logo

           หากพูดถึง หญ้า พืชคลุมดิน ที่อยู่คู่กับโลกเรามานานแสนนานเกือบเท่าอายุของโลกใบนี้ ซึ่งเป็นพืชคลุมผิวโลกประมาณ 20% ของพื้นที่ทั้งหมด มีหลายชนิดและมีหลายสกุล เป็นพืชที่ถ้าอยู่ผิดที่ผิดทางอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และบ่อยครั้งถูกมองเป็นโทษ เช่น พืชที่เกิดตามธรรมชาติตามท้องไร่ท้องนา พืชเหล่านั้นจึงถูกมองเป็นวัชพืช คอยแย่งน้ำและแย่งอาหารซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตของต้นไม้ และเมื่อปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ จะส่งผลให้ต้นไม้เหี่ยวและตายลงในที่สุด ซึ่งไม่ใช่หญ้าทุกชนิดจะเป็นแบบนั้น

          ในทางตรงกันข้ามสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่ห่างไกลและโหยหวนธรรมชาติ สนามสีเขียวชอุ่มเล็ก ๆ ในบ้านอาจกลายเป็นมุมโปรดในการพักผ่อนหย่อนใจของใครหลาย ๆ คน ด้วยเพราะความเขียวขจีของต้นพืชชนิดนี้จึงช่วยคลายความเครียดจากภารกิจ ประจำวันได้เป็นอย่างดี หรือจะใช้เป็นสถานที่รับแขก จัดกิจกรรมจิบน้ำชายามบ่าย นั่งเล่นอ่านหนังสือ รับแสงแดดอุ่น ๆ กลิ่นอายดินและหญ้าจากธรรมชาติ ในนิยามมุมมองนี้จึงได้กลายเป็นการตกแต่งบ้านที่ทรงคุณค่า ที่หลายคนต่างเคยฝันใฝ่ที่จะได้ครอบครองบ้านที่มีสนามเล็ก ๆ เป็นของตนเอง

 

. . . . . . . . . .

หญ้า

          สิ่งที่เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ของคนส่วนใหญ่ นั่นก็คือการที่คิดว่าหญ้าปลูกอย่างไรก็ขึ้น ไม่ต้องใส่ใจมากนัก เพราะขนาดตามพื้นที่รกร้างยังเห็นแอบขึ้นอย่างเขียวขจีแม้ไม่มีใครคอยดูแล ซึ่งก็ถือเป็นเป็นความจริงที่ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะในความเป็นจริงแล้ว ใคร ๆ ก็ต่างต้องการมีสนามที่ราบเรียบ เป็นระเบียบสวยงามราวกับใครได้เอาพรมผืนใหญ่มาปูเอาไว้ ไม่มีวัชพืชอื่นขึ้นปะปน ซึ่งจะต้องขอบอกกันตรง ๆ อย่างไม่เกรงใจว่าจะทำลายความฝันของใครหลายคนเลยว่า การปลูกพืชชนิดนี้ให้สวยงามราวกับสนามกอล์ฟหรือ โรงแรมหรู ๆ ทั้งหลายนั้นไม่ได้หมูอย่างที่คิดแน่นอนจึงเป็นที่มาของหัวข้อบทความของเราในวันนี้ เรื่องหญ้า เรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่เล็กอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ

 

          สำหรับที่นิยมปลูกกันในปัจจุบันที่เหมาะสมสำหรับปลูกทำสนามวิ่งเล่น ลานกิจกรรม หรือเติมบรรยากาศบริเวณรอบบ้านและมีวางขายโดยทั่วไปนั้น หลัก ๆ จะมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ พันธุ์ญี่ปุ่น, พันธุ์ที่ชื่อนวลน้อย และพันธุ์มาเลเซีย

. . . . . . . . . .

1. หญ้าญี่ปุ่น

          สำหรับชนิดนี้หรือเรียกอีกชื่อว่า Japanese Lawngrass มีใบเล็กละเอียด ปลายใบแข็ง เวลาสัมผัสถูกจะระคายผิวหนัง มีถิ่นกำเนิดจากแถบตอนเหนือของประเทศจีนและคาบสมุทรเกาหลีหรือที่เรียกว่าแมนจูเรีย แม้จะมีต้นกำเนิดในดินแดนที่หนาวสุดขั้น แต่ก็เป็นชนิดที่เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนเช่นกัน มีความทนทานต่อสภาพอากาศที่เลวร้ายได้ดีไม่ว่าจะหนาวจัด และแห้งแล้งจัด ชอบแดดจัดตลอดทั้งวัน ทนต่อการ เหยียบย่ำได้ดี

  • ข้อดี : เป็นชนิดขนาดเล็กมองดูแล้วสวยงามดี เหมาะสำหรับปลูกเป็นสวนหย่อม และพื้นที่ก็ควรไม่กว้างมากนัก และใช้ปลูกในบริเวณ ที่เป็นทางเข้าได้ดี เพราะสามารถป้องกัน และควบคุมไม่ให้บุกรุกบน ทางเท้า ได้ง่ายกว่าชนิดอื่น
  • ข้อด้อย : สัมผัสใบที่แข็งกระด้าง และปลายใบเล็กเรียวแหลม ทิ่มตำระคายผิวหนัง การตัดลำบากและกินแรงมาก

 

หญ้าญี่ปุ่น

พันธุ์ญี่ปุ่นนี้ ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ

1. ชนิดใบกว้าง จะมีใบประมาณ 4 มิลลิเมตร

2. ชนิดใบกลม ใบเล็กและละเอียดกว่า ซึ่งเป็นที่นิยมปลูกในประเทศไทยอย่างมาก

ลักษณะของหญ้าญี่ปุ่นโดยทั่วไป

          ลำต้น เป็นพวกเลื้อยตามดิน และลำต้นจะตั้งแข็งทั้งลำต้นบนดิน และลำต้นใต้ดิน

ใบ ใบสีเขียวเข้ม ใบเล็กละเอียดกลมแข็ง ปลายใบแข็งและแข็งกระด้างเวลาสัมผัสจะระคายผิวหนัง ขอบใบเรียบไม่มีขน ช่อดอกสั้น ดอกเล็ก และมีสีน้ำตาลออกดำ ดอกจะรวมกันแน่นบนก้านดอก ดอกจะบานจากส่วนล่างขึ้นบน

 

การดูแลรักษาหญ้าญี่ปุ่น

          สำหรับพันธุ์ญี่ปุ่นโดยปกติต้องการน้ำมาก และมีการเจริญเติบโตช้ากว่าชนิดตกแต่งสนามโดยทั่วไป จึงต้องใช้นานนับเดือนหรือเป็นปีกว่าพันธุ์ญี่ปุ่นจะขึ้นปกคลุมเต็มสนาม เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตช้าเมื่อขึ้นแล้วจะหนาแน่นมาก ขึ้นคลุมดินจนวัชพืชไม่สามารถขึ้นแข่งได้ ไม่ต้องการการตัดแต่งบ่อยนัก เพราะเจริญเติบโตช้า แต่อย่าชะล่าใจเพราะเมื่อใดที่ปล่อยทิ้งรกร้างไว้นาน ๆ ก็จะขึ้นเป็นกระจุกแข็งจนทำให้การตัดแต่งลำบากยิ่งขึ้น

          เป็นชนิดที่ทนต่อการเหยียบย่ำพอสมควร แต่ไม่เหมาะจะใช้นั่งเล่น เพราะมีใบที่แข็งกระด้างเวลานั่งจะรู้สึกรำคาญจากต้นหญ้าที่แทงก้น จึงเหมาะสำหรับการปลูกเพื่อปกคลุมหน้าดินสร้างบรรยากาศสวนเขียวสดชื่นมากกว่าจะลงไปนั่งไปนอนเล่นทำกิจกรรม

          สำหรับดินปลูกต้นไม้ที่เหมาะสมกับชนิดนี้ ควรมีความเป็นกรดเป็นด่าง pH ประมาณ 6 - 7 และยังชอบขึ้นในดินเหนียวด้วย พันธุ์ญี่ปุ่นไม่ต้องการการใส่ปุ๋ยมากนัก ทนต่ออากาศหนาวได้ดี อาจทนได้ถึงประมาณ 10 - 20 องศาฟาเรนไฮด์ ทนต่อโรคหรือแมลงต่าง ๆ ได้มากกว่าชนิดอื่น เรียกว่าสมบุกสมบัน เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลสนามหญ้า แต่อย่างไรก็ดีถึงจะไม่ค่อยมีเวลาประคบประหงมแต่ข้อควรระวังคือ ต้องอย่าให้พันธุ์ญี่ปุ่นขาดน้ำเป็นเวลานาน ๆ เพราะเมื่อใดที่ขาดน้ำหรือแห้งแล้งนาน สีของใบจะเหลืองโดยทันทีและยากที่จะฟื้นหรือต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับเขียวชอุ่มดังเดิม

 

การตัดแต่งหญ้าญี่ปุ่น

          สำหรับพันธุ์ญี่ปุ่นชนิดนี้ควรเล็มตัดให้สั้นประมาณ 0.5 - 1.0 นิ้วอยู่เสมอๆ โดยตัดทุก ๆ 7 - 10 วัน ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานวันจะขึ้นเป็นกอเป็นกระจุก เมื่อตัดแล้วจะมีสีเหลืองเป็นหย่อม ๆ มองดูแล้วน่าเกลียด ไม่สวยงาม ซึ่งเป็นข้อเสียของชนิดนี้ เนื่องจากสายพันธุ์ญี่ปุ่นมีลำต้นและใบแข็งกระด้างมาก และไม่ค่อยยืดหยุ่นตัวเหมือนกับชนิดอื่นๆ ดังนั้นการใช้เครื่องตัด ต้องมีกำลังสูง และมีใบมีด ที่คมมาก ใช้กรรไกรตัดไม่กี่วันก็หมดแรง เพราะมันขึ้นเป็นกระจุกทำให้ตัดยาก ลำต้นและใบก็เหนี่ยวรั้งอยู่เสมอๆด้วย ซึ่งทำให้กินแรงในการตัดแต่งเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งใช้ เครื่องตัดหญ้า ก็ต้องลับมีดบ่อยครั้ง เพื่อให้คมอยู่เสมอ หากใครที่ไม่ชอบตัดแล้วละก็เลิกคิดถึงสายพันธุ์ญี่ปุ่นนี้ไปได้เลย

การขยายพันธุ์ญี่ปุ่น

          สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด และใช้ส่วนต่าง ๆ ปลูก เช่น ลำต้น เหง้า ไหล แต่นิยมกันมากก็ใช้ส่วนต่าง ๆ โดยปลูกแยกต้นปลูก การปลูกเป็นกระจุก และการปูเป็นแผ่น ๆ ส่วนการปลูกด้วยเมล็ดไม่นิยมเพราะการเจริญเติบโตช้ามาก

. . . . . . . . . .

2. หญ้านวลน้อย

          สำหรับพันธุ์นวลน้อย (Manila Grass) พันธุ์พื้นเมืองของไทยที่นิยมปลูกมากที่สุด ตามบริเวณลานหน้าบ้าน แปลงจัดสวนดอกไม้ สนามกีฬา สน ามกอล์ฟ และอื่นๆ เนื่องจากเป็นพืชที่เติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิดทั้งดินเหนียว ดินทราย ทนต่อสภาพอากาศร้อนหรือแห้งแล้งของเมืองไทยได้ดี เจริญเติบโตเร็ว จึงสามารถขยายไหลเป็นแผ่นที่ครอบคลุมหน้าดินได้เร็วกว่าพันธุ์อื่น ๆ สำหรับชนิดนี้จะมีลำต้น และใบยืดหยุ่นตัวได้ดี กว่าชนิดอื่นๆ ทนต่อสภาพการเหยียบย่ำ ไม่ว่าจะเป็นการเหยียบย่ำของคน รถยนต์ หรือวัสดุต่าง ๆ ได้ดีโดยใบไม่ทำให้รู้สึกระคาย บาดเท้า แข็งกระด้างเช่น สายพันธุ์ญี่ปุ่น ลำต้น และใบอ่อนนุ่ม ไม่หยาบกร้าน แม้นอนทับจะไม่ค่อยระคายผิวหรือทำให้เกิดอาการคัน ลำต้นไม่ขึ้นสูง และตัดตกแต่งได้ง่าย แลดูคล้ายพรมหลังการตัดแต่ง รวมถึงคุณสมบัติพิเศษที่ลำต้นแตกกอคลุมหน้าดินได้รวดเร็วจึงนิยมปลูกทำลานวิ่งเล่นภายในบ้านหรือสวนหย่อมในบริเวณบ้าน บริเวณช่องว่างระหว่างขอบแปลงจัดสวนหรือสวนหย่อม ใช้ปลูกเป็นพื้นสนามกีฬา สนามเด็กเล่น สนามกอล์ฟ โดยเฉพาะพื้นที่กรีน (Green) รอบหลุมกอล์ฟ รวมถึงลานสวนสาธารณะหรือสถานที่ราชการ เพราะเติบโตไวไม่มีโรค และแมลงกัดกิน

  • ข้อดี : เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว สามารถปกคลุมหน้าดินได้ในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งทนต่อสภาพอากาศร้อนจัด แล้งจัดได้เป็นอย่างดี ให้สัมผัสที่อ่อนนุ่มยืดหยุ่นตัวสูง
  • ข้อด้อย : ตายง่าย หากเจอสภาพอากาศที่ร้อน แล้ง ไม่มีฝนตก ทำให้สายพันธุ์นวลน้อยขาดน้ำนานมากกว่า 1 เดือน จะทำให้ชนิดนี้จะเหี่ยวแห้ง และตายง่ายมาก ดังนั้น จึงต้องรดน้ำต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 1 ครั้ง / อาทิตย์ เพื่อป้องกันต้นเหี่ยวตาย และเติบโตเร็ว ทำให้ต้องมีการตัดเล็มบ่อยครั้ง

หญ้านวลน้อย

ลักษณะของหญ้านวลน้อยโดยทั่วไป

          สายพันธุ์นวลน้อย มีลักษณะทั่วไปคล้ายกับสายพันธุ์ญี่ปุ่น แต่ที่แตกต่างกันคือ

  • มีใบกว้างกว่า
  • การเจริญเติบโตเร็วกว่า
  • ใบไม่แข็งกระด้าง แต่พันธุ์ญี่ปุ่นนี้มีค่อนข้างแข็งกระด้าง
  • ช่อดอกยาว และเห็นได้ชัดกว่า

การดูแลรักษาสายพันธุ์นวลน้อย

          สำหรับสายพันธุ์นวลน้อย โดยปกติต้องการน้ำปานกลางแต่สม่ำเสมอ จึงควรรดน้ำเป็นประจำ วันละ 2 ครั้ง เช้า - เย็น การใช้ปุ๋ย ควรทำอาทิตย์ละ 1 ครั้ง โดยใช้สูตร 18 - 12 - 6 หรือ 20 - 20 - 0 อัตรา 20 - 40 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 ไร่ ทั้งนี้ ควรให้ปุ๋ยตอนเย็น และตามด้วยการรดพรมน้ำ เพื่อไม่ให้เม็ดปุ๋ยค้างบนใบ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการใบลวกใบไหม้ได้

การตัดแต่งหญ้านวลน้อย

          ควรทำทุก ๆ 7 - 10 วัน เนื่องจากเป็นพืชที่มีการเติบโตรวดเร็ว การตัดแต่งจึงใช้เครื่องมือได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นกรรไกรหรือรถตัด ควรตัดให้สั้น 0.5 นิ้ว เพราะชนิดนี้จะมีช่อดอกค่อนข้างยาว (ดอกมีสีน้ำตาลดำ เห็นได้ชัดในเวลาออกดอก) เมื่อตัดเรียบร้อยแล้วสนามจะดูสวยงามคล้ายพรม

การขยายพันธุ์นวลน้อย

          โดยปกติแล้วสายพันธุ์นี้จะสามารถเติบโตและไหลไปปกคลุมหน้าดินในส่วนอื่น ๆ ได้เองอย่างรวดเร็ว แต่หากต้องการเพาะพันธุ์ หรือแยกไปปลูกในพื้นที่อื่น ๆ อาจทำด้วยการหว่านเมล็ดเพื่อให้เติบโต หรือการเพาะแผ่นหญ้าบนพื้นดินราบเรียบ ยิ่งเป็นดินเหนียวจะยิ่งง่ายต่อการย้ายไปปลูกที่อื่น

          เริ่มต้นจาก การไถปรับแปลงนาให้เรียบ และบดอัดหน้าดิน ให้ราบ ขุดร่องระบายน้ำสำหรับป้องกันน้ำท่วมรอบแปลง โรยเมล็ดให้สม่ำเสมอ หลังการปลูก 7 - 10 ให้ใช้ลูกกลิ้ง ไล่กลิ้งอัดให้รากแน่น และจากนั้นประมาณ 20 วัน ให้ตัดยอดทิ้ง พร้อมใส่ปุ๋ย และรดน้ำหลังการตัด และให้ตัดใบอีก 2 ครั้ง ห่างกันครั้งละประมาณ 7 - 10 วัน ก่อนเก็บแผ่นย้ายไปปลูกที่บริเวณอื่น ๆ ต่อไปรวมระยะเวลาในการเพาะทั้งหมดราว 35 - 45 วัน โดยเมื่อย้ายไปปลูกที่แปลงใหม่ ใช้แผ่นหญ้ามาตัดหรือฉีกให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนวางแปะลงแปลง ซึ่งขนาด 1 ตารางเมตร จะใช้แปะปลูกได้พื้นที่ 4 ตารางเมตร หรือมากกว่า

. . . . . . . . . .

3. หญ้ามาเลเซีย

          สำหรับสายพันธุ์มาเลเซีย หรือ Tropical Carpet Grass นับเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่มีผู้นิยมนำมาปูบนสนามและปูบนทางเดินโดยทั่วไป เพราะเหตุผลสำคัญคือเป็นพืชที่ดูแลรักษาง่ายที่สุดในบรรดาพืชปูพื้นทั้งหมด อีกทั้งยังมีราคาถูกอีกด้วย พันธุ์มาเลเซียจึงเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของคนที่มองหาพืชปูพื้นสนามที่ไม่ต้องการการเอาใจใส่มากนักและราคาประหยัด

          พันธุ์มาเลเซีย มีรูปพรรณสัณฐานที่โดดเด่นสังเกตง่าย มีใบใหญ่กว่าใบชนิดอื่น ๆ ทุกชนิด เหมาะที่จะปลูกใต้ร่มไม้ใหญ่หรือใต้ชายคาบ้านเพราะต้องการแสงแดดน้อย แต่ก็ปลูกกลางแจ้งได้ โดยต้องให้น้ำในปริมาณมากเป็นพิเศษ หากขาดน้ำขอบใบจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงเลือดหมู ชนิดนี้ไม่ทนต่อการเหยียบย่ำเนื่องจากใบอวบน้ำและเปราะ ใช้นั่งเล่นก็จะทำให้ก้นเปียกน้ำได้

  • ข้อดี : ราคาประหยัด หาซื้อง่าย ดูแลรักษาง่าย ทนสภาพอากาศร้อนจัด ทนต่อสภาพน้ำขังได้ตลอดทั้งวัน โดยที่รากไม่เน่าเสียเพราะเป็นพืชที่ชอบความชื้น ใบหนาสามารถปกคลุมหน้าดินได้เขียวขจี คนส่วนใหญ่จึงเรียกพันธุ์นี้กันว่า “หญ้าไม่มีวันตาย” เพราะมีอายุยืน และสามารถแตกแขนงรากและกอใหม่ได้เรื่อย ๆ อย่างไม่สิ้นสุด 
  • ข้อด้อย : ไม่ทนต่อการเหยียบย่ำเนื่องจากใบอวบน้ำและเปราะ ใช้นั่งเล่นก็จะทำให้ก้นเปียกน้ำได้ ต้องมีการตัดแต่งบ่อย เนื่องจากเป็นพืชที่ชอบความชุ่มชื้นมาก จึงทำให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีลำต้นที่สูงและยาวขึ้นภายใน 7 - 15 วัน และต้องรดน้ำปริมาณมากมากในแต่ละวัน อาจทำให้การใช้น้ำสิ้นเปลืองมากขึ้น

หญ้ามาเลเซีย

ลักษณะของพันธุ์มาเลเซียโดยทั่วไป

          จัดเป็นพันธุ์พื้นเมืองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการนำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกจากประเทศมาเลเซีย ทำให้คนทั่วไปจึงเรียกกันติดปากว่า “หญ้ามาเลย์” จากนั้นก็เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในทางตอนใต้ของประเทศไทย พันธุ์มาเลย์มีสีเขียวเข้มมากกว่าชนิดอื่น ๆ เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ใบมีขนาดที่กว้าง 1 - 2 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ บางต้นหากเจริญเติบโตเต็มวัยแล้วจะมีดอกสีขาวบนกอ ลำต้นเตี้ยปกคลุมผิวดิน

การดูแลรักษาหญ้ามาเลเซีย

          สำหรับชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกสภาพ ยกเว้นดินเค็มที่ควรต้องมีการบำบัดดินเสียก่อน ปลูกง่ายโตเร็วในที่โล่งแจ้งหรือมีแดด มีนิสัยชอบที่ชื้นและอยู่ในที่ที่มีน้ำขังตลอดทั้งวันได้โดยที่ไม่เหี่ยวเฉา จึงควรปลูกตามที่อับแสง หรือแสงลอดผ่านได้ประมาณ 50% จะเหมาะที่สุด สามารถแตกกอใหม่ไปทั่วบริเวณที่มีดินและน้ำอย่างเพียงพอ หมั่นรดน้ำให้ในตอนเช้า - เย็นของทุก ๆ วัน เพราะพันธุ์มาเลย์ชอบน้ำและความชื้นมาก อย่าให้ขาดน้ำเป็นอันขาด และที่สำคัญต้องรดให้ทั่วถึงทุกพื้นที่

           โดยปกติแล้วสายพันธุ์ชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีตามธรรมชาติอยู่แล้ว จึงไม่ต้องใส่ปุ๋ยช่วยในการเจริญเติบโตก็ได้ เพราะสายพันธุ์นี้สามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

การตัดแต่งสายพันธุ์มาเลเซีย

          ไม่จำเป็นต้องตัดบ่อยเหมือนชนิดอื่น ๆ โดยตัดให้สั้นประมาณ 1.2 นิ้ว ทุกๆ 10 - 15 วัน เพื่อให้อยู่ในลักษณะที่พอเหมาะ ไม่สั้นไม่ยาวจนเกินไป สามารถใช้เครื่องมือตัดหญ้าได้ทุกชนิด

การขยายพันธุ์มาเลเซีย

          เนื่องจากเป็นพืชที่เติบโตได้ง่าย หลายคนจึงนิยมขยายพันธุ์ด้วยตนเอง โดยการตัดลำต้นนำมาปักชำห่างกันเป็นจุด ประมาณจุดละ 10 - 15 เซนติเมตร หากมีปลูกอยู่แล้ว สามารถขุดให้เป็นแผ่นโดยที่ดินติดมาตรงรากด้วย เพื่อที่จะนำไปลงหลุม เว้นระยะให้ห่างกัน 30 เซนติเมตร รดน้ำเช้า-เย็นอย่างสม่ำเสมอ

. . . . . . . . . .

4. หญ้าไทเป

           สำหรับคนอยากมีสนามหญ้าแต่ไม่ต้องการตัดบ่อยครั้ง อีกทั้งการดูแลรักษาก็ไม่ยุ่งยากเพียงแค่ใจเย็นรอให้เแตกกอก็พอ ตัวสายพันธุ์ไทเปนั้น ใบสั้น แต่เมื่อขยายแล้วจะแน่น กว่าชนิดอื่น ลำต้นจะเลื้อยใต้ดิน จะโผล่ขึ้นมาแค่ใบ สายพันธุ์ไทเปปลูกแล้วแทบไม่ต้องตัดเลย สามารถขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ยกเว้นดินเปรี้ยว/ดินเค็ม

  • ข้อดี : มีรูปทรงสวยเตะตามีเอกลักษณ์ มีความเตี้ยสม่ำเสมอ ปลูกแล้วไม่ต้องตัด ประหยัดเงินและแรงงานได้มากมาย 
  • ข้อด้อย : ราคาค่อนข้างสูงกว่าพันธุ์อื่นๆ หาซื้อได้ยากกว่า

 

หญ้าไทเป

ลักษณะโดยทั่วไป

          รูปทรงเตี้ย และขึ้นเป็นกอแผ่ออกไปทุกทิศทาง ใบจะสั้นเตียน มีใบซ้อนกันประมาณ 3-4 ชั้น ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร 

 

การดูแลรักษาสายพันธุ์ไทเป

          ชนิดนี้แทบไม่แตกต่างจากการเลี้ยงดูชนิดอื่น ๆ เพียงต้องมีความอดทนเพราะเป็นพันธุ์ที่เติบโตไม่รวดเร็วนัก ในระหว่างที่รอการขยายปกคลุมเต็มพื้นที่ ควรหมั่นเก็บวัชพืชอื่นออกเรื่อย ๆ เพื่อให้ผืนหญ้าดูสม่ำเสมอด้วยใบลักษณะชนิดเดียวกัน รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน การใช้ปุ๋ย ควรทำ หลังจากปลูกได้อายุมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป ในทุก ๆ 3 เดือน และเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อรักษาคุณภาพดินจะได้ไม่เสีย

 

การขยายพันธุ์สายพันธุ์ไทเป

          สามารถทำได้โดยการ หาซื้อเมล็ดมาปลูกหรือ การปลูกโดยเทคนิค ใช้แผ่นมาตัดเป็นแผ่นเล็ก ๆ กว้างยาวประมาณ 2 - 3 นิ้ว กดลงในพื้นที่ที่เตรียมไว้ ให้มีระยะห่าง ต่อแผ่นประมาณ 3 - 4 นิ้ว และรดน้ำให้ชุ่ม อย่าให้ขาด

. . . . . . . . . .

5. หญ้าเบอร์มิวด้า

          สำหรับสายพันธุ์เบอร์มิวด้า หรือหญ้าแพรก ที่เป็นที่รู้จักกันมานาน มักพบขึ้นเองตามที่ว่างริมถนน หรือบริเวณสนาม เป็นพืชที่ก้ำกึ่งกับวัชพืช เป็นสัญลักษณ์ ในพิธีไหว้ครู คู่กับดอกเข็มมาตลอด ซึ่งพันธุ์แพรกนี้หมายถึง ความแตกแขนงของปัญญา เป็นหนึ่งในพืชที่ทนต่อการเหยียบย่ำ รวมไปถึงยังฟื้นคืนตัวได้ดีและมีความแข็งแรงมาก จึงเป็นที่นิยมนำมาปลูกในสนามกอล์ฟ แต่ก็สามารถปลูกบริเวณบ้านได้เช่นกัน แถวยังมีสรรพคุณทางยาอีกเพียบ โดยส่วนที่ใช้สำหรับปรุงยาก็คือ ลำต้น และราก นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ ขับลม อาเจียนเป็นเลือด แก้อัมพาต ปวดเมื่อยกระดูก แก้โรคเบาหวาน ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ แก้ริดสีดวงทวาร หรือใช้ลำต้นสดนำมาตำให้คั้นเอาน้ำและกาก ทา หรือพอกแก้ปวดข้อ ช่วยห้ามเลือด พิษไข้มีผื่นต่าง ๆ เช่น เป็นหัด เหือด อีสุกอีใส ดำแดง เป็นต้น

  • ข้อดี : ขึ้นง่าย ทนต่อความแห้งแล้ง ทนต่อการเหยียบย่ำฟื้นตัวและแพร่พันธุ์เร็วมาก มีคุณสมบัติเป็นสมุนไพร
  • ข้อด้อย : ต้องมีการตัดแต่งอยู่สม่ำเสมอหากทิ้งไว้จะขึ้นสูงรกชัด

หญ้าเบอมิวด้า

ลักษณะโดยทั่วไป

          ลักษณะของสายพันธุ์เบอร์มิวค้านั้น ใบมีความเรียวงาม ลักษณะลำต้นเป็นข้อปล้อง ตัดสั้นสวยมาก ชอบแสงแดด ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ไม่ชอบอุณหภูมิต่ำ การปลูกหญ้าชนิดนี้อาจต้องขยันตัดแต่งบ่อยครั้ง จะออกมาสวยงาม

 

การดูแลรักษาสายพันธุ์เบอร์มิวด้า

          แม้จะเป็นพันธุ์ที่ขึ้นง่าย พบเห็นว่าขี้นได้ทั่วไปตามพื้นที่รกร้าง แต่กลับเป็นพันธุ์ที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่สูงหากต้องการเลี้ยงให้สวย ควรมีการตัดเล็มอยู่เป็นประจำเพื่อให้ได้ความสม่ำเสมอของลำต้น จึงจะทำให้สนามนั้นแลดูเป็นระเบียบงดงาม

 

การขยายพันธุ์เบอร์มิวด้า

          แม้จะเป็นพืชที่มักพบขึ้นเองตามธรรมชาติและที่ว่างที่มีความชื้นในปริมาณค่อนข้างมาก ขยายพันธุ์จึงทำได้โดยง่ายด้วยการใช้เมล็ดปลูก กิ่งปักชำ และตัดออกเป็นแผ่นเล็ก ๆ และนำไปวางกดบนพื้นที่ใหม่

. . . . . . . . . .

ควรปลูกพันธุ์อะไรดี ให้เหมาะกับบ้านและผู้อยู่อาศัย

          ได้ทำความรู้จักกับพืชที่่น่านำมาปลูกทั้ง 5 ชนิดที่มีผู้นิยมปลูกสูงสุดกันแล้ว คราวนี้ก็คำถามสำคัญว่า แล้วบ้านเราละ ควรเลือกชนิดใดมาปลูกดี ซึ่งก็มีหลักและแนวทางในการพิจารณาง่าย ๆ ได้ดังนี้

          ความเหมาะสมของบริเวณพื้นที่ ควรพิจารณาสถานที่ ที่จะปลูกเป็นอันดับแรก เพราะสถานที่นั้นสำคัญมาก เพราะพื้นที่แต่ละส่วนของบ้าน มีการรับแสงแดดแตกต่างกัน เช่น หน้าบ้าน ข้างบ้าน เป็นบริเวณกว้าง หรือบริเวณต้นไม้แต่งสวน โดนแดดมากน้อยหรือมีน้ำชื้นแฉะมากเพียงได กาวิเคราะห์พื้นที่ได้อย่างถูกต้องนั้นมีส่วนช่วยให้ คุณสามารถรักษาสนามหญ้าไว้เชยชมได้อย่างยาวนาน และประหยัดงบประมาณในการดูแล ได้มากมาย

สนามหญ้า

          เรื่องถัดไป คือ เวลา ควรตั้งคำถามตนเองก่อนว่าเราสามารถดูแลรักษาสนามได้มากน้อยเพียงใด และจะสนใจดูแลไปได้อีกนานแค่ไหน เพราะบางครั้งความรู้สึกเห่อ อยากมี อยากได้ มักอยู่ชั่วคราวแต่ทิ้งภาระหน้าที่การดูแลที่ต้องติดตามมาอีกไปตลอด อย่างที่ได้แจกแจงไปแล้วนั้นว่าแต่ละสายพันธุ์ต่างก็มีการดูแลที่แตกต่างกันออกไป หากเป็นคนที่ไม่มีเวลาดูแลมาก แต่ปลูกแล้วต้องตัดบ่อย ๆ หากไม่ตัดแต่งก็อาจจะทำให้สวนสวย ๆ กลายเป็นสวนรก ๆ ไปเลยก็ได้ ดังนั้นเงื่อนไขเวลาจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สนามของคุณสวยเป็นสง่าแก่เจ้าของพร้อมรับแขกได้ตลอดเวลา

          ประการสุดท้าย ว่าด้วยเรื่องเหตุผลทางอารมณ์ล้วน ๆ ดังที่เห็นในภาพว่ารูปลักษณ์หน้าตาของหญ้าแต่ละชนิดก็มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน สร้างอารมณ์ความรู้สึกเมื่อได้มองเห็น หรือแม้แต่สัมผัสเวลาได้นั่งหรือเหยียบที่แตกต่างกัน รวมถึงจุดประสงค์ที่จะทำสนามเขียวชอุ่มภายในรั้วบ้าน เช่น บางคนปลูกไว้ให้เด็ก ๆ วิ่งเล่นได้ บางคนปลูกไว้เพื่อความสวยงามเฉย ๆ รวมถึงเรื่องของเฉดสีความเขียวสดที่แตกต่างกันไปในแต่ละชนิด ดังนั้นองค์ประกอบนี้จึงมีผลไม่น้อยไปกว่าสองข้อข้างบน เพราะการที่เราต้องอยู่กับสิ่งนี้ไปอีกนานนั้น เราก็ควรเลือกหน้าตาและรูปพรรณสัณฐานที่ถูกต้องตาโดนใจเราเช่นกัน และจะดีที่สุดหากที่เราเลือก สามารถตอบโจทย์คำถามสำคัญทั้งสามข้อนี้ได้ครบบริบูรณ์ เท่านี้คุณก็มีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของสนามสีเขียวชอุ่มให้พื้นที่โล่งสดใสเป็นบ้านในฝันได้แล้ว

สนามหญ้าแลนด์ แอน เฮ้าส์

ขอบคุณภาพ : www.legacies.lh.co.th

. . . . . . . . . .

ข้อแนะนำในการปลูกด้วยตนเองหรือการว่าจ้างผู้รับเหมาในการลงหญ้า

          สำหรับท่านที่สนใจทดลองปลูกหญ้าในสนามด้วยตนเองสามารถทำได้โดยวิธีการดังนี้

1. การปลูกโดยใช้เมล็ด (seeding)

          เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่าวิธีอื่น ๆ แต่ต้องมีการปรับปรุงพื้นที่ให้สม่ำเสมอและมีการปราบวัชพืชในดินให้หมดเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วที่ขึ้นจากเมล็ด จะเติบโตสู้วัชพืชไม่ได้ และในเมืองไทยยังไม่เป็นที่นิยม เพราะหาซื้อเมล็ดได้ยาก ส่วนใหญ่ต้องมีการสั่งซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งมักจะเสื่อมเร็ว เพราะเมล็ดหญ้ามีอายุและความงอกสั้นมาก

 

2. ปลูกโดยใช้แผ่นหญ้า (sodding)

           เป็นที่นิยมที่สุดในบ้านเรา ทำได้รวดเร็วกว่าวิธีอื่นๆ แต่ข้อเสียคืดสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เพราะต้องใช้พันธุ์หญ้าเป็นจำนวนมาก มีขายอยู่ทั่วไป โดยราคาจะคิดเป็นเป็นตารางเมตร ๆ ตารางเมตรหนึ่งจะมี 4 แผ่น เช่น พันธุ์นวลน้อย พันุ์มาเลเซีย และพันธุ์ญี่ปุ่น

3. ปลูกโดยใช้ท่อนหญ้า (sprigging)

          เป็นรูปแบบที่เหมาะสำหรับสนามใหญ่ ๆ และควรใช้กับสายพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโนในแนวนอน และมีการเจริญเติบโตเร็ว เช่น นวลน้อย มาเลเซีย หรือเบอร์มิวด้า จะให้ผลดีมากที่สุด โดยใช้หญ้าแผ่นมาตัดเป็นแผ่นเล็ก ๆ กว้างยาวประมาณ 2 - 3 นิ้ว กดลงในเลนที่เตรียม ให้มีระยะห่าง ต่อแผ่นประมาณ 3 - 4 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่มมิฉะนั้นรากจะแห้ง แผ่นที่ซื้อมา 1 ตารางเมตร จะสามารถนำมาใช้ปลูกได้ 4 ตารางเมตร โดยวิธีการดังกล่าวนี้ เหมาะสำหรับคนที่มีงบน้อยและยินดีรอคอย

 

4. การปลูกแบบหว่าน

          กระทำโดยการใช้ไหลของลำต้น ที่ยาวแล้วตัดส่วนยอดที่มีข้อมาแช่นาแยกเป็นต้น ๆ หว่านลงไป ในเลน ซึ่งละเลงอยู่บนสนามที่เตรียมไว้แล้วใช้ไม้ยาว ๆ กดต้นให้ติดกับดินเลน วิธีนี้จะสิ้นเปลืองน้อยเช่นกัน แต่ใช้เวลานาน และต้องคอยรดน้ำให้ชุ่มอย่าให้ขาด

 

หญ้าหน้าบ้าน

ขอบคุณภาพ : www.legacies.lh.co.th 

          ส่วนท่านที่ไม่สันทัดในการปลูกและต้องการมืออาชีพเข้ามาดูแล ควรพิจารณาตามเกณฑ์ดังนี้ เช่น ความสดใหม่ที่นำมาใช้ ราคาที่ไม่สูงกว่าทั่วไปในตลาดมากนัก เพราะก็คือจะถูกจะแพงไม่สำคัญเท่าการดูแลเอาใจใส่หลังจากที่ปลูก เป็นผู้รับเหมาที่มีการรับประกันหลังการลงปลูก และสุดท้ายคือมีประวัติผลงานที่น่าเชื่อถือทีที่ตั้งถิ่นฐานที่ชัดเจน 

. . . . . . . . . .

           สำหรับหญ้าแม้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของการตกแต่งสนามที่ เท่าหากเราพึงพิจารณาดูให้ดีแล้ว ประโยชน์ในทางอารมณ์และความรู้สึกมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเติมความเขียวสดชื่นให้กับบ้าน สัมผัสที่อ่อนนุ่ม เวลาถอดรองเท้าเดินบนพรมเขียวชอุ่ม อุ่นไอความหอมสดชื่นเวลาไอน้ำระเหยออกจากยอดพืชล้มลุก ทั้งหมดนี้ ล้วนสร้างสัมผัสอันผ่อนคลายและรื่นรมย์ให้กับเจ้าของโดยทั้งสิ้น และนี่คือพลังอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ใบหญ้าที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองเป็นส่วนเกินของธรรมชาติ และนี่ก็เป็นเรื่องราวพูดคุยสาระความรู้จาก CondoNewb ครั้งหน้าจะเป็นเรื่องไหนอีกติดตามกันนะ