logo

          พูดถึง หนี้ครัวเรือน หลายคนก็ยังงง ๆ ว่ามันคืออะไร เกี่ยวกับคนเรามากน้อยแค่ไหน ดูเผิน ๆ แล้วดูจะเป็นภาษาทางเศรษฐศาสตร์ที่ยากจะเข้าใจและไกลตัวสำหรับคนไทย แต่หลายครั้งก็มักจะได้ยินตามข่าวต่าง ๆ จนทำเอาหลายคนข้องใจว่าจริง ๆ แล้วมันสำคัญอย่างไรกับคนเรากันแน่ ครั้งนี้ คอนโด นิวบ์ เลยจะมาช่วยขยายความหมายของคำว่า หนี้ครัวเรือน ให้ทุกคนเข้าใจแบบเจาะลึก และมาดูกันว่าหนี้ครัวเรือนมีความสำคัญอย่างไร ทำไมคนไทยถึงต้องรู้ ติดตามได้ในบทความนี้

. . . . . . . . . .

 

หนี้ครัวเรือน...คืออะไร?

            ตามนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หนี้ครัวเรือน หมายถึง เงินให้กู้ยืมที่สถาบันการเงินให้แก่บุคคลธรรมดาที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ ซึ่งบุคคลธรรมดาอาจนำเงินที่กู้ยืมไปใช้เพื่อการจับจ่ายใช้สอยต่าง ๆ หรือเพื่อประกอบธุรกิจ โดยข้อมูลหนี้ครัวเรือนจะครอบคลุมเฉพาะเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินที่ ธปท. เก็บข้อมูลได้ดังนั้น หนี้ครัวเรือนในที่นี้จึงไม่รวมหนี้นอกระบบ

          โดยทั่วไปแล้ว หนี้ครัวเรือนหากอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจการเงิน (เช่น การเพิ่มขึ้นของรายได้ประชากร) ย่อมจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผ่านเงินกู้ยืมที่ครัวเรือนนำไปใช้ในการอุปโภคบริโภคหรือประกอบธุรกิจต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม หากหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานจนไม่สอดคล้องกับระดับรายได้ ก็อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนจนเป็นปัญหาต่อสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ได้

 

         หรือหากจะอธิบายง่าย ๆ ก็คือ เงินที่สถาบันการเงินต่าง ๆ ให้คนทั่วไปอย่างเรา ๆ กู้ยืมมา แต่ต้องเป็นคนที่อยู่ในประเทศเท่านั้น ซึ่งเราจะเอาเงินไปใช้ซื้อของ หรือเพื่อไปทำธุรกิจก็ได้ แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคน ถ้าหนี้เหล่านี้เหมาะสมกับรายได้แล้ว มันก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แถมยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวด้วย

         หากมองภาพกว้างๆ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับเหมาะสมหรือพอดีนั้น จะสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจการเงิน เช่น หนี้ครัวเรือนมากขึ้น รายได้ประชากรก็มากขึ้นด้วย เป็นต้น แต่ถ้าเกิดว่าหนี้มากกว่ารายได้ขึ้นมาและกินระยะเวลานาน นี่แหละจุดเริ่มต้นของปัญหา! เพราะเราจะไม่มีเงินมาจ่ายหนี้ หรือที่เรียกว่า "หนี้เสีย" (NPL) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินที่ให้เรากู้ยืมมาด้วย

 

คนไทย...กับหนี้ครัวเรือน

พ่อค้าเข็นรถเข็น

          จากงานวิจัย “เจาะความท้าทายใหม่ของหนี้ครัวเรือนไทยในวิกฤติโควิด-19 จากข้อมูลสินเชื่อที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือ” โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยในหลายปีที่ผ่านมา กว่าหนึ่งในสามของคนไทยมีภาระหนี้สูง และส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ คนไทยมีหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย มีหนี้นานตั้งแต่เริ่มทำงานจนเกษียณ และมีหนี้จนแก่ และ 84% ของครัวเรือนก็ยังพึ่งพาหนี้จากสถาบันการเงินกึ่งในระบบและนอกระบบเป็นสัดส่วนสูง

          ภาระหนี้ที่สูงได้กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการอุปโภคบริโภคและการลงทุน และทำให้ครัวเรือนไทยขาดภูมิคุ้มกันต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ วิกฤติโควิด-19 ซึ่งส่งผลทำให้ครัวเรือนจำนวนมากมีปัญหาในการชำระหนี้ก็ได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางดังกล่าว และทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนมีความท้าทายขึ้นมากท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงจากความเสี่ยงที่จะเกิด second wave และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อาจไม่รวดเร็วและทั่วถึง ซึ่งอาจสุ่มเสี่ยงทำให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นวิกฤติหนี้รายย่อย ความท้าทายใหม่นี้สะท้อนถึงความสำคัญของข้อมูลและความเข้าใจเชิงลึกถึงปัญหาของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบในวงกว้าง

          งานวิจัยนี้เปิดมิติใหม่ในการเรียนรู้ผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 เพื่อสร้างความเข้าใจถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในอนาคต โดยศึกษาคุณลักษณะของบัญชีและผู้กู้ที่เข้ามาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมากว่า 8.1 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลหนี้ทั้งหมด 2.2 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 70% ของตัวเลขจำนวนบัญชีที่เข้ามาตรการจากธนาคารแห่งประเทศไทย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563) ซึ่งผู้วิจัยได้สร้างสมมติฐานเพื่อแยกแยะบัญชีดังกล่าวจากฐานข้อมูลเชิงสถิติจากเครดิตบูโร ที่ครอบคลุมสินเชื่อรายย่อยจากสถาบันการเงิน 102 แห่ง โดยในข้อมูลไม่ได้มีการรายงานสถานะ การเข้ามาตรการจากสถาบันการเงินแต่อย่างใด big data ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า

          ความเข้มข้น หรือ intensity ของการเข้ามาตรการสูงในวงกว้าง จากข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนมิถุนายน พบว่า สินเชื่อส่วนใหญ่ 59.7% เข้ามาตรการในเดือนเมษายน โดย 42.4% เข้ามาตรการครบ 3 เดือนในเดือนมิถุนายน ขณะเดียวกันก็มีบัญชีกว่า 16.6% ที่เข้ามาตรการแล้วออกไปก่อนครบ 3 เดือน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระดับความรุนแรงของสถานการณ์ที่ไม่เท่ากันของผู้กู้แต่ละกลุ่ม โดยข้อมูลในเดือนกรกฎาคมจะช่วยฉายภาพให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อมาตรการระยะแรกเริ่มหมดไป

          เมื่อพิจารณาลักษณะการเข้ามาตรการของบัญชีทั้งหมด พบว่า 70.5% เป็นการเลื่อนชำระซึ่งส่วนหนึ่งอาจสะท้อนถึงการมีปัญหาในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในวงกว้าง 25.8% เป็นการลดอัตราการชำระ และ 3.7% เข้ามาตรการสำหรับหนี้เสีย (ปรับโครงสร้างหนี้ หรือคลินิกแก้หนี้) และผู้กู้ส่วนใหญ่ (76.1%) มีสินเชื่อเข้ามาตรการเพียง 1 บัญชี แต่ก็มีผู้กู้อีก 7.3% ที่เข้ามากกว่า 2 บัญชี และอีก 4.9% ยังได้สินเชื่อใหม่เพื่อเป็นสภาพคล่องฉุกเฉินด้วย

           สินเชื่อที่เข้ามาตรการช่วยเหลือมีลักษณะกระจุกตัว ทำให้บางพื้นที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในภาคอีสานตะวันออกที่มีสัดส่วนสินเชื่อเข้ามาตรการสูงถึง 40-60% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล (ซึ่งมีจำนวนบัญชีมาก) และสินเชื่อบ้าน (ซึ่งมีขนาดมูลหนี้สูง) และส่วนใหญ่ก็เป็นการเข้ามาตรการในลักษณะเลื่อนการชำระเป็นหลัก ในขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคใต้และเหนือตอนบนก็มีสัดส่วนสินเชื่อที่เข้ามาตรการสำหรับหนี้เสียสูงกว่าพื้นที่อื่น ๆ

          ความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อรายย่อยของสถาบันการเงินต่อสินเชื่อที่เข้ามาตรการแตกต่างกันมาก โดยกลุ่ม Non-bank มีสัดส่วนสินเชื่อในพอร์ตเข้ามาตรการมากที่สุด 10 อันดับแรก 37-75% และส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ และเข้ามาตรการในลักษณะลดอัตราการชำระ แต่ก็มีความหลากหลายสูงเพราะเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนต่ำสุด 10 อันดับสุดท้ายด้วย ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีสัดส่วน 3-25% และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีสัดส่วน 10-35% (ไม่รวมสินเชื่อเกษตร)

          ผู้กู้ที่เข้ามาตรการมีภาระหนี้สูงและคุณภาพด้อยกว่าผู้กู้ที่ไม่ได้เข้าอย่างมีนัยสำคัญ เราพบว่าผู้กู้ที่เข้ามาตรการมีมูลหนี้และจำนวนบัญชีสินเชื่อในพอร์ตสูงกว่าผู้กู้ที่ไม่ได้เข้า โดยผู้กู้ที่เข้ามาตรการสำหรับหนี้เสียมีภาระหนี้มากที่สุด (มูลหนี้เฉลี่ย 1.7 ล้านบาทจาก 6 บัญชี) รองลงมาคือผู้กู้ที่เลื่อนชำระ (เฉลี่ย 0.9 ล้านบาทจาก 6 บัญชี) และผู้กู้ที่ลดอัตราการชำระ (เฉลี่ย 1.1 ล้านบาทจาก 5 บัญชี) โดยผู้กู้ที่มีหลายบัญชีส่วนใหญ่ยังใช้สถาบันการเงินเพียง 1-2 แห่ง นอกจากนี้ ผู้กู้ที่เข้ามาตรการยังมีประวัติการชำระหนี้ใน 12 เดือนที่ผ่านมาด้อยกว่า และมีอายุมากกว่าผู้กู้ที่ไม่ได้เข้าอย่างมีนัยสำคัญด้วย

ชานกำลังเครียดอยู่บนรถโดยสาร

           จากข้อมูลสินเชื่อที่เข้ามาตรการช่วยเหลือข้างต้นได้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในวงกว้างและความแตกต่างของความเปราะบางทั้งในระดับผู้กู้ พื้นที่ และสถาบันการเงินเมื่อมาตรการช่วยเหลือระยะแรก ๆ ได้สิ้นสุดลง และสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของนโยบายแก้หนี้ในอนาคต ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการมุ่งเป้าความช่วยเหลือ การบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อในเชิงรุกเพื่อป้องปรามไม่ให้บัญชีหนี้ดีจำนวนมากกลายเป็นหนี้เสีย และการ “prepare for the worst” จากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นของสถานการณ์สินเชื่อรายย่อยจำนวนมหาศาลเหล่านี้

          งานวิจัยนี้ยังได้พยายามที่จะสร้างฉากทัศน์ของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยในอนาคต โดยนำข้อมูลข้างต้นไปเชื่อมโยงเข้ากับข้อมูลหลากหลายมิติที่แสดงถึงแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของผู้กู้กลุ่มต่าง ๆ ของประเทศ และศึกษาประสิทธิผลของมาตรการแก้หนี้ที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนนัยต่อการวางนโยบายแก้หนี้ครัวเรือนไทยในอนาคตอีกด้วย

          ประกอบชุดข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ทำการสำรวจว่า ในปี 2562 ที่ผ่านมา คนไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงถึง 340,053 ล้านบาท ต่อ 1 ครัวเรือน ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์หนี้ครัวเรือนของไทยเลยก็ว่าได้ ถามว่าหนี้ครัวเรือนเหล่านี้มาจากไหนบ้าง? คำตอบคือ จากสงครามการค้าที่เรา ๆ คิดว่ามันไกลตัวนั่นเองและก็เริ่มขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น เพราะทำให้การส่งออกของไทย ลดลง แน่นอนว่าผู้ประกอบการหรือเจ้าของโรงงาน หรือบริษัทที่นำเข้า-ส่งออก ต้องเดือดร้อน ขณะเดียวกันราคาผลผลิตทางการเกษตรก็ตกต่ำ แถมปริมาณนักท่องเที่ยวก็ลดลง


และสิ่งที่ทุกคนได้รับผลกระทบเหมือน ๆ กัน คือ รายได้ลดลง แถมค่าครองชีพก็สูงขึ้น หนึ่งในทางพึ่งตัวเลือกอันดับต้น ๆ ก็คือ "บัตรเครดิต " เพราะสามารถขอยืมเงินมาใช้ก่อนแล้วเดือนค่อยคืนในเดือนถัดไป เพราะการใช้งานที่ง่ายเพียงรูดหรือแตะที่เครื่อง ก็สามารถซื้อของได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงเป็นไปตามความต้องการพื้นฐานของชีวิต ก็คือ ซื้อบ้าน ซื้อรถ เป็นต้น ซึ่งภาวะดังกล่าวนี้เริ่มทำให้กลายเป็น “หนี้ท่วม” นั่นเอง

          ผลสำรวจยังบอกอีกว่า คนไทยมีหนี้ใน 2 แบบ คือ หนี้ในระบบ ที่มีมากถึง 59.2% ซึ่งปัจจุบันคนไทยต้องผ่อนชำระหนี้ฉลี่ยเดือนละ 16,960 บาท และแบบที่ 2 คือ หนี้นอกระบบ มีประมาณ 40.8% ซึ่งคนไทยที่เป็นหนี้นอกระบบจะต้องผ่อนชำระต่อเดือนกว่า 5,222 บาทเลยทีเดียว

หากแยกตามอาชีพ ออกเป็น 5 อาชีพ ได้แก่ รับราชการ รับจ้างรายวัน เจ้าของกิจการ พนักงานเอกชน และเกษตรกร จากผลสำรวจจะเห็นว่าแทบจะทุกอาชีพมีหนี้มาจากการซื้อรถยนต์ โดยข้าราชการมักจะเป็นหนี้จากการที่อยู่อาศัย ขณะที่คนที่รับจ้างรายวัน หลักๆ ก็มาจากการซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค ด้านเจ้าของกิจการ มีหนี้จากการลงทุนในธุรกิจหรืออุตสาหกรรม ส่วนพนักงานเอกชนนั้นก็คือ หนี้จากการซื้อรถ และปิดท้ายด้วยเกษตรกรที่ต้องเป็นหนี้จากการลงทุนปลูกพืชผลทางการเกษตรนั่นเอง

 

สถิติหนี้ครัวเรือนไทยของไทย

สถิติหนี้ครัวเรือนไทยของไทย

          เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ในภาวะชะลอตัวจนไปถึงขั้นชะงักงัน ทั้งปัจจัยภายในที่ประชาชนมีกำลังซื้อลดลง ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีผลต่อความไม่มั่นใจด้านการลงทุน หรือปัจจัยภายนอกอย่างสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สร้างคลื่นระลอกใหญ่ส่งผลกระทบไปยังอีกหลายประเทศทั่วโลก แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับภาวะวิกฤตมาได้ระยะหนึ่ง กำลังหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด

          รวมถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายเป็นสัญญาณความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย ที่ทำลายระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานรากเป็นวงกว้างขึ้น นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินต่างๆ วิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของไทยค่อยๆ ไต่อันดับลงอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส บทวิเคราะห์เศรษฐกิจจึงเป็นไปในทิศทางที่ว่า เศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ถึงจะพ้นจากวิกฤตและสามารถฟื้นฟูไปถึงขั้นเติบโตได้อีกครั้ง ความง่อนแง่นของเศรษฐกิจไทยส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรในประเทศไทย เห็นได้จากความสามารถในการจับจ่ายซื้อสินค้าในปริมาณที่ลดลง และใช้จ่ายแต่เฉพาะที่จำเป็น รวมไปถึงภาวะหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่ค่อยๆ สูงขึ้น

          ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้านสัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยต่อจีดีพีใน 3 ปีที่ผ่านมา ระบุว่าอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง โดยในปี 2560 หนี้ครัวเรือนไทยมีสัดส่วนต่อจีดีพีอยู่ที่ 78.1 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มขึ้นเป็น 78.4 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2561 ในปีถัดมา 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 79.8 เปอร์เซ็นต์ กระทั่งมาถึงปีล่าสุด หนี้ครัวเรือน 2563 ในไตรมาสแรกมีสัดส่วนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 80.1 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า ภาคครัวเรือนของไทยกำลังรับมือกับปัญหาการหดตัวของรายได้ ซึ่งเร็วกว่าการชะลอตัวของการกู้ยืม ทั้งนี้ แม้ภาพดังกล่าวจะตอกย้ำปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไทยกำลังเผชิญ แต่ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในระยะ 1.2 ปีข้างหน้านี้

          ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ หนี้ครัวเรือนไม่ใช่ปัญหาใหม่ของเศรษฐกิจไทย เพราะก่อนการแพร่ระบาด COVID-19 ในไตรมาสที่ 1 ปี 2563 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยก็อยู่ที่ระดับร้อยละ 80.2 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูงที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอยู่แล้ว และเมื่อมีการแพร่ระบาด COVID-19 ทำให้ในไตรมาสที่ 2 สัดส่วนของหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP จึงได้ปรับตัวสูงขึ้นไปสู่ระดับที่ร้อยละ 83.8 ซึ่งถือเป็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในระดับสูงสุดของประเทศไทยเท่าที่เคยมีมา หลังจากเคยเร่งตัวต่อเนื่องในช่วงปี 2552 จนถึง 2558 จนไปสู่ระดับร้อยละ 81.2 ในไตรมาสที่ 4 ปี 2558 ก่อนจะปรับลดลงเล็กน้อยและค่อนข้างทรงตัวในช่วง 4

          ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์หนี้ครัวเรือนว่า จากข้อมูลเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน หรือ “หนี้ครัวเรือน" ล่าสุดในไตรมาส 3/2563 จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนว่า หนี้ครัวเรือนของไทยยังคงอยู่ในระดับสูง และมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางสัญญาณอ่อนแอของภาวะเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนในไตรมาส 3/2563 ทำสถิติสูงสุดในรอบ 18 ปีครั้งใหม่ที่ 86.6% ต่อจีดีพี

จากข้อมูลของธปท.ข้างต้น ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า มีสัญญาณการเร่งตัวขึ้นของการก่อหนี้ก้อนใหม่ในภาคครัวเรือนในไตรมาสที่ 3/2563 โดยเฉพาะหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงหนี้ก้อนใหญ่ อย่างหนี้เพื่อการประกอบอาชีพและหนี้เช่าซื้อรถยนต์ และหนี้เพื่ออุปโภคบริโภค เช่น บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล 

          ต่อภาพไปในปี 2564 คงต้องยอมรับว่า ความเสี่ยงการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในประเทศ ส่งผลกระทบต่อจังหวะการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในปี 2564 และน่าจะมีผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของกลุ่มลูกหนี้รายย่อยที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน มองว่าแม้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนโควิด-19 ระลอกใหม่ จะสะท้อนว่าลูกหนี้รายย่อยส่วนใหญ่ของธนาคารพาณิชย์น่าจะสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติหลังหมดมาตรการฯ และลูกหนี้บางส่วนได้รับการช่วยเหลือโดยการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว แต่คงต้องติดตามสถานการณ์ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี 2564 อย่างใกล้ชิด เพราะจะมีนัยโดยตรงต่อกระแสรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน

สำหรับแนวโน้มหนี้ครัวเรือนปี 2564 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มีความเป็นไปได้ที่หนี้ครัวเรือนของไทยอาจเพิ่มขึ้นมาที่ 91.0% ต่อจีดีพี หรืออาจสูงกว่านั้น หากเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากโควิดมากกว่าที่ประเมิน และส่งผลทำให้จีดีพีในปี 2564 เติบโตน้อยกว่ากรณีพื้นฐานที่ 2.6% ทั้งนี้ภาพหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวสูงต่อเนื่องดังกล่าว เป็นหนึ่งในเครื่องชี้ที่ตอกย้ำปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย และความเปราะบางของฐานะทางการเงินในภาคครัวเรือนที่เป็นโจทย์รอการแก้ไข ต่อเนื่องจากการควบคุมการระบาดของโควิดและการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่โจทย์เฉพาะหน้าที่สำคัญกว่า คือ การเตรียมมาตรการช่วยเหลือทางการเงินให้กับลูกหนี้ทั้งธุรกิจและครัวเรือนให้ผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไปให้ได้

 

รับมือ...หนี้ครัวเรือนก่อนบานปลาย

          เมื่อถามถึงแนวทางการรับมือหรือแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองการแก้ปัญหานี้ในภาพรวมไว้ ในมิติแรก จากตัวผู้ก่อหนี้อย่างเรา ๆ ก่อนเลย หลายหน่วยงานที่เกี่ยวกับการเงินและไม่เกี่ยว ต่างออกมาส่งเสริมความรู้ การวางแผนและวินัยทางการเงินที่ดี (financial literacy) จริง ๆ ก็คือ เราต้องเตือนตัวเองบ้าง “ว่าอย่าใช้จ่ายเกินตัว” นั่นเอง

        นอกจากนี้ ธปท.ยังร่วมกับสมาคมธนาคารนานาชาติ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท สมาคมธนาคารไทย ได้ออกคลินิกแก้หนี้ ออกมา ซึ่งล่าสุดออกมาเป็นเฟสที่ 3 แล้ว เพื่อช่วยเหลือผู้มีหนี้เสียทั้งบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งจะช่วยลดภาระ เพราะจ่ายเพียงแต่เงินต้นเท่านั้น

       ส่วนมิติที่สอง ก็คือ สถาบันการเงินต่างๆ ควรที่จะประเมินภาระหนี้ และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ให้ดี และไม่ควรเร่งขยายสินเชื่อที่จะกระตุ้นให้ประชาชนก่อหนี้เกินตัว เพราะสุดท้ายแล้ว จะย้อนกลับเข้ามาเป็นหนี้เสียของสถาบันการเงินนั่นเอง และล่าสุดเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย ประชาชน และภาคธุรกิจต่างๆ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1% ถือเป็นการปรับลดครั้งประวัติศาสตร์ เพราะว่าต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี ทำให้บรรดาธนาคารพาณิชย์ก็ออกมาลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้มาตามๆ กัน น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่เป็นโอกาสสำหรับทุกๆ คน

 

         สำหรับการเตรียมรับมือก่อนที่จะมีหนี้ครัวเรือนแบบง่ายๆ ลอง เพิ่มรายได้ แม้จะเป็นเรื่องที่ท้าทายในยุคโควิด-19 ระบาดแบบนี้ แต่การเพิ่มรายได้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุดในการสร้างความสามารถในการชำระหนี้ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงแนวโน้มธุรกิจและกลยุทธ์การบริหารสภาพคล่องในระยะข้างหน้า เพื่อลดความเสี่ยงในการประสบปัญหาในการชำระหนี้ หรือ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การลดรายจ่ายด้านสันทนาการ หรือการชะลอการซื้อสินค้าที่ยังไม่มีความจำเป็น จะสามารถช่วยลดภาระหนี้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรายจ่ายท่องเที่ยว บันเทิงที่ถูกบ่งชี้จากผลการวิเคราะห์ว่ามีผลในการลดโอกาสการเป็นหนี้สูง โดยเฉพาะสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย แนะนำลอง เพิ่มสัดส่วนการเก็บออม หากเรามีส่วนเกินที่เกิดจากการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายควรนำมาเก็บออมเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางการเงินในระยะสั้นและระยะยาวผ่านการออมได้ และก่อนจะก่อหนี้ก้อนใหม่ควรสำรวจความพร้อมของตัวเองให้ดีเสียก่อน จะได้ไม่ต้องมีปัญหาหนี้ครัวเรือนตามมาให้หนักใจนั่นเอง หลังจากบทความนี้จบ อย่าลืมติดตามบทความดี ๆ เกี่ยวกับการเงินอื่น ๆ ได้ที่นี่ที่เดียว