logo

          ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนถึงร้อนมากที่สุด แอร์จึงกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะขาดไปไม่ได้ และเป็นไอเท็มยอดนิยมที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในบ้านพักอาศัย ห้องต่าง ๆ ภายในบ้านคอนโดมิเนียม ออฟฟิศที่ทำงาน ห้างสรรพสินค้า หรือตามสถานที่ต่าง ๆ นั่นก็เพราะความร้อนในบ้านเรานั้น ตั้งแต่เดือนมีนาคม เมษายน ไปจนถึงพฤษภาคม การจะใช้เพียงแค่พัดลมธรรมดานั้นบอกเลยว่าเอาไม่อยู่แน่ ๆ ยิ่งตอนนี้เกิดภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นทุกวันเข้าไปอีก และเมื่อเข้าสู่หน้าร้อนทีไร คนไทยก็จะเริ่มซื้อแอร์ หรือเครื่องปรับอากาศ เพื่อเป็นตัวช่วยในการคลายร้อนเพิ่มมากขึ้นทุกปี แต่ในยุคปัจจุบันเครื่องปรับอากาศก็มีราคาถูกลงกว่าเดิมมาก แถมยังมีผลิตออกมาหลายยี่ห้อ หลายรุ่น หลายแบบ มีฟังก์ชั่นการใช้งานต่าง ๆ ให้เลือกให้เหมาะกับการใช้งานของเราอีกมากมาย วันนี้เราเลยจะพาไปรู้จักกับที่มาที่ไปและประโยชน์ต่าง ๆ ของเครื่องปรับอากาศ รวมไปถึงรีวิวยี่ห้อที่คุ้มค่า น่าใช้งานมาแนะนำ 8 แอร์ยอดนิยม ยี่ห้อไหนน่าใช้ รุ่นไหนดี ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตยุคใหม่อย่างคุ้มค่า

. . . . . . . . . .

แอร์ หรือเครื่องปรับอากาศ คืออะไร

          แอร์ หรือเครื่องปรับอากาศ (Air Conditioner) คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำหน้าที่ปรับและควบคุมอุณหภูมิในพื้นที่ที่เราอยู่ ให้อากาศอยู่ในอุณหภูมิที่พอเหมาะ หรือตามที่เราต้องการ เหมือนเป็นการรักษาระดับอากาศให้คงที่นั่นเอง หลาย ๆ ประเทศที่อยู่ในเขตร้อนมักจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อให้ความเย็น แต่สำหรับในเขตหนาวก็จะมีเครื่องปรับอากาศเช่นกัน แต่จะเรียกว่าเครื่องทำความร้อน เป็นการปรับและควบคุมเพื่อให้อุณหภูมิสูงขึ้น หลักการทำงานสำคัญของการปรับอากาศก็คือนำความร้อนออกไปเพื่อให้อุณหภูมิลดลง และยังช่วยลดความชื้นหรือช่วยฟอกอากาศให้ดีขึ้นอีกด้วย

รู้หรือไม่ ระบบทำความเย็นของแอร์ทำงานอย่างไร

           หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วอากาศเย็นได้อย่างไร? เราจะมาเฉลยกัน ในเครื่องปรับอากาศจะมีสารทำความเย็น (Refrigerant) หรือน้ำยาแอร์ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ดูดเอาอากาศร้อนภายในห้องของเราออกไปนอกห้อง โดยตัวน้ำยาแอร์จะหมุนเวียนทำงานดูดความร้อนออกไปอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทำงานของคอมเพรสเซอร์ (Compressor) ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนน้ำยาผ่านคอยล์ร้อน (Condensing Unit) อุปกรณ์ลดความดัน (Throttling Device) และคอยล์เย็น (Fan Coil Unit) หากอุณหภูมิภายในห้องสูงกว่าที่ตั้งไว้ และจะหยุดทำงานเมื่ออุณหภูมิในห้องต่ำกว่าที่กำหนด ซึ่งก็หมายความว่าคอมเพรสเซอร์นั้นจะเป็นอุปกรณ์ที่ต้องทำงานตลอดเวลาตามอุณหภูมิที่ขึ้นลง เพื่อทำหน้าที่ปรับและรักษาอุณหภูมิให้สม่ำเสมอนั่นเอง

          โดยคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศจะมีระบบ Inverter ที่มีวงจร Converter Circuit ทำหน้าที่ปรับขนาดแรงดันและความถี่ ควบคุมการทำงาน แปลงไฟกระแสสลับ (AC) ที่มีแรงดันและความถี่คงที่ เปลี่ยนให้เป็นไฟกระแสตรง (DC) ระบบ Inverter จะควบคุมทำให้อุณหภูมิค่อย ๆ ลดลงจนถึงระดับที่ตั้งไว้ โดยมีคอมเพรสเซอร์ทำหน้าที่ปรับให้อุณหภูมิคงที่ตลอดเวลานั่นเอง และจะตัดการทำงานเมื่ออุณหภูมิถึงตามที่กำหนด แต่หากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น คอมเพรสเซอร์ก็จะกลับมาทำงานอีกครั้ง เช่น หากเราตั้งอุณหภูมิห้องนอนเราไว้ที่ 25 องศา เมื่อความเย็นภายในห้องลดลงถึง 25 องศา คอมเพรสเซอร์ก็จะตัดการทำงาน แต่พอสักพัก อุณหภูมิภายในห้องสูงขึ้นเป็น 26 องศา คอมเพรสเซอร์ก็จะกลับมาทำงานอีกครั้ง เพื่อปรับอุณหภูมิให้กลับมาเข้าที่ 

มาทำความรู้จักกับ BTU ของแอร์กันก่อน

BTU ของแอร์กันก่อน

          เวลาเราไปซื้อเครื่องปรับอากาศ มักจะถูกพนักงานถามว่าต้องการขนาดกี่ BTU อาจจะทำใหเราสับสนได้ว่า เราต้องใช้ขนาดกี่ BTU กันแน่ แล้วเจ้า BTU ที่ว่านี้เกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศยังไง มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน ตามเรามาเลย เรามีข้อมูลดี ๆ มาฝากกัน BTU (British Thermal Unit) คือหน่วยความเย็นของเครื่องปรับอากาศ โดยค่าเฉลี่ยความร้อน 1 BTU จะทำให้น้ำ จำนวน 1 ปอนด์ มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นหรือลดลง จำนวน 1 องศา โดยวัดจากความสามารถในการปรับอากาศต่อชั่วโมง พูดง่าย ๆ ก็คือหากตัวเลข BTU มาก ก็จะสามารถทำความเย็นได้มาก และสัมพันธ์กับขนาดพื้นที่ ยิ่งพื้นที่กว้างขนาด BTU ก็ต้องมากตามนั่นเอง แต่อย่าลืมว่าตัวเลข BTU มาก ค่าไฟฟ้าก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การเลือกใช้ขนาด BTU จึงต้องเลือกใช้ให้สัมพันธ์กับขนาดของห้อง หรือพื้นที่นั้น ๆ 

          แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ห้องของเราใช้ BTU เท่าไหร่? เครื่องปรับอากาศมีขนาด BTU ตั้งแต่ 5,000 BTU ไปจนถึงขนาดใหญ่ 40,000 BTU การเลือกใช้งานให้เหมาะสมต้องดูจากพื้นที่เป็นหลัก และมีวิธีการคำนวณสูตรพื้นที่ดังนี้

สูตรคำนวณพื้นที่ห้อง ต่อ BTU ที่จะใช้งาน

ความกว้างของห้อง (เมตร) X ความยาวของห้อง (เมตร) X ค่าตัวแปร = จำนวน BTU

ค่าตัวแปรเบื้องต้นมีดังนี้

          การเลือกใช้ค่าตัวแปร นอกจากเรื่องความร้อนแล้ว อาจมีปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น ทิศทางของแสงแดด วัสดุหลังคาบ้าน ความสูงเพดานห้อง ขนาดประตูหน้าต่าง จำนวนคน จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้อง ฯลฯ 

  • ค่า 750 สำหรับห้องนอนปกติ ที่ไม่โดนแสงแดด
  • ค่า 800 สำหรับห้องนอนปกติ โดนแสงแดด
  • ค่า 850 สำหรับห้องทำงาน ไม่โดนแสงแดด
  • ค่า 900 สำหรับห้องทำงาน โดนแสงแดด
  • ค่า 950 - 1,100 สำหรับร้านอาหาร ร้านค้า สำนักงาน ไม่โดนแสงแดด
  • ค่า 1,000 - 1,200 สำหรับร้านอาหาร ร ร้านค้า สำนักงาน โดนแสงแดด
  • ค่า 1,100 - 1,500 ห้องประชุม ห้องจัดงาน หรือห้องที่มีจำนวนคนต่อพื้นที่เยอะกว่า

ยกตัวอย่างการคำนวณค่า BTU

          ห้องนอนของเราโดนแสงแดดช่วงบ่าย ขนาดห้องกว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตร ใช้ค่าตัวแปรที่ 800 เพราะห้องโดนแดดส่อง สะสมความร้อนพอประมาณ 

  • 4 เมตร x 4 เมตร = 16 ตารางเมตร
  • 16 ตารางเมตร x 800 = 12,800 BTU

          ในกรณีตัวอย่างจึงควรเลือกเครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 หรือ 13,000 BTU นั่นเอง โดยทั่วไปแล้วเครื่องปรับอากาศขนาด 9,000 BTU จึงเหมาะกับห้องขนาดพื้นที่ 12-15 ตารางเมตร ขนาด 12,000 BTU เหมาะกับห้องขนาดพื้นที่ 16-20 ตารางเมตร ขนาด 18,000 BTU เหมาะกับห้องขนาดพื้นที่ 24-30 ตารางเมตร เครื่องปรับอากาศสามารถเลือกซื้อขนาดสูงหรือต่ำกว่าที่เราคำนวณได้ แต่ไม่ควรมาก หรือน้อยเกินไปกว่า 1,000 BTU

  • หากเลือก BTU มากกว่าขนาดห้อง จะทำให้คอมเพรสเซอร์ตัดบ่อย ห้องมีความชื้นสูง ทำให้ไม่สบายตัว
  • หากเลือก BTU น้อยกว่าขนาดห้อง คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักตลอดเวลา ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานการเลือกซื้อ

แอร์มีกี่ชนิด มีแบบไหนบ้างที่นิยมใช้งาน

          จริง ๆ แล้ว เครื่องปรับอากาศมีด้วยกันมากมายหลายแบบ หลายประเภท ตามลักษณะการใช้งาน หรือตามลักษณะของพื้นที่ แต่ที่เป็นที่นิยมใช้โดยทั่วไปมีดังนี้

1. แอร์แบบตั้ง หรือแขวน (Ceiling or Floor Type)

แอร์แบบตั้ง

          รูปร่าง ลักษณะจะคล้าย ๆ กับแบบติดผนัง แต่จะตั้งอยู่กับพื้นหรือแขวนอยู่ระดับพื้นห้อง ใช้คอมเพรสเซอร์และท่อต่อเช่นเดียวกัน ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ แอร์ชนิดนี้ต้องเลือกทิศทางการวางตำแหน่งให้ดี อย่าให้เกิดมุมอับเพื่อจะได้กระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึง เป็นแอร์ที่เหมาะใช้งานกับพื้นที่ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เช่น ห้องนอน ห้องรับแขก ร้านอาหาร ห้องประชุม หรือสำนักงานต่าง ๆ

ข้อดี

  • เลือกการติดตั้งได้เหมาะสมตามพื้นที่จริง ไม่ว่าจะตั้งพื้นหรือแขวน
  • ใช้งานได้หลากหลายพื้นที่ ทั้งพื้นที่ขนาดเล็กและขนาดใหญ่
  • ระบบการระบายความร้อนดี

ข้อเสีย

  • มีแบบและรุ่นให้เลือกน้อย
  • ต้องหาตำแหน่งการวางให้ดี เพื่อกระจายความเย็นอย่างทั่วถึง และไม่ให้ลมเข้าหน้า

2. แอร์แบบติดผนัง (Wall Type)

แอร์แบบติดผนัง

          เป็นชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มียี่ห้อ รุ่นต่าง ๆ ให้เราเลือกได้มากมาย รูปทรงสวยงาม ขนาดเล็กกะทัดรัด ส่วนใหญ่ใช้ในห้องนอน หรือห้องที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นห้องรับแขกที่พื้นที่ไม่กว้างขวางมากนัก BTU ก็มีให้เลือกตั้งแต่ 9,000 BTU ไปจนถึง 20,000 BTU เลยทีเดียว จึงเหมาะกับการใช้ในบ้านมาก เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ฯลฯ

ข้อดี

  • ดีไซน์สวยงามทันสมัย ไม่เกะกะห้อง มีหลายแบบ หลายขนาดให้เลือกใช้งาน
  • การทำงานจะมีเสียงค่อนข้างเงียบ ไม่ดังรบกวน
  • ติดตั้งสะดวก ดูแลรักษาง่าย

ข้อเสีย

  • คอยล์เย็นมีขนาดเล็ก เป็นที่สะสมฝุ่นและคราบสกปรกง่าย

3. แอร์แบบตู้ตั้ง (Package Type)

แอร์แบบตู้ตั้ง

          เครื่องปรับอากาศที่รูปทรงเหมือนตู้ มีลักษณะรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยม มีความสูง อาจจะดูไม่สวยงาม กินพื้นที่ ต้องเลือกพื้นที่ใช้งานให้เหมาะสม แต่ให้กำลังลมแรงมาก เหมาะสำหรับใช้งานในร้านอาหาร ร้านค้า หรือบริเวณที่มีคนพลุกพล่าน หรือมีการเปิดเข้าออกตลอดเวลา

ข้อดี

  • แอร์แบบตู้ตั้ง สามารถตั้งกับพื้นเหมือนตู้ได้เลย ติดตั้งได้สะดวก ง่ายดาย
  • ใบพัดมีขนาดใหญ่ ทำความเย็นได้เร็ว และมีกำลังลมที่แรงมาก

ข้อเสีย

  • ไม่สวยงามและเปลืองพื้นที่ในการติดตั้ง

4. แอร์แบบหน้าต่าง (Window Type)

แอร์แบบหน้าต่าง

          เป็นเครื่องปรับอากาศที่พบเห็นได้น้อยแล้ว เพราะไม่ค่อยเป็นที่นิยม ต้องติดตั้งไว้ที่ช่องหน้าต่าง หรือช่องผนัง ที่มีความแข็งแรงเท่านั้น เป็นเครื่องปรับอากาศที่รวมฟังก์ชั่นการทำงานทั้งคอมเพรสเซอร์ แฟนคอยล์ ยูนิต อยู่ในเครื่องเดียวกัน สามารถติดฝังได้เลยโดยไม่ต้องเดินท่อน้ำยานั่นเอง

ข้อดี

  • ไม่ต้องติดตั้งคอมเพรสเซอร์ ช่วยประหยัดพื้นที่ได้มาก
  • ไม่ต้องมีการเดินท่อน้ำยา ทำให้ติดตั้งง่าย สะดวก 
  • ระบบการทำงานไว้ในเครื่องเดียวกัน ป้องกันความร้อนซึมเข้าไปในท่อน้ำยาได้ดี ทำความเย็นได้เร็วและสม่ำเสมอ

ข้อเสีย

  • หากมีอายุการใช้งานนานมากแล้ว คอมเพรสเซอร์อาจมีเสียงดัง ทำให้เครื่องเกิดแรงสะเทือน รวมถึงผนังที่ติดตั้งด้วย
  • การติดตั้งค่อนข้างยาก ต้องเตรียมพื้นที่เฉพาะ มีน้ำหนักมาก

5. แอร์แบบฝังเพดาน (Built-in Type)

แอร์แบบฝังเพดาน

           เป็นเครื่องปรับอากาศที่ซ่อนอยู่ในเพดาน ทำให้บ้านหรือพื้นที่สวยงาม ไม่เกะกะสายตา สวยหรูดูดี ช่วยยกระดับบ้านหรือพื้นที่ให้มีมุมมองที่โดดเด่น เหมาะสำหรับบ้าน ที่พักอาศัย หรือสำนักงาน ที่มีพื้นที่พอสมควร และเพดานกับหลังคามีความสูงพอเหมาะ

ข้อดี

  • สวยหรู ดูดีมีสไตล์ ออกแบบได้ตามต้องการ ทั้งฝังไว้บนเพดาน หรือซ่อนไว้ใต้ผนังแบบเล่นระดับ
  • ประหยัดพื้นที่

ข้อเสีย

  • การติดตั้งค่อนข้างยาก เพราะต้องออกแบบพื้นที่ให้ลงตัวสำหรับการฝังเพดาน
  • การดูแลทำความสะอาดทำได้ยากกว่าชนิดอื่น 

6. แอร์เคลื่อนที่ (Movable Type) 

แอร์เคลื่อนที่

          จะมีลักษณะเป็นตู้เล็ก ๆ มีท่อดูดอากาศ รูปร่างลักษระจะคล้าย ๆ กับพัดลมไอร้อน หรือพัดลมไอเย็น สะดวกสบาย สามารถเคลื่อนย้ายไปใช้งานได้ในทุกพื้นที่ ไม่ต้องเสียเวลาในการติดตั้ง แค่เพียงมีไฟฟ้าก็สามารถใช้งานได้ทันที

ข้อดี

  • ขนาดกะทัดรัด สวยงาม ใช้งานง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก
  • ไม่ต้องติดตั้ง ไม่มีคอมเพรสเซอร์ ไม่ต้องเดินท่อน้ำยา
  • ใช้งานได้ในทุกพื้นที่ที่เราต้องการ ทั้งในห้องหรือภายนอก

ข้อเสีย

  • ความเย็นค่อนข้างน้อย ต้องใช้งานระยะใกล้ ไม่สามารถใช้งานกับห้องหรือพื้นที่ขนาดใหญ่ได้
  • ระบบการทำความเย็นต่ำ เพราะเป็นระบบเปิด

ติดตั้งแอร์ให้ถูกวิธี เพื่อการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อควรทำ

  • ติดตั้งให้มีทิศทางของลมไปตามแนวขวางของเตียง โดยให้เน้นไปทางปลายเท้าจะดีมาก เพราะจะช่วยให้ลมโดนตัวเราโดยตรง และสม่ำเสมอ ช่วยให้ลมไม่โดนร่างกายขณะนอนหลับมากเกินไป เพราะตื่นมาอาจทำให้ไม่สบายได้ นอกจากนั้นยังช่วยให้อากาศไหลเวียนทั่วทั้งห้อง ช่วยให้อากาศเย็นสบายมากขึ้น
  • ติดตั้งแอร์ตรงจุดที่กระจายความเย็นได้ทั่วถึง โดยดูจากลักษณะของห้อง เช่น ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ให้ติดตั้งทางด้านแนวยาวของห้อง ความเย็นจะกระจายได้อย่างทั่วถึงมากกว่า หรือหากเป็นห้องที่มีความยาวมาก ๆ อาจต้องใช้ฉากกั้น หรือติดตั้งแอร์ 2 ตัว และติดตั้งในจุดที่กระจายความเย็นได้ถึงกัน
  • ควรเลือกติดตั้งให้เหมาะหรือพอดีกับความสูงของห้อง เช่น ห้องทั่วไป สามารถติดตั้งเครื่องปรับไว้ที่ผนังได้เลย แต่หากเป็นห้องที่มีเพดานสูงมากเกิน 2.5 เมตรขึ้นไป ควรเลือกแอร์แบบแขวน จะช่วยให้การกระจายลมเย็นทำได้ดีกว่า
  • ควรติดตั้งในจุดที่สามารถทำความสะอาดได้ง่ายและสะดวก ควรเลือกติดตั้งในมุมที่ไม่อับ เข้าถึงได้ง่าย หากติดตั้งที่หัวเตียงนอน ประตู เวลาต้องล้างหรือถอดทำความสะอาด จะทำให้ฝุ่น คราบต่าง ๆ เปรอะเปื้อนสกปรกได้ง่าย 

ไม่ควรติดตั้ง

  • ไม่ควรติดตั้งแอร์ไว้บริเวณปลายเท้า เพราะจะทำให้เท้าของเราได้รับความเย็นมากเกินไป ซึ่งเท้าของเรานั้นไม่ควรจะได้รับความเย็นมากกว่าส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพราะจะส่งผลให้สุขภาพไม่ดี เจ็บป่วยไม่สบายได้ง่าย
  • ไม่ควรติดตั้งแอร์ไว้ตรงศีรษะ โดยทั่วไปแล้วตรงศีรษะหรือหัวนอน เป็นจุดที่ไม่ควรติดตั้งสิ่งของใด ๆ เลย เพราะอาจจะไม่ปลอดภัย เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ที่สำคัญยังส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย เพราะความเย็นจะลงมาที่ศีรษะโดยตรง อาจมีฝุ่นมารบกวนระบบหายใจ ทำให้เสี่ยงเป็นโรคภูมิแพ้ หรือเจ็บป่วยบ่อย ๆ นอกจากนั้น ลมเย็นก็จะทำให้นอนหลับได้ไม่สนิท
  • ไม่ควรติดตั้งไว้เหนือประตูเพราะต้องใช้งานเข้าออกตลอดเวลา ทำให้อากาศร้อนจากนอกห้องเข้ามาได้ง่าย และความเย็นจากในห้องก็จะออกไปได้ง่ายด้วยเช่นกัน ส่งผลให้อุณหภูมิไม่คงที่ และแอร์ทำงานหนักขึ้น เปลืองพลังงาน ค่าไฟฟ้าไฟ และอาจส่งผลให้แอร์ของเราเสียเร็วอีกด้วย
  • ไม่ควรติดตั้งในบริเวณที่โดนแสงแดดหรือใกล้ความร้อน ทิศทางที่ไม่เหมาะในการติดตั้งแอร์ คือทิศใต้ หรือทิศตะวันตก เพราะมีโอกาสโดนแสงแดดส่อง เพราะหากโดนความร้อนมาก ๆ เครื่องปรับอากาศก็จะทำงานหนักขึ้นและจะทำให้อายุการใช้งานลดลง
  • ไม่ควรติดตั้งอยู่เหนือเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะนอกจากความร้อนจากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะส่งผลต่อการทำความเย็นแล้ว น้ำจากแอร์อาจหยดลงบนเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ อาจทำให้เสียหาย หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ 

ดูแลรักษาแอร์อย่างไร ให้ใช้ได้คุ้มค่า ยาวนาน

1. ทำความสะอาดไส้กรองและแผ่นกรอง

          หากบ้านเราอยู่ติดถนนที่มีรถยนต์วิ่งผ่านไปมาตลอดเวลา อาจเกิดฝุ่นละอองสะสมได้มากมาย จนทำให้ไส้กรองและแผ่นกรองสกปรกเร็วกว่าปกติ ควรถอดออกมาล้างทำความสะอาดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือใช้น้ำยาทำความสะอาดแอร์ชนิดต่าง ๆ เช่น น้ำยาทำความสะอาดไส้กรอง น้ำยาทำความสะอาดคอยล์เย็น น้ำยาล้างแอร์อเนกประสงค์

2. ตรวจสอบเช็กระดับน้ำยาแอร์

           เนื่องจากน้ำยาหรือสารทำความเย็นมีความสำคัญต่อการทำให้ห้องของเราเย็นสบาย มีอุณหภูมิคงที่ หากน้ำยาน้อยเกินไป หรือหมดก็จะทำให้แอร์เย็นช้าหรือไม่เย็น จึงควรเช็กน้ำยาแอร์เป็นระยะ โดยให้ช่างช่วยตรวจดูให้

3. ปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย

          ก่อนเปิดใช้งานทุกครั้ง ควรตรวจดูประตูหน้าต่างของเราว่าปิดสนิทเรียบร้อยหมดทุกจุดแล้วหรือยัง เพื่อไม่ให้อากาศร้อนไหลเข้ามาภายใน ป้องกันไม่ให้แอร์ทำงานหนักเกินจำเป็น หรือหากพบว่ามีจุดใดจุดหนึ่งในบ้านที่มีช่องว่างให้อากาศเข้ามาได้ ควรรีบจัดการแก้ไขให้เรียบร้อย

4. ระวังเรื่องแสงแดด

           ดูแลไม่ให้แสงแดดส่องเข้าห้องโดยตรง หากมีควรติดผ้าม่านกรองแสง กั้นไม่ให้ความร้อนจากภายนอกเข้าถึงภายในมากเกินไป เพื่อช่วยลดความร้อนสะสม ช่วยให้เครื่องปรับอากาศทำความเย็นได้เร็วและมีประสิทธิภาพ 

5. คอยล้างแอร์เป็นประจำ

          การล้างแอร์เป็นประจำโดยปกติทั่วไปแล้วเราควรล้างทำความสะอาด เมื่อใช้งานไปได้ประมาณ 4-6 เดือน เพื่อได้ทำความสะอาดระบบภายในต่าง ๆ เช่น คอยล์ร้อน คอยล์เย็น และตรวจเช็กความเรียบร้อยภายใน การดูแลที่ดี จะช่วยให้แอร์ทำความเย็นได้เร็ว สม่ำเสมอ มีประสิทธิภาพการใช้งานที่ดี และยังช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า และมีอายุการใช้งานได้นานยิ่งขึ้น

แนะนำ 8 แอร์ยี่ห้อไหนดี เย็นเร็ว คุ้มค่า ทนทาน ใช้งานง่าย

1. MITSUBISHI แบบติดผนัง รุ่น MS-GN13VF ขนาด 12,966 BTU 

MITSUBISHI แบบติดผนัง รุ่น MS-GN13VF ขนาด 12,966 BTU

          เริ่มจากแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน MITSUBISHI MS-GN13VF เครื่องปรับอากาศแบบติดผนัง (Wall Type) Powerful Cool เพิ่มพลังการทำความเย็นได้อย่างรวดเร็ว ให้คุณสัมผัสลมเย็นได้ทันที ดีไซน์สวยงาม เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาด 14-18 ตารางเมตร ระบบทำความเย็นแบบโรตารี Dual Barrier CoatingX3 สารเคลือบพิเศษชิ้นส่วนภายใน เพื่อลดการเกาะติดของฝุ่นและละอองน้ำมันที่ปะปนมาในอากาศ มีแผ่นกรองอากาศ Nano Platinum Filter ดักจับฝุ่นละอองได้มากขึ้น และช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ มี Air Cleanning Filter แผ่นฟอกอากาศแบบไฟฟ้าสถิต ที่ช่วยดักจับฝุ่นละอองและเชื้อโรคได้มากยิ่งขึ้น MITSUBISHI MS-GN13VF มาพร้อมฟังก์ชั่นมากมาย Econo Cool ช่วยประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์ Fuzzy Logic I FEEL Control ระบบควบคุมอุณหภูมิจากความรู้สึก ระบบ Auto Restart เปิดเครื่องอัตโนมัติเองได้ในกรณีไฟฟ้าดับหรือขัดข้อง 12 Hour ON/OFF Timer โปรแกรมการตั้งเวลาเปิด หรือปิดล่วงหน้า 12 ชั่วโมง สารทำความเย็น R32 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ ช่วยลดภาวะเรือนกระจก

ราคา 21,500 บาท

2. DAIKIN แบบติดผนัง รุ่น ATKC09TV2S ขนาด 9,200 BTU 

DAIKIN แบบติดผนัง รุ่น ATKC09TV2S ขนาด 9,200 BTU

          อีกหนึ่งแบรนด์ยอดนิยมที่มีชื่อเรื่องเครื่องปรับอากาศมายาวนาน DAIKIN Smile Inverter IATKC09TV2S การันตีด้วยคุณภาพมาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่น แข็งแรง ทนทาน ประหยัดพลังงาน ดีไซน์สวยงาม ขนาดเล็กกะทัดรัด มาพร้อมการออกแบบชุดคอยล์ร้อนแบบใหม่ล่าสุด ให้ขนาดที่เล็กลงกว่าเดิมถึง 29 เปอร์เซ็นต์ ติดตั้งในที่แคบได้เพื่อเพิ่มพื้นที่การใช้สอย เหมาะสำหรับคอนโดมิเนียม หรือบริเวณที่มีพื้นที่จำกัด DAIKIN ATKC09TV2S ปรับระดับความเร็วของพัดลมได้มากถึง 5 Steps พร้อมระบบ Swing Inverter ทำงานเงียบ ลดเสียงรบกวน สามารถปรับอุณหภูมิได้ครั้งละ 0.5 องศาเซลเซียส ตั้งค่าต่ำสุดได้ถึง 16 องศาเซลเซียส มีระบบป้องกันกลิ่นอับและเชื้อรา ช่วยยับยั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ด้วยฟิลเตอร์พิเศษของ Daikin แผงวงจรทนทาน ทำงานได้แม้เกิดไฟกระชาก หรือเกิดไฟตก 150 โวลต์ มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 และมีรับประกันอะไหล่ 1 ปี

ราคา 18,300 บาท

3. ELECTROLUX แบบติดผนัง รุ่น ESV18CRS-B1 ขนาด 18,000 BTU 

ELECTROLUX แบบติดผนัง รุ่น ESV18CRS-B1 ขนาด 18,000 BTU

          เครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์คุณภาพที่ได้รับความนิยมอีกหนึ่งแบรนด์ ELECTROLUX ESV18CRS-B1 แอร์ที่มาพร้อมการออกแบบดีไซน์สวยงามเรียบง่าย เคลือบสาร BlueTech ตัวเครื่องทั้งภายนอกและภายใน หน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัลสวยงามพร้อมรีโมทควบคุมระยะไกล ระบบทำความเย็นแบบอินเวอร์เตอร์แผ่นกรอง Vitamin C ช่วยให้อากาศบริสุทธิ์ และ HD Filter ความละเอียดสูง ดักจับฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกขนาดเล็ก ELECTROLUX ESV18CRS-B1 มาพร้อมฟังก์ชั่นมากมายที่ตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี ทั้งระบบ I Favor สะดวกกับจดจำบันทึกการใช้งาน I-Feel ให้ระดับความเย็นที่ต้องการติดตามเราไปในทุกที่ I Clean ล้างทำความสะอาดเครื่องอัตโนมัติ X–Fan ไล่ความชื้นอัตโนมัติหลังเครื่องหยุดทำงาน และยังมีระบบ Sleep Mode ช่วยประหยัดพลังงาน ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 รับประกันตัวเครื่อง 2 ปี คอยล์เย็นและคอยล์ร้อน 5 ปี คอมเพรสเซอร์ 10 ปี

ราคา 23,990 บาท

4. ASTINA แบบเคลื่อนที่ รุ่น AS093APB ขนาด 9,000 BTU 

ASTINA แบบเคลื่อนที่ รุ่น AS093APB ขนาด 9,000 BTU

          แอร์เคลื่อนที่ Movable Type รุ่นประหยัดจากแบรนด์ที่มาแรง ASTINA AS093APB กำลังไฟ 860 วัตต์ ที่จะช่วยปรับอากาศให้สบายคลายร้อน และทำความเย็นได้อย่างทั่วถึงทุกมุมห้อง คอมเพรสเซอร์แบบโรตารี่ประสิทธิภาพสูง กระจายความเย็นได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับพื้นที่ใช้งาน 12-18 ตารางเมตร ให้ความเย็นรวดเร็วและประหยัด ด้วยน้ำยา R410a เครื่องปรับอากาศ ASTINA AS093APB มาพร้อมฟังก์ชั่นทำงานแบบ 3 ระบบ ให้ความเย็น พัดลม และลดความชื้นในอากาศ ปุ่มกดนุ่ม สัมผัสสบายมือ หน้าจอแบบสัมผัส LED สามารถปรับบานสวิง และปรับบานเกล็ดขึ้น-ลงได้อัตโนมัติ มีระบบควบคุมการทำงานระยะไกลด้วยรีโมทคอนโทรล สะดวกในการใช้งาน เสียงเงียบเพียง 50 เดซิเบล ทำให้ไม่มีเสียงรบกวนขณะทำงาน ท่อลมเย็นและท่อลมร้อนสามารถสลับตำแหน่งได้

ราคา 11,900 บาท

5. Panasonic แบบฝังเพดาน รุ่น S-18PU2T5 ขนาด 17,100 BTU 

Panasonic แบบฝังเพดาน รุ่น S-18PU2T5 ขนาด 17,100 BTU

          เครื่องปรับอากาศจากแบรนด์ชั้นนำ Panasonic แบบ 4 ทิศทาง ฝังในฝ้าเพดาน รุ่น S-18PU2T5 ดีไซน์เรียบง่าย ดูหรูหรา เทคโนโลยี Inverter คลื่น Hyper Wave ช่วยเราประหยัดพลังงานได้กว่า 20 เปอร์เซ็นต์ รักษาอุณหภูมิคงที่ให้ความเย็นที่รวดเร็วทันใจสามารถปรับอุณหภูมิได้ครั้งละ 0.5 องศาเซลเซียส และทำงานด้วยเสียงที่เงียบสนิท พัดลมเทอร์โบ 3 มิติรุ่นใหม่ ช่วยกระจายความเย็นลมได้ 3 ระดับ ลมเย็นสม่ำเสมอทั่วทั้งห้อง คอมเพรสเซอร์แบบแม่เหล็กนีโอไดเนียมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน Panasonic S-18PU2T5 Built-in Type มาพร้อมฟังก์ชั่นการทำงานที่ตอบโจทย์ได้ครอบคลุม ตั้งการทำงานล่วงหน้าได้นาน 7 วัน เลือกการปรับอุณหภูมิเป็นรายชั่วโมง เพื่อให้ความเย็นสอดคล้องกับช่วงเวลา ช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงาน และระบบ nanoe-X ลดกลิ่นแบคทีเรียและไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีรับประกันคอมเพรสเซอร์ 5 ปี คอยล์เย็น 3 ปี และอะไหล่ 1 ปี

ราคา 45,000 บาท

6. MIDEA แบบเคลื่อนที่ รุ่น MPPFB12CRN1 ขนาด 12,000 BTU 

MIDEA แบบเคลื่อนที่ รุ่น MPPFB12CRN1 ขนาด 12,000 BTU

           เครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่ Movable Type จากแบรนด์ MIDEA รุ่น MPPFB12CRN1 ผลิตจากวัสดุคุณภาพดี แข็งแรง ทนทาน หน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล สวยงามเคลื่อนย้ายได้ง่าย สะดวกต่อการใช้งานทุกที่ ฟอกอากาศด้วยไอออนประจุลบ (Ionizer) ที่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในอากาศ MIDEA MPPFB12CRN1 มาพร้อมฟังก์ชั่นที่ช่วยให้เราสะดวกต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ระบบ Follow Me วิเคราะห์จำนวนคนภายในห้องเพื่อกระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึง Compound Filter ฟิลเตอร์ความละเอียดสูง กรองฝุ่นได้เป็นอย่างดี ช่วยดักจับฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกขนาดเล็ก และปรับคุณภาพทางอากาศที่ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ห้องเย็นสบาย ระบบ Auto Restart Function สามารถตั้งเวลาเปิด-ปิดอัตโนมัติ ให้ความเย็นได้อย่างรวดเร็ว และประหยัดกว่าด้วยน้ำยาชนิด R410A มีรับประกัน 3 ปี

ราคา 11,490 บาท

7. Central Air แบบตั้งพื้น รุ่น CFH-410EFN36 ขนาด 36,240 BTU 

Central Air แบบตั้งพื้น รุ่น CFH-410EFN36

          เครื่องปรับอากาศ Floor Type แบบตั้งพื้น Central Air รุ่น CFH-410EFN36 อีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก รุ่นนี้รูปทรงสวยงาม ทันสมัย ประหยัดไฟเบอร์ 5 ระบบฟอกอากาศแบบแผ่นฟอกอากาศ PreFilter มาพร้อมระบบ Auto Restart และมีระบบ Auto Swing การกระจายลมเย็น สวิงแนวตั้ง ขึ้น-ลงอัตโนมัติ การสวิงแนวนอน ซ้าย-ขวา แบบบังคับมือระบบ on-off (คอมเพรสเซอร์แบบสโกรล) การใช้งานง่าย ควบคุมระยะไกลด้วยรีโมทคอนโทรลแบบไร้สาย Central Air CFH-410EFN36 แผงคอยล์เย็นและคอยล์ร้อน BLUE FIN ทําจากท่อทองแดงคุณภาพดี ใช้สารทำความเย็นชนิด R410A ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 2134-2553 มีรับประกันคอมเพรสเซอร์ 5 ปี และอะไหล่ทุกชิ้นส่วน 1 ปี

ราคา 36,700 บาท

8. SAMSUNG แบบติดผนัง รุ่น Wind-Free™ AR24TYECBWKNST ขนาด 21,500 BTU 

SAMSUNG แบบติดผนัง รุ่น Wind-Free

           เครื่องปรับอากาศ SAMSUNG แบบ Wall Type รุ่น AR24TYECBWKNST อีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือและทันสมัยเป็นอย่างมาก ระบบการไหลของอากาศทำความเย็นได้กว้างและไกลกว่าเดิม ช่วยให้เรารู้สึกเย็นสบายด้วยเทคโนโลยี Wind-Free™ Cooling กระจายแรงลมได้อย่างนุ่มนวลและเงียบเชียบ ผ่านรูขนาดเล็ก 23,000 รู เราจะไม่รู้สึกหนาวจากลมเย็นกระทบผิวอีกระบบ Digital Inverter Boost ประหยัดพลังงานสูงสุด อุณหภูมิคงที่ พร้อมแม่เหล็กนีโอดิเมียม และ Twin Tube Muffler ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เงียบเชียบ และทนนานยิ่งกว่าเดิม แอร์ SAMSUNG AR24TYECBWKNST มาพร้อมระบบ AI อัจฉริยะ สามารถปรับโหมดต่าง ๆ ให้เราอย่างเหมาะสม ด้วยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของห้องและรูปแบบการใช้งานโหมด Good Sleep ช่วยสร้างบรรยากาศการนอนหลับ ไร้ซึ่งลมเย็นที่จะช่วยให้เรานอนหลับสนิทและสบายตัว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ด้วยการควบคุมการทำงาน ควบคุมอุณหภูมิ และสั่งงานด้วยแอป SmartThings ใช้สารทำความเย็น R32 เพื่อช่วยรักษาชั้นโอโซนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ราคา 40,490 บาท

ตรวจเช็กความพร้อมอย่างไร หลังการติดตั้งแอร์ใหม่

           เข้าสู่หน้าร้อนทีไร เครื่องปรับอากาศก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยทีเดียว หากเราต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศเครื่องใหม่ หรือติดตั้งเพิ่มจากเดิม เราควรดูการติดตั้งอย่างไรดี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากวนใจตามมาภายหลัง จะตามช่างกลับมาแก้ไขใหม่ก็จะยุ่งยาก และอาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก มาดูกันว่าควรตรวจเช็กอะไรบ้าง

  1. ตรวจสอบตอนติดตั้ง ให้เราดูให้ดีว่า เครื่องปรับอากาศในห้องของเรา ควรติดตั้งห่างจากเพดานลงมา มากกว่า 20 เซนติเมตร และด้านข้างควรให้ห่างจากผนัง 10 เซนติเมตรขึ้นไป เพื่อสามารถถ่ายเทอากาศได้อย่างสะดวกทั่วถึง ตรวจดูความแข็งแรง ทดสอบเปิด-ปิดการทำงานจากเครื่องโดยตรง
  2. การตรวจสอบการทำงานของรีโมท อ่านคู่มือการทำงานของรีโมทให้ชัดเจน ทดลองใช้รีโมทเปิด-ปิด ใช้งาน พร้อมกับการทดสอบโหมดการทำงาน ฟังก์ชั่นต่าง ๆ เร่งความแรงพัดลม ปรับลดอุณหภูมิ ปรับการสวิง เพิ่มความเร็วลม ระบบตั้งเวลา ฯลฯ หากติดขัดหรือมีปัญหา จะได้ให้ช่างแนะนำหรือแก้ไขอย่างทันท่วงที
  3. ฟังเสียงการทำงานของแอร์ ตรวจดูว่ามีเสียงดังหรือมีความผิดปกติหรือไม่ การตัดหรือการทำงานของคอมเพรสเซอร์มีเสียงดังหรือไม่ ก่อนหยุดการทำงานพัดลมมีเสียงดังหรือไม่ หากพบสิ่งผิดปกติจะได้ให้ช่างจัดการแก้ไขก่อนส่งมอบงาน
  4. ตรวจสอบวาล์วแอร์ เป็นการตรวจสอบว่าการติดตั้งดีหรือไม่ หลังเปิดใช้งานไปได้สักพัก ประมาณ 10 นาที หากมีน้ำแข็งเกาะตามท่อหรือวาล์ว ก็หมายความว่าการติดตั้งไม่ดีพอ หรือทำงานไม่เรียบร้อย ควรตรวจสอบด้วยว่าน้ำที่ระบายไหลออกทางท่อ มีความสม่ำเสมอหรือไม่ หลังจากเครื่องปรับอากาศทำงานไปได้ประมาณ 30 นาที
  5. ตรวจสอบการติดตั้งคอยล์ร้อนคอมเพรสเซอร์ ต้องไม่มีอะไรบังทิศทางลมในระยะ 70 เซนติเมตร พื้นที่ที่ติดตั้งนั้นควรโปร่งโล่งเพื่อการระบายอากาศที่ดี จะช่วยให้การระบายความร้อนทำงานได้ดีขึ้น

เคล็ดลับดี ๆ ใช้แอร์อย่างไรให้ประหยัดพลังงานมากที่สุด

  • การลดความร้อนของผนังบ้าน กระจก หน้าต่าง หรือวัสดุอื่น ๆ ที่ใช้เป็นผนังบ้านจะเป็นที่ที่รับอากาศร้อนสะสมในบ้านโดยตรง เราอาจทำที่บังแดดเสริมไม่ให้ผนังร้อนมากเกินไป หรือทาสีผนังภายนอกด้วยสีอ่อน หรือใช้วัสดุที่สะท้อนความร้อนได้ดี 
  • จัดตารางการทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการทำความสะอาดด้วยตัวเอง หรือแบบที่ต้องเรียกช่าง เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ 
  • หากแอร์ของเราทรุดโทรมหรือมีสภาพเก่าเกินไป มีอายุการใช้งานมานานแล้ว ควรตัดสินใจเปลี่ยนใหม่
  • ปลูกต้นไม้ให้ความร่มเย็นและช่วยบังแดด โดยเฉพาะด้านที่มีแสงแดดส่องถึงตัวบ้าน หรือใช้การบุฉนวนผนังป้องกันความร้อนก็ได้ หรืออาจใช้ไม้อัดทำเป็นผนังด้านใน ก็สามารถป้องกันความร้อนได้ดีเช่นกัน
  • หากเป็นบ้านไม้ ควรตรวจสอบช่องหรือรูโหว่ที่อาจเกิดขึ้นได้ หรือบ้านทั่วไปให้ตรวจเช็กบริเวณขอบประตู ฝ้าเพดาน หากพบมีรอยรั่วให้รีบซ่อมแซมทันที
  • จัดวางตู้เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ช่วยบังความร้อนภายในบ้าน ให้เราเลือกวางตู้หรือชั้นวางของต่าง ๆ ในผนังฝั่งที่รับแสงแดดจัด จะเป็นช่วยป้องกันความร้อนเข้ามาในบ้านได้อย่างดี
  • ทาสีภายในบ้านใหม่ หรือภายในห้องที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศด้วยสีอ่อน หรือสีชนิดไม่สะสมความร้อน จะทำให้อุณหภูมิไม่ร้อนเกินไป 
  • หากต่อเติมหรือสร้างบ้านใหม่ ควรวางแผนแบบแปลนตั้งแต่เริ่ม คำนวณทิศทางของแสงแดด จะช่วยไม่ให้ห้องโดนแสงแดด หรือความร้อนตรง ๆ  

          นับวัน แอร์ หรือเครื่องปรับอากาศ จะเป็นเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับทุกบ้าน หรือสถานที่ต่าง ๆ ไปเสียแล้ว นั่นก็เพราะอากาศบ้านเราที่ร้อนขึ้นทุก ๆ วัน รวมไปถึงสภาวะโลกร้อนและปัญหาฝุ่นละอองต่าง ๆ อีกมากมาย การเลือกใช้เครื่องปรับอากาศจึงต้องเลือกใช้งานให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเราด้วยเช่นกัน แต่การจะเลือกแอร์ยี่ห้อไหนดี รุ่นไหนน่าใช้ มีฟังก์ชั่นที่ช่วยให้เราสะดวกสบายมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปตามคุณภาพและราคา แต่ไม่ว่าอย่างไร การใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าก็ควรต้องศึกษาข้อมูลการใช้งานให้ครบถ้วน และทำความเข้าใจเพื่อจะได้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า คุ้มราคา ใครที่กำลังตัดสินใจมองหาเครื่องปรับอากาศไว้รับมือกับหน้าร้อนที่จะถึงนี้แล้วล่ะก็ อ่านแนะนำ 8 แอร์ยอดนิยม ยี่ห้อไหนน่าใช้ รุ่นไหนดี ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตยุคใหม่อย่างคุ้มค่าจบแล้ว ก็รีบออกไปซื้อมาไว้ใช้งานกันได้เลย