logo

          ดูเหมือนว่าสายไฟลงดินที่เป็นความหวังของทุกคน กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรนั้นเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยอาหารรสเลิศที่มีอยู่แทบจะตลอดความยาวถนน สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม วัดวาอารามต่าง ๆ ที่สะท้อนวัฒนธรรมอันรุ่งเรือง ทำให้ใครหลาย ๆ คนต่างอยากมาเยือนกรุงเทพฯ สักครั้งในชีวิต แต่ปัญหาหนึ่งที่ทำลายทัศนียภาพเมืองกรุงและก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้สัญจรไปมาก็คือปัญหาสายไฟรวมถึงสายสัญญาณต่าง ๆ ที่ห้อยระโยงระยางพันกันไปมา บางเส้นห้อยลงมาจนเกือบถึงพื้นทำให้ผู้ที่ผ่านไปมาต่างระแวงไปตาม ๆ กันว่าจะโดนไฟช๊อตหรือไม่ จนหลายคนก็หวังว่าสักวันหนึ่งกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่น ทั่วประเทศจะนำสายไฟที่รกรุงรังลงดินเสียที เพื่อเพิ่มภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ทัศนียภาพที่สวยงามของเมือง และที่สำคัญความปลอดภัยสำหรับประชาชน เหมือนประเทศที่ไม่มีสายไฟบนดินอย่างเนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ มหานครนิวยอร์คของอเมริกา เป็นต้น 

สายไฟในกรุงเทพ

สภาพสายไฟในกรุงเทพ

. . . . . . . . . .

           เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 คณะรัฐมนตรี นำโดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีมติเรื่องโครงการสายไฟฟ้าลงดิน รวมถึงสายสื่อสารต่าง ๆ ที่พันกันยุ่งเหยิง โดยมีการไฟฟ้านครหลวง เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการภายใต้วงเงินรวมทั้งสิ้น 3,673.40 ล้านบาท เพื่อนำสายไฟลงดินระยะทางรวม 215.6 กิโลเมตร ปัจจุบันการไฟฟ้านครหลวงได้ดำเนินการไปแล้วหลายเส้นทางรวมกว่า 46.6 กิโลเมตร โดยถนนสายแรกที่มีการดำเนินการได้แก่ถนนสีลม พร้อมกันนี้จะมีการนำสายประเภทอื่น ๆ อย่างสายโทรศัพท์และสายเคเบิลลงดินพร้อมกันในครั้งเดียวเพื่อความรวดเร็วและสะดวกสบายของประชาชน คิดเป็นระยะ 169 กิโลเมตร 

          นอกจากนี้ ทางกรุงเทพมหานคร ได้มอบหมายให้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เป็นผู้ดำเนินการร่วมกับ กสทช. จัดระเบียบสายสื่อสารที่ห้อยอยู่บนเสาไฟฟ้า ให้ย้ายลงสู่ใต้ดินทั้งหมด รวมระยะทาง 2,450 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างท่อร้อยสายสื่อสารลงใต้ดินในปี 2564 ซึ่งในระยะทาง 2,450 กิโลเมตร จะครอบคลุมถนนสายหลัก สายรองและซอยต่าง ๆ ในทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร การดำเนินการสายไฟลงดินแบ่งพื้นที่ดำเนินการออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 

  • กรุงเทพฯ ตอนเหนือ ระยะทาง 620 กิโลเมตร ตามระยะทางเท้า ดำเนินการในบริเวณพื้นที่เขตดุสิต เขตพญาไท เขตบางซื่อ เขตลาดพร้าว เขตบางเขน เขตหลักสี่ เขตดอนเมือง เขตสายไหม เขตบึงกุ่ม เขตคันนายาว 
  • กรุงเทพฯ ตะวันออก ระยะทางรวมประมาณ 605 กิโลเมตร ตามระยะทางเท้า ดำเนินการในบริเวณพื้นที่เขตดินแดง เขตวัฒนา เขตห้วยขวาง เขตสะพานสูง เขตหนองจอก กรุงธนฯ เหนือ ระยะทางรวมประมาณ 605 กิโลเมตร ตามระยะทางเท้า 
  • ดำเนินการในบริเวณพื้นที่เขตบางรัก เขตสาทร เขตยานนาวา เขตบางคอ แหลม เขตราษฎร์บูรณะ เขตทุ่งครุ เขตบางขุนเทียน เขตพระโขนง เขตบางนา
  • กรุงธนฯ ใต้ ระยะทางรวมประมาณ 620 กิโลเมตร ตามระยะทางเท้า ดำเนินการในบริเวณพื้นที่เขตพระนคร เขตสัมพันธวงศ์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตปทุมวัน เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย เขตบางกอกใหญ่ เขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา เขตภาษีเจริญ เขตบางแค เขตหนองแขม 

          ทั้งนี้การดำเนินการนำสายไฟลงดินรวมถึงสายสื่อสารจะเริ่มจากพื้นที่นำร่องก่อน โดยมี 4 โซนด้วยกัน คือ รัชดาภิเษก สาทร พระราม 3 และรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ในปัจจุบันทางกรุงเทพมหานครได้ก่อสร้างท่อร้อยสายใต้ดินในพื้นที่นำร่องระยะทาง 7.252 กิโลเมตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งมีการทดสอบระบบการใช้งานแล้วด้วยเช่นกัน ได้แก่ ถนนวิทยุ บริเวณถนนเพชรบุรี-แยกเพลินจิต, ถนนวิทยุ ช่วงแยกเพลินจิต-หน้าซอยร่วมฤดี, ถนนรัชดาภิเษก ช่วง MRT ศูนย์วัฒนธรรมประตู 2 - หน้าซอยรัชดาภิเษก 7 และถนนนราธิวาสราชนครินทร์ (ถนนสาทรเหนือ/ใต้ - ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 10) อีกทั้งยังวางแผนก่อสร้างท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินเพิ่มเติมอีก 50 กิโลเมตรด้วย

ข้อดีข้อเสียสายไฟลงดินมีอะไรบ้าง

          แน่นอนว่าทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การนำสายไฟลงดินก็เช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องชั่งน้ำหนักกันดูว่ามีข้อดีหรือข้อเสียมากกว่ากัน เรามาดูข้อดีกันก่อนดีกว่า

ข้อดีของสายไฟลงดิน

สายไฟลงดินย่านพหลโยธิน

บรรยากาศย่านพหลโยธินหลังเอาสายไฟลงดิน

1. แง่ทัศนียภาพเมือง

          สิ่งที่จะได้แน่นอนจากโครงการสายไฟลงดินคือทัศนียภาพที่สวยงามขึ้นของกรุงเทพมหานคร เพราะเป็นการลดมลพิษทางสายตา อีกทั้งยังเพิ่มความเป็นระเบียบเรียบร้อยเทียบเท่าเมืองใหญ่อื่น ๆ ในประเทศที่ไม่มีสายไฟบนดิน รวมถึงสามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ด้วยการปลูกต้นไม้ริมถนน เพื่อให้ความร่มรื่นและอากาศบริสุทธิ์แก่ผู้สัญจรไปมา เป็นการปรับรูปโฉมใหม่ของกรุงเทพมหานครให้มีความทันสมัย เป็นเมืองสีเขียว ที่สำคัญช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีสู่สายตานักท่องเที่ยวและสายตาชาวโลก ด้วยกรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวต่างเดินทางมามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และหนึ่งในสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมามากที่สุด นั่นก็คือเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีแลนมาร์คหลายแห่งที่นักท่องเที่ยวชอบไปเช็คอินกันเมื่อมาถึงกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นวัดพระแก้ว วัดโพธิ์ วัดอรุณฯ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โลหะปราสาท และอีกหลา ยสถานที่ การนำสายไฟลงดินแน่นอนว่าจะเพิ่มความสวยงามให้แก่เกาะรัตนโกสินทร์ให้น่าเที่ยวยิ่งขึ้น และแสดงทัศนียภาพของสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าสู่สายตานักท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีอะไรมาบดบัง ถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในอีกทางหนึ่ง

2. แง่ของความปลอดภัย

          นอกจากจะเพิ่มความทันสมัยให้เมืองน่าอยู่มากยิ่งขึ้นแล้ว โครงการสายไฟลงดินยังเพิ่มความปลอดให้ชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชน เนื่องจากโอกาสเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับจากสัตว์ต่าง ๆ ที่ปีนขึ้นไปบนสายไฟฟ้าจะลดน้อยลง อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุรถชนเสาไฟฟ้า หรือฝนตกหนัก พายุเข้าแล้วพัดเสาไฟฟ้าหักโค่นจนล้มทับรถยนต์หรือคนที่สัญจรไปมา รวมถึงเหตุการณ์ไฟฟ้าดับจากภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุก็จะหมดไป เนื่องจากระบบไฟฟ้าใต้ดินจะมีเสถียรภาพสูงและมีความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จึงสามารถรองรับปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในสังคมเมืองที่มีอัตราการเติบโตที่สูงได้ โดยทางหน่อยงานที่เกี่ยวข้องได้วางระบบแบบ Secondary Network คือหากมีสายป้อนวงจรใดขัดข้อง ก็จะมีแหล่งจ่ายไฟฟ้าอื่น ๆ รองรับแทนในทันที ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาไฟตกและไฟดับในพื้นที่ได้

ข้อเสียของสายไฟลงดิน

           เรารู้ข้อดีกันไปแล้ว คราวนี้มาลองพิจารณาข้อเสียกันบ้างว่าจะคุ้มไหมกับโครงการสายไฟฟ้าลงดิน ข้อเสียที่เด่นชัดเจนเลยของการนำสายไฟลงดินคือเรื่องราคาที่แพงกว่าการวางสายไฟไว้บนดินถึงหลายเท่า และยังใช้เวลาในการก่อนสร้างที่ยาวนาน ซึ่งจะกระทบต่อการจราจรบนท้องถนน เพราะต้องมีการทำท่อลงใต้ดิน จึงอาจก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดได้ในระหว่างดำเนินการ อย่างไรก็ตามเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว เราก็จะได้ภูมิทัศน์ที่สวยงาม ได้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น จึงนับว่าคุ้มค่าแก่การลงทุนเป็นอย่างยิ่ง

โครงการสายไฟฟ้าลงดินครอบคลุมถนนสายไหนบ้าง

            ทางกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการนำสายไฟลงดินรวมถึงสายสื่อสารตามเส้นทางถนนหลายสาย ไม่ว่าจะเป็นถนนถนนบำรุงเมือง แยกสี่กั๊กเสาชิงช้า ถนนเฟื่องนคร ถนนเจริญกรุง ถนนราชินี ถนนตะนาว ถนนบวรนิเวศน์ ถนนพระสุเมรุ และถนนอัษฎางค์ โดยมีการนำหม้อแปลงและขั้วต่อต่าง ๆ ไปใส่ไว้ในตู้เหล็กสีครีมขนาดใหญ่ รวมไปถึงถนนสีลม ถนนชิดลม ถนนสุขุมวิท และถนนพหลโยธิน โดยตามแผนพัฒนา 10 ปีของรัฐบาล (2559-2568) มีการวางแผนที่จะนำสายไฟลงดินในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่

  • กรุงเทพฯ ระยะทาง 88.1 กิโลเมตร
  • สมุทรปราการ 25.7 กิโลเมตร
  • นนทบุรี 13.5 กิโลเมตร วงเงิน 48,717 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการทั้งหมด 7 โครงการ ได้แก่
  1. โครงการติวานนท์-แจ้งวัฒนะ
  2. โครงการลาดพร้าว-รามคำแหง
  3. โครงการสามเสน-รอบพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
  4. โครงการสาทร-เจริญราษฎร์
  5. โครงการวงเวียนใหญ่-อรุณอมรินทร์
  6. โครงการเทพารักษ์-สุขุมวิท และ เขตพื้นที่เมืองชั้นใน 

สำหรับถนนที่กำลังดำเนินการอยู่ หากอ้างอิงตามแผนงานของทางกรุงเทพฯ จะมีโครงการสายไฟลงดินจาก แยกพระราม 9 ถึงแยกคลองเตย ถนนพระราม 4 ระยะทาง 8.2 กิโลเมตร เริ่มก่อสร้างสิ้นปี 2561 แล้วเสร็จปี 2564 และ

โครงการพระราม 3 ตั้งแต่สะพานพระราม 9 ถึงเลียบทางพิเศษเฉลิมมหานคร ระยะทาง 10.9 กิโลเมตร โดยการก่อสร้างจะแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะที่ 1 ถนนพระราม 3 ซอย 47 ถึงแยกพระราม 3 ถนนนราธิวาส
  • ระยะที่ 2 จากแยกพระราม 3 นราธิวาส ถึงถนนเลียบทางพิเศษ และ
  • ระยะ 3 จากแยกสะพานพระราม 9 ถึงถนนพระราม 3 ซอย 47 ซึ่งจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ครบทั้ง 10.9 กิโลเมตรในปี 2564 นี้

          นอกจากนี้ยังได้มีการก่อสร้างท่อสายไฟลงดินตามแนวรถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีชมพูช่วงแคราย - มีนบุรี 34.5 กิโลเมตร และสายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรง 30.4 กิโลเมตร โดยที่การไฟฟ้านครหลวงได้เซ็นสัญญากับกลุ่มกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ ผู้รับเหมาก่อสร้างรถไฟฟ้าโครงการดังกล่าว และจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2564

บรรยากาศย่านพญาไทหลังเอาสายไฟลงดิน

บรรยากาศย่านพญาไทหลังเอาสายไฟลงดิน

            เมื่อมองกลับไปเปรียบเทียบถนนเหล่านี้ที่กล่าวมาข้างต้น เราจะเห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนในเรื่องของทัศนียภาพ เพราะเมื่อนำสายไฟลงดินแล้ว เราจะเห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความสวยงามของเมืองมากยิ่งขึ้น ไม่เป็นที่รำคาญสายตา ตอบรับการที่กรุงเทพมหานครจะเป็นเมืองอัจริยะหรือ Smart City ในอนาคต รวมถึงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นในสายตานานาประเทศ ทั้งยังดูเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด และมีความลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนมากยิ่งขึ้น หากเปรียบเทียบกับก่อนหน้าที่มีสายไฟระโยงระยางที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะย่านทีมีความหนาแน่นและเป็นย่านธุรกิจ เช่น ชิดลม สุขุมวิท สาทร สีลม อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และพญาไท หากไม่นำสายไฟตามแนวถนนที่ผ่านย่านเหล่านี้ลงดินอาจทำให้ผู้ที่สัญจรไปมาเกิดอุบัติเหตุได้ หรือแม้กระทั่งย่านที่มีการจราจรติดขัดอย่างบริเวณห้าแยกลาดพร้าว และถนนพหลโยธิน หากเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนเสาไฟฟ้าหรือฝนตกหนักลมกรรโชกแรง ก็จะเกิดไฟฟ้าดับจนส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง สร้างความเสียหายต่อธุรกิจอย่างมหาศาล โครงการสายไฟลงดินจึงเข้ามาช่วยตรงส่วนนี้ได้อย่างมากเลยทีเดียว ส่วนบริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์นั้น เป็นแหล่งรวมโบราณสถานที่มีความสำคัญต่อชาติมากมายทั้งพระราชวัง วัดวาอาราม บ้านเรือนสมัยก่อน รวมถึงพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาโบราณวัตถุ หากเกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับสายไฟฟ้า ก็อาจทำให้สิ่งล้ำค่าคู่บ้านคู่เมืองเสียหายได้ และยังสร้างความไว้วางใจในหมู่นักท่องเที่ยวได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นโครงการสายไฟลงดินจึงตอบโจทย์อย่างมากในยุคนี้

นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว มีจังหวัดที่ไม่มีสายไฟบนดินจังหวัดไหนบ้าง

บรรยากาศย่านสุขุมวิทหลังเอาสายไฟลงดิน

บรรยากาศย่านสุขุมวิทหลังเอาสายไฟลงดิน

           หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ามีหนึ่งจังหวัดที่สามารถนำสายไฟลงดินได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยก่อนหน้ากรุงเทพฯ เสียอีก และเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทยด้วย นั่นก็จังหวัดตรังนั่นเอง ซึ่งเป็นความร่วมมือของทั้งวิศวกรจากต่างประเทศและในประเทศเพื่อดำเนินการโครงการสายไฟฟ้าลงดินของจังหวัดตรัง โดยทำการขุดลงไปใต้ดินที่ลึกประมาณ 4-5 เมตร จากนั้นนำสายไฟฟ้าและสายเคเบิลลงไปวางไว้ภายในท่อยางขนาดใหญ่อย่างหนาที่มีคุณสมบัติกันน้ำ กันความชื้น และกันต่อแรงกระแทกเป็นอย่างดี บอกเลยว่าเบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่ได้มาง่าย ๆ เพราะจังหวัดตรังได้เริ่มการนำสายไฟฟ้าและสายเคเบิลลงสู่ใต้ดินตั้งแต่เมื่อปี 2545 โดยเริ่มจากหอนาฬิกาไปจนถึงสถานีรถไฟ เพื่อปรับภูมิทัศน์ จากนั้นจึงทำมาเรื่อย ๆ จนครบทั้งตัวเมืองตรังในปี 2562 ถือเป็นเมืองต้นแบบไร้สายไฟของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ 

          สายไฟลงดินในปัจจุบันนี้ เมืองใหญ่หลาย ๆ เมืองก็พร้อมใจแปลงโฉมตัวเองให้เป็นเมืองไร้สายไฟกันมากขึ้น โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ทยอยนำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงใต้ดินตามเมืองใหญ่หรือหัวเมืองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น น่าน ภูเก็ต หาดใหญ่ พัทยา ขอนแก่น นครราชสีมา นครพนม และเชียงใหม่ เป็นต้น ส่วนของเมืองพัทยานั้น เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเนื่องจากเป็นเมืองยอดฮิตอันดับต้น ๆ ของประเทศในหมู่ชาวต่างชาติ อีกทั้งมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นและมีสิ่งปลูกสร้างทั้งอาคารบ้านเรือน ห้องสรรพสินค้า โรงแรมชั้นนำที่หลายแห่งจะเป็นอาคารสูง คอนโดมิเนียม ทำให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากตามไปด้วย

          การนำสายไฟลงดินจึงช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพและสามารถจ่ายไฟได้มากยิ่งขึ้น ทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมถึงแก้ปัญหาภูมิทัศน์วิวเมืองที่ตัดกับทะเลอันสวยงามแต่ถูกทำลายโดยสายไฟและสายสื่อสารที่ไม่เป็นระเบียบ ทางเมืองพัทยาจึงได้ร่วมมือกับหน่อยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนแก้ปัญหาเหล่านี้ และผลักดันเมืองพัทยาสู่ความเป็นเลิศในทุก ๆ ด้าน โดยโครงการก่อสร้างและปรับปรุงระบบไฟฟ้าจะดำเนินการระหว่างปี 2560-2564 หากโครงการดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์แล้ว เมืองพัทยาจะต้องเติบโตได้มากกว่านี้อีกหลายเท่าตัวแน่นอน เพราะภาคธุรกิจจะดำเนินกิจการได้ราบรื่นมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาไฟตกหรือไฟดับ สำหรับจังหวัดหรือเมืองอื่น ๆ ที่กล่าวมาก็มีเหตุผลเช่นเดียวกันในการนำสายไฟลงดินทั้งเรื่องของประชากร ความต้องการใช้ไฟฟ้า การเจริญเติบโตของเมือง จำนวนนักท่องเที่ยว และแน่นอนว่าเมืองเหล่านี้จะหลายเป็นต้นแบบให้อีกหลาย ๆ แห่งในประเทศไทย เพื่อที่ว่าสักวันหนึ่งประเทศไทยจะกลายเป็นเมืองไร้เสาไฟแบบสมบูรณ์ 

        ณ ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถนำสายไฟลงดินได้หมดทุกเขต แต่ก็นับว่ามีความคืบหน้าไปอย่างมากหากเทียบกับสมัยก่อน เพราะถนนสายหลัก ๆ ของกรุงเทพฯ นั้นต่างไม่มีสายไฟรุงรังให้รำคาญใจอีกต่อไปแล้ว ที่สำคัญไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ อย่างเดียว แต่อีกหลาย ๆ จังหวัดต่างพัฒนาระบบสายไฟของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องประชาชนในจังหวัด ทั้งยังโชว์เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนั้น ๆ ให้เห็นเด่นชัดขึ้น อีกแค่ไม่กี่ปีข้างหน้า สายไฟลงดิน ความฝันที่เรารอคอยกันมาเนิ่นนานคงได้เป็นจริงเสียที นอกเหนือจากเรื่องของทัศนียภาพในกรุงเทพแล้ว เรายังอัพเดทข่าวอสังหา และคอยตอบคำถามคาใจ เกี่ยวกับปัญหาคอนโดให้เพื่อน ๆ ได้อ่านประกอบการตัดสินใจกันอยู่เสมอ อย่าลืมติดตามกันนะคะ