logo

          เมื่อค่าแรงไม่ขยับ แต่ค่าครองชีพกลับสวนทาง คำพูดที่ว่าใช้เงินเดือนชนเดือน อาจไม่ได้เป็นเพียงคำพูดที่ชินปาก แต่มันเป็นความจริงที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน บางคนทำงานหามรุ่งหามค่ำ ถึงสิ้นเดือนมีเงินเหลือไม่กี่ร้อยบาท บางคนติดลบชักหน้าไม่ถึงหลัง เอาเงินตรงนั้นมาโปะตรงนี้ สุดท้ายก็ไม่พ้นการเป็นหนี้ แม้ว่าจะมีการกระตุ้นทางการตลาดหรือมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐก็ตาม แต่ภาพสะท้อนเรื่องการใช้จ่ายสูงที่มีอย่างต่อเนื่องนี้ ก็ทำเอาคนไทยร้อน ๆ หนาว ๆ ไปตามๆกัน เมื่อต้องตกอยู่ในสภาวะที่ต้องเผชิญ การหาวิธีอยู่ให้ได้อยู่ให้เป็นกับความไม่แน่นอนของค่าครองชีพไทย น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้

. . . . . . . . . .

ค่าครองชีพคืออะไร?

ค่าครองชีพคืออะไร?

           หลายคนอาจจะพุ่งประเด็นไปที่ว่าตอนนี้ค่าครองชีพบ้านเรามันจะสูงหรือต่ำ แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้นเรามาทำความรู้จักกับคำ ๆ นี้ ว่าคืออะไรกันก่อนดีกว่า เอาแบบเข้าใจง่ายๆ ค่าครองชีพ” ก็คือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อการใช้ชีวิตของผู้คนนั่นเอง สำหรับผู้คนในสังคมเมืองก็อาจจะหมายถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ทั้งค่าที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ และค่าใช้จ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นชนิดต่าง ๆ ซึ่งเมื่อค่าสินค้าต่าง ๆ เหล่านี้มีราคาสูงขึ้น นั่นก็หมายถึงรายจ่ายที่สูงขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

         หรือความหมายแบบทางการมาอีกนิด ค่าครองชีพ ก็คือจำนวนรายได้ที่จำเป็นเพื่อให้ได้มาตรฐานการครองชีพที่เท่าเทียม หัวใจสำคัญของมาตรฐานนี้คือความต้องการที่จะจัดหาอาหารเครื่องนุ่งห่มและที่พักอาศัย ในหลายวัฒนธรรมสิ่งของอื่น ๆ ก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นและรวมอยู่ในการคำนวณเมื่อพยายามกำหนดค่าครองชีพโดยเฉลี่ยในพื้นที่นั้น

          การประเมินค่าครองชีพปัจจุบันในพื้นที่ที่กำหนดเป็นสิ่งสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ สำหรับครัวเรือนให้ระบุว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่เพื่อรักษาความจำเป็นพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญในการเลือกทำงานในอุตสาหกรรมเฉพาะ ตามหลักการแล้วงานเต็มเวลาหนึ่งงานก็เพียงพอที่จะจ่ายค่าเช่ารายเดือนหรือจ่ายค่าจำนองจ่ายค่าสาธารณูปโภคครอบคลุมซื้ออาหารสามมื้อต่อวันและซื้อเสื้อผ้าสำหรับสมาชิกในครัวเรือน ค่าใช้จ่ายในบางพื้นที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมืองทำให้จำเป็นสำหรับบุคคลมากกว่าหนึ่งคนในครัวเรือนที่จะได้งานทำหรือสำหรับคนคนเดียวในการสร้างแหล่งรายได้เสริมนอกเหนือจากงานเต็มเวลา

        เทศบาลจะพิจารณาค่าครองชีพเมื่อมีส่วนร่วมในการวางผังเมือง การทำความเข้าใจสิ่งที่มีค่าใช้จ่ายในการรักษามาตรฐานการครองชีพที่เท่าเทียมกันในพื้นที่ทำให้สามารถระบุลักษณะและขอบเขตการให้บริการของหน่วยงานราชการในท้องถิ่น ตัวเลขนี้ยังช่วยให้เทศบาลสามารถกำหนดโครงสร้างภาษีได้เนื่องจากเกี่ยวข้องกับภาษีขายสำหรับการซื้อสินค้าเช่นอาหารและน้ำมันเบนซิน และวิธีสร้างตารางภาษี แม้แต่ปัญหาต่าง ๆ เช่นการวางแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัยหรือการออกแบบสิ่งจูงใจเพื่อดึงดูดธุรกิจใหม่ ๆ ในพื้นที่นั้นจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน

           ไม่ใช่เรื่องผิดปกติสำหรับคนที่จะค้นหาสถานที่ที่ค่าครองชีพช่วยให้พวกเขาได้รับผลประโยชน์มากขึ้นตามจำนวนรายได้ที่พวกเขาสร้าง ตัวอย่างเช่นคู่เกษียณอาจเลือกที่จะอาศัยอยู่ในเมืองเล็ก ๆ หรือเมืองที่ที่อยู่อาศัยมีราคาถูกกว่าอาหารราคาถูกกว่าและภาษีต่ำกว่า การทำเช่นนี้ทำให้เป็นไปได้สำหรับรายได้เกษียณอายุของพวกเขาที่จะครอบคลุมทุกสิ่งที่จำเป็นและยังมีรายได้ทิ้งสำหรับกิจกรรมและการซื้อที่เป็นที่ต้องการ แต่ไม่จำเป็น ในทำนองเดียวกันคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งในอาชีพมักจะเลือกที่จะแบ่งปันพื้นที่อยู่อาศัยกับคนอื่น ๆ เพื่อรักษาค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตให้น้อยที่สุดในขณะที่ยังคงมีที่พักที่เหมาะสม

 

         ค่าครองชีพไม่ใช่ตัวเลขคงที่ที่ยังคงเหมือนเดิมทุกปี การเปลี่ยนแปลงของค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานส่งผลให้จำนวนรายได้ที่จำเป็นในการรักษามาตรฐานการดำรงชีวิตที่กำหนด ในช่วงระยะเวลาของภาวะเงินเฟ้อหรือภาวะถดถอยผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวตามผลกระทบที่ภาวะเศรษฐกิจเหล่านั้นมีต่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและผลกระทบต่อกระแสรายได้

ค่าครองชีพในไทยเป็นอย่างไร?

ค่าครองชีพในไทยเป็นอย่างไร?

            ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ค่าครองชีพที่สูงขึ้นดูเหมือนจะสวนทางกับค่าแรงขั้นต่ำที่ปัจจุบันอยู่ที่วันละ 331 บาท แม้กระทรวงแรงงาน จะมีมติให้ปรับขึ้นและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา แต่คนไทยยังต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่ากินที่ตกเฉลี่ยมื้อละเกือบ 200 บาท ไหนจะค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าเสื้อผ้าค่ายาอีกสารพัด หากคำนวณคร่าว ๆ แล้ว จะต้องหาเงินอย่างน้อย ๆ เดือนละไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทเพื่อใช้ชีวิตในเมืองใหญ่

          สิ่งที่ว่ากันมานี้ จริงแล้วสามารถสะท้อนผ่านข้อมูลทางเศรษฐกิจได้จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย บอกถึงดัชนีภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพของครัวเรือนไทย (KR-ECI) ในเดือน พ.ย. 2563 ปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกันอยู่ที่ 41.0 ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 ในเดือนม.ค.63 ที่ 40.6 เนื่องจากมุมมองต่อการจ้างงานและรายได้ โดยเฉพาะครัวเรือนเกษตรดีขึ้นต่อเนื่อง แม้ในภาคครัวเรือนจะมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อค่าการจับจ่ายใช้สอยในปัจจุบัน แต่ความมั่นใจต่อค่าครองชีพในอนาคตยังไม่สูงนัก และยังมีความกังวลต่อภาระการชำระหนี้และราคาสินค้าอีกด้วย

          ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐจะสามารถช่วยให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยกลับมาคึกคักมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนได้บางส่วน แต่อย่างไรประเทศไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนอีกหลายด้าน ทั้งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 2 ขณะที่ภาคธุรกิจยังไม่สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมได้เป็นปกติ ทำให้กลุ่มแรงงานได้รับผลกระทบมากเช่นกัน

          จากสถานการณ์ดังกล่าว แม้ค่าแรงจะมีการปรับสูงขึ้น แต่จะเห็นได้ชัดเจนกว่าประชาชนยังต้องแบกรับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสูงขึ้นตามเช่นกัน เมื่อเทียบกับช่วง 1-2 ปีที่ผ่าน ประเทศไทยยังคงประสบปัญหาค่าครองชีพสูงเช่นเดิม 

          กลับมาที่กรุงเทพมหานครบ้านเรา ถือว่าเป็นเมืองที่มีอัตราค่าครองชีพสูงติดอันดับโลก ในอันดับ 40 ซึ่งไต่ขึ้นมา 12 อันดับจากปีก่อนหน้า สูงกว่าเมืองใหญ่อย่างวอชิงตัน ไมอามี มิลาน ปารีส บอสตัน หรือซิดนีย์ ปัจจัยหลักๆก็มาจากการย้ายถิ่นของผู้คนจากเมืองอื่นๆ รวมถึงการเติบโตด้านเศรษฐกิจที่มีผลจากค่าเงินเล็กน้อยเท่านั้น

         สำหรับค่าใช้จ่ายรายวันในกรุงเทพมหานครและ 3 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี และ จังหวัดสมุทรปราการ มีค่าใช้จ่าย 33,408 บาท/เดือน เพิ่มขึ้น 0.9% จากปี 2560 ที่มี 33,126 บาท ซึ่งถือว่ามีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่สูงกว่าภาคอื่น ๆ สำหรับค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคต่อคนเฉลี่ย 6,602 บาท/เดือน เพิ่มขึ้นจากในปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 6,540 บาท/เดือน

          นอกจากกรุงเทพมหานครแล้ว ยังมีเมืองท่องเที่ยวของไทยที่ค่าครองชีพก็แอบสูงไม่แพ้กัน แถมยังติดอยู่ในเมือง 10 อันดับแรกที่มีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่แพงที่สุดในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย จากผลสำรวจของทาง นัมเบโอ เว็บไซต์ฐานข้อมูลด้านค่าครองชีพที่ใหญ่ที่สุดในโลก บอกว่า เมืองภูเก็ต ที่มีค่าใช้จ่ายถึง 48.85 จุด โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรายบุคคล อยู่ที่ราว 18,000 บาท/เดือนรั้งอันดับ 4 ในอาเซียน ส่วนเมืองพัทยาจังหวัดชลบุรี ก็มีถึง 45.30 จุด โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรายบุคคล อยู่ที่ราว 17,000 บาท/เดือน รั้งอันดับ 6 ในอาเซียน และ เชียงใหม่มีถึง 43.42 จุด โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรายบุคคล อยู่ที่ราว 16,000 บาท/เดือน รั้งอันดับ 8 ในอาเซียน ซึ่งค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรายบุคคลนี้ยังไม่รวมค่าเช่าบ้าน

ค่าครองชีพคนไทยมีอะไรบ้าง?

ค่าครองชีพคนไทยมีอะไรบ้าง?

           อย่างที่บอกไปเมื่อตอนต้นว่า “ค่าครองชีพ” ก็คือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ว่านี้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการอุปโภคบริโภคทั้งนั้น สะท้อนได้จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2562 ซึ่งได้ทำการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ ค่าใช้จ่าย ภาวะหนี้สินและทรัพย์สินครัวเรือน จากครัวเรือนตัวอย่างในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 3,420 ครัวเรือน 

 

          ผลการสำรวจพบว่า รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของคนกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 39,459 บาท ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการทำงานร้อยละ 78.5 ได้แก่ ค่าจ้างและเงินเดือนร้อยละ 59.5 กำไรสุทธิจากการทำธุรกิจร้อยละ 19.0 และมีรายได้ที่ไม่ได้เกิดจากการการทำงาน เช่น เงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นหรือรัฐ คิดเป็นร้อยละ 8.1 รายได้จากทรัพย์สิน เช่น ดอกเบี้ยร้อยละ 1.1 นอกจากนั้นยังมีรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงินในรูปสวัสดิการหรือสินค้าและบริการต่างๆ อีกร้อยละ 12.0 (รวมค่าประเมินค่าเช่าบ้านหรือบ้านของตัวเอง)

          สำหรับค่าใช้จ่ายครัวเรือนในกรุงเทพมหานคร ปี 2562 มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 31,753 บาท แบ่งสัดส่วนหมวดๆ ได้เป็น

  1. หมวดอาหารและเครื่องดื่ม คิดเป็นร้อยละ 27.5 ได้แก่ ข้าวแป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง เนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำไข่และผลิตภัณฑ์นม ผักและผลไม้ เครื่องประกอบอาหาร อาหารสำเร็จรูป และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 
  2. หมวดเครื่องนุ่งห่ม และรองเท้า คิดเป็นร้อยละ 6.5 ได้แก่ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว
  3. หมวดเคหสถาน คิดเป็นร้อยละ 23.4 ได้แก่ ที่พักอาศัย ไฟฟ้า เชื้อเพลิง น้ำประปาและแสงสว่าง สิ่งทอสำหรับใช้ในบ้าน สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด
  4. หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล คิดเป็นร้อยละ 1.3 ได้แก่ ค่าตรวจรักษาและค่ายา
  5. ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล
  6. หมวดพาหนะ การขนส่งและการสื่อสาร คิดเป็นร้อยละ 18.5 ได้แก่ ค่าโดยสารสาธารณะ ยานพาหนะและน้ำมันเชื้อเพลิง และการสื่อสารอีกร้อยละ 4
  7. หมวดการบันเทิง การอ่านและการศึกษา คิดเป็นร้อยละ 3.7 
  8. หมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ คิดเป็นร้อยละ 0.4 
  9. ส่วนค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค ก็อย่างเช่น ค่าภาษี ของขวัญ เบี้ยประกันภัย ซื้อสลากกินแบ่ง/หวย ดอกเบี้ย สูงถึงร้อยละ 15.3 เลยทีเดียว

เทียบรายได้กับค่าใช้จ่าย ยังไหวไหม?

         หากพูดถึงหนี้สินครัวเรือน ในกรุงเทพมหานครกว่า 2.9 ล้านครัวเรือน พบว่า ประมาณ 856,045 ครัวเรือน หรือร้อยละ 29.4 เป็นครัวเรือนที่มีหนี้สิน โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 180,297 บาทต่อครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้สินเพื่อใช้ในครัวเรือนร้อยละ 95.8 ในจำนวนนี้ใช้ในการซื้อบ้านหรือที่ดินสูงถึงร้อยละ 64.6 ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคร้อยละ 30.1 ใช้ในการศึกษาร้อยละ 1.2 สำหรับหนี้เพื่อใช้ในการลงทุนและอื่น ร้อยละ 4.2 และพบว่าเป็นหนี้ใช้ทำธุรกิจร้อยละ 4.0 หนี้ที่ใช้การเกษตรและหนี้อื่นๆ มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.1 

       เมื่อเปรียบเทียบรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินของครัวเรือนทั้งหมด จำแนกตามสถานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือน(อาชีพ) ก็จะพบว่า ครัวเรือนลูกจ้างที่เป็นผู้จัดการหรือนักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพมีรายได้เฉลี่ยสูงสุดถึง 65,507 บาท รองลงมาก็จะเป็นผู้ประกอบธุรกิจของตนเองที่ไม่ใช่การเกษตร 38,824 บาท เสมียนหรือพนักงานขายหรือผู้ให้บริการ 32,148 บาท และครัวเรือนลูกจ้างคนงานเกษตร ป่าไม้ และประมง 31,221 บาท ส่วนครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำสุดคือ ครัวเรือนผู้ถือครองทำการเกษตรส่วนใหญ่เช่าที่ดินทำฟรี รายได้ 20,703 บาท และก็พบว่าครัวเรือนอาชีพใดที่มีรายได้สูง ส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายและจำนวนเงินที่เป็นหนี้สูงเช่นกัน

  ลองนึกภาพตามถึงรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของคนกรุงเทพมหานคร อยู่ที่ 39,459 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการทำงาน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนอยู่ที่ 31,753 บาท นอกจากนี้ยังมีหนี้สินครัวเรือน และค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอื่นๆ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีปัจจัยสำคัญอย่างการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ แรงงาน การศึกษา และอื่นๆอีกมากมายซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรายวันนั้นสูงขึ้น และค่อนข้างสวนทางกับรายได้ของคนในยุคปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัดเจน

แนวโน้มค่าครองชีพไทยในอนาคต

แนวโน้มค่าครองชีพไทยในอนาคต

          สำหรับแนวโน้มค่าครองชีพในอนาคต อย่างที่ทราบกันดีถึงผลกระทบจาก โควิด-19 ทำให้มีตัวเลขของ ผู้ตกงานในประเทศ สูงถึง 3.3 ล้านคน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้านคนในปลายปีนี้ ตามข้อมูลของ คณะอนุกรรมการมาตรการแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

          มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเป็นเรื่องใหญ่ เริ่มจากการกระตุ้นการบริโภคของคนในประเทศอัดฉีดเม็ดเงินจำนวน 4.5 หมื่นล้านบาทลงไปในระบบกับมาตรการ "คนละครึ่ง " จุดประสงค์ ลดค่าใช้จ่าย ส่งเสริมการบริโภคและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไป โดยเฉพาะหาบเร่แผงลอยที่มีอยู่กว่า 8 หมื่นร้าน โดยรัฐมีเป้าหมายที่จะแจกเงินให้กับประชาชน 15 ล้านคน วงเงินไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน เป็นค่าใช้จ่ายที่รัฐจะช่วยออกให้ 50% สรุปง่ายๆ คือเอาไปซื้อของกินของใช้ตามที่รัฐกำหนดได้ครึ่งราคา

        นอกจากนี้ยังออกมาตรการสำหรับเด็กจบใหม่ ในปี 2562 และ 2563 โดยสนับสนุนค่าจ้างให้ 50% ของเงินเดือนตามวุฒิการศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี ปวส. ปวช. รวม 260,000 อัตรา เป็นเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท ในระยะเวลา 1 ปี จนถึงเดือน ต.ค.2564

         อีกทั้งยังมีนโยบายให้รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มีกำไร เช่น ปตท. กฟผ. รับเด็กจบใหม่เข้าทำงานอีกจำนวนหนึ่งที่อาจจะเป็นในรูปแบบของพาร์ทไทม์ หรือลูกจ้างชั่วคราว เพื่อลดปัญหาการว่างงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ปัญหาจากผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมากกว่า วิกฤติเศรษฐกิจทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะผลกระทบยังไม่ถึงจุดสูงสุดและมีแนวโน้มว่าจะใช้ระยะเวลาที่ยาวนานไม่มีกำหนด

         อย่างที่ทราบกันอยู่ การแจกเงินในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวน 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน จบไปแล้ว แต่ความเดือดร้อนของชาวบ้านยังไม่จบ ปัญหาปากท้อง เป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่รัฐต้องหาทางออกโดยเร็วที่สุด

         การช่วยลดค่าครองชีพ จึงเป็นเรื่องที่ควรจะเร่งนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง เช่น กรณีของการสนับสนุนส่วนลดราคาก๊าซ เอ็นจีวี ให้กับรถโดยสารสาธารณะของ ปตท. ล่าสุด จากการเปิดเผยของ วุฒิกร สติฐิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. คณะกรรมการ ปตท. ประชุมกันแล้วเห็นว่า ผลกระทบจากโควิด-19 ยังไม่ทุเลา จึงมีมติที่จะขยายเวลาให้ส่วนลดราคาขายปลีกเอ็นจีวีสำหรับรถโดยสารสาธารณะไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.ศกนี้ ด้วยราคา 13.62 บาทต่อกิโลกรัม (ไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล) หรือจนกว่าราคาเอ็นจีวีจะลดต่ำกว่า 13.62 บาท เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการและประชาชนในอีกช่องทาง

        ปัจจุบันผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะที่ได้รับการสนับสนุนผ่านบัตรส่วนลดมีจำนวนกว่า 6 หมื่นราย ประกอบด้วย กลุ่มผู้ขับขี่รถแท็กซี่ รถตู้ร่วม ขสมก. รถสองแถว และรถตุ๊กๆ และกลุ่มรถบัสโดยสารร่วม ขสมก. รถตู้ร่วม บขส. ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อค่าใช้จ่ายของผู้มีรายได้น้อยเป็นหลักอยู่แล้ว กองทัพจะต้องเดินด้วยท้องถึงจะชนะวิกฤติได้

รับมืออย่างไร เมื่อค่าครองชีพในไทยไม่แน่นอน

          ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในยุคโควิด ที่มีทีท่าจะสวนทางกับรายได้ของคนทำงานหาเช้ากินค่ำเอาเสียจริงๆ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้เงินอย่างสุ่มเสี่ยงมากเพียงใด แต่เราก็ต้องหาทางหนีทีไล่เพื่อรับมือกับค่าครองชีพอันไม่แน่นอนนี้ให้ได้

ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงบ้าง

          ค่าใช้จ่ายที่เกินตัวของผู้คนนั้นก็มีอยู่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเช่าหรือซื้อหาที่อยู่อาศัยที่ราคาสูงเกินตัว หรือแม้แต่ค่าอาหารที่ต้องเสียไปในแต่ละวัน โดยเฉพาะคนที่ชอบทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งก็นับเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเลย ลองทำอาหารกินกันเองที่บ้าน นอกจากจะปรุงรสได้ตามชอบใจแล้ว ยังไม่ต้องกังวลกับเรื่องของความสะอาดอีกด้วย 

ลดการใช้เงินในอนาคตให้น้อยลงบ้าง

          ถึงแม้ว่าจะเป็นการเพิ่มความสะดวกในการซื้อหาสิ่งของที่ต้องการมาได้ง่าย ๆ แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าสิ่งเหล่านั้นจำเป็นจริง ๆหรือไม่ เพราะการใช้เงินในอนาคตที่มากเกินไปก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้หากประสบเหตุไม่คาดฝันทางการเงินได้ 

ไม่ต้องตามกระแสสังคมหรือกระแสแฟชั่นมากนัก

          ในที่ทำงานที่ต้องพบปะเจอผู้คนมาก ๆ มักเกิดการแข่งขันเรื่องสิ่งของเครื่องใช้ อย่างเช่น กระเป๋า รองเท้า หรือนาฬิการุ่นใหม่ บางครั้งของเก่าก็ยังใช้งานได้อยู่ หากรู้สึกว่าค่าครองชีพสูงเกินไปนั้น ให้ลองพิจารณาดูว่ามีค่าใช้จ่ายใดเข้าข่ายนี้หรือไม่

หาหนทางพัฒนาและเพิ่มค่าแรงให้ตนเอง

          การทำงานไม่ควรทำไปเรื่อยๆอย่างไรจุดหมาย ควรคำนึงถึงอนาคตด้วยว่าอยากเป็นอะไร หรือโอกาสก้าวหน้าทางสายอาชีพของตนเองแบบไหน หากเป็นลูกจ้างแต่หากมุ่งมั่นพัฒนาและฝึกฝนตนเอง เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่าง ๆ มาให้ตนเองอย่างสม่ำเสมอ โอกาสจะก้าวขึ้นเป็นระดับผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการของตนเองก็ย่อมไม่เป็นเรื่องที่ยากอีกต่อไป

เก็บออมเอาไว้บ้าง

            แม้ว่าเงินจะหายากและไม่พอใช้เพียงใด แต่หากอดออมเอาไว้บ้าง จากน้อยๆ ก็อาจะกลายเป็นเงินก้อนโตได้ เช่นเราลองเก็บเงินเหรียญจากวันละ 10 บาท ทำได้ 1 ปีก็จะมีเงินเก็บถึง 3,650 บาท และหากทำได้ต่อเนื่องสัก 10 ปี ก็จะมีเงินเก็บถึง 36,500 บาทเลยทีเดียว ตัวอย่างง่ายๆแต่ได้เงินพอกพูน หากเริ่มเก็บเงินจนมีวินัยแล้ว อาจจะเริ่มขยับไปสู่การลงทุนอาจจะเริ่มจากสลากออมทรัพย์ หรือการซื้อกองทุนต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความงอกเงยให้กับเงินของเราก็ได้

           สำหรับคนที่กำลังกังวลเรื่องรายได้ที่สวนทางกับค่าครองชีพ อย่ามัวแต่ไปเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายของประเทศอื่น ๆ อยู่เลย ลองกลับมาพิจารณาตนเองก่อนสิว่า วันนี้เราใช้จ่ายอย่างเกินตัวไปรึเปล่า หรือเสียเงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นมากน้อยเพียงใดหรือไม่ หรือได้ลองหาหนทางเพิ่มรายได้ให้ตนเองแล้วหรือยัง ลองมองภาพรวมดูว่าจะมีวิธีจัดการอย่างไรให้ค่าแรงและค่าใช้จ่ายรายวันเกิดความสมดุลระหว่างกัน แล้วลองลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นให้มากขึ้น ที่สำคัญลองพัฒนาตัวเองเพื่อให้ได้รับค่าแรงหรือเงินเดือนที่มากขึ้น น่าจะเป็นทางแก้ปัญหาและแนวทางการรับมือสำหรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้เร็วที่สุด และสุดท้ายอย่าลืมติดตามบทความเกี่ยวกับการเงินดี ๆ ได้ที่นี่ พร้อมทั้งบทความเกี่ยวกับการลงทุนคอนโดที่จะคอยอัพเดทให้เพื่อน ๆ ได้ติดตามกันทุกวัน