logo

          คนทำเกษตรกรรม ทำสวน ทำไร่ ปลูกพืชผัก คงจะรู้จักเจ้าแมลงที่ชื่อว่าเพลี้ยกันเป็นอย่างดี เพราะเจ้าแมลงตัวร้ายตัวนี้ถือเป็นศัตรูอันดับ 1 ที่คอยจู่โจม ทำลายทั้งไม้ดอกและไม้ผลที่เราปลูกมานานแสนนาน จนเราช้ำใจได้ เพราะเจ้าแมลงตัวจิ๋วศัตรูพืชตัวฉกาจตัวนี้มีฤทธิ์มากมาย หากปล่อยไว้ไม่ป้องกัน หรือไม่กำจัดเสียแต่เนิ่น ๆ มันสามารถทำลายพืชไร่ให้ล่มสลายยกสวนกันได้เลยภายในพริบตาเดียว ส่วนใหญ่แล้วจะพบได้ทุกที่ ทั้งสวน นา ไร่ แตกต่างกันที่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ไหน แต่ไม่ว่าจะพันธุ์ไหน มันก็สามารถทำให้ต้นไม้ของเราตายได้ภายในเวลาไม่นาน ดังนั้น อย่าได้รอช้า เรามาทำความรู้จักกับสูตรเด็ด วิธีกำจัดเพลี้ย ศัตรูตัวร้ายของเกษตรกรอย่างได้ผลทันใจ ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก ทำได้ด้วยตัวเองกันเลยดีกว่า

. . . . . . . . . .

เพลี้ยมาจากไหน คือแมลงอะไรกันแน่ ?

          เพลี้ย หรือ Aphids เป็นแมลงที่อยู่ในตระกูล Aphidoidea มีชื่อเป็นทางการคือ Greenfly หรือ blackly แม้จะเกิดจากสปีชีส์เดียวกัน แต่ก็จะมีความแตกต่างกันที่รูปร่างและสี ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้ตัวผู้ แมลงตัวเมียนั้นเมื่อตอนแรกเกิดจะไม่มีปีก แต่จะมีปีกงอกออกมาเมื่อเปลี่ยนฤดูกาล ทำให้มันสามารถบินไปยังต้นพืชต่าง ๆ เพื่อหาอาหารดูดกินได้ต่อเนื่อง โดยเพลี้ยถูกยกให้เป็นศัตรูตัวร้ายอันดับ 1 ของพืช จากการที่มันทำลายพืชผักผลไม้ด้วยการดูดสารอาหารจากใบ ก้าน และดอก จนทำให้พืชล้มตายในที่สุด นอกจากนั้น ยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสได้อีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดโรคราดำในพืชผักของเรานั่นเอง 

          เพลี้ยมีหลายชนิด หลายวงศ์ตระกูล ขนาดตัวเล็กจิ๋วมาก ตาใส มีทั้งสีขาว สีดำ สีเหลือง สีเทา สีน้ำตาล หรือบางทีก็มีสีชมพูบ้าง รูปร่างหน้าตาลักษณะทางกายภาพจะแตกต่างหลากหลาย มีทั้งชนิดที่มีขน มีหนวด ฯลฯ ปะปนกัน และการแยกระหว่างแมลงที่เป็นตัวอ่อน (Hemiptera Aphididae) กับแมลงตัวที่มีอายุมากก็แยกได้ยาก ด้วยเพราะขนาดตัวของมันที่ไม่แตกต่างกัน การกัดกินอาหารจะเริ่มจากดูดกินพืชต้นหนึ่งแล้วก็ย้ายไปต้นถัดไปเรื่อย ๆ เหมือนเป็นการขยายอาณาเขต ส่วนใหญ่แล้วจะเรียกชื่อตามลักษณะของเพลี้ยแต่ละชนิด หรือเรียกตามพืชที่ไปเกาะดูดกิน 

สายพันธุ์หลัก ๆ ของเพลี้ยที่พบเห็นบ่อย ๆ

เพลี้ยที่พบเห็นบ่อย

  • Cabbage Aphid สายพันธุ์นี้จะพบที่ใต้ใบของพืชผักในวงศ์กะหล่ำ (Cruciferae) เช่น กะหล่ำปลี หัวไชเท้า ฯลฯ ส่วนใหญ่แล้วจะพบในเขตภาคเหนือของประเทศไทย สายพันธุ์นี้จะมีลักษณะลำตัวยาว และเป็นสีเทา-เขียว
  • Apple Aphid สายพันธุ์นี้จะพบมากในต้นแอปเปิล หรือต้นไม้ที่ให้ความหวาน ทำให้ต้นไม้เสี่ยงต่อการเป็นโรคราดำ เพลี้ยสายพันธุ์นี้มีส่วนหัวสีเหลืองหรือสีเขียวเข้ม
  • Wolly Aphid สายพันธุ์นี้พบอยู่อาศัยเกาะกินอยู่ที่โคนรากของต้นแอปเปิล หรือต้นไม้ที่ให้ความหวาน มันจะเข้าไปกัดกิน จนทำให้ต้นไม้หยุดการเจริญเติบโต และถึงตายได้ในที่สุด
  • Rose Aphid สายพันธุ์นี้จะพบมากในต้นกุหลาบ ลำตัวจะมีขนาดตัวใหญ่กว่าสายพันธุ์อื่น สีเขียว-ดำ โดยมันจะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบของกุหลาบ ทำให้ขาดน้ำจนใบบิดเบี้ยวเป็นคลื่น มีรอยไหม้สีน้ำตาล ดำ จนถึงยืนต้นแห้งตาย
  • Potato Aphid สายพันธุ์นี้จะวางไข่สีดำที่ต้นกุหลาบ เมื่อไข่ฟักตัวแล้วจะเป็นตัวสีชมพูอ่อน พออุณหภูมิอุ่นขึ้น ในช่วงฤดูร้อนเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมก็จะย้ายไปอยู่ที่พืชตระกูลมันฝรั่งแทน โดยเพลี้ยสายพันธุ์นี้นอกจากจะดูดกินสารจากพืชแล้วยังเป็นพาหะของไวรัสมะเขือเทศและไวรัสมันฝรั่งอีกด้วย
  • Cotton Aphid สายพันธุ์นี้จะพบในพืชผักวงศ์แตง (Cucerbitaceae) เช่น แตงกวา เมล่อน ฟักทอง ฯลฯ จะมีการวางไข่ในฤดูหนาว และขยายพันธุ์ในฤดูร้อน 
  • Corn Aphid แมลงสายพันธุ์นี้จะมีมดช่วยย้ายแหล่งไปยังจุดที่มีน้ำหวาน เพราะเพลี้ยสายพันธุ์นี้จะดูดกินน้ำหวานจากพืช แล้วย่อยออกมาเป็นหยดน้ำหวานที่เป็นอาหารของมด ทำให้มดช่วยขนย้ายไข่อ่อนไปยังบริเวณใหม่เพื่อไปยังจุดที่มีน้ำหวาน เช่น ขนย้ายไปอยู่บริเวณรากข้าวโพด

จำแนกลักษณะสำคัญของเพลี้ยแบ่งตามวงศ์ต่าง ๆ

          รูปร่างของแมลงตัวร้ายศัตรูพืชตัวนี้จะมีสองลักษณะสำคัญ ๆ คือ อย่างแรกปากจะอยู่ตรงหัวใกล้กับส่วนลำตัว และปากจะมีรูปร่างคล้ายเข็มมีไว้สำหรับเจาะดูด กัดกินอาหาร และอีกแบบปากจะอยู่ตรงส่วนปลายหัว ทำหน้าที่เขี่ยดูดอาหาร โดยส่วนใหญ่แล้วแมลงชนิดนี้จะไม่มีปีก แต่ก็มีแมลงชนิดที่มีปีก ก็จะมีปีกที่บางและอ่อน และมีปีกที่มีลักษณะบางยาว แบบปีกแคบ แบบมีขน สามารถแบ่งลักษณะตามวงศ์ใหญ่ ๆ ได้ เช่น

  • วงศ์ Cicadellidae มีรูปร่างคล้ายจั๊กจั่น มักจะถูกเรียกว่า เพลี้ยจั๊กจั่น
  • วงศ์ Cercopidae เป็นสายพันธุ์ที่ชอบกระโดด โดยมีข้อต่อของขาหลังจนถึงเกือบปลายขา เป็นลักษณะหนามเป็นกระจุก และในฟองน้ำลายจะแตกตัวเหมือนฟองสบู่จะมีตัวอ่อนอาศัยอยู่ 
  • วงศ์ Aphididae จะมีลักษณะลำตัวนุ่ม ดูบอบบาง ซึ่งจะเรียกกันว่าเพลี้ยอ่อน มีลักษณะหัวเรียวเล็ก ก้นใหญ่ และปลายหางมีลักษณะกลมมน ส่วนท้ายของลำตัวจะมีท่อ 2 ท่อ ยื่นออกมาคล้ายกับหาง
  • วงศ์ Coccidae เรียกว่าเพลี้ยแป้ง มีลักษณะพิเศษคือจะกลั่นสารสีขาวออกมาคลุมตัว หรือจะบางชนิดที่กลั่นสารที่คล้ายกับครั่ง ออกมาคลุมตัว จะคล้าย ๆ กับฝาหอย จะเรียกว่าเพลี้ยหอย

เพลี้ยมีกี่ชนิด แบ่งเป็นชนิดใดบ้าง?

1. เพลี้ยไฟมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Stenchaetohrips Biformis (Bagnall) อยู่ในวงศ์ Tripidae

  • ลักษณะเฉพาะ เป็นแมลงประเภทปากดูด ลำตัวเล็กยาว ความยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร มีทั้งแบบมีปีกและไม่มีปีก ขณะที่เพลี้ยเป็นตัวอ่อนจะมีสีเหลืองอ่อน เมื่อโตเต็มที่จะมีสีดำ ระยะจากตัวอ่อนฟักตัวจนถึงโตเต็มวัยจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน โดยจะชอบวางไข่บริเวณเนื้อเยื่อของใบข้าว
  • ลักษณะการทำลายพืชพันธุ์ ต้นข้าวจะถูกดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบข้าว ทำให้ใบเหี่ยว ม้วนตัว หงิกกลม ซึ่งจะพบได้มากในระยะที่เป็นต้นกล้า หรือในช่วงหลังการปักดำนา 2-3 สัปดาห์ ทั้งนี้ เพราะเพลี้ยไฟจะเริ่มเข้าเกาะกินอาหารตั้งแต่ข้าวยังเป็นต้นกล้า และหากต้นกล้าอยู่ในช่วงขาดน้ำ ฝนแล้ง หากเกิดเข้ามาเกาะกินมาก ๆ ระบาดมาก ๆ จะทำให้ต้นข้าวตายยกแปลงได้

วิธีกำจัดเพลี้ยไฟ

กำจัดด้วยสมุนไพร 

          ใช้สมุนไพร 9 ชนิด ใบสะเดา ใบยูคา ใบยาสูบ สาบแล้ง สาบกา ข่า ตระไคร้หอม และใบสามสิบกลีบ อย่างละ 1 กิโลกรัม นำมาสับพอประมาณและคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไปหมักในถังความจุ 10 ลิตร พร้อมกับน้ำสะอาด 10 ลิตร หมักทิ้งไว้ 3-5 วัน แล้วจึงนำไปกรองน้ำ จากนั้นใช้น้ำที่กรองแล้ว 1 ลิตร ผสมกับน้ำเปล่า 20 ลิตร นำไปฉีดหรือพ่นนาข้าวช่วงเช้าหรือเย็น ทุก ๆ 3 วัน สูตรนี้ยังสามารถกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ด้วย

กำจัดด้วยสารธรรมชาติ

         นำยาสูบ 1 ขีด มะพร้าวขูด 2 ขีด มาคลุกให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำร้อน 1 ลิตร ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำไปกรองคั้นน้ำออกมา เรียกกันว่าสารสกัดยาสูบกะทิสด แล้วนำน้ำสับปะรดสุก 1 ลิตร ผสมกับน้ำสารสกัดยาสูบกะทิสด พร้อมกับผสมกาแฟผง 1 ขีดลงไป เราจะได้สารธรรมชาติในการกำจัดแมลงร้ายชนิดนี้ นำไปใช้งานโดยใช้สาร 1 ลิตร ผสมกับน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นในช่วงออกรวงดอก หากยังพบว่ามีการระบาดอยู่ให้พ่นซ้ำภายใน 7 วัน สารธรรมชาตินี้จะเร่งปฏิกิริยาทำลายตัวอ่อนและไข่ของเพลี้ยไฟอย่างได้ผล

กำจัดด้วยสารเคมี ให้ใช้มาลาไทออน (Malathyon) จำนวน 30 ซีซี ผสมกับน้ำสะอาด 20 ลิตร หรือใช้คาร์บาริล (Carbaryl) 30 กรัม ผสกับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว 

2. เพลี้ยอ่อน หรือ Hemiptera Aphididae

  • ลักษณะเฉพาะ ชอบอาศัยเกาะกินพืชในวงศ์พริก มะเขือ (Solanaceae) วงศ์แตง (Cucerbitaceae) วงศ์กะหล่ำ (Cruciferae) และวงศ์ถั่ว (Leguminosae) และยังชอบกัดกินผลไม้และดอกไม้อื่น ๆ อีกด้วย การขยายพันธุ์เหมือนชนิดอื่น แต่หากสภาพแวดล้อมเปลี่ยน เพลี้ยอ่อนจะมีความพิเศษมากขึ้น คือสามารถขยายพันธุ์ได้เองโดยไม่ต้องใช้เพศมาเป็นตัวช่วย รวมทั้งยังออกลูกเป็นตัวเต็มวัยพร้อมกับมีปีกบินไปหาอาหารได้ทันทีเลย เป็นการข้ามขั้นตอนระยะการเติบโตจากช่วงเป็นตัวอ่อนกลายเป็นช่วงโตเต็มวัยไปเลย
  • ลักษณะการทำลายพืชพันธุ์ มักจะชอบกัดกินตามลำต้น ใบ ของพืชต่าง ๆ และชอบดอกไม้ที่กำลังเริ่มออกดอก หรือเกสรอ่อน ๆ จนส่งผลทำให้พืชผักหรือดอกไม้เหี่ยวเฉาจนตายได้ นอกจากมันดูดกินสารอาหารต่าง ๆ แล้ว ในมูลของเพลี้ยชนิดนี้จะมีน้ำหวานสะสมเชื้อโรคต่าง ๆ เอาไว้ อันเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้พืชผักเหี่ยวเฉาและแห้งตายได้เช่นกัน เราอาจจะป้องกันด้วยวิธีง่าย ๆ ได้โดยใช้พลาสติกคลุมแปลงพืชผักของเราเอาไว้ 

วิธีกำจัดเพลี้ยอ่อน

กำจัดด้วยสมุนไพร 

         ใช้บอระเพ็ด หรือเมล็ดสะเดา นำมาสับหรือบดให้ละเอียด แช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน แล้วค่อยเอามากรองเฉพาะน้ำ จากนั้นให้นำไปพ่นต้นไม้ให้ทั่ว เพลี้ยอ่อนไม่ชอบรสขมก็จะบินหนีไปไม่กลับมาอีกเลย

กำจัดด้วยสารธรรมชาติ 

          นำพริกแห้งประมาณ 100 กรัม บดให้ละเอียด ผสมน้ำสะอาด 1 ลิตร ทิ้งไว้ 1 วัน แล้วกรองเอาน้ำที่ได้มาผสมกับน้ำและน้ำสบู่ ในอัตราส่วน 5 ต่อ 1 จากนั้นให้เรานำไปรดต้นไม้ทุก ๆ 7 วัน สูตรพริกแห้งนี้ต้องระวังอย่าให้โดนผิวหนังของเราโดยตรง เพราะจะทำให้เราเกิดอาการแสบร้อนได้

3. เพลี้ยแป้ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Pseudococcus sp.

  • ลักษณะเฉพาะ มีลำตัวสีเหลืองอ่อนและมีผงสีขาวอยู่ตามลำตัว ลำตัวจะอ้วนสั้น จำได้ง่ายกว่าชนิดอื่น ๆ เพราะมีสีขาวชัดเจน เมื่อโตเต็มวัยจะมีความยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร โดยส่วนใหญ่จะวางไข่เป็นกลุ่มตามใบ กิ่ง ผล ฯลฯ ของพืช และจะวางไข่เป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 100-200 ฟอง โดยตัวเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้มากถึง 600-800 ฟอง โดยใช้เวลาฟักตัวอยู่ในถุงใต้ท้องประมาณ 6-10 วัน จากนั้นจึงจะฟักออกมาเป็นตัวอ่อน ตัวเมียจะมีการลอกคราบ 3 ครั้ง ช่วงการวางไข่จะอยู่ช่วงหลังลอกคราบครั้งที่ 3 ใน 1 ปี แมลงชนิดนี้จะวางไข่ประมาณ 3 ครั้ง สำหรับแมลงตัวผู้จะลอกคราบ 4 ครั้ง และมีลักษณะปีกเล็กกว่าของตัวเมีย หากไม่มีพืชที่เป็นอาหารก็มักจะเกาะกินตามรากพืชอื่น ๆ และจะมีมดทำหน้าที่พาไข่ หรือตัวอ่อนของเพลี้ยแป้งไปยังที่แหล่งอาหารแห่งใหม่
  • ลักษณะการทำลายพืชพันธุ์ ส่วนใหญ่จะดูดกินสารอาหารจากใบ กิ่ง ก้าน และผล รวมทั้งดอกไม้ ส่งผลให้พืชผัก ดอกไม้เหล่านั้นแคระ หรือหยุดการเติบโต และจะมีสีดำที่เกิดจากเชื้อราขึ้นตามจุดต่าง ๆ หากเป็นผลไม้ก็จะทำให้ไม่น่าทาน และยังอาจเป็นอันตรายจากเชื้อราที่มองไม่เห็นได้อีกด้วย

วิธีกำจัดเพลี้ยแป้ง

กำจัดด้วยสารเคมี

         ให้น้ำยาล้างจานแบบที่ไม่มีสารฟอกขาว 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ราดรด หรือใส่ขวดสเปรย์ฉีด จะมีฤทธิ์ทำให้สีขาวที่คลุมตัวหลุดออก ทำให้หายใจไม่ได้ 

กำจัดด้วยพริกสด นำพริกสดตำให้ละเอียด จำนวน 1-2 ช้อนชา ผสมกับน้ำยาล้างจานแบบไม่มีสารฟอกขาว 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียมและหอมแดงขนาดใหญ่อย่างละ 1 หัว นำไปปั่นรวมกัน จากนั้นให้เติมน้ำ 2 ลิตร แล้วปล่อยทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำไปกรอง เพื่อรดต้นไม้ หรือใส่ขวดสเปรย์ฉีดบ่อย ๆ แต่ต้องระวังอย่าให้โดนใบอ่อนหรือยอดอ่อน เพราะอาจทำให้ใบไหม้ได้

กำจัดด้วยเหล้าขาว

         วิธีนี้จะออกฤทธิ์กำจัดรุนแรงมากขึ้น โดยใช้เหล้าขาว 2 ขวด น้ำส้มสายชู 5 เปอร์เซ็นต์ 1 ลิตร สาร EM 1 ลิตร กากน้ำตาล 1 ลิตร น้ำสะอาด 10 ลิตร ผสมและหมักไว้ประมาณ 10-15 วัน ในระหว่างนั้นต้องคอยหมั่นคนให้เข้ากัน และเพื่อไม่ให้ตกตะกอนนอนก้น และไม่ควรปิดฝาแน่น เพราะจะได้ช่วยให้ก๊าซที่เกิดจากการหมักหมมได้ระบายออกมา เมื่อครบกำหนดแล้วให้นำน้ำที่หมักประมาณ 1-5 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 5-10 ลิตร นำไปรดต้นไม้ หรือใส่ขวดสเปรย์พ่น 3 วันต่อครั้ง โดยสามารถสลับกับการฉีดพ่นปุ๋ยน้ำ หรือในกรณีที่เป็นพืชสวนให้พ่นทุก ๆ 3-7 วัน สลับกับการพ่นปุ๋ยน้ำเช่นเดียวกัน

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

4. เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Nilaparvata Lugens (Stal) อยู่ในวงศ์ Delphaciadae

  • ลักษณะเฉพาะ เป็นเพลี้ยประเภทปากดูด ชอบอาศัยอยู่บริเวณกอข้าวหรือโคนของต้นข้าว เมื่อโตเต็มวัยจะขึ้นมาอาศัยอยู่กลางลำต้นข้าว มีสีน้ำตาล หรือน้ำตาลปนดำ มีทั้งแบบปีกยาวและปีกสั้น พันธุ์ปีกยาวจะชอบวางไข่เป็นกลุ่ม บริเวณกาบใบข้าว หรือเส้นกลางใบ วางไข่แต่ละครั้งประมาณ 100 ฟอง ไข่จะเหมือนรูปกระสวยโค้ง ลักษณะคล้าย ๆ กล้วยหอม มีสีขาวขุ่น โดยมีระยะฟักตัวอ่อนประมาณ 15-17 วัน โตเต็มที่ลำตัวจะมีความยาวประมาณ 4-4.5 มิลลิเมตร ย้ายแหล่งหาอาหารได้ทั้งใกล้และไกลโดยอาศัยลมพัด ส่วนพันธุ์ปีกสั้นจะวางไข่ครั้งละประมาณ 300 ฟอง ใช้เวลาจนโตเต็มวัยประมาณ 14 วัน ใน 1 ฤดู จะขยายพันธุ์ได้มากถึง 2-3 Generation เลยทีเดียว 
  • ลักษณะการทำลายพืชพันธุ์ จะเข้าไปดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นข้าวที่อยู่ตามใบและลำต้นที่อยู่เหนือน้ำ ส่งผลให้ต้นข้าวมีลักษณะคล้ายโดนน้ำร้อนลวก ใบจะมีสีเหลือง แห้งไหม้ (Hopperburn) เราจะพบอาการเช่นนี้ได้ ในช่วงที่ข้าวอยู่ในช่วงออกรวงแล้ว สำหรับนาข้าวที่น้ำแห้งนั้น ตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะเข้าไปเกาะอาศัยบริเวณกอข้าว หรือบนดินที่เปียกชื้น นอกจากจะสามารถทำลายพืชผักให้เสียหายได้คราวละมาก ๆ แล้ว แมลงชนิดนี้ยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโรคใบหงิก ทำให้บริเวณปลายใบของต้นข้าวบิดเกลียว ขอบใบจะขาดหรือแหว่ง ส่งผลให้ใบเล็กสั้น โตช้า และทำให้ต้นข้าวแคระแกร็นอีกด้วย

วิธีการกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

กำจัดด้วยสมุนไพร 

           ใช้พริกไทยดำประมาณ 2-3 ขีด ตำให้ละเอียด จากนั้นนำน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม น้ำมะพร้าว 3 ลิตร เหล้าขาว 2 ขวดใหญ่ ผสมลงในถัง 20 ลิตร แล้วคนให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 7 วัน เมื่อครบ 7 วันแล้ว ให้กรองเอาน้ำออกมาใช้งาน ด้วยการผสมกับน้ำสะอาด 20 ลิตร น้ำหมัก 50 มิลลิลิตร นำไปฉีดหรือพ่นต้นไม้ในช่วงเช้าก่อนที่จะมีแสงแดด 

กำจัดด้วยสารเคมี

แบ่งเป็นระยะการใช้งานได้ดังนี้

  1. ระยะออกกล้าจนถึงช่วงแตกกอ หรืออายุต้นข้าวประมาณ 30-40 วัน ใช้บูโพรเฟซิน (Buprofezin) 25% WP10 กรัม ผสมกับน้ำอีก 20 ลิตร
  2. ระยะข้าวแตกกอเต็มที่ ให้ใช้อีโทเฟนพร็อกซ์ (Etofenprox) 10% EC 20 CC ผสมกับน้ำ 20 ลิตร
  3. ระยะข้าวตั้งท้องจนออกรวง ให้ใช้ไทอะมิโทแซม (Thiamethoxam) 25% WG 2 กรัม ผสมกับน้ำ 20 ลิตร

          ห้ามใช้สารเคมีกลุ่มไพรีทรอยด์ (Pyrethroids) สังเคราะห์แบบพ่นน้ำโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแพร่ระบาดมากยิ่งขึ้น

5. เพลี้ยกระโดดหลังขาว ชื่อวิทยาศาสตร์ Sogatella Furcifera (Horvath)

  • ลักษณะเฉพาะ เป็นเพลี้ยชนิดปากดูด ชอบอาศัยอยู่บริเวณกอข้าวหรือโคนต้นข้าว และเมื่อโตเต็มวัยจะอาศัยอยู่บริเวณช่วงกลางของต้นข้าว แต่จะอยู่สูงกว่าบริเวณที่สายพันธุ์สีน้ำตาลอาศัยอยู่ แม้ว่ารวม ๆ มีลักษณะรูปร่างคล้าย ๆ กัน แต่จะแตกต่างกันที่จะมีจุดดำที่ส่วนกลางและส่วนปลายของปีก และตรงกลางลำตัวจะมีแถบเส้นสีขาว เมื่อโตเต็มที่แล้วจะมีสีน้ำตาล สีดำ และมีลำตัวเป็นสีเหลือง มีทั้งพันธุ์ปีกยาวและปีกสั้น พันธุ์ปีกสั้นจะไม่มีตัวผู้ โดยขนาดลำตัวจะยาวแตกต่างกัน คือ ตัวเมียยาว 3 มิลลิเมตร ตัวผู้ยาว 2.5 มิลลิเมตร สามารถวางไข่ได้ครั้งละประมาณ 300-500 ฟอง ลักษณะของไข่จะโค้งงอ มีสีขาวขุ่น เปลือกที่หุ้มไข่จะมีจุดสีดำ มีอายุการฟักตัวประมาณ 2 สัปดาห์ 
  • ลักษณะการทำลายพืชพันธุ์ จะดูดกินน้ำเลี้ยงสารอาหารจากข้าวต้นอ่อนตั้งแต่บริเวณโคนต้นข้าว ส่งผลให้ใบข้าวกลายเป็นสีเหลืองส้ม และทำให้ใบแห้งเหี่ยวและยืนต้นตาย หากมีการระบาดจะกระจายเป็นวงกว้าง กัดกินตั้งแต่ช่วงเป็นต้นกล้าไปจนถึงช่วงข้าวออกรวงได้เลยทีเดียว

วิธีกำจัดเพลี้ยกระโดดหลังขาว

กำจัดด้วยสารเคมี

  1. กำจัดตัวอ่อน ด้วยการใช้สารเคมีบูโพรเฟซิน (Buprofezin) 25% WP 10 กรัม ผสมกับน้ำอีก 20 ลิตร หรือสารไอโซโปรคาร์บ (Isoprocarb) สารอิทิโพรล(Ethiprole) สูตร 10%
  2. กำจัดตอนระยะข้าวตั้งท้องจนถึงช่วงออกรวง ให้ใช้สารอิทิโพรล (Ethiprole) สูตร 10% สารไดโนทีฟูเรน (Dinotefuran) สารไทอะมิโตแซม (Thiamethoxam) 25% อย่างใดอย่างหนึ่ง ผสมน้ำในปริมาณที่กำหนดฉีดพ่นให้ทั่ว

6. เพลี้ยไก่แจ้ มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Allocaridara Malayensis Crawford

  • ลักษณะเฉพาะ จะอาศัยวางไข่ในเนื้อเยื่อของพืชผักชนิดต่าง ๆ บริเวณที่วางไข่จะเป็นวงสีเหลืองหรือสีน้ำตาล โดยวางครั้งละ 8-14 ฟอง ลำตัวของแมลงชนิดนี้มีลักษณะเป็นขนปุย ๆ สีขาวคล้าย ๆ หางไก่ ตัวอ่อนจะมีขนาดยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร และลอกคราบ โตเต็มวัยจะมีขนาดลำตัวประมาณ 5 มิลลิเมตร มีอายุประมาณ 6 เดือน และจะชอบอาศัยอยู่ตามหลังของใบพืชผักชนิดต่าง ๆ
  • ลักษณะการทำลายพืชพันธุ์ จะเข้าไปดูดสารอาหารต่าง ๆ จากใบอ่อนของพืชผัก ทำให้เกิดจุดสีเหลือง ใบไม่โต และมีขนาดเล็กเรียวลง หากมีจำนวนมากหรือมีการระบาด จะทำให้ใบหงิกและหลุดร่วง ยอดอ่อนแห้งเฉา และทำให้ต้นไม้ตายได้ง่าย ๆ ในตัวอ่อนจะขับสารสีขาวที่เป็นสาเหตุของเชื้อราออกมา และเมื่อเชื้อราตัวนี้ไปโดนบริเวณไหนของพืชผัก ก็จะทำให้พืชผักช้ำและตายได้เช่นกัน เป็นเพลี้ยที่พบมากในต้นทุเรียน โดยเฉพาะพันธุ์ชะนี ช่วงการระบาดจะอยู่ในเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน

วิธีกำจัดเพลี้ยไก่แจ้

กำจัดด้วยน้ำและสารเคมี

  1. เริ่มป้องกันตั้งแต่เริ่มต้นด้วยการใช้น้ำธรรมดาฉีดพ่นใบอ่อนในระยะเริ่มคลี่ใบ จะช่วยป้องกันไม่ให้แมลงชนิดนี้เกาะที่ใบได้
  2. ในระยะเริ่มแตกใบอ่อน ให้ฉีดพ่นป้องกันได้ ด้วยการใช้ อะวอร์ด 40 เอสซี ในปริมาณ 150 ซีซี และไอมิด้า 20 กรัม หรือแมมมอท 500 ซีซี หรือฟิพเปอร์ 300 ซีซี ผสมกับน้ำอีก 20 ลิตร
  3. กำจัดด้วยสมุนไพร
  4. นำเม็ดสะเดา 10 กิโลกรัม ตำให้ละเอียด สาบเสือ 10 กิโลกรัม บดสับให้ละเอียด และน้ำตาลทรายแดง 8 กิโลกรัม จุลินทรีย์ 8 กิโลกรัม นำไปหมักในถัง เติมน้ำเปล่าพอให้น้ำค่อนถัง หมักปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน หากใช้ฉีดสำหรับป้องกันแมลง ให้ใช้อัตราส่วนน้ำหมัก 1 ลิตร ต่อน้ำ 200-500 ลิตร กรณีมีแมลงรบกวนมาก ๆ ใช้น้ำหมัก 1 ลิตร ผสมกับน้ำ 100-200 ลิตร โดยใช้ฉีดในช่วงเย็น ฉีดพ่นสัปดาห์ละไม่เกิน 2 ครั้ง

7. เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Idioscopus Clypealis (Lethieery) และ I.Niveosparsus (Lethierry) มีด้วยกัน 2 ชนิด

  • ลักษณะเฉพาะ เพลี้ยชนิดนี้ส่วนใหญ่จะมีสีเทาปนดำ น้ำตาลปนเทา หัวโตป้าน ลำตัวเรียวเล็ก ลักษณะคล้ายรูปลิ่ม ความยาว 5.5-6.5 มิลลิเมตร ชอบอาศัยอยู่เป็นกลุ่ม ใช้ขาหลังช่วยดีดตัวเพื่อกระโดดไปยังที่อื่น ๆ ตัวอ่อนหรือโตเต็มวัยจะไม่มีความแตกต่างกันมาก อาศัยอยู่บริเวณช่อดอก ใบ และบริเวณโคนก้านของพืชผัก วางไข่เป็นฟองเดี่ยว สีเหลืองอ่อน ยาวรี มักจะวางไข่ตรงแกนกลางของใบอ่อนหรือที่ก้านของช่อดอก ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 7-10 วัน ตัวอ่อนจะลอกคราบ 4 ครั้ง ก่อนโตเต็มวัย 
  • ลักษณะการทำลายพืชพันธุ์ จะเข้าไปดูดน้ำเลี้ยงทำให้ใบอ่อน ยอดอ่อน ช่อดอก ก้านดอก เกิดความเสียหายมาก โดยเฉพาะตอนช่วงออกดอก และจะถ่ายมูลออกมาคล้ายน้ำหวานเหนียว ๆ ให้เกาะติดอยู่บริเวณรอบ ๆ ต้น ส่งผลให้เกิดเชื้อราดำที่ทำให้ใบหงิกงอโค้ง และปลายใบแห้ง จะระบาดช่วงมะม่วงออกดอกคือในเดือนธันวาคมถึงมกราคม โดยจะมีเยอะที่สุดในช่วงดอกใกล้บาน 

วิธีกำจัดเพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วง

กำจัดด้วยน้ำและสารเคมี

  1. ระยะที่ดอกมะม่วงกำลังบาน สามารถใช้น้ำเปล่าฉีดพ่นในช่วงเช้า โดยปรับหัวฉีดไม่ให้แรงเกินไป จะเป็นการช่วยล้างราดำ และช่วยกำจัดแมลงที่เกาะตามใบมะม่วงออกไปได้ด้วย
  2. ระยะมะม่วงเริ่มแทงช่อก่อนออกดอก ให้ใช้เชื้อราบิวเวอเรีย (Beauveria) หรือจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติสามารถทำลายเพลี้ยได้ ผสมในอัตราส่วน 250 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้น เพราะจะเป็นการกำจัดแมลงที่อาศัยอยู่ในส่วนอื่นได้ด้วย โดยให้ฉีดพ่นในตอนเย็นหรือช่วงที่อากาศไม่ร้อนจัด
  3. ระยะมะม่วงแทงช่อ ให้ใช้ Carbaryl หรือเซฟวิน 85% WP อัตราส่วน 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในช่วงที่กำลังเริ่มแทงช่อ 1 ครั้ง และฉีดพ่นก่อนออกดอกอีก 1 ครั้ง และระยะดอกตูมหรือดอกบาน หากยังมีหลงเหลือให้เห็นควรพ่นซ้ำอีก 1-2 ครั้ง 
  4. หากระบาดหนักจนควบคุมได้ยาก ให้เลือกใช้สารเคมีเฉพาะ เช่น อิมิดาคลอพริด (Imidacloprid) หรือไดโนทีฟูแรน (Dinotefuran) หรือใช้สาร Monocrotophos อโซดริน 60% WSC 25 มิลลิเมตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสาร Permethrin ไพรีทรอยด์สังเคราะห์ แอมบุช 10% EC 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว

4 วิธีดูแลป้องกันไม่ให้เกิดเพลี้ยในระยะยาวอย่างเห็นผล

4 วิธีดูแลป้องกันไม่ให้เกิดเพลี้ย

  1. การหลีกเลี่ยง (Avoidance) หากเราทราบว่าในบริเวณพื้นที่ที่เราต้องการทำเกษตรกรรม เคยมีเพลี้ยชนิดที่เป็นอันตรายต่อพืชที่เราต้องการปลูกโดยตรง ก็ควรคิดหาวิธีปรับเปลี่ยน หรือวางแผนการปลูกพืชพันธุ์ใหม่ เช่น อาจใช้วิธีการปลูกพืชหมุนเวียนสลับไปก่อน หรือใช้พันธุ์ต้นไม้ พันธุ์ข้าว ที่ได้รับการรับรองว่าปราศจากศัตรูพืช (Certified Seed) 
  2. กำจัดศัตรูพืช (Eradication) ทำได้โดยการเผาทำลายวัชพืชและพืชที่เป็นโรคต่าง ๆ ไถพรวน กลบหน้าดิน ทำลายแหล่งอาศัยของแมลงต่าง ๆ ในบริเวณที่เก็บพืชผลทางการเกษตรของเรา
  3. ป้องกัน (Protection) โดยทั่วไปที่เห็นผลได้เร็วก็คือ การใช้สารเคมีกำจัด แต่ควรใช้ในปริมาณหรืออัตรส่วนผสมตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด หรือกำจัดพาหะด้วยการใช้พันธุ์พืชที่ไม่มีศัตรูพืช
  4. การดูแลรักษา (Therapy) เป็นวิธีดูแลหลังจากเกิดการระบาด ที่ยังอยู่ในระยะที่ยังสามารถป้องกันได้ทัน ส่วนใหญ่แล้ววิธีนี้จะนิยมใช้กับพืชพันธุ์ที่เป็นไม้ผลยืนต้น ไม่เหมาะใช้กับพืชล้มลุก

ข้อควรระวังในการใช้ยาปราบศัตรูพืชและสารเคมีกำจัดเพลี้ย

          ขึ้นชื่อว่าสารเคมี มักเป็นอันตรายในตัวเองอยู่แล้ว การใช้งานต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายของเราโดยตรง ทั้งทางผิวหนัง การหายใจ หรือพิษต่าง ๆ ที่อาจเกิดการสะสมได้ รวมทั้งเป็นการช่วยดูแลรักษาสภาพแวดล้อมในระยะยาวได้อีกด้วย เรามาดูกันว่ามีวิธีและข้อควรระวังอย่างไรบ้าง

การป้องกันอันตราย ระหว่างผสมสารเคมี และขณะใช้งาน

  • อ่านคำแนะนำให้ละเอียดจนมั่นใจก่อนลงมือผสมสารเคมี และให้ใช้อัตราส่วนตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด
  • สวมถุงมือยาง เสื้อแขนยาว หน้ากาก แว่นตา ฯลฯ ขณะทำการผสมสารเคมี และระวังไม่ให้เด็กหรือผู้ที่ไม่มีความรู้เข้าใกล้บริเวณ 
  • อย่าดื่มน้ำ สูบบุหรี่ ในขณะที่ผสมสารหรือพ่นยา และไม่ควรเป่าหรือดูดหัวฉีดหากมีอาการอุดตันด้วยปาก
  • เมื่อเราต้องฉีดพ่นสารเคมี ให้ยืนอยู่เหนือลมทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการหายใจเอาสารเคมีเข้าไปในร่างกาย และหากมีลมแรงมากควรหยุดพ่นยา

การป้องกันอันตราย หลังการพ่นสารเคมี

  • เมื่อฉีดพ่นยาเรียบร้อยแล้วให้เก็บอุปกรณ์ไว้ในที่มิดชิด ให้ห่างจากที่เก็บอาหารของคนและสัตว์เลี้ยง อย่าตั้งทิ้งไว้กลางแดด เพราะจะทำให้สารเคมีเสื่อมคุณภาพ และอาจจะเป็นอันตรายต่อเด็ก สัตว์เลี้ยงในบ้าน ได้อีกด้วย
  • ถังที่ใส่สารเคมีที่ไม่ใช้แล้วต้องทำลายทิ้ง และไม่ควรนำมาใช้กับงานประเภทอื่น ๆ อีก ไม่ควรนำมาใส่น้ำหรืออาหาร หากเป็นโลหะหรือแก้ว ก่อนทิ้งให้ล้างให้สะอาดแล้วทุบจากนั้นนำไปฝังลึกมากกว่า 1 เมตร 
  • น้ำยาหรือสารเคมีที่ใช้ไม่หมด ให้เอาออกมาแยกเก็บไว้ เพราะหากทิ้งไว้จะทำให้กัดพลาสติกถังพ่น หรือสารเคมีอาจจะระเหยจนทำให้เสื่อมคุณภาพ และยังทำให้จับตัวจนเหนียว ล้างยาก ส่งผลทำให้หัวฉีดอุดตันได้อีกด้วย
  • หลังการฉีดพ่นแล้ว ต้องคอยระวังไม่ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาบริเวณที่เราพ่นยาไว้ เพราะอาจจะเป็นอันตราย
  • หลังฉีดพ่นยาเรียบร้อยแล้วให้อาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายทันที และนำเสื้อผ้าที่ใส่ไปแยกซักทำความสะอาดทันทีเช่นกัน

แนะนำยากำจัดศัตรูพืช ใช้งานได้อย่างเห็นผล

โปรวาโด 

กำจัดเพลี้ย โปรวาโด

          เป็นสารป้องกันศัตรูพืชและกำจัดแมลงชนิดดูดซึมได้ ทั้งทางรากและทางใบ กำจัดแมลงได้ทั้งถูกตัวตายและกินตาย มีชื่อสามัญว่า Imidacloprid จัดอยู่ในกลุ่มสารเคมี Neonicotinoid (4A) มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดแมลงปากดูดทุกชนิด เช่น เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว และหนอนชอนใบส้ม มีความปลอดภัยสูง ไม่เป็นอันตรายต่อพืชผักที่ปลูก มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยมาก 

  • อัตราส่วนใช้งาน 2 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ฉีดพ่นเมื่อพบการแพร่ระบาด

เพลนั่ม 

กำจัดเพลี้ย เพลนั่ม

          มีชื่อสามัญว่า ไพมีโทรซีน (Pymetrozine) อยู่ในกลุ่มสารเคมี Pyridine Azomethines (9B) มีประสิทธิภาพในการป้องกันและกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวได้อย่างดีเยี่ยม ด้วย 3 พลังล็อค ห้ามกิน ห้ามเกาะ และห้ามวางไข่ เพลนั่มทำให้แมลงหยุดดูดน้ำเลี้ยงจากต้นข้าวภายในเวลา 1-2 ชั่วโมง ช่วยป้องกันความเสียหายของผลผลิต และช่วยลดปัญหาการเกิดโรคจู๋จากเชื้อไวรัส

  • อัตราส่วนใช้งาน 20 กรัม ต่อน้ำสะอาด 20 บิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว สำหรับนาข้าว ใช้ 20 กรัม ต่อน้ำ 40 ลิตร 

พอสซ์  

กำจัดเพลี้ย พอสซ์

          สารกำจัดแมลงศัตรูพืชประเภทดูดซึม ออกฤทธิ์เป็นเวลานาน มีชื่อสามัญว่า คาร์โบซัลแฟน (Carbosulfan) 20% W/V EC อยู่ในกลุ่มสารเคมี Carbamate (1B) สามารถกำจัดหนอนกอสีครีม แมลงสิง แมลงหวี่ขาวอ้อย เต่าแตง และแมลงต่าง ๆ อย่างเห็นผล ค่อนข้างมีกลิ่นเหม็น สวมถุงมือและผ้าปิดจมูกทุกครั้งขณะใช้งาน

  • อัตราส่วนใช้งาน 80 ซีซี ต่อน้ำสะอาด 20 ลิตร ฉีดพ่นเมื่อมีแมลงรบกวนหรือมีการระบาด หรือใช้งานตามอัตราส่วนเฉพาะพืชพันธุ์ต่าง ๆ 

สตาร์เกิ้ล เอสแอล 

กำจัดเพลี้ย สตาร์เกิ้ล เอสแอล

          เป็นสารป้องกันศัตรูพืชและกำจัดแมลงชนิดดูดซึม ในกลุ่มสารเคมีนีโอนิโคตินอยด์ น้ำสีฟ้าใส ละลายง่าย เข้าสู่ต้นพืชได้ทั้งทางใบและทางราก ไม่เกิดตะกอน หรือคราบตกค้างบนผลผลิต มีชื่อสามัญว่า Dinotefuran 10% SL มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดแมลงปากดูด แมลงหวี่ขาวยาสูบ และแมลงชนิดอื่นได้เป็นอย่างดี มีประสิทธิภาพแม้จะมีฝนตกหลังการฉีดพ่น ควบคุมแมลงได้นานแม้ฉีดพ่นเพียงครั้งเดียว 

  • อัตราส่วนใช้งาน 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำสะอาด 20 ลิตร หรืออัตราการใช้น้ำ 100 ลิตร ต่อ 1 ไร่ ฉีดพ่นได้ทั่วไปเมื่อพบการระบาดของแมลง หรือตามอัตราส่วนต่อชนิดของพืขพันธุ์ในการใช้งาน

โบเก้ 

กำจัดเพลี้ย โบเก้

          เป็นสารป้องกันศัตรูพืชและกำจัดแมลงชนิดกึ่งดูดซึม มีชื่อสามัญว่า อะบาเม็กติน 1.8% W/V EC อยู่ในกลุ่มสารเคมี Avermectin สามารถกำจัดแมลงต่าง ๆ อย่างเห็นผล เช่น เพลี้ยไฟ หนอนใย หนอนกอข้าว หนอนชอนใบส้ม-มะนาว มีประสิทธิภาพควบคุมแมลงได้อย่างยาวนาน 

  • อัตราส่วนใช้งาน 5-10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ฉีดพ่นกำจัดแมลงทั่วไป หรือ 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเมื่อพบการระบาดของแมลง

          เพลี้ยแมลงตัวจิ๋วที่มีฤทธิ์ร้ายกาจในการทำลายพืชพันธุ์ต่าง ๆ เป็นศัตรูอันอันดับต้น ๆ ของเกษตรกรคนทำไร่ทำนา หากปล่อยไว้ไม่หาทางป้องกันหรือกำจัดอย่างถูกวิธี เมื่อเวลาที่เกิดการระบาดขึ้นมาจริง ๆ อาจจะต้องนอนก่ายหน้าผากกันเลยทีเดียว การกำจัดแมลงศัตรูพืชทั้งหลายนั้น มีทั้งวิธีทางธรรมชาติ ใช้สมุนไพร และการใช้สารเคมี ซึ่งอาจเกิดอันตรายและมีสารตกค้างได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ควรศึกษาทำความเข้าใจ เพื่อจะได้ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเราเอง และไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใครที่กำลังพบเจอปัญหาจากเจ้าแมลงตัวนี้ หวังว่าสูตรเด็ด วิธีกำจัดเพลี้ย ศัตรูตัวร้ายของเกษตรกรอย่างได้ผลทันใจ ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก ทำได้ด้วยตัวเองกันเลยดีกว่า คงจะเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี