logo

          เชื่อได้เลยว่าในช่วงที่ผ่านมานี้ หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับ Home Office กันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ยิ่งทำให้ที่อยู่อาศัยประเภทนี้กลับมาเป็นที่พูดถึงกันอีกครั้ง เพราะหากจะให้มนุษย์ออฟฟิศทั่วไปต้องทำงานอยู่ที่บ้านของตัวเอง แต่ที่บ้านไม่มีฟังก์ชันอะไรที่พร้อมการรองรับการทำงานให้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โต๊ะทำงาน อินเตอร์เน็ต รวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ก็จะยิ่งทำให้รู้สึกว่าอยากกลับไปทำงานที่ออฟฟิศกันอีกครั้ง

          แต่สำหรับใครที่กำลังมองหาอีกหนึ่งพื้นที่ทางเลือกสำหรับการทำงานอย่าง Home Office ที่มีฟังก์ชันดี ๆ สักหลัง เอาไว้ให้พนักงานทุก ๆ คนได้มาทำงานร่วมกันที่นี่ แถมยังมีพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยจริง วันนี้ CondoNewb ก็ได้รวบรวมเอาความน่าสนใจของที่อยู่อาศัยประเภทนี้มาให้ทุกคนได้รู้จักกัน ว่าในความเป็นจริงแล้วนั้น Home Office คืออะไร และจะดีกว่าการเช่าพื้นที่สำนักงานหรือ Co-working Space ต่าง ๆ ที่มีเปิดให้บริการอยู่มากมายหรือไม่ ลองไปหาคำตอบในบทความนี้กันได้เลย

. . . . . . . . . .

Home Office คืออะไร

Home Office คืออะไร

          โดยทั่วไปแล้วนั้นเรามักจะรู้จักประเภทที่อยู่อาศัยแบบทั่ว ๆ ไปกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด คอนโดมิเนียม หรือทาวน์โฮม และสำหรับ Home Office นั้น ก็ถือเป็นที่อยู่อาศัยอีกหนึ่งประเภท ซึ่งมีฟังก์ชันในการใช้งานที่แตกต่างออกไปจากที่อยู่อาศัยประเภทอื่น ๆ นั่นเอง

          สำหรับลักษณะทั่วไปของ Home Office จะมีรูปแบบที่คล้ายกันทาวน์โฮม คือจะเป็นอาคารที่ก่อสร้างติดกันเป็นแถวหรือเป็นแนวยาวและมีลักษณะการใช้ผนังร่วมกัน แต่จะแตกต่างกันตรงที่ Home Office จะมีการจัดรูปแบบพื้นที่เพื่อจัดทำเป็นสำนักงานขนาดย่อม ๆ อยู่แล้ว ผู้อาศัยไม่จำเป็นต้องมาดัดแปลงพื้นที่ด้วยการทุบห้องหรือกั้นห้องเพิ่มเติมเองในภายหลัง โดย Home Office นั้นจะมีความสูงอยู่ที่ประมาณ 3-5 ชั้น ซึ่งภายในจะได้รับการจัดแบ่งออกเป็น 2 ฟังก์ชัน นั่นก็คือชั้น 1 และชั้น 2 หรือไปจนถึงชั้น 3 เป็นพื้นที่สำหรับการจัดทำเป็นสำนักงาน และพื้นที่ตั้งแต่ชั้น 4 หรือชั้น 5 เป็นต้นไป เป็นพื้นที่ในการอยู่อาศัยนั่นเอง

Home Office มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร

          หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกับที่อยู่อาศัยประเภท 2 ฟังก์ชันนี้ไปอย่างคร่าว ๆ แล้ว แต่ก็แน่นอนว่าน่าจะยังมีใครที่มองไม่เห็นถึงความน่าสนใจของที่อยู่อาศัยประเภทนี้อยู่ ว่าจะดีกว่าการออกไปเช่าสำนักงานข้างนอกอย่างไร ในเมื่อสุดท้ายก็ได้พื้นที่สำหรับการทำงานเช่นเดียวกัน ดังนั้น CondoNewb จึงได้รวบรวมเอาข้อดีและข้อเสียของการเลือกใช้ที่อยู่อาศัยประเภท Home Office มาแบบเน้น ๆ ให้ทุกคนได้ลองนำไปพิจารณากัน

 

ข้อดี

ซื้อบ้าน 1 หลัง แต่ฟังก์ชันมาถึง 2

           มาเริ่มกันที่ข้อดีข้อแรกนี้ ถือเป็นข้อดีข้อสำคัญที่ชัดเจนอยู่ในชื่อของที่อยู่ประเภทนี้แล้ว นั่นก็คือ Home Office ซึ่งนอกจากจะเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวแล้วก็ยังเป็นสำนักงานขนาดย่อม ๆ ไปในตัวอีกด้วย เรียกว่าซื้อ 1 แต่ได้มาถึง 2 เลยทีเดียว ส่วนใครที่กำลังคิดว่า Home Office ต้องเอาไว้เป็นสำนักงานแบบจริงจังเท่านั้น ก็ถือได้ว่าไม่ถูกต้องเลย เพราะในความเป็นจริงแล้วใครที่เป็นฟรีแลนซ์หรือทำกิจการเล็ก ๆ กับครอบครัว ก็สามารถซื้อบ้าน 2 ฟังก์ชันนี้เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการทำงานได้เช่นกัน เช่น ทำเป็นสตูดิโอถ่ายภาพขนาดย่อม ๆ พร้อมห้องตัดต่อ หรือจะเป็นสตูดิโอเวิร์คช็อปสอนทำขนม สอนวาดภาพ เป็นต้น

ประหยัดเวลาในการเดินทางไปทำงาน

          สำหรับข้อดีข้อถัดมาถือเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากสำหรับใครหลาย ๆ คน เนื่องจากการออกไปทำงานในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นในตัวเมืองหรือปริมณฑลก็ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยผู้คนที่พลุกพล่านรวมไปถึงการจราจรที่ติดขัด ดังนั้นหากมีสำนักงานไว้ที่บ้านก็เท่ากับว่าจะสามารถตัดเวลาเดินทางไปและกลับที่ทำงานได้ทั้งหมด ซึ่งโดยทั่วไปหากใช้เวลาในการเดินทางไปทำงาน 2 ชั่วโมง และเดินทางกลับอีก 3 ชั่วโมง ก็เท่ากับว่าคุณสามารถตัดเวลา 5 ชั่วโมงที่อยู่บนท้องถนนทิ้งไปได้ทันที และจะเอาเวลานั้นไปใช้สำหรับการพักผ่อนหรือหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองก็สามารถทำได้อย่างง่าย ๆ 

ลดต้นทุนในการเช่าสำนักงาน

          แน่นอนว่าการใช้ Home Office เป็นสำนักงานนั้น นอกจากจะช่วยลดค่าเช่าสำนักงานแล้ว ยังเป็นการช่วยตัดรายจ่ายที่ซ้ำซ้อนออกไป เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต และค่าส่วนกลาง ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องจ่ายบิลเหล่านี้ของที่บ้านในทุก ๆ เดือนอยู่แล้ว ถ้าหากทำการเช่าสำนักงานอีกก็เท่ากับว่าเราต้องจ่ายบิลเหล่านี้อีกหนึ่งบิล ซึ่งนับว่าเป็นเงินจำนวนที่ไม่น้อยเลยหากลองนำมาคำนวณในแต่ละเดือน ดังนั้นการใช้ Home Office เป็นสำนักงานจึงถือเป็นการลดต้นทุนต่าง ๆ อย่างมาก 

มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ครบครัน

           สำหรับสิ่งอำนวยสะดวกที่มักจะมาพร้อมกับโครงการ Home Office นั้น ได้แก่ ระบบรักษาความต่าง ๆ เช่น กล้อง CCTV, Keycard Access และรปภ.ที่พร้อมทำงาน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีพื้นที่จอดรถสำหรับรองรับรถภายนอกอีกด้วย และสำหรับในบางโครงการนอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้แล้ว ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น สวนส่วนกลางหรือพื้นที่สำหรับพักผ่อน ลานออกกำลัง ฟิตเนส และ Co-working Space สำหรับการเปลี่ยนบรรยากาศหรือการนั่งพักผ่อน เป็นต้น

ความเป็นส่วนตัวสูง

          อย่างที่ทราบกันดีว่าการเช่าสำนักงานนั้นจะต้องเป็นการแชร์พื้นที่ร่วมกับองค์กรอื่น ๆ อีกหลาย ๆ องค์กร ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้า เที่ยง หรือเย็น ก็จะล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยผู้คนทั้งสิ้น ดังนั้นแล้วการใช้ Home Office เป็นสำนักงานจึงให้ความเป็นส่วนตัวได้สูงมากกว่านั่นเอง

โดยนอกจากในเรื่องของความเป็นส่วนตัวแล้ว ก็ยังมีความเป็นอิสระในด้านต่าง ๆ มากกว่าการเช่าสำนักงานอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องของเวลาในการทำงานที่สามารถยืดหยุ่นได้อย่างเต็มที่จะเริ่มเข้างาน 11 โมงก็ได้ หรือจะเลิกงานหลังเที่ยงคืนก็ไม่มีใครมากำหนดหรือควบคุมเช่นกัน โดยนอกจากในเรื่องของความอิสระด้านเวลาแล้ว ยังรวมไปถึงความอิสระในการตกแต่งสำนักงานให้เป็นไปตามต้องการได้อย่างเต็มที่อีกด้วย หรือหากองค์กรไหนมีไลฟ์สไตล์ที่ชื่นชอบสัตว์เลี้ยงจะนำสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงที่ออฟฟิศก็สามารถทำได้เช่นกัน

ได้มีเวลากับครอบครัวมากขึ้น

          อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการทำงานใน Home Office เป็นการตัดเวลาสำหรับสิ่งที่ไม่จำเป็นอย่างเรื่องของการเดินทางออกไป ดังนั้นแล้วเวลาเหล่านั้นก็จะได้นำมาแบ่งปันให้กับครอบครัวได้อย่างมากขึ้นนั่นเอง โดยเฉพาะกับครอบครัวไหนที่มีผู้สูงอายุหรือเด็กเล็กที่ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน หากมีแม่บ้านหรือผู้ดูแลอยู่แล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่จะดีขึ้นไปอีกหากเราได้ใช้เวลาช่วงเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างช่วงเวลาพักเที่ยงเพื่อใช้เวลาร่วมกับพวกเขาเหล่านั้น หรือจะเป็นในช่วงเวลาเช้าและเย็นที่ได้ทำและรับประทานอาหารร่วมกัน แทนที่จะต้องรีบออกจากบ้านไปก่อนที่รถจะติด เรียกได้ว่าเป็นการทำทุกช่วงเวลาให้มีคุณค่าอย่างแท้จริง 

เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่า

          แน่นอนว่าการเช่าสำนักงานนั้นเป็นการเช่ารายเดือน เงินทุก ๆ เดือนที่เราเสียไปก็ล้วนแล้วแต่เข้ากระเป๋าคนอื่นทั้งสิ้น แต่ในทางกลับกันการลงทุนกับ Home Office โดยเสียค่าผ่อนเป็นรายเดือนนั้น กลับทำให้เราทรัพย์สินที่มีมูลค่าซึ่งเป็นทรัพย์สินของเราอย่างแท้จริง นอกจากนี้หากผ่านช่วงเวลา 10 ปี หรือ 20 ปีไป และเราไม่ต้องการที่จะเปิดสำนักงานเองหรืออยากให้คนอื่นเข้ามาช่วยจัดการแล้ว เราก็ยังสามารถปล่อย Home Office นี้ให้ผู้อื่นเช่าต่อหรือขายออกไปเพื่อทำกำไรได้อีกด้วย

ข้อเสียของ Home Office

ข้อเสีย

เหมาะกับองค์กรขนาดเล็ก

            อย่างที่ทราบกันดีว่าพื้นที่ Home Office นั้น มีขนาดที่จำกัดมาตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้นสำหรับใครที่ต้องการอยากจะซื้อ Home Office ไว้เปิดเป็นสำนักงาน ก็ต้องคำนึงในส่วนของพื้นที่การทำงานว่าจะสามารถรองรับพนักงานได้ทั้งหมดกี่คนและในภายภาคหน้าจะมีการขยายทีมหรือองค์กรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ แต่สำหรับใครที่คิดว่าแม้องค์กรจะมีพนักงานเพียงเท่านี้ แต่พนักงานทุกคนมีคุณภาพ ไม่จำเป็นต้องขยายทีมเพิ่มออกไปอีก การเลือก Home Office ก็ถือเป็นคำตอบที่น่าสนใจเลยทีเดียว

ความน่าเชื่อถือน้อย

           สำหรับข้อเสียในข้อนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่อยู่ในความพิจารณาของใครหลาย ๆ เพราะแม้ว่า Home Office ในปัจจุบันได้รับการออกแบบมาให้มีการตกแต่งและสไตล์ที่ดูดี แต่ราคาของ Home Office เหล่านั้นก็จะแพงมากขึ้นไปอีก โดยในส่วนของ Home Office แบบธรรมดา ๆ ทั่วไป แม้จะได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่สำหรับการจัดทำสำนักงาน แต่ก็ไม่ได้รับการออกแบบและตกแต่งให้ดูสวยงามมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นผู้อยู่อาศัยเองจะต้องพยายามออกแบบและตกแต่งพื้นที่ต่าง ๆ ใหม่ทั้งหมด เพื่อที่จะให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจและมีความเชื่อมั่นในองค์กรมากขึ้นหากมาเยี่ยมชมสำนักงานใน Home Office แห่งนี้

หาทำเลใกล้รถไฟฟ้าหรือใจกลางเมืองค่อนข้างยาก

         แน่นอนว่าการเดินทางก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกับเหล่า First Jobber ที่เน้นการใช้ขนส่งสาธารณะในการเดินทางเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตามสำหรับพนักงานที่มีรถยนต์ส่วนตัวอยู่แล้ว ก็จะสามารถเดินทางมายังสำนักงาน Home Office ได้อย่างง่าย ๆ อีกทั้งยังไม่ต้องไปพบเจอกับปัญหารถติดที่วุ่นวายภายในตัวเมืองอีกด้วย

ต้องดูแลรักษาสิ่งปลูกสร้างรวมถึงความปลอดภัยต่าง ๆ เองทั้งหมด

           สำหรับบางสำนักงานให้เช่านั้นทางอาคารจะมีผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยประจำอาคารมาให้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแลกการ์ดเพื่อเข้าออกตัวอาคาร การเปิด-ปิดอาคารตามเวลา รวมไปถึงการตรวจตราทั้งภายในและภายนอกอาคารสำนักงานในเวลากลางคืน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่ที่เช่าสำนักงานนั้นอุ่นใจอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตามบางสำนักงานให้เช่าก็ไม่ได้มีผู้ดูแลความปลอดภัยเหล่านี้ ดังนั้นเจ้าขององค์กรเองจึงต้องเป็นผู้จัดการเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยภายในสำนักงานเองทั้งหมด

เสียค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในช่วงเริ่มต้น

           อย่างที่ทราบกันดีว่าโครงการ Home Office นั้น แม้จะมีการจัดสรรพื้นที่สำหรับทำงานมาให้เรียบร้อยแล้ว แต่การตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ รวมไปอุปกรณ์สำนักงานนั้น ไม่ได้ถูกจัดสรรมาให้ตั้งแต่แรก ดังนั้นเจ้าขององค์กรจึงต้องเสียเงินก้อนใหญ่ในช่วงเริ่มต้นเพื่อที่จะลงทุนกับของเหล่านี้นั่นเอง

 

           และทั้งหมดนี้ก็คือข้อดีและข้อเสียต่าง ๆ ที่ได้รวบรวมมาให้ทุกคนได้อ่านอย่างเน้น ๆ เชื่อได้เลยว่าเมื่อหลาย ๆ คนอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ก็เริ่มที่จะสนใจใน Home Office ขึ้นมาเพิ่มอีกหลายเท่าตัว ดังนั้นหากใครที่กำลังชั่งใจอยู่ว่า สุดท้ายแล้วควรเลือก Home Office หรือ เช่าสำนักงานดี เรามีคำตอบนี้ในหัวข้อต่อไปให้ได้อ่านกัน

ทำไม Home Office จึงน่าสนใจ เมื่อเทียบกับอาคารสำนักงานให้เช่า

ทำไม Home Office ถึงน่าสนใจ

           การเลือกที่จะใช้ Home Office เป็นพื้นที่สำหรับการทำสำนักงานนั้น แม้ดูเหมือนว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับการซื้อและการลงทุนในเรื่องของการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงอุปกรณ์สำนักงานเป็นเงินก้อนใหญ่ให้ Home Office แห่งนี้ดูมีความน่าเชื่อถือ แต่ในความเป็นจริงแล้วการเช่าสำนักงานก็ดูจะต้องเสียเงินก่อนใหญ่ไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของค่าเช่า ที่แน่นอนว่าต้องจ่ายค่ามัดจำล่วงหน้าอย่างต่ำ 3 เดือนเลยทีเดียว 

          โดยหากยกตัวอย่างว่าต้องการเช่าสำนักงานที่ใกล้กับรถไฟฟ้า MRT สถานีศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พื้นที่ขนาด 140 ตร.ม. ค่าเช่าจะอยู่ที่ประมาณ 45,000 บาท/เดือน โดยจะต้องคิดรวมกับค่าส่วนกลางจำนวน 51 บาท/ตร.ม. และภาษีโรงเรือนอีก 12.5% ต่อปี ดังนั้นค่าเช่าจึงจะตกอยู่ที่เดือนละ 57,775.20 บาท และจะต้องจ่ายเงินค่ามัดจำล่วงหน้า 3 เดือน เป็นเงินจำนวน 173,325.60 บาทอีกด้วย 

         และนอกจากนี้แม้สำนักงานให้เช่าจะมีโต๊ะทำงานหรือชั้นวางเอกสารมาให้บ้างแล้ว แต่ก็แน่นอนว่าไม่ได้เพียงพอต่อพนักงานทุกคน และสำหรับบางสำนักงานที่ไม่ได้รับการดูแลหรือทำความสะอาดมานาน ผู้เช่าก็จะต้องเป็นคนรีโนเวทสำนักงานใหม่เองทั้งหมด รวมถึงต้องลงทุนในเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง รวมถึงอุปกรณ์สำนักงานอื่น ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นการลงทุนภายใน Home Office ที่เราเป็นเจ้าของอยู่เองนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าลงทุนกว่ามากนั่นเอง

          ส่วนในเรื่องของความน่าเชื่อถือที่ใครหลาย ๆ คนเป็นกังวล ก็จะต้องไม่ลืมว่าหากเราพยายามตกแต่งหรือจัดสำนักงานของเราให้เป็นระเบียบอยู่เสมอ เชื่อได้เลยว่าลูกค้าก็คงให้ความเชื่อมั่นในตัวขององค์กรได้ไม่ยาก ในทางกลับกันแม้จะเช่าพื้นที่ภายในสำนักงานให้เช่าแต่ผู้เช่าไม่สนใจที่จะตกแต่งหรือจัดระเบียบของสำนักงานให้ดี โต๊ะไม้ผุพังอย่างไรก็วางอยู่อย่างนั้น ก็อาจทำให้ความเชื่อมั่นของลูกค้าลดลงได้เช่นกัน

          ดังนั้นสำหรับใครที่ลองพิจารณาดูแล้วว่าอยากจะได้ที่อยู่อาศัยที่พร้อมตอบโจทย์ในเรื่องของการทำงาน แต่ก็ยังคงมีพื้นที่ส่วนตัวให้กับครอบครัว และไม่ต้องที่จะพบเจอกับการเดินทางหรือผู้คนที่พลุกพล่าน Home Office ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว

ราคาของ Home Office โดยเฉลี่ยที่ประมาณเท่าไหร่

          สำหรับราคาของ Home Office นั้น แน่นอนว่าจะแปรผันไปตามเรื่องของทำเล ที่ดิน พื้นที่ใช้สอย รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ หรือการตกแต่ง เช่นเดียวกับที่อยู่อาศัยประเภทอื่น ๆ ซึ่งเรทราคาจะมีเริ่มตั้งแต่ 1.79 ล้านบาท ไปจนถึง 60 ล้านบาทกันเลยทีเดียว ดังนั้นจึงขอแบ่งช่วงราคาแบบคร่าว ๆ ตามขนาดของพื้นที่ใช้สอย ให้ทุกคนได้ลองดูกันอย่างง่าย ๆ ดังนี้

  • ขนาดพื้นที่ใช้สอย 113-240 ตร.ม. จำนวน 3-4.5 ชั้น ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1.79-7.2 ล้านบาท
  • ขนาดพื้นที่ใช้สอย 230-410 ตร.ม. จำนวน 3-4.5 ชั้น ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 7.9-19.9 ล้านบาท
  • ขนาดพื้นที่ใช้สอย 363-679 ตร.ม. จำนวน 4.5-5 ชั้น (พร้อมดาดฟ้า) ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 15-60ล้านบาท

โครงการ Home Office ที่น่าสนใจในกรุงเทพฯ

          หลังทำความรู้จักกับ Home Office กันมาอย่างดุเดือนแล้ว คราวนี้เราไปลองดูโครงการ Home Office ที่น่าสนใจในกรุงเทพฯ กันดูบ้าง ว่าแต่ละโครงการจะมีความโดดเด่นแตกต่างกันอย่างไร และจะพร้อมรองรับการทำงานได้ขนาดไหน

 

บ้านกลางเมือง ดิ อิดิชั่น บางนา-วงแหวน (BUSINESS DISTRICT) 

บ้านกลางเมือง ดิ อิดิชั่น  บางนา-วงแหวน

          สำหรับโครงการบ้านกลางเมือง ดิ อิดิชั่น บางนา-วงแหวนนี้ เป็นโครงการ Luxury Home Office จำนวน 4 ชั้น จากผู้พัฒนาที่ใครหลาย ๆ คนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วอย่าง AP โดยตัวโครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 2-1-8.4 ไร่ และมีจำนวนยูนิตทั้งสิ้น 17 ยูนิต โดยความโดนเด่นของโครงการแห่งนี้คือ การตั้งอยู่บนทำเลที่มีศักยภาพอย่างย่านบางนา ซึ่งติดถนนใหญ่รวมถึงทางด่วน ทำให้สามารถเดินทางเข้า-ออกได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยและกล้อง CCTV เพิ่มความอุ่นใจให้กับเจ้าของธุรกิจอีกด้วย

          โดยในส่วนของแบบบ้านจะตั้งอยู่บนที่ดินขนาดเริ่มต้น 20.6 ตร.ว. และมีพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 231 ตร.ม. สำหรับภายในได้รับการออกแบบมาให้มีรูปแบบเป็น Open Plan โดยแบ่งฟังก์ชันสำหรับการทำธุรกิจไว้ในชั้น 1 – 3 ขณะที่ฟังก์ชันด้านการพักอาศัยจะอยู่ในชั้น 4 ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ห้องนอน และมีห้องน้ำในทุก ๆ ชั้น รวมทั้งหมด 4 ห้อง

          ดังนั้นสำหรับใครที่ต้องการจะเปิดหน้าร้านภายในตัวบ้านก็สามารถทำได้ โดยอาจจัดชั้น 1 และ 2 ไว้สำหรับให้ลูกค้ามาเลือกชมสินค้า หรือเป็นพื้นที่สำหรับดื่มชาหรือดื่มกาแฟได้ โดยอาจจะจัดทำพื้นที่ในส่วนชั้นที่ 3 เป็นออฟฟิศขนาดย่อม ๆ นั่นเอง หรือสำหรับองค์กรไหนที่ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน อยากจะจัดโซนชั้น 1 เป็นห้องสำหรับ Meeting หรือห้องรับรองลูก ส่วนชั้นที่ 2 และ 3 เป็นพื้นที่สำหรับทำงานแบบเต็มรูปแบบก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

          อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่คิดว่าอยากจะมีพื้นที่สำหรับครอบครัวเพิ่ม อยากจะให้ชั้น 3 เป็นชั้นสำหรับการอยู่อาศัยก็สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะกับการใช้งานของตนเองได้เช่นกัน โดยในส่วนของชั้น 3 นี้ทางโครงการได้กั้นห้องขนาดเล็กมาไว้ให้แล้ว ดังนั้นหากจะทำเป็นห้องนอนลูก หรือเป็นห้องสำหรับเก็บของ ก็สามารถออกแบบการใช้งานเองได้อย่างง่าย ๆ

 

ราคา : เริ่มต้น 8.99 ล้านบาท

ที่ตั้งโครงการ : ถนนกาญจนาภิเษก 47 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250

PREMIUM PLACE Kaset-Nawamin II 

PREMIUM PLACE Kaset-Nawamin II

          มาต่อกันที่โครงการที่น่าสนใจโครงการถัดมาอย่าง PREMIUM PLACE Kaset-Nawamin II จากผู้พัฒนา Premium Group ซึ่งตัวโครงการเป็นออฟฟิศขนาด 4 ชั้น โดยตั้งอยู่บนพื้นที่โครงการ 3-0-35 ไร่ และมีจำนวนยูนิตทั้งสิ้น 23 ยูนิต ส่วนในเรื่องความโดดเด่นของตัวโครงการยังเป็นเรื่องของทำเลที่ตั้งซึ่งตั้งอยู่บนถนนใหญ่ ซึ่งเชื่อมเส้นทางสำคัญที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นถนนเกษตร-นวมินทร์ ถนนรามอินทรา หรือถนนประดิษฐ์มนูธรรม เรียกได้ว่าต้องถูกใจเหล่าลูกค้าที่เดินทางสันจรไปมาภายในโครงการอย่างแน่นอน นอกจากนี้แล้วตัวโครงการยังมีพื้นที่สำหรับรองรับการจอดรถได้มากกว่า 50 คัน ทำให้ผู้ที่ทำธุรกิจไม่ต้องกังวลว่าลูกค้าจะมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการจอดรถหรือไม่ หรือจะต้องหาจอดรถที่ใกล้ ๆ ให้กับลูกค้าเอาไว้ล่วงหน้าหรือเปล่า

          ในส่วนของสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ โครงการแห่งนี้ก็ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยภายในโครงการ อย่างกล้อง CCTV รวมไปถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ปฏิบัติงาน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้านด้วย Digital Door Lock ให้กับบ้านทุก ๆ หลังอีกด้วย

          สำหรับในส่วนของแบบบ้าน แบ่งออกเป็น 2 แบบ นั่นก็คือแบบบ้านหน้ากว้าง 5 เมตร และแบบบ้านหน้ากว้าง 6 เมตร ซึ่งแต่ละแบบมีเนื้อที่บ้านเริ่มต้น 21.9 ตร.วา และมีพื้นที่ใช้สอยอยู่ที่ 215-255 ตร.ม. ในส่วนของฟังก์ชันด้านการอยู่อาศัย ทั้ง 2 แบบบ้าน ได้รับการออกแบบให้มี 3 ห้องนอน โดยอยู่บนชั้น 3 จำนวน 1 ห้องนอน และชั้น 4 อีก 2 ห้องนอน แต่สำหรับใครที่คิดว่าพื้นที่ห้องนอนในชั้น 3 นี้ไม่ได้มีความจำเป็นแต่อย่างได้ อยากจะปรับเปลี่ยนนำมาเป็นห้องประชุม ห้องสำหรับพนักงาน ห้องตัดต่อ หรือห้องพักผ่อนก็สามารถทำได้เช่นกัน

 

ราคา : เริ่มต้น 8.9 ล้านบาท

ที่ตั้งโครงการ : ถนนประเสร็ฐมนูกิจ 29 (ซอยมัยลาภ) แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230

Nirvana @WORK ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์ 

Nirvana @WORK ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์

          สำหรับโครงการที่น่าสนใจโครงการนี้ ขอเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงความโดดเด่นในเรื่องของภาพลักษณ์ ซึ่งได้รับการออกแบบมาในสไตล์โมเดิร์น ทำให้ดูมีความสวยงาม หรูหรา และโออ่าในเวลาเดียวกัน เรียกได้ว่าสามารถดึงดูดความเชื่อมั่นจากกลุ่มลูกค้าได้อย่างแน่นอน และนอกจากนี้ตัวบ้านยังได้รับการออกแบบมาให้มีความสูง 4.5 ชั้น จึงทำให้ชั้น 1 มีพื้นที่เปิดโล่ง ซึ่งทำให้ภายในดูกว้างขวางและสวยงามเป็นอย่างมาก

           โดยโครงการเป็นของผู้พัฒนาจาก เนอวานา ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่โครงการขนาด 7 ไร่ และมีจำนวนยูนิตทั้งสิ้น 48 ยูนิต ซึ่งมาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยอย่างกล้อง CCTV ภายในโครงการ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประตูโครงการตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับจอดรถได้มากถึง 43 คันอีกด้วย

          ในส่วนของแบบบ้านนั้นมีตั้งแต่แบบ 4 ชั้น ไปจนถึง 4.5 ชั้นและมีพื้นที่ใช้สอยอยู่ที่ 363-517 ตร.ม. และมีฟังก์ชันสำหรับการอยู่อาศัยแบบ 1-2 ห้องนอนที่ชั้น 4 ซึ่งแน่นอนว่าหากใครที่คิดว่าพื้นที่เพียงชั้นเดียว ไม่เพียงพอต่อการอยู่อาศัยก็สามารถขยายพื้นที่มายังชั้น 3 ซึ่งทางโครงการได้กั้นห้องไว้สำหรับให้ผู้อยู่อาศัยใช้งานได้ตามต้องการ

         และนอกจากความโดดเด่นในเรื่องของความสวยงามและฟังก์ชันการใช้สอยต่าง ๆ แล้ว โครงการแห่งนี้ก็ยังมีความโดดเด่นในเรื่องของหน้ากว้าง ซึ่งแบบบ้านแต่ละหลังมีหน้ากว้างขนาดตั้งแต่ 6 เมตรไปจนถึง 11 เมตร จึงทำให้ภายในบ้านแลดูไม่อึดอัดมากจนเกินไป ดังนั้นจะดัดแปลงมุมไหนไว้สำหรับพนักงานหรือจะเสริมพื้นที่สำหรับการพักผ่อนลงไปก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ไม่ต้องกังวลว่าพื้นที่จะเพียงพอหรือไม่อีกด้วย

 

ราคา : เริ่มต้น 15 ล้านบาท

ที่ตั้งโครงการ : ถนนประเสริฐมนูกิจ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10230

เฮดควอเทอร์ส วิภาวดี (Headquarters Vibhavadi) 

เฮดควอเทอร์ส วิภาวดี (Headquarters Vibhavadi)

          มาต่อกันที่อีกหนึ่งโครงการถัดมา ซึ่งยังคงเป็น Home Office รูปแบบโมเดิร์นที่น่าสนใจอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากได้รับการออกแบบให้มีความสวยงาม อีกทั้งยังมีความโออ่าช่วยดึงดูดความสนใจสำหรับลูกค้า ส่วนใครที่ไม่ได้ต้องการที่จะตั้งหน้าร้าน โครงการแห่งนี้ก็ยังถือเป็นพื้นที่คุณภาพสำหรับการทำสำนักงานให้พนักงานได้ทำงานกันอย่างสะดวกสบายอีกด้วย

          โดยตัวโครงการเป็นของผู้พัฒนาจาก SC ASSET ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 231 ตร.ว. โดยมีจำนวนยูนิตเพียง 6 ยูนิตเท่านั้น อย่างไรก็ตามแม้โครงการนี้จะมีการพัฒนาออกมาเพียง 6 ยูนิต แต่ทางผู้พัฒนาก็ยังคงคำนึงถึงในเรื่องของความปลอดภัย โดยได้ติดตั้งสัญญากันขโมยให้กับบ้านทุกหลัง และติดตั้งกล้อง CCTV ภายในพื้นที่ให้อีกด้วย

          ในส่วนของแบบบ้านภายในโครงการ ตั้งอยู่บนที่ดินขนาดเริ่มต้น 31.5 ตร.ว. และมีพื้นที่ใช้สอยเริ่ม 350-448 ตร.ม. โดยมีความสูง 3.5 ชั้น สำหรับฟังก์ชันการใช้งานในส่วนของที่พักอาศัยจะมีจำนวนห้องนอน 3-4 ห้องนอน พร้อม 4 ห้องน้ำ และ 4-6 ที่จอดรถ โดยในส่วนของชั้น 3 นั้น ทางโครงการได้มีการจัดพื้นที่สำหรับห้องนอนมาไว้ให้ 1 ห้อง ซึ่งด้านนอกจะทำเป้นพื้นที่พักผ่อนสำหรับพนักงานหรือพื้นที่สำหรับจัดประชุมก็สามารถทำได้ แต่สำหรับใครที่คิดว่าการมีห้องนอนดังกล่าวอยู่นั้นจะทำให้ผู้อาศัยไม่ได้รับความเป็นส่วนตัว ก็สามารถดัดแปลงห้องดังกล่าวไว้เป็นพื้นที่สำหรับพนักงาน หรือเอาไว้เป็นห้องสำหรับเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการทำงานก็สามารถทำได้เช่นกัน เนื่องจากทางโครงการได้จัดห้องนอนอีกถึง 3 ห้องไว้ในชั้น 4 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นไม่ต้องกังวลเลยว่าจะมีพื้นที่สำหรับการพักผ่อนที่เพียงพอหรือไม่

          อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่ยังไม่มีครอบครัวหรือยังไม่มีบุตรหลานก็สามารถดัดแปลงห้องนอนต่าง ๆ บนชั้น 4 ให้เป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อนส่วนตัว เช่น เป็นห้องดูหนัง ห้องทำงานส่วนตัว หรือห้องนั่งเล่น ได้เช่นกัน

 

ราคา : เริ่มต้น 15.9 ล้านบาท

ที่ตั้งโครงการ : ซอยวิภาวดีรังสิต 62 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

ควอลิเทีย สุขุมวิท 62 (QUALITIA SUKHUMVIT 62) 

ควอลิเทีย สุขุมวิท 62 (QUALITIA SUKHUMVIT 62)

          มาปิดท้ายกันที่โครงการสุดหรูหราอย่าง ควอลิเทีย สุขุมวิท 62 (QUALITIA SUKHUMVIT 62) ที่เรียกได้ว่าน่าจะถูกใจหนุ่มสาวรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีความโดดเด่นในเรื่องของการออกแบบที่สวยงามและโออ่าแล้ว ยังตั้งอยู่ใกล้กับทางด่วนเพียง 30 วินาที และยังตั้งอยู่ติดกับ BTS สถานีบางจากเป็นระยะทางเพียง 200 เมตรเท่านั้น โดยตัวโครงการเป็นของผู้พัฒนาจาก Qualitia Living ซึ่งมีจำนวนยูนิตเพียง 8 ยูนิตเท่านั้น

          โดยในส่วนของแบบบ้านภายในโครงการเป็น Home Office สูง 4 ชั้น หน้ากว้าง 6 เมตร และมีพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 330 ตร.ม. โดยมีฟังก์ชันในการอยู่อาศัยถึง 4 ห้องนอน พร้อม 5 ห้องน้ำ นอกจากนี้ยังสามารถจอดรถได้ 4-7 คันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าไม่ว่าจะเป็นรถของพนักงานหรือรถของลูกค้าก็สามารถหาที่จอดได้อย่างง่าย ๆ นอกจากนี้แล้วภายในชั้น 1 ของบ้านยังเป็นพื้นที่ Double Volume ที่ยกเพดานสูงถึง 6 เมตร ทำให้ดูโปร่งโล่งสบาย แต่ทางโครงการยังมีการจัด Extra Space ซึ่งเป็นชั้นลอยมาให้ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียพื้นที่ออกไปโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งนี้จะใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนของพนักงาน หรือจะใช้เอาไว้สำหรับนั่งคุยกับลูกค้าแบบเป็นการส่วนตัวก็สามารถทำได้

          ในขณะที่ชั้น 3 นั้นทางโครงการได้ออกแบบมาให้เป็นพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัย แต่สำหรับใครที่คิดว่ายังไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการทำสำนักงาน ก็สามารถดัดแปลงพื้นที่ใมส่วนนี้ไปใช้สำหรับเป็นพื้นที่ทำงาน ห้องประชุม หรือห้องทำงานส่วนตัวก็สามารถทำได้เช่นกัน

 

ราคา : เริ่มต้น 20.9 ล้านบาท

ที่ตั้งโครงการ : ซอยสุขุมวิท 62 แยก6 ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนงใต้ เขตพระโขนง กรุงเทพฯ 10260

          สำหรับ 5 โครงการที่ CondoNewb ได้เลือกมาให้ทุกคนได้ลองทำความรู้จักกันในวันนี้ ถือเป็นโครงการที่น่าสนใจและมีความโดดเด่นในตัวเองเป็นอย่างมาก แต่สำหรับใครที่ยังไม่ถูกใจก็ยัง Home Office อีกหลาย ๆ โครงการให้ลองไปเลือกดูและเลือกชมเช่นเดียวกัน

 

          และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยประเภท Home Office รวมไปถึงโครงการที่น่าสนใจโครงการต่าง ๆ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ให้สำหรับใครที่กำลังมองหาพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยและการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันนี้ เพราะแน่นอนว่าการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่ผ่านมาตั้งแต่ในช่วงต้นปี 2563 จะทำให้เรามองภาพเกี่ยวกับเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิตต่างออกไปจากเดิมอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเวลาในการทำงานที่ไม่ต้องมีกำหนดเวลาตายตัวเสมอไป ความยืดหยุ่นในเรื่องของสถานที่ทำงาน ตลอดจนการทำงานอยู่บ้านซึ่งทำให้เรารู้สึกสามารถผ่อนคลายกับเวลาที่เหลือเพิ่มมากขึ้นได้ ดังนั้น Home Office จึงถือเป็นตัวเลือกที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจอย่างมากในปี 2564 นี้