logo

          ความที่สังคมไทยอยู่อาศัยกันเป็นครอบครัวใหญ่ ภายในบ้านจึงมีสมาชิกมากมายหลากหลายช่วงอายุ สิ่งที่ตามมาคือ การจัดสรรปันส่วนพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านให้ตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกทุกคน รวมถึงการจัดห้องนอนเด็ก ห้องนอนผู้สูงอายุ ห้องนอนคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ก็ล้วนแต่จำเป็นต้องมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล และนอกเหนือจากการที่เราต้องใส่ใจในเรื่องการจัดห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นวัยที่มีความต้องการพิเศษมากกว่าสมาชิกคนอื่น ๆ เราจำเป็นต้องใส่ใจบุคคลอีกช่วงวัยหนึ่งไม่แพ้กัน นั่นก็คือช่วงวัยเด็กเล็ก โดยเฉพาะ ลูกน้อยที่มีอายุตั้งแต่ 1 ถึง 9 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่กำลังเจริญเติบโตและต้องการพัฒนาการทางด้านร่างกายและสติปัญญาอย่างเหมาะสม และน้อยคนนักที่จะเข้าใจว่าสิ่งที่ส่งผลต่อพัฒนาการต่าง ๆ ของเด็กก็คือห้องนอนเด็ก ซึ่งเป็นห้องที่เด็กในช่วงวัยดังกล่าว ใช้เวลาหรือใช้ชีวิตอยู่มากกว่าห้องอื่น ๆ ในบ้านนั่นเอง

. . . . . . . . . .

เพราะอะไร? จึงต้องใส่ใจและให้ความสำคัญกับการจัดห้องนอนเด็กเป็นพิเศษ

การจัดห้องนอนเด็ก

          หากจะถามหาเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการจัดห้องนอนเด็กมากกว่าห้องอื่น ๆ คำตอบเดียวก็คงจะเป็นเหตุผลทางด้านความรักที่คุณพ่อคุณแม่มีต่อลูกน้อยนั่นเอง เพราะคงไม่มีใครปฏิเสธว่า ความน่ายินดีเรื่องแรกของชีวิตวัยหนุ่มสาว ก็คือการที่เราได้แต่งงานกับคนที่เรารักมีคู่ชีวิตที่ดีและสร้างครอบครัวที่อบอุ่น และยิ่งไปกว่านั้น ความสุขที่สุดของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็คือการมีเจ้าตัวน้อยมาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว ดังนั้นทันทีที่คุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ ก็จะต้องเริ่มวางแผนในหลาย ๆ เรื่อง เริ่มตั้งแต่ การเลือกรับประทานอาหารรวมถึงการออกกำลังกายในช่วงตั้งครรภ์อ่อน ๆ การฝากท้องและเตรียมการคลอด การเตรียมเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้สำหรับเจ้าตัวน้อย กระทั่งลูกน้อยเติบใหญ่ขึ้นมา ในช่วงราวอายุ 1-3 ขวบ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต้องวางแผนเพิ่มเติมก็คือการแต่งห้องนอนเด็ก ให้ถูกหลักและเหมาะสมกับเจ้าตัวเล็กมากที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อย ดังนั้นแล้วหากต้องการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายและสมองของลูกน้อย จึงจำเป็นที่จะต้องจัดเตรียมห้องนอนเด็กให้เหมาะสมกับช่วงอายุต่าง ๆ ของลูกน้อยนั่นเอง

         และวันนี้พลาดไม่ได้กับเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับการจัดห้องนอนเด็ก รวมไปถึงการตกแต่งห้องนอนพ่อแม่ลูก ให้ถูกต้องเหมาะสม เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายและสมองของลูกน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ไม่ควรพลาด

 

Topic:

  • ห้องนอนเด็กควรอยู่ทิศไหนของบ้านเป็นพิเศษหรือไม่
  • หลักการในการจัดห้องนอนสำหรับเด็ก มีอะไรบ้าง 
  • การจัดห้องนอนลูกน้อยควรใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ / ข้อควรระวัง
  • ห้องนอนที่เหมาะกับเด็กแต่ละช่วงวัย (ทารก / 2-5 ขวบ / 5-10 ขวบ / 10 ขวบขึ้นไป)
  • รูปแบบเฟอร์นิเจอร์ควรเป็นลักษณะแบบไหน และสีที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร
  • ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์แบบไหนดีระหว่าง แบบที่มีสัดส่วนพอดีกับเด็กโดยเฉพาะ VS แบบที่ปรับขนาดได้ 
  • ตัวอย่างเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอนเด็ก

ถ้าหากพร้อมกันแล้ว เราไปร่วมติดตามเรื่องราวดี ๆ สาระและเคล็ดลับการตกแต่งห้องนอนเด็กเหล่านี้ เริ่มกันที่เรื่องแรกเลย

ห้องนอนเด็กควรอยู่ทิศไหนของบ้านเป็นพิเศษหรือไม่

          สิ่งสำคัญที่เราควรคำนึงถึงในการจัดห้องนอนลูกน้อย ก็คือเรื่องของทิศทางลม ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อพัฒนาการในทุก ๆ ด้าน ดังนั้นแล้ว ทิศทางที่ดีที่สุดของการเลือกห้องนอนสำหรับลูกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ เป็นช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต เริ่มตั้งแต่ 1 ขวบเป็นต้นไปก่อนเข้าสู่ช่วงวัยประถม คิดทางที่ดีที่สุดของห้องนอนสำหรับเด็กเล็ก ควรอยู่ในทิศที่สามารถเปิดรับลมได้อย่างสะดวก อากาศถ่ายเทได้อย่างเต็มที่ตลอดทั้งวัน เช่น ทิศเหนือ, ทิศตะวันออก และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ถ้าหากในบ้านไม่มีห้องอยู่ในทิศดังกล่าวจริงก็อนุโลมให้เลือกใช้ห้องที่อยู่ทางด้านทิศใต้แทนได้ นั่นหมายความว่าเราควรหลีกเลี่ยงการเลือกห้องที่อยู่ในโซนด้านทิศตะวันตก เพราะนอกจากจะเป็นจุดที่ไม่ได้อยู่ในทิศทางลมที่ดีแล้ว ยังเป็นห้องที่ต้องรับกับแสงแดดในช่วงบ่ายไปจนถึงเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างร้อนระอุ และภายในห้องนอนเด็กก็จะเก็บความร้อนทำให้อากาศในตอนเย็นค่อนข้างร้อนอบอ้าว ซึ่งแน่นอนว่า หากเราเปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่อระบายอากาศและทำให้ห้องเย็นขึ้น ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อย เนื่องจากร่างกายของเด็กยังไม่แข็งแรงมากพอที่จะปรับตัวตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้นั่นเอง

          ในขณะที่ ทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บางครั้งทางทิศใต้เอง เป็นทิศทางที่อากาศถ่ายเท โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางทิศตะวันออก นอกจากจะสามารถระบายอากาศได้ดี เนื่องจากเป็นทิศทางที่สามารถรับลมธรรมชาติได้ตลอดทั้งวัน ยังเป็นจุดที่รับแสงแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้าซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพของลูกน้อยอีกด้วย สิ่งที่สำคัญคือ ช่วงเวลาเช้า กับช่วงเวลาบ่าย มีช่วงเวลาที่ยาวนานแตกต่างกัน คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่กำลังเป็นกังวลว่า การเลือกห้องนอนเด็กในทิศตะวันออกเป็นสิ่งที่ดีในแง่ของการรับลม แต่ก็ยังคงรับแสงแดดในตอนเช้าได้เช่นกัน ขอให้สบายใจในเรื่องนี้ได้ เนื่องจากเวลาเช้าจะค่อนข้างสั้น เนื่องจาก อุณหภูมิความร้อนจะเพิ่มมากขึ้น ในช่วง 08:00 น เป็นต้นไป และพระอาทิตย์จะเปลี่ยนทิศทางในช่วง 11:00 น ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าเป็นทิศทางที่ดี มากกว่าจะส่งผลเสียในเรื่องของแสงแดดหรืออุณหภูมิความร้อนนั่นเอง

สำหรับการเลือกทิศทางห้องนอนเด็กตามฮวงจุ้ย เพื่อให้ถูกหลักหยินหยาง ซึ่งตามความเชื่อศาสนาจีนโบราณว่ากันว่า การวางห้องนอนลูกน้อยในตำแหน่ง ชั้นล่างของบ้าน ทางด้านทิศตะวันออกเป็นทิศทางที่ดี แต่ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงห้องที่อยู่ตรงกับประตูบ้าน เพราะถือว่าเป็นพลังงานลบ ที่จะเข้ามาสู่ห้องนอนห้องนั้นได้มากกว่าห้องอื่น ๆ และจะส่งผลต่อสุขภาพ ของลูกน้อยได้อีกด้วย หากใครมีความเชื่อทางด้านนี้ ก็ยึดถือและปฏิบัติตาม นับว่าไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือไม่เสียหายใด ๆ อีกทั้งยังเป็นการปฏิบัติตามเพื่อความสบายใจของคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลมายังลูกน้อยได้อีกด้วย

หลักการในการจัดห้องนอนสำหรับเด็ก มีอะไรบ้าง

หลักการในการจัดห้องนอนสำหรับเด็ก

          หลังจากที่เราเลือกทิศทางของห้องนอนลูกน้อยได้แล้วสิ่งที่สำคัญที่ควรคำนึงถึงอีกเรื่อง ก็คือหลักในการจัดห้องนอนที่ถูกต้อง ทั้งนี้ก็เพื่อวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยตั้งแต่ยังเยาว์วัย ซึ่งหลักการที่นำมาฝากกันวันนี้สามารถนำไปใช้กับการจัดห้องนอนลูกน้อยได้ทุกช่วงวัย ดังนี้

ขนาดของห้องนอน

          ขนาดของห้องนอนเด็ก อาจจะเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนมองข้ามเพราะคิดว่าลูกยังตัวเล็ก คงไม่ต้องให้ความสำคัญกับขนาดของห้องนอนมากเท่าไหร่นัก หากใครที่มีความเชื่อแบบนี้บอกได้เลยว่าคุณกำลังเข้าใจผิด เพราะขนาดของห้องนอนสำหรับลูกน้อยมีผลต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายเป็นอันดับแรก โดยที่ห้องนอนเด็กที่มีขนาดเหมาะสมควรมีพื้นที่กว้างมากพอให้เด็กสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย อย่างน้อยควรมีขนาด 10 ตารางเมตรขึ้นไป เพื่อเป็นพื้นที่ให้เด็กออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ระหว่างพ่อแม่ลูกเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและทักษะทางด้านร่างกายนั่นเอง 

         แต่สำหรับบ้านไหนที่มีห้องเล็ก มีพื้นที่จำกัด สามารถเลือกตกแต่งห้องเพื่อส่งเสริมพัฒนาทักษะทางด้านร่างกายได้โดยการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย ซึ่งแน่นอนว่าเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้น จะต้องเลือกอำนวยต่อการออกกำลังกายของเด็กไปในตัว เช่น เตียง 2 ชั้น หรือฟูกที่นอน ที่วางบนพื้นสำหรับเด็กเล็ก ความสูงประมาณไม่เกิน 1 ฟุต เพื่อให้เด็กในวัยที่กำลังคลาน หรือเริ่มเดินเตาะแตะ สามารถปีนป่ายขึ้นลงได้นั่นเอง ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องให้การดูแลคอยระวังและให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันและดูแลอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้

สีสันส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์

           ห้องนอนเด็กที่ดีควรคำนึงถึงสีสันที่เหมาะสม เพราะการเลือกใช้สีที่เหมาะสมกับ พัฒนาการเด็กแต่ละช่วงวัยย่อมส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของลูกน้อย และทางด้านอื่น ๆ ตั้งแต่ทักษะการจดจำ การแยกสี เป็นต้น โดยสีที่ควรเลือกใช้ ควรจะมีลักษณะดังนี้

  • สีชมพู เป็นสีโทนเย็น ให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยส่งผลให้เด็กมีอารมณ์ที่สดใสร่าเริง
  • สีเหลือง เป็นสีโทนร้อน แต่สามารถนำมาเลือกใช้ เฉดสีอ่อน ซึ่งแสดงถึงความเบิกบานให้ความรู้สึกสดใสและมีพลัง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นพลังงานในตัวเด็กให้ Active ส่งผลที่ดีต่อการทำกิจกรรมต่างๆมากขึ้น
  • สีฟ้า เป็นสีโทนเย็นซึ่งให้อารมณ์ความรู้สึกผ่อนคลายสงบและช่วยให้เด็กอารมณ์เย็นไม่ใจร้อน
  • สีเขียว เป็นสีโทนเย็น แต่หากเลือกใช้สีเขียวเข้มจะให้ความรู้สึกผ่อนคลาย หากเลือกใช้สีเขียวอ่อนจะช่วยกระตุ้นพลังงาน
  • สีส้ม เป็นสีโทนร้อน ช่วยกระตุ้นการใช้ความคิด กระตุ้นความรู้สึกมีชีวิตชีวาและอยากเรียนรู้อยากปลดปล่อย ซึ่งส่งผลดีทางด้านการทำกิจกรรมอีกเช่นกัน

ตัวอย่างของการเลือกใช้สีต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ เราสามารถเลือกใช้เฉดสีจากสีหลัก เช่น ส้มอ่อน ฟ้าอ่อน ชมพูอ่อน เป็นต้น 

ให้ความสำคัญกับรูปแบบเฟอร์นิเจอร์

          เฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอนเด็ก ควรคำนึงถึงความปลอดภัยไปจนถึงรูปทรงที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการ โดยเน้นเรื่องความปลอดภัยมาก่อนเป็นอันดับแรก โดยควรมีลักษณะดังนี้

  • ต้องไม่มีมุมที่แหลมคม แต่ควรมีลักษณะที่โค้งมน 
  • เลือกใช้วัสดุที่เป็นยางมากกว่าเป็นไม้หรือเป็นเหล็ก เพื่อป้องกันของมีคมบาดหรือกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ จะได้หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่รุนแรงได้ 
  • ไม่ควรเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีน้ำหนักมากเกินไปเพื่อป้องกันการล้มทับเด็ก
  • ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป และควรคำนึงถึงส่วนสูงของเด็กไม่ว่าจะเป็น การใช้งานและความปลอดภัย ซึ่งถ้าหากเฟอร์นิเจอร์ที่วางในห้องนอน มีขนาดสูงใหญ่เกินไปจะเป็นการขัดขวางการช่วยเหลือตัวเอง เช่น การหยิบจับสิ่งของ ซึ่งเด็กจะต้องคอย เรียกผู้ใหญ่มาช่วยหยิบจับตลอดเวลา หรือกรณีที่ให้เด็กใช้เก้าอี้ปีนเพื่อหยิบของเอง ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำโดยเฉพาะเด็กในช่วงวัยที่ยังไม่เกิน 10 ขวบ เนื่องจากอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุเด็กพลัดตกจากเก้าอี้หรือตู้ล้มทับได้นั่นเอง
  • รูปทรงของเฟอร์นิเจอร์ ควรเลือกรูปทรงที่มีความแปลกประหลาดตา จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางด้านการสร้างจินตนาการ เช่น เฟอร์นิเจอร์รูปทรงเรขาคณิต จะช่วยเรื่องการส่งเสริมทักษะการจำของเด็กได้ดี ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงใด ๆ ควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักด้วย

มุมการเรียนรู้ในห้องนอนเด็ก

มุมการเรียนรู้ในห้องนอนเด็ก

          ผู้ปกครองควรจัดให้มีมุมการเรียนรู้ในห้องนอนเด็ก เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้โดยเฉพาะ เพื่อให้ลูกน้อยมีพัฒนาการในทุกๆด้านและได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องผ่านพื้นที่ในห้องนอน โดยมุมการเรียนรู้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่มุมพัฒนาทักษะทางด้านร่างกาย และกลุ่มพัฒนาทักษะทางด้านสมอง ดังนี้

มุมพัฒนาทักษะทางด้านร่างกาย

            เป็นมุมที่ช่วยส่งเสริมร่างกายให้แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็กหรือมัดใหญ่ ควรเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ออกกำลังกายเล็ก ๆ น้อย ๆ และเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย เช่น บ้านบอล เหมาะกับเด็กช่วงวัย 1-3 ขวบ เต็นท์ขนาดเล็ก สามารถใช้เป็นพื้นที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก 3-5 ขวบ หรือของเล่นจำพวกตัวต่อ ค่อนข้างเหมาะกับเด็กตั้งแต่ 5 ขวบจนถึง 7 ขวบ เป็นต้น ทั้งนี้ในการเล่นของเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการต่าง ๆ หรือการออกกำลังกายเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ ดังนั้นควรเลือกวัสดุปูพื้นเพื่อลดแรงกระแทกเพื่อความปลอดภัย

มุมพัฒนาทักษะทางด้านสมอง

          สำหรับการพัฒนาทักษะทางด้านสมองสามารถส่งเสริมได้หลายวิธี เช่น การจัดโต๊ะหนังสือ ให้เด็กอ่านหรือทำการบ้านรวมถึงวาดรูป การพัฒนาสมองจากของเล่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกมกระดาน การ์ดคำศัพท์ หรือส่งเสริมจินตนาการ โดยการให้ขีดเขียนฝาผนัง ซึ่งจะช่วยพัฒนาการสมองของลูกน้อยให้ดีขึ้นได้แล้วยังช่วยฝึก ให้เด็ก ๆสามารถช่วยเหลือตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บของเล่นหรือหยิบจับสิ่งของที่ต้องการด้วยตัวเองเป็นต้น

           และนี่คือหลักการโดยรวมสำหรับการจัดห้องนอนเด็ก ที่เราสามารถนำไปใช้กับเด็กได้ทุกช่วงวัย ร่วมกับการตกแต่งอื่น ๆ เพิ่มเติมโดยยึดหลักการดังกล่าวข้างต้น ก็จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยในด้านต่างๆได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แล้วยังคงมีสิ่งที่เราควรใส่ใจเป็นพิเศษสำหรับการจัดห้องนอน ที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมากอีกด้วย

การจัดห้องนอนลูกน้อยควรใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ / ข้อควรระวัง

          ผ่านมาแล้ว 2 หัวข้อกับเรื่องการจัดห้องนอนเด็ก ซึ่งนอกจากทิศทางของห้องและข้อควรคำนึงถึงอย่างมีสิ่งที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษซึ่งในที่นี้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจจะนึกไม่ถึงหรือมองข้ามไปในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

  1. ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการเลือกเฟอร์นิเจอร์ในห้องเด็กเล็ก (ไม่เกิน 3 ขวบ) ควรหลีกเลี่ยงเฟอร์นิเจอร์ที่มีขอบมุมคม ๆ เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่สำหรับเด็กที่โตกว่า 3 ขวบ อาจเพิ่มความระมัดระวังในกรณีที่เฟอร์นิเจอร์นั้น ๆ มีเหลี่ยมมุม ด้วยการเลือกใช้จุกยางสำหรับปิดป้องกันมุมของโต๊ะหรือตู้เป็นต้น
  2. ข้อควรระวังในการใช้กระจก เป็นต้นว่ากระจกที่วางบน Top โต๊ะ หรือกระจกเงาในห้องนอน ไม่ว่าจะเป็นกระจกรูปแบบใดก็ควรหลีกเลี่ยงทั้งสิ้นเพื่อป้องกันหรือหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการโดนกระจกบาด หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุกระจกล้มทับกรณีที่เด็ก ๆ ปีนป่ายขึ้นไปเล่นบนโต๊ะเป็นต้น
  3. วัสดุที่เลือกใช้ในห้องนอนเด็ก ควรเป็นวัสดุที่ทำความสะอาดง่าย ทั้งนี้เพื่อลดภาระผู้ปกครอง ในเรื่องการทำความสะอาด
  4. อย่าใช้ความชอบส่วนตัวของคุณพ่อคุณแม่ในการจัดห้องให้ลูกน้อย เช่น คุณแม่ที่ชอบตุ๊กตาคิตตี้สีชมพู ก็เลือกจัดห้องนอนด้วยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์หรือตุ๊กตาเป็นสีชมพูรูปคิตตี้แบบนี้เป็นต้น ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรคำนึงถึงความเหมาะสมเป็นหลัก และถ้าหากลูกอยู่ในช่วงวัยที่สามารถบอกความต้องการและความชอบของตนเองได้แล้ว ก็ควรจัดห้องให้สอดคล้องกับความชอบของลูกจะเหมาะสมกว่า
  5. พื้นที่ในห้องนอนควรจัดให้มีโซนเก็บของเป็นสัดเป็นส่วน ไม่ว่าจะเป็นตู้ลอยหรือตู้ Built-in เพื่อใช้ในการเก็บของเล่น ซึ่งจะเป็นการ ฝึกให้เด็กๆรู้จักเก็บของเป็นสัดส่วน ฝึกเรื่องระเบียบวินัย แต่ควรหลีกเลี่ยงการจับของเล่นทุกอย่างโยนเข้าใต้เตียงหรือซุกไว้มุมใดมุมหนึ่งของห้อง เนื่องจากจะทำให้เด็กติดนิสัยไม่มีระเบียบนั่นเอง
  6. ตำแหน่งของโต๊ะเขียนหนังสือ ควรจัดให้อยู่ในจุดที่มีแสงสว่างเพียงพอไม่มืดหรือมีแสงจ้าจนเกินไปเนื่องจากจะมีผลกับสายตาในอนาคตได้
  7. สีสันและความชอบของเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีผลทางงานวิจัยรับรอง ว่าสีสันและความชอบของเด็กจะส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างแท้จริง ดังนั้นลูกชอบอะไรคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรขัดใจแต่ควรหาแนวทางร่วมกันเพื่อการจัดห้องนอนเด็กให้ตรงตามความชื่นชอบของลูกมากที่สุดโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักนั้นเอง

ห้องนอนที่เหมาะกับเด็กแต่ละช่วงวัย (ทารก / 2-5 ขวบ / 5-10 ขวบ / 10 ขวบขึ้นไป)

          วัยเด็ก อาจจะเป็นช่วงวัยที่หลายคนมองว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใส่ใจในเรื่องการตกแต่งห้องนอน แต่ในความเป็นจริงแล้วช่วงวัยนี้คือช่วงวัยที่สำคัญที่เราต้องใส่ใจทุกรายละเอียดไม่เว้นแม้แต่ห้องนอนเลยทีเดียว เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของพัฒนาการในทุก ๆ ด้าน โดยในหัวข้อนี้ จะพาทุกคนไปเจาะลึก ถึงห้องนอนที่เหมาะกับเด็กแต่ละช่วงวัย คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หรือใครที่มีลูก ในช่วงวัยทารก ถึง 10 ขวบ พลาดไม่ได้ โดยการตกแต่งห้องนอนเด็กในหัวข้อนี้จะแบ่งออกเป็นการตกแต่งห้องนอนสำหรับเด็กทารก เด็ก 2-5 ขวบ, 5-10 ขวบ และเด็กอายุ 10 ขวบขึ้นไป มีเรื่องใดที่น่าสนใจ เรื่องอะไรที่เราควรใส่ใจเป็นพิเศษสำหรับแต่ละช่วงวัยบ้างไปดูกันเลย

ห้องนอนที่เหมาะกับเด็กทารก

          เด็กทารกคือเด็กช่วงวัยแบบเบาะ โดยส่วนใหญ่แล้วคุณพ่อคุณแม่มักจะใช้เปลนอนสำหรับทารก แล้วนำมาวางข้าง ๆ เตียง ดังนั้นในส่วนนี้การตกแต่งห้องจึงมักจะเป็นส่วนของการตกแต่งห้องนอนพ่อแม่ลูก เพื่อให้ดูแลลูกน้อยได้อย่างใกล้ชิด หรืออีกกรณี อาจจะมีห้องนอนเด็กที่เชื่อมต่อกับห้องนอนคุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดประตูเข้าออกทะลุถึงกันได้ และสิ่งที่เด็กทารกต้องการ คืออากาศที่บริสุทธิ์สามารถหายใจได้อย่างสะดวกและอุณหภูมิห้องที่เหมาะสม ฟูกที่นอนที่มีความนุ่มพอเหมาะพอดี เพื่อให้การนอนหลับพักผ่อนได้อย่างสบายมากที่สุด และ 3 เรื่องนี้คือหัวใจหลักสำคัญ ที่จะส่งผลต่อสภาวะอารมณ์ของลูกน้อยตั้งแต่วัยทารก การได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ หลับเต็มตื่น ไม่ต้องร้องไห้โยเย จากการหลับไม่สบายเพราะที่นอนแข็งเกินไปหรืออากาศหนาวเย็นจากเครื่องปรับอากาศ จะทำให้ลูกน้อย หลับอย่างเต็มที่พร้อมตื่นมาด้วยอารมณ์ที่แจ่มใส

นอกจากนี้แล้ว การติดเครื่องติดต่อภายในห้องนอนเด็ก ไว้ใกล้กับที่นอนเด็กเมื่อเด็กตื่นหรือร้องก็จะรู้ได้ทันที ทำให้ง่ายต่อการดูแล หรือกรณีที่มีพี่เลี้ยงเป็นผู้ดูแล คุณพ่อคุณแม่ก็จะสามารถ คอยสำรวจความเรียบร้อยจากพื้นที่อื่น ๆ ในบ้านได้ 

ห้องนอนที่เหมาะกับเด็กช่วงวัย 2-5 ขวบ

          ห้องนอนเด็กที่เหมาะกับเด็กในช่วงวัยนี้ มีสิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษหลายเรื่อง เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่บอกบาง เริ่มตั้งแต่เด็กในวัย 2 ขวบ ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงวัยเตรียมอนุบาลบางคนจะมีความจนเป็นพิเศษบางคนจะนิ่งเงียบซึ่งทั้งหมดคือลักษณะนิสัยที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องสังเกตลูกน้อย เพื่อจัดห้องให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัย รวมไปถึงเด็กช่วงวัย 3 ขวบขึ้นไปไม่เกิน 5 ขวบ เป็นช่วงวัยที่เดินแล้ววิ่งได้คล่องแคล่ว เด็ก ๆ ในช่วงวัยนี้จะค่อนข้างตื่นเต้นกับพัฒนาการของตัวเอง ที่เริ่มเดินได้คล่องขึ้น วิ่งได้ดีและคล่องมากขึ้น ดังนั้นเขาจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายที่เพิ่มมากขึ้นและรวดเร็วมากกว่าช่วงวัย 2 ขวบ ดังนั้นแล้ว สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระมัดระวังคือเรื่องความปลอดภัย

           พื้นที่ของห้องนอนเด็กที่เหมาะสมกับในช่วงวัยนี้ ควรเป็นห้องที่โล่งโปร่งใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น และเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้ ควรหลีกเลี่ยงแบบที่มีเหลี่ยมมุมแหลมคม ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อเด็กได้ อีกทั้งพื้นที่โล่ง ๆ จะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการพลัดตกหกล้ม หรือสะดุดลื่นล้มจากการวิ่ง เป็นต้น

         สิ่งสำคัญคือเด็กในช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่ต้องการการพักผ่อนมากเป็นพิเศษ เพื่อให้สมองมีการพัฒนาอย่างเต็มที่ ดังนั้น ห้องนอนเด็กควรเป็นห้องที่เงียบ ควบคุมแสงไม่ให้สว่างจ้าจนเกินไปเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการนอน อีกทั้งการสร้างบรรยากาศ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เช่น การเลือกใช้ตุ๊กตาที่ลูกชื่นชอบ วางบนเตียง เป็นเพื่อนนอนขณะที่ลูกนอนหลับ จะช่วยทำให้ เขารู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้แล้ว การจัดห้องนอนเด็กสำหรับเด็กวัย 2-5 ขวบ ยังคงต้องใช้หลักการจัดห้องที่ส่งเสริมพัฒนาการ ทางด้านอารมณ์ ทางด้านร่างกาย และทักษะอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นความจำ หรือการแยกแยะ เนื่องจากช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่กำลังสนุกกับการเรียนรู้ เขาจะยิ่งรู้สึกตื่นเต้น ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ดังนั้นแล้ว การใช้สีในห้องที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมสภาวะอารมณ์ที่ดี รวมถึงการมีภาพ เพื่อการเรียนรู้ติดไว้ที่ฝาผนัง ควรเน้นเป็นภาพสัตว์หรือผลไม้ต่าง ๆ รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ที่เด็กในช่วงวัยนี้ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น

ห้องนอนที่เหมาะกับเด็กช่วงวัย 5-10 ขวบ

           เมื่อลูกน้อยเริ่มโตขึ้นเข้าสู่ช่วงวัย 5-10 ขวบ พัฒนาการในช่วงนี้ สื่อการเรียนรู้และจดจำ รวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ จะแสดงออกถึงความต้องการที่เด่นชัดมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่จะได้รู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกในช่วงนี้ การจัดข้าวของเครื่องใช้หรือการจัดห้องอาจจะต้องเน้นสิ่งของสำหรับใช้ประโยชน์มากขึ้น เช่น โต๊ะเขียนหนังสือ ชั้นวางของ หรือแม้กระทั่งตู้เสื้อผ้า และเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสม ทำให้ในห้องนอนเด็ก ช่วงวัยนี้ มีองค์ประกอบอื่น ๆ เพิ่มเติมมากกว่าช่วงวัย 2 ถึง 5 ขวบ

          การจัดโซนต่าง ๆ เพื่อเป็นโซนการเรียนรู้ และใช้เป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมที่ลูกชื่นชอบ ถ้าหากภายในห้องนอนเด็กมีพื้นที่มากพอ ถือเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ นอกจากจะได้เป็นการส่งเสริมพัฒนาการ ทางด้านร่างกาย สติปัญญาและอารมณ์ของลูกแล้ว ยังเป็นการฝึกสมาธิ จากการที่ลูกได้มีพื้นที่และมีช่วงเวลาสำหรับทำกิจกรรมที่เขาชื่นชอบภายในห้องนอนส่วนตัวซึ่งค่อนข้างเงียบสงบอีกด้วย

ห้องนอนที่เหมาะกับเด็กช่วงวัย 10 ขวบขึ้นไป

          เด็กในช่วงวัยนี้เป็นวัยกำลังโต หรือวัยย่างเข้าสู่วัยรุ่น ช่วงวัยประถมแบบนี้ เด็กมักจะมีพฤติกรรมเลียนแบบเพื่อน และหันมาสนใจตัวเองมากขึ้น การจัดห้องนอนเด็กที่เหมาะกับช่วงวัยนี้ จึงต้องเน้นเฟอร์นิเจอร์ที่มีความจำเป็นเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำการบ้าน โต๊ะเครื่องแป้ง กระจกเงา เพื่อการสำรวจความเรียบร้อยของตัวเอง จะเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับเด็กในช่วงวัยนี้ได้ดี รวมไปถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ที่มีความจำเป็นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ PC หรือ โน้ตบุ๊ก รวมไปถึงเครื่องดนตรีชิ้นโปรด อุปกรณ์กีฬาที่ชื่นชอบ ซึ่งเด็กในช่วงวัยนี้จะให้ความสำคัญและสนใจเป็นพิเศษ และมักจะนำมาเก็บไว้ในห้องนอน ดังนั้นแล้วการส่งเสริมทักษะ กรณีที่ลูกมีความสนใจทางด้านดนตรีหรือแม้กระทั่งกีฬาจะยิ่งช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ให้ลูกได้เป็นอย่างดี

          โดยส่วนใหญ่แล้ว การจัดห้องนอนเด็กสำหรับช่วงวัยนี้จะเป็นไปตามความชอบของเด็กแต่ละคนซึ่งจะแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นสีสัน การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ และชั้นวางของต่างๆรวมไปถึงตู้ อาจต้องเปลี่ยนเป็นแบบถาวรมากขึ้น เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ต่อไป

รูปแบบเฟอร์นิเจอร์ควรเป็นลักษณะแบบไหน และสีที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร

เฟอร์นิเจอร์สำหรับเด็ก

ลักษณะของเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสม

          การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนเด็ก ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้กับห้องนอนลูกน้อย อายุตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไป เนื่องจากเด็กที่อายุน้อยกว่านี้ยังไม่จำเป็นที่จะต้องมีเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนมากมายแต่ควรเน้นพื้นที่ห้องให้โล่งเพื่อการเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างสะดวกและเป็นการลดอุบัติเหตุ สำหรับเด็กตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไปควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นรูปทรงต่าง ๆ อาทิเช่น รูปทรงเรขาคณิต รูปสัตว์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการสัมผัสและแยกแยะ รวมถึงการจดจำ ทั้งนี้ควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก หลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีเหลี่ยมคมมุมแหลมมากที่สุด

สีที่เหมาะสม

          สีที่เหมาะสมในห้องนอนลูกน้อย สามารถเลือกได้หลากหลายเฉดสี โดยจะแบ่งแยกออกเป็นสีเข้มสดใส และสีโทนพาสเทล หากถามว่าสีกลุ่มใดที่เหมาะจะนำมาใช้ในห้องนอนรูปน้อยมากกว่ากัน โดยในช่วงวัย 2-10 ขวบ ควรเน้นไปทางสีโทนพาสเทล เช่น ส้มอ่อน ฟ้าอ่อน ชมพูอ่อน เหลืองอ่อนหรือสีครีมเป็นต้น การเลือกใช้สีเข้มหรือสีฉูดฉาด อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับเด็กในช่วงวัยนี้ เพราะเป็นช่วงวัยที่ต้องการการพักผ่อนอย่างเต็มที่ สีสันที่สดใสมากจนเกินไป ค่อนข้างจะรบกวนการนอนและส่งผลต่อความ Active กระตือรือร้น มากกว่าการสร้างความอบอุ่น ซึ่งเป็นรูปแบบของห้องนอนที่เหมาะสมกับเด็กในช่วงวัยนี้นั่นเอง

ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์แบบไหนดีระหว่าง แบบที่มีสัดส่วนพอดีกับเด็กโดยเฉพาะ VS แบบที่ปรับขนาดได้

            เฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนลูกน้อย สามารถเลือกได้หลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสม โดยอาจจะต้องคำนึงถึงพื้นที่ในห้องเป็นหลัก ถ้าหากห้องเล็กพื้นที่แคบ ควรเลือกใช้แบบที่มีสัดส่วนพอดีกับเด็กโดยเฉพาะ เนื่องจากพออายุเริ่มโตขึ้น ย่างเข้าสู่วัยรุ่น ตั้งแต่ 10 ขวบขึ้นไป อาจจะเป็นช่วงวัย ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและขนาดห้องที่เพิ่มขึ้น สำหรับการเก็บข้าวของที่โตตามวัย เช่นเสื้อผ้าที่มีความจำเป็นต้องเยอะขึ้น หลากหลายมากขึ้น ตู้เสื้อผ้าอาจจะต้องใช้ไซส์ใหญ่ขึ้น เป็นต้น ดังนั้นในช่วงวัยนี้ จะเป็นช่วงวัยที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของห้องนอนมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือสีสันของห้องจะเปลี่ยนไปตามความชอบโดยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น

           แต่ถ้าหากบ้านไหน ที่วางแผนว่าจะยังคงใช้ห้องนอนเด็กห้องเดิมไปจนกว่าเด็กจะโตไม่มีการเปลี่ยนแปลงขยับขยายหรือโยกย้ายใด ๆ สามารถเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบปรับขนาดได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดพื้นที่ในตอนแรกแล้วยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วย

ตัวอย่างเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอนเด็ก

          การซื้อหาเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอนเด็ก ปัจจุบันนี้ค่อนข้างสะดวกสบายและง่ายขึ้น เพราะมีผู้จำหน่ายหลายเจ้านำเข้าเฟอร์นิเจอร์จากหลายๆ แหล่ง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ในยุคนี้จะได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านการออกแบบดีไซน์ และวัสดุที่เลือกใช้ ให้มีความทันสมัยเน้นประโยชน์ใช้สอย คำนึงถึงความปลอดภัยและออกแบบมาเพื่อเด็กแต่ละช่วงวัยมากขึ้น ตัวอย่างเฟอร์นิเจอร์ รูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะกับห้องนอนเด็ก ดังนี้

เตียงนอน 

เฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอนเด็ก

           เตียงนอนเด็กโต Marlow Cot รุ่น KB485 จาก MOTHERCARE เป็นเตียงนอน ที่ถูกออกแบบมา เพื่อให้ลูกน้อยได้นอนหลับสบายอย่างปลอดภัย และได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ โดยเตียงนอนรุ่นนี้เป็นเตียงสำหรับเด็กอ่อน โครงสร้างทั้งหมดทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดีดีไซน์เรียบง่าย จุดเด่นคือสามารถถอดด้านข้างของเตียงออกและปรับเป็นเตียงเด็กเล็กได้ เตียงรุ่นนี้สามารถใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4 ขวบ โดยขนาดของเตียงชื่อ 140 x 70 cm. ราคา 13,900 บาท

โต๊ะเขียนหนังสือ 

โต๊ะเขียนหนังสือสำหรับเด็ก

          โต๊ะเขียนหนังสือ Ergo Kid เป็นโต๊ะเขียนหนังสือเพื่อสุขภาพขนาด 120 x 65 x 59.5-82 cm. จุดเด่นของ คือการออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ สามารถปรับมุมองศาของท็อปโต๊ะ เพื่อลดการก้มหน้า สาเหตุของการนั่งหลังงอ เพื่อสุขภาพของผู้ใช้งานและป้องกันอาการบาดเจ็บรวมไปถึงบุคลิกภาพที่ไม่เหมาะสมเนื่องจากการนั่งนาน ๆ จากการใช้โต๊ะที่สัดส่วนความสูงหรือรูปแบบไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งการออกแบบของโต๊ะรุ่นนี้ มาพร้อมกับลิ้นชักเก็บอุปกรณ์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีข้อดีในเรื่องการฝึกระเบียบวินัยให้กับเด็ก ๆ ได้เก็บของอย่างเป็นสัดเป็นส่วน ขอบโต๊ะที่หุ้มด้วยยางกันกระแทกเพื่อความปลอดภัยและความคงทนของการใช้งาน สามารถปรับระดับสูงต่ำตามส่วนสูงของเด็กๆได้ตั้งแต่ 59.5 cm - 82 cm เป็นโต๊ะที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กอายุ 3 ขวบขึ้นไป ราคา 20,900 บาท

เก้าอี้สำหรับเด็ก (เก้าอี้ Scooter) 

เก้าอี้สำหรับเด็ก

           การเลือกเก้าอี้ที่เหมาะสมกับเด็ก ต้องเหมาะสมกับการนั่ง เก้าอี้ที่ดีควรปรับได้ทุกมิติ และมีความสามารถในการปรับเบาะนั่งพนักและที่นั่ง และยังต้องปรับความลึกเก้าอี้ให้เหมาะกับการนั่งได้อีกด้วย ลักษณะของเก้าอี้แบบนี้จะช่วยปรับให้เข้ากับขนาดของตัวเด็ก เพิ่มความปลอดภัยจากการเพิ่มขา 6 ขา ล้อมีเบรคเพื่อไม่ให้เก้าอี้เลื่อนหรือลื่นเมื่อลุกนั่งเป็นอีกความปลอดภัยในระดับที่ได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษจากผู้ผลิต

และนี่คือเก้าอี้สกู๊ตเตอร์ (Scooter) ที่ถือได้ว่าเป็นเก้าอี้เพื่อสุขภาพออกแบบมาสำหรับเด็ก และสามารถใช้ได้จนถึงวัยผู้ใหญ่ จากประสิทธิภาพการใช้งานที่คิดค้นมา เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อการใช้งานมากที่สุด พร้อมด้วยคุณสมบัติพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย ราคา 33,000-38,500 บาท

         เพราะพัฒนาการของลูกน้อยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ตั้งแต่วัยทารก วัยเด็ก จนถึงวัยย่างเข้าสู่วัยรุ่น ก่อนจะเติบโตไปเป็นวัยผู้ใหญ่ ดังนั้นการจัดห้องนอนเด็ก จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้รายละเอียด และเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุด เพราะมันเป็นโอกาสเดียว ที่จะทำให้ลูกน้อยเติบโตขึ้นมามีพัฒนาการที่สมวัย การจัดสภาพแวดล้อมในห้องนอนลูกน้อยให้เหมาะสม จึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ยุคใหม่ไม่ควรมองข้าม