logo

 บัตร BTS น่าจะเป็นที่รู้จักกันดี สำหรับใครที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS เป็นประจำทุกวัน แน่นอนว่า บัตร BTS มีหลากหลายประเภท ตามแต่ความสะดวกในการใช้งาน แต่ก็จะมีบัตรอีกหนึ่งประเภทที่เรียกว่า บัตร Rabbit อาจมีใครสงสัยว่า ทั้งสองบัตรนี้ มีความแตกต่างกันยังไง? และบัตรบัตร BTS ที่ว่ามีหลายแบบนั้นแตกต่างกันยังไง? บัตร Rabbit นอกจากใช้จ่ายค่ารถไฟฟ้า BTS ยังสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง ? หากพร้อมแล้ว ลองไปหาคำตอบข้อมูลเกี่ยวกับบัตร BTS รายละเอียดดังนี้

. . . . . . . . . .

บัตร BTS คืออะไร ?

           อย่างที่เกริ่นไปแล้วข้างต้นว่า บัตร BTS ก็คือบัตรที่ใช้จ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS ได้อย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถใช้จ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายอื่นอย่าง MRT ได้ ว่าแต่บัตร BTS มีกี่ประเภทนั้น รายละเอียดดังนี้

1. บัตรโดยสารเที่ยวเดียว หรือ Single Journey Card 

บัตร BTS แบบเที่ยวเดียว

          จะเป็นบัตรโดยสารที่ใช้เดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS จำนวน 1 เที่ยว คิดค่าใช้จ่ายตามแต่ความใกล้ไกลของสถานีรถไฟฟ้า BTS ที่จะเดินทางไป โดยราคาเริ่มต้น 1 สถานีจะอยู่ราว 16 บาทต่อเที่ยว สูงสุดราว 44 บาทต่อเที่ยว โดยบัตร BTSประเภทนี้จะสามารถใช้งานได้แค่วันที่ซื้อบัตรมาเท่านั้น โดยบัตรนี้จะถูกเก็บคืนตอนเดินออกทางประตูอัตโนมัติ แต่ก็มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่า บัตร BTS นี้จะถูกกำหนดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มเข้าประตูอัตโนมัติ-ออกประตูอัตโนมัติ จะต้องไม่เกิน 120 นาที บัตรโดยสารประเภทนี้ สามารถซื้อได้จากตู้บริการที่มีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการหรือจะซื้อจากตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติก็ได้เช่นกัน

2. บัตร BTS รายวัน หรือบัตรโดยสารประเภทหนึ่งวัน One-Day Pass 

บัตร BTS แบบหนึ่งวัน

          เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นบัตรโดยสารแบบเหมาจ่ายวัน ที่ผู้ถือบัตรโดยสารชนิดนี้จะนั่งรถไฟฟ้า BTS ไม่จำกัดจำนวนเที่ยวและยังไม่จำกัดระยะทางอีกด้วย ราคาของบัตรโดยสารรถไฟ BTS ประเภทนี้ มีราคาอยู่ที่ 140 บาทต่อใบ หากผู้ถือบัตรโดยสารรถไฟ BTS ประเภทนี้คำนวณแล้วว่า วันนี้จะต้องเดินทางและมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาถึง 140 บาทตามราคาบัตรที่ซื้อมานั้น และต้องบอกว่าไม่สามารถขอเงินคืนได้ เรียกได้ว่าจำต้องเสียเงินส่วนต่างนั้นไปเลย ดังนั้น หากใครสนใจซื้อบัตรโดยสารรถไฟ BTS ประเภทนี้ ต้องลองคำนวณดูก่อนว่าวันนี้เดินทางเกิน 140 บาทหรือไม่ เพราะถ้าเกินราคานี้ก็ถือว่าคุ้มค่า แต่ถ้าเดินทางไม่ถึงราคา 140 บาท ลองใช้เป็นบัตรเที่ยวเดียวน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า และบัตรโดยสารรถไฟ BTS ประเภทนี้ยังกำหนดระยะเวลาอยู่ในรถไฟฟ้าไม่เกิน 120 นาที สำหรับใครสนใจบัตรโดยสารรถไฟ BTS ประเภทนี้สามารถหาซื้อได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารทุกสถานีได้เลย

3. บัตร BTS รายเดือน

          เป็นบัตรโดยสารรถไฟ BTS ที่สามารถใช้งานได้ 30 วัน นับจากวันที่ใช้เดินทางครั้งแรก โดยสามารถใช้จ่ายค่าบริการรถไฟ BTS เฉพาะสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส 25 สถานีเดิม เติมเที่ยวเดินทางได้ตามโปรโมชั่น เรียกได้ว่าเป็นบัตรโดยสารรถไฟ BTS ที่ไม่จำกัดระยะทาง แต่ก็มีข้อยกเว้นในส่วนของสถานีส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสุขุมวิท และรถไฟฟ้าสายสีลม โดยบัตร BTS ชนิดนี้หลังจากซื้อไปแล้วต้องใช้งานภายใน 45 วัน ไม่เช่นนั้นข้อมูลในบัตรโดยสารรถไฟ BTS ประเภทนี้จะถูกลบไป ซึ่งจำนวนเงินที่หายไปจากข้อมูลนั้น จะไม่สามารถขอคืนได้ และหากจำเป็นต้องใช้งาน ก็ต้องไปซื้อบัตรโดยสารใบใหม่นั้นเอง สำหรับราคาบัตร BTS รายเดือน จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

 กลุ่มบุคคลทั่วไป จะแบ่งย่อยตามจำนวนเที่ยวออกเป็น 4 แบบ คือ 

บัตรเดินทาง BTS แบบรายเที่ยว ของบุคคลทั่วไป

  • แบบ 15 เที่ยว ราคาบัตรโดยสาร 465 บาท เฉลี่ย 31 บาท/เที่ยว
  • แบบ 25 เที่ยว ราคาบัตรโดยสาร 725 บาท เฉลี่ย 29 บาท/เที่ยว
  • แบบ 40 เที่ยว ราคาบัตรโดยสาร 1,080 บาท เฉลี่ย 27 บาท/เที่ยว
  • แบบ 50 เที่ยว ราคาบัตรโดยสาร 1,300 บาท เฉลี่ย 26 บาท/เที่ยว 

          ส่วนของกลุ่มสำหรับนักเรียน นักศึกษา จะแบ่งออกเป็น 4 แบบเช่นกัน คือ 

บัตร BTS แบบรายเที่ยว ของนักเรียน

  • แบบ 15 เที่ยว ราคาบัตรโดยสาร 360 บาท เฉลี่ย 24 บาท/เที่ยว
  • แบบ 25 เที่ยว ราคาบัตรโดยสาร 550 บาท เฉลี่ย 22 บาท/เที่ยว
  • แบบ 40 เที่ยว ราคาบัตรโดยสาร 800 บาท เฉลี่ย 20 บาท/เที่ยว
  • แบบ 50 เที่ยวร าคาบัตรโดยสาร 950 บาท เฉลี่ย 19 บาท/เที่ยว

         ซึ่งต้องอัพเดทสำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังสนใจบัตรประเภทนี้สักหน่อยว่า ในตอนนี้ บัตร BTS แบบรายเดือนนั้น ได้ยกเลิกการจำหน่ายไปแล้ว เปลี่ยนไปใช้ระบบบัตร Rabbit แทน

4. บัตรเติมเที่ยว BTS

บัตร Rabbit แตกต่างจากบัตร BTS ยังไง

          จะเป็นบัตรโดยสารรถไฟ BTS ที่สามารถเติมเงินได้ หรือก้คือบัตร Rabbit นั้นเอง โดยสามารถเติมเงินขั้นต่ำ 100 บาท และมูลค่าเงินในบัตรโดยสารรถไฟ BTS ประเภทนี้สูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท ซึ่งบัตรโดยสารรถไฟ BTS ประเภทนี้ สามารถใช้เดินทางเฉพาะสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส 25 สถานีเดิม หากเป็นส่วนต่อขยาย เช่น สถานีบางจาก -เคหะ, สถานีห้าแยกลาดพร้าว-มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น และสถานีส่วนต่อขยายสายสีลม เช่น สถานีโพธิ์นิมิตร-บางหว้า เป็นต้น จะต้องเสียค่าโดยสารเพิ่มขึ้นเที่ยวละ 10-15 บาทตามแต่ประเภทบัตรโดยสารนั้น ๆ นอกจากนี้ ยอดเงินที่เก็บอยู่ในบัตร BTS ชนิดนี้ จะสามารถอยู่ได้ 2 ปี นับจากวันที่ใช้งานครั้งสุดท้าย และสามารถนำมาต่ออายุได้เช่นกัน 

บัตร BTS แบบไหนคุ้มสุด ?

          คงต้องตอบว่าขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละบุคคล หากใครไม่ได้เดินทางโดยสารบ่อยครั้ง อาจไม่จำเป็นต้องมีบัตร BTS ก็ได้ แต่หากใครเดินทางไปทำงานเป็นประจำทุกวัน ต้องเดินทางระยะทางไกลอาจจะเป็นสถานีต้นสายไปสถานีปลายสาย การเลือกใช้บัตร BTS รายเดือน ก็น่าจะสร้างความคุ้มค่าแก่ผู้ถือบัตรได้เช่นกัน นอกจากนี้ควรจะคำนวณระยะเวลาที่ต้องใช้เดินทาง กับระยะเวลายอดเงินที่อยู่ในบัตรด้วยว่าจะหมดอายุก่อนได้ใช้เงินในบัตร BTS หรือไม่ นอกจากนี้ยังมีกรณีที่เราเดินทางเพียงไม่กี่สถานี แต่ใช้บัตรแบบรายเที่ยว ก็อาจจะทำให้เราเที่ยวโดยสารไปแบบฟรี ๆ ซึ่งมูลค่าอาจจะต่ำกว่าราคารายสถานี ดังนั้นนอกจากจะต้องคำนวณการใช้บัตร BTS ตามไลฟ์สไตล์ และการเดินทางในชีวิตประจำวันแล้ว อย่าลืมเช็คค่าโดยสาร และเปรียบเทียบทุกครั้งก่อนเดินทางก็จะทำให้เราสามารถใช้บัตร BTS ได้แบบคุ้มค่าที่สุด 

บัตร BTS กับ บัตร Rabbit ต่างกันยังไง ?

          เชื่อว่าบางคนอาจจะสงสัยว่า แล้วความแตกต่างของบัตร BTS กับ บัตร Rabbit คืออะไร? ในเมื่อทั้ง 2 บัตรนี้ก็สามารถใช้จ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS ได้เหมือนกัน ก็ต้องอธิบายว่า เราสามารถใช้งานบัตร Rabbit ได้มากกว่าแค่การใช้จ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้า เพราะยังสามารถใช้ง่ายระบบขนส่งมวลชนอื่น ๆ และยังใช้จ่ายค่าอาหาร, สินค้า, บริการชั้นนำได้อีกด้วย ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรบัตรประเภทนี้ อาจได้รับสิทธิพิเศษจากโปรแกรม “แรบบิท รีวอร์ดส” ซึ่งบัตรนี้จะไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี นอกจากนี้บัตร Rabbit ยังมีหลากหลายประเภท เช่น บัตรแรบบิทมาตรฐาน ที่สามารถซื้อบัตรได้จากห้องจำหน่ายตั๋วโดยสาร BTS ทั่วไป, บัตรมาตรฐานเพื่อการโฆษณา, บัตรพิเศษ เพื่อเป็นของที่ระลึกหรือของสะสม, บัตรสำหรับองค์กร, บัตรร่วมแบรนด์ เป็นต้น

บัตร Rabbit พิเศษ

บัตร Rabbit พิเศษ เนื่องในวันสำคัญ ๆ หรือโอกาสพิเศษต่าง ๆ

          เต็มอิ่มไปเลยทีเดียว สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับบัตร BTS กับบัตร Rabbit คงได้ทราบไปเรียบร้อยแล้วว่า บัตร BTS มีความแตกต่างของแต่ละบัตรเป็นอย่างไร ก็เชื่อว่าผู้ใช้งานน่าจะเข้าใจมากขึ้นว่า บัตรโดยสาร BTS ประเภทไหน คือคำตอบที่เรากำลังมองหา นอกจากนี้ยังได้ทราบถึงความแตกต่างของทั้ง 2 บัตรไปเรียบร้อยแล้ว สรุปได้ว่าหากใครต้องความคุ้มค่า ที่นอกจากสามารถจ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS ได้แล้ว ยังสามารถใช้แทนเงินสดในการใช้จ่ายบางรายการที่ยินดีรับบัตร Rabbit ได้ด้วย แต่หากใครต้องการบัตรโดยสารรถไฟฟ้าจริง ๆ เพียงอย่างเดียว ก็ต้องบอกว่ามี บัตร BTS ก็เพียงพอแล้ว สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากจะอัพเดทไลฟ์สไตล์ ทั้งสถานที่กิน เที่ยว ช้อป และไอเดียการตกแต่งบ้าน ก็สามารถติดตามได้ที่นี่ บทความหน้าเราจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับไลฟ์สไตล์ชิค ๆ ที่ไหนอีก อย่าติดตามกันนะคะ