เปิดกี่โมง ไปรษณีย์เปิดวันไหน รวมถึงจะสามารถเช็คไปรษณีย์ ได้ผ่านทางช่องทางใดบ้าง

เวลาทำการไปรษณีย์ไปรษณีย์ไทยโดยมาตรฐาน จะมีดังนี้

  • เวลาทำการวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.30 น. – 16.30 น.
  • เวลาทำการวันเสาร์ เวลา 08.30 น. – 12.00 น. เท่านั้น
  • และวันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำการ 1 วัน ต่อสัปดาห์

         แต่จากสถานการณ์การแข่งขันทางธุรกิจที่มีบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายหลายต่อหลายแบรนด์ และบางแบรนด์ก็ถือได้ว่าเป็นคู่แข่งไปรษณีย์เอกชนที่น่ากลัวของ บริษัทไปรษณีย์ไทย เช่น บริษัท Kerry Express Thailand ซึ่งให้บริการครอบคลุมทั้ง 7 วันต่อสัปดาห์ และ เปิดให้บริการได้ถึง 17.00 น.อันเป็นข้อได้เปรียบอันเด่นชัดของบริษัทไปรษณีย์เอกชน เหล่านี้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ บริษัทไปรษณีย์ไทย ต้องเร่งหันกลับมาปรับตัวปรับกลยุทธ์เพื่อสู้กับคู่แข่งไปรษณีย์เอกชนที่มีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วสูงขึ้นในแต่ละปี 

ซึ่งการขยายเวลาทำการไปรษณีย์ ไทยให้อำนวยความสะดวกมากขึ้น โดยมีการเริ่มให้บริการ (บางแห่ง) ดังนี้

  • เวลาทำการในวันจันทร์ – วันศุกร์ เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 20.00 น.
  • เวลาทำการในวันเสาร์ เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 17.00 น.
  • เวลาทำการในวันอาทิตย์ เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 12.00 น.

          ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบช่วงเวลาทำการไปรษณีย์หรือการให้บริการของที่ทำการไปรษณีย์สาขาต่างๆ ได้โดยละเอียดที่เว็บไซต์ www.thailandpost.co.th หรือสอบถามข้อมูลการใช้บริการเพิ่มเติมได้ที่ THP Contact Center 1545

และผู้ใช้บริการสามารถ เช็คไปรษณีย์ เช็คสถานะการจัดส่งสินค้าได้จาก http://track.thailandpost.co.th/ 

ไปรษณีย์ไทย กับเทคโนโลยี ในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก

          นอกจากในด้านการอำนวยความสะดวกในเรื่องเวลาทำการแล้ว ไปรษณีย์ไทยยังได้พัฒนาประสิทธิภาพระยะเวลาในการให้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ หรือที่เรียกติดปากว่า EMS โดยจากเดิมที่กินระยะเวลาในการส่ง 2-3 วัน ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เป็นส่งเช้าผู้รับสินค้าจะได้รับในช่วงบ่ายในวันเดียวกัน หรือส่งช่วงบ่าย ก็สามารถได้รับของในวันรุ่งขึ้น และโดยมีเงื่อนไขการให้บริการอยู่ที่ว่าผู้ฝากจะต้องฝากส่งก่อนเวลา 11.00 น. ในเขตพื้นที่กรุงเทพ ปริมณฑล หรือเป็นการฝากส่งในพื้นที่อำเภอเดียวกันหรือจังหวัดเดียวกัน เป็นต้น

รวมถึงการปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานการให้บริการโดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทสำคัญ อย่าง เช่น เทคโนโลยี IOT หรือ "อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง" โดยมีการติดตั้งเจ้าอุปกรณ์เหล่านี้เข้ากับ “ตู้แดง” ให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถควบคุมและสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

            จากที่เดิมที พนักงานไปรษณีย์ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตู้ไหนมีใครฝากส่งจดหมายบ้าง แต่เมื่อมีการนำเซนเซอร์มาติดตั้งภายในตู้เพื่อตรวจสอบว่าตู้ไหนมีจดหมายบ้าง ทำให้ลดภาระการไปเปิดตู้ลงได้มาก ทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการด้านแรงงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น 

รวมถึงการคิดค้นโครงการนำร่อง “ตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะ” หรือ ตู้ iBox ณ ที่ทำการไปรษณีย์ และภายในศูนย์การค้า รวม 51 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการให้สามารถรับพัสดุได้ตามเวลาที่ต้องการ โดยไม่ต้องกังวลว่า ไปรษณีย์เปิดกี่โมง หรือ ไปรษณีย์เปิดวันไหน บ้างอีกต่อไปแถม ยังไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ อีกด้วย ทั้งนี้ บริการตู้ iBox รองรับเฉพาะสิ่งของแบบมีหลักฐาน ที่สามารถเช็คไปรษณีย์ ตรวจสอบหลักฐานการส่งได้เท่านั้น เช่น ไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) ไปรษณีย์แบบลงทะเบียน เป็นต้น             

  โดยผู้ใช้บริการต้องมารับพัสดุภายใน 48 ชั่วโมง หากเกินกำหนดพัสดุจะถูกนำกลับมาไว้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ปลายทาง ผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการตู้ iBox ได้ง่าย สะดวก ปลอดภัย และมีกล้องวงจรปิด ตรวจสอบได้ 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ไปรษณีย์ไทย มีแผนขยายการติดตั้งตู้ iBox ไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศเร็วๆ นี้ เพื่อตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ไม่ค่อยอยู่บ้านและไม่สะดวกรับสิ่งของที่บ้าน สอบถามรายละเอียดและตรวจสอบจุดติดตั้งตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะ (iBox) ได้ที่ THP Contact Center 1545 หรือเว็บไซต์ http://ibox.thailandpost.co.th 

 

ขั้นตอนการใช้บริการตู้ iBox

 

  1. ตู้ iBox ใช้บริการง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน ได้แก่ 
  2. แจ้งผู้ฝากส่งให้จ่าหน้าถึงผู้รับที่ตู้ iBox ที่จะรับพัสดุ 
  3. รอรับข้อความ SMS ยืนยันจากทางไปรษณีย์ไทย
  4. รับพัสดุที่ตู้ iBox ด้วยการเสียบบัตรประชาชนและกดรหัส OTP ตามที่ได้รับ

เมื่อไปรษณีย์ไทยจับมือกับผู้ให้บริการอื่น ๆ

          อีกส่วนการลงทุนในธุรกิจใหม่ของทางไปรษณีย์ไทย ก็คือ การสร้างพาร์ทเนอร์จับมือกับธุรกิจอื่น ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจการให้บริการและเพิ่มฐานลูกค้าได้มากขึ้น เช่น การร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถใช้จ่ายบริการจ่ายภาษีที่ดินได้ การจับมือกับบริษัท ไอที ยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ที่ ต้องการให้ไปรษณีย์ไทย เป็นช่องทางในการชำระเงินซื้อบริการของไมโครซอฟท์อย่าง office365 สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีบัตรเครดิต รวมถึงการจับมือร่วมกับกรมการขนส่งทางบกในการให้บริการต่อทะเบียนรถ นอกจากนี้ ที่ว่ามานี้ ในอนาคตอันไม่ไกลเราอาจจะเห็นร้านกาแฟที่ดำเนินการโดยไปรษณีย์ไปตั้งอยู่ตามสาขาที่ทำการไปรษณีย์ก็ได้เช่นกัน

          และจากปัจจัยการขยายตัวธุรกิจอีคอมเมิร์ซในทุกประเทศทั่วโลกในตอนนี้ รวมถึงพฤติกรรมการซื้อขายสินค้าในปัจจุบันที่นิยมทำผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้กลุ่มธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของ ไปรษณีย์ไทย โดยแผนในอนาคต ไปรษณีย์ไทย ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้งในด้านรูปแบบบริการและคุณภาพบริการ ทั้งการส่งในประเทศและระหว่างประเทศ โดยนำเทคโนโลยีปรับใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ การปรับปรุงรถยนต์ขนส่งให้เป็นรถควบคุมอุณหภูมิเพื่อรักษาคุณภาพของสิ่งของฝากส่งไม่ให้เสียหายระหว่างทาง รองรับการจัดส่งผลผลิตทางการเกษตรที่มีปริมาณมากขึ้นในปัจจุบัน เพื่อเป็นการสนองนโยบายของรัฐในการแก้ไขปัญหาเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร โดยการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับเกษตรกรผ่านไปรษณีย์ และเว็บไซต์ Thailandpostmart ซึ่งความพยายามทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็ได้สะท้อนถึงมุ่งมั่นของไปรษณีย์ไทยในการพัฒนาศักยภาพของคนไปรษณีย์ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุน การบูรณาการทำงาน สร้างบริการที่สามารถรองรับความต้องการผู้ใช้บริการทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และพร้อมเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการให้บริการเพื่อเป็นผู้ให้บริการสื่อสารและขนส่งโลจิสติกส์ที่คนไทยจะไว้วางใจได้เสมอ อยู่คู่ประชาชนชาวไทยไปตลอดไป

อุตสาหกรรมขนส่งในประเทศไทยเริ่มเติบโต

          นอกจากผู้ให้บริการไปรษณีย์ที่เก่าแก่และเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการไปรษณีย์ของประเทศไทย ยังมีบริษัท ไปรษณีย์เอกชน ที่ถือกำเนิดในประเทศอีกมากมาย ตามอัตราการขยายตัวของธุรกิจโลจิสติกส์ย์ โดยในปี 2562 ธุรกิจโลจิสติกส์ย่อยในประเทศไทยเฉพาะรับส่งพัสดุ มีมูลค่ากว่า 31,300 ล้านบาท เติบโต 11.3% ซึ่งสาเหตุปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดความเจริญเติบโต คงหนีไม่พ้นการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ ทั่วโลกรวมถึงในไทย ที่เป็นหนึ่งในแรงผลักดันหลักที่สนับสนุนให้ธุรกิจไปรษณีย์เอกชน เติบโตแบบก้าวกระโดดมาหายใจรดต้นคอ พี่ใหญ่อย่างไปรษณีย์ไทย

          ปัจจุบันมีแบรนด์ไปรษณีย์เอกชน หลากหลายแบรนด์ ที่เข้ามาครอบครองพื้นที่ส่วนแบบทางการตลาด อาทิ ควิกเซอร์วิส วินเซ็นท์ ชิปป์สไมล์ เซอร์วิส เซ็นเตอร์เซอร์วิส เก้าหน้าโพสเซอร์วิส เพย์ พอยท์ เซอร์วิส ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละแบรนด์ไปรษณีย์เอกชนนั้น จะมีจุดแข่งในการแข่งขันที่แตกต่างกันไป แต่ถึงกระนั้นก็ตามโดยส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นไปที่ความเป็นศูนย์รวมบริการรับส่งพัสดุ จากไปรษณีย์ไทย และขนส่งรายย่อยอื่นๆ ที่รองลงมาจาก Kerry อย่างเช่น DHL, Alpha, Flash Express เป็นต้น 

          อธิบายมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้อ่านอาจะสับสบว่า เคอรี่ เอ็กซ์เพรส DHL, Alpha, Flash, J&T นั้นไม่ใช่อยู่ในสถานะไปรษณีย์เอกชนหรือไร ซึ่งต้องขออธิบายทำความเข้าใจว่า เคอรี่ เอ็กซ์เพรส และอื่นๆ นั้น ถูกจัดสถานะว่าเป็นผู้ให้บริการด้านธุรกิจโลจิสติกส์ย่อยในประเทศไทยที่เน้นบริการรับส่งพัสดุ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้ว เป็นเพียงธุรกิจแขนงหนึ่งของบริษัทไปรษณีย์เอกชน เท่านั้น 

มารู้จักไปรษณีย์เอกชนกันบ้าง

          ธุรกิจร้านไปรษณีย์เอกชน ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีมากกว่าพันราย โดยส่วนใหญ่เป็นตัวแทนของไปรษณีย์ไทยเพื่อเป็นตัวกลางในการให้บริการลูกค้าที่ไม่ต้องเดินทางไปส่งพัสดุที่ไปรษณีย์ด้วยตัวเอง รวมถึงยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการให้บริการอื่นๆ เช่น บริการต่อ พ.ร.บ. รับชำระค่าบริการต่างๆ ตามที่บริษัทผู้ให้บริการจะดีลกับธุรกิจเหล่านั้นมาได้ 

          โดยจุดแข็งที่โดดเด่นของไปรษณีย์เอกชนคือโลเคชั่นหรือทำเลที่ตั้งที่มักอยู่ใกล้ชุมชน และให้บริการได้สารพัด นอกเหนือจากการรับส่งจดหมายพัสดุต่างๆ เช่นจองตั๋วเครื่องบิน, จ่ายบิลสาธารณูปโภค, ต่อภาษี-พ.ร.บ.รถยนต์ รวมถึงถ่ายเอกสาร เรียกว่ามีการพัฒนารูปแบบการให้บริการตามกระแสและความต้องการของผู้บริโภคมาโดยตลอด 

 ไปรษณีย์เอกชนยังสามารถแบ่งหมวดหมู่ออกได้ใน 2 รูปแบบ คือ ไปรษณีย์เอกชนที่เป็นแพลตฟอร์มออฟไลน์ที่มีหน้าร้านอาคารสถานที่ให้คนเข้าไปติดต่อใช้บริการ อย่าง Drop Point Plus และ Ship Smail Services และ ไปรษณีย์เอกชนที่เน้นบริการบนแพลตฟอร์มออนไลน์ อย่างเช่น Shippop และ Shipjung 

          ซึ่งผู้ลงทุนในธุรกิจไปรษณีย์เอกชนรูปแบบแรกที่มีหน้าร้านนี้จะมีรายได้จากค่าแฟรนไชส์และเปอร์เซ็นต์ที่แบ่งกับร้านค้าที่ซื้อแฟรนไชส์ไปดำเนินกิจการ ซึ่งเปอร์เซ็นต์นี้มาจากค่าคอมมิชชั่นที่ไปรษณีย์และขนส่งเอกชนให้กับร้านค้าตัวแทนเมื่อมีการให้บริการเกิดขึ้นนั่นเอง

ซึ่งความซับซ้อนของตลาดยังไม่หยุดลงเพียงเท่านั้น เมื่อปัจจุบันตัวแทนของบริษัทขนส่งพัสดุย่อย ที่ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ย่อยในประเทศไทย โดยเน้นบริการในการรับส่งพัสดุ มีการขยายกิ่งก้านสาขาไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อหาลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น จึงทำให้หน้าร้านของบริษัท ธุรกิจโลจิสติกส์ย่อย อย่าง Kerry, DHL, Alpha, Flash, J&T เหล่านั้นถูกเปรียบเทียบและยกสถานะให้กลายเป็น คู่แข่งกับไปรษณีย์เอกชนต่างๆ ไปโดยปริยาย 

          ซึ่งทำให้สมรภูมิการแข่งขันที่มีเดิมพันถึงกว่าหลายหมื่นล้านบาทนี้ ทวีความร้อนแรงมากขึ้น ดังตัวอย่างที่เห็นได้จาก การที่ผู้เข้ามาแข่งขันรายใหม่ให้ๆ อย่าง บริษัท ชิปป์สไมล์ เซอร์วิส ที่มีบริการหลักคือ เป็นตัวกลางรับส่งพัสดุ ของ Flash, Alpha, ไปรษณีย์ไทย และ DHL และเป็น Drop off point ให้กับ Lazada โดยบริการหลักเกือบ 100% มาจากพัสดุ ได้กำหนดกลยุทธ์ในการแข่งขันธุรกิจให้แตกต่างโดยใช้วิธีการในด้านราคา โดยกำหนดราคาค่าส่งพัสดุให้เป็นราคาเดียวกันกับราคาในศูนย์บริการโลจิสติกส์ย่อยในแต่ละแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่าต้องจ่ายแพงกว่า การเข้าไปใช้บริหารโดยตรงกับ พวกบริษัท ขนส่งโลจิสติกส์ต่างๆ เหล่านั้น และพร้อมกันนั้นทาง ชิปป์สไมล์ เซอร์วิส จะแบ่งส่วนแบ่งรายได้จากค่าคอมมิชชั่นประมาณ 15% ที่ได้รับจากบริษัทโลจิสติกส์ในแต่ละแบรนด์ให้กับผู้ลงทุนเปิดร้านค้าตัวแทน

ชิปป์สไมล์

สำหรับนักลงทุนที่สนใจ เข้ามาทำกิจการเฟรนไชส์ร่วมกับทาง ชิปป์สไมล์ เซอร์วิส นั้น จะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท ซึ่งจะเป็นค่าอุปกรณ์เบื้องต้น และซอฟท์แวร์ที่ใช้เชื่อมต่อระบบ เหมาะกับการทำธุรกิจเพียงแค่เป็นสถานที่ Drop Off ส่งสินค้า ซึ่งเป็นแค่งานเสริม ไม่ใช่งานหลัก ส่วนนักลงทุนที่มีกำลังพอ และต้องการจะเปิดหน้าร้านให้บริการแบบเต็มรูปแบบแล้วละก็ ควรเตรียมค่าใช้ใจไว้ที่ประมาณ 2-3 แสนบาท และในแพ็กเกจราคาดังกล่าวจะรวมถึงค่าใช้จ่ายในการตกแต่งเป็นร้านที่มีแบรนด์ดิ้งของทาง Shipsmile ด้วย

          รูปแบบที่สอง ไปรษณีย์เอกชนที่เน้นบริการบนแพลตฟอร์มออนไลน์ อย่างเช่น ชิปป๊อป นั้นถือได้ว่ามีความน่าสนใจและเต็มไปด้วยโอกาสในการเติบโตอีกมาก ด้วยอัตราการขยายตัวที่เรียกว่าไม่ธรรมดา โดยเพียงในช่วงปี 2559 จน ถึง ปี 2560 ปีเดียว มียอดการส่งสินค้าเพิ่มอีกจาก 1.8 แสนชิ้น ก้าวกระโดด มาเป็น 1.3 ล้านชิ้นได้ในปีเดียว ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตถึงกว่า 634 % และในปี 2561 ที่ยอดรายได้จากการดำเนินธุรกิจไปรษณีย์เอกชนแตะที่ระดับ 100 ล้านบาทเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นบริษัทไปรษณีย์เอกชน สตาร์ทอัพ ยุคใหม่มาแรก ที่ตั้งเป้าก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำการให้บริการด้านระบบโลจีสติกส์ครบวงจรบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงยังมีการตั้งเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็น สตาร์ทอัพไทยรายแรกๆ ที่ไต่เพดานขึ้นสู่ระดับ ยูนิคอร์น ด้วยเป้าหมาที่ท้าทายมูลค่าบริษัทที่กว่า 1 หมื่นล้านบาทีเดียว

          โดยกลยุทธ์ในการทำธุรกิจของทางบริษัท อยู่ที่การรวบรวมเอาพันธมิตรบริษัทขนส่งรายน้อยใหญ่ต่าง ๆ เข้ามาสู่ภายใต้แพลตฟอร์มเดียวกัน โดยที่ปัจจุบันบริษัทพัทธมิตรผู้ให้บริการในธุรกิจโลจีสติกส์อยู่ภายในแพลตฟอร์มของทางบริษัทแล้ว ถึงกว่า 10 รายและมีเป้าหมายที่จะขยายเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่าปีละ 4 ราย รวมถึงการคิดนวัตกรรมรูปแบบการให้บริการที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน อย่างเช่นบริการ ในระบบเก็บเงินปลายทาง ที่ตอบโจทย์ในตลาดธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างมาก และถือเป็นบริษัทไปรษณีย์เอกชนรายแรกที่ทำบริการนี้ออกมาเพื่อผู้ใช้งาน ที่กังวลกับการสั่งซื้อสินค้าชำระค่าสินค้าแล้วแต่ไม่ได้รับสินค้า ซึ่งจากรายงานการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคถึงกว่า 65 % ต้องการให้มีระบบเก็บเงินปลายทาง เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจ ให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย นอกจากนั้น บริษัท ชิปป๊อปยังเป็นไปรษณีย์เอกชน รายแรกที่แนะนำรูปแบบการเปรียบเทียบ ราคาและพื้นที่ในการให้บริการ บนเว็บไซต์ให้ผู้ใช้งานได้เข้าไปตรวจสอบและทำการเปรียบเทียบ ซึ่งถือเป็นฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างมาก 

          จุดต่างของชิปป๊อปยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ปัจจุบันทางบริษัทยังเดินหน้าที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ โดยคำนึงถึงความต้องการ หรือปัญหาของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง อาทิเช่น การพัฒนา ฟรีเท็กซ์ ซึ่งเป็น ตัวช่วยอำนวยความสะดวกให้กับทางร้านค้าที่ขายสินค้าออนไลน์ต่างๆ สามารถก๊อบปี้ ชื่อและ ที่อยู่ของทางลูกค้าในโซเชียลมีเดีย มาแปะไว้ที่แพลตฟอร์ม พร้อมเลือกบริษัทขนส่ง สร้างรายการจัดส่งเชื่อมกับระบบของเว็บไซต์ชิปป๊อป พร้อมสามารถที่จะปรินต์ที่อยู่ใบจ่าหน้าพัสดุนั้นออกมาด้วยตนเองเพื่อให้ทางผู้จัดส่งเข้ามารับไปส่งได้ทันที ซึ่งถือว่าเป็นบริการที่เข้าใจความต้องการของผู้ใช้งานที่ต้องการส่งสินค้าจำนวนมากและบริการดังกล่าวนี้ช่วยลดความยุ่งยากและซับซ้อนก่อนการจัดส่งได้เป็นอย่างดี และมีข่าวอย่างไม่เป็นทางการว่าทางบริษัทได้เตรียมพัฒนาระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ ในรูปแบบสังคมไร้เงินสด Cashless ซึ่งถือว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทไปรษณีย์เอกชน ที่จะปรับเปลี่ยนปฏิวัติระบบการชำระเงิน ให้ก้าวทันเทคโนโลยีทางการเงินอย่างสกุลเงินดิจิทัลต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งก็ทำให้นาทีนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ไปรษณีย์เอกชน ชิปป๊อป น้องใหม่ แต่ออกหมัดหนักๆ รัวๆ ติดต่อกันมาหลายปี จนมีรายได้รวมบริษัทโตในระดับ 1,000 ล้านได้ในเวลาอันรวดเร็ว จะเป็นบริษัทไปรษณีย์เอกชน สตาร์ทอัพไทย ดาวรุ่งพุ่งแรงที่มีอนาคตไกล ถึงระดับโลยยูนิคอร์นได้ในไม่ช้า

          ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจไปรษณีย์เอกชนนี้ยังเปี่ยมไปด้วยโอกาสและความท้าทาย และตลาดไปรษณีย์เอกชนยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมากมาย ตราบเท่าที่ความเจริญรุดหน้าทางเทคโนโลยียังไม่มีขอบเขตจำกัดและคนไทยยังสั่งสินค้าออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งดูว่ามีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่มีทีท่าว่าจะลดลงอย่างแน่นอน ครั้งหน้า CondoNewb เว็บไซต์ข่าวสารอสังหาฯ คอนโด และไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่จะนำบทความอะไรมาฝาก กันอีกอย่าลืมติดตามกันด้วยนะครับ