logo

         สำหรับปูนซีเมนต์ เป็นวัสดุก่อสร้างยอดนิยมที่หลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ใช้ผสมกับทราย หิน และน้ำ ทำหน้าที่เชื่อมประสานสำหรับใช้สร้างบ้านพักอาศัย หรืออาคารต่าง ๆ มีประโยชน์หลากหลายมากมาย ทั้งใช้ในการเทพื้น ก่อผนัง ฉาบผนัง ก่อกำแพง ใช้เทเสาบ้าน เทคานบ้าน เรียกได้ว่าต้องมีวัสดุชนิดนี้อยู่ในทุกส่วนประกอบหลักของโครงสร้างการรับน้ำหนักบ้าน ปัจจุบันแบ่งประเภทการใช้งานได้มากมายหลายชนิด ทั้งแบบฉาบ แบบก่อ แบบสำเร็จรูป หรือแบบใช้งานเฉพาะทาง แต่เราจะเลือกใช้งานอย่างไร และแต่ละชนิดมีคุณสมบัติข้อดี-ข้อเสียแบบไหนบ้าง แต่ละประเภทเหมาะกับงานประเภทใด เพื่อที่เราจะตัดสินใจเลือกมาใช้งานได้อย่างถูกต้อง วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับ ปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างยอดนิยมคงทนแข็งแรง มีด้วยกันกี่ประเภท ควรเลือกใช้แบบไหนดี ให้เหมาะกับงานของเรา

. . . . . . . . . .

ปูนซีเมนต์คืออะไร

01

ขอบคุณภาพจาก : www.scghome.com

         สำหรับปูนซีเมนต์ ถูกค้นพบและพัฒนาอย่างจริงจัง โดยโจเซปต์ แอสป์ดิน (Josept Aspdin) ช่างก่อสร้างชาวอังกฤษ ที่ได้นำเอาผงหินปูนไปเผาแล้วนำมาผสมกับผงดินเหนียว แล้วนำไปเผาในเตาอีกครั้ง จากนั้นนำมาบดให้ละเอียด จนได้ผงซีเมนต์สีเหลืองเทาคล้าย ๆ กับหินในเกาะเมืองปอร์ตแลนด์ จึงตั้งชื่อว่า ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ (Portland Cement) ในปี พ.ศ.2367 ในประเทศไทยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ให้จัดตั้งบริษัทปูนซีเมนต์ไทยขึ้นในปี พ.ศ.2456 และเริ่มผลิตปูนซีเมนต์ออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2458 ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 1

        สำหรับปูนซีเมนต์ เป็นวัสดุเชื่อมประสานที่เกิดจากการเผาส่วนต่าง ๆ อันได้แก่ หินปูน (Limestone) หรือดินขาว (Marl) กับดินเหนียว (Clay) หรือดินดาน (Shale) ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อเป็นวัตถุดิบหลัก โดยมีผสมอื่น ๆ เช่น ซิลิก้า อะลูมินา สินแร่เหล็ก ยิปซัม เปลือกหอย แร่ธาตุ และสารพิเศษอื่น ๆ ปูนมีลักษณะเป็นผงละเอียด สีเทาอ่อน การใช้งานต้องใช้น้ำเป็นส่วนผสม เมื่อผสมกับน้ำก็จะทำให้เปลี่ยนลักษณะหนืดหรือเหนียว และหากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ จะแห้งและแข็งจับตัวเป็นก้อน เป็นที่นิยมใช้งานเป็นอย่างมาก เพราะมีราคาไม่แพง ใช้งานง่าย ปรับได้ตามแบบที่ต้องการ หาซื้อได้ง่าย ๆ ตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป

. . . . . . . . . .

ขั้นตอนและกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ เป็นอย่างไร

          การผลิตนั้นแยกออกตามคุณลักษณะของวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิต ได้เป็น 2 วิธีคือ การผลิตแบบเปียก Wet Process และการผลิตแบบแห้ง Dry Process

         การผลิตแบบเปียก Wet Process ส่วนใหญ่วัตถุดิบที่ใช้ ได้แก่ ดินเหนียว หรือดินดำ และดินสอพอง โดยนำมาผสมกันจนได้อัตราส่วนตามที่ต้องการ โดยใช้น้ำเป็นส่วนผสม ก่อนจะนำไปเข้าเครื่องบดละเอียด และนำไปเข้าหม้อเผา

        การผลิตแบบแห้ง Dry Process เป็นการผลิตที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย เพราะมีกระบวนการที่ทันสมัย ไม่ยุ่งยาก และสิ้นเปลืองพลังงานเชื้อเพลิงน้อยมาก ส่วนใหญ่วัตถุดิบในการผลิตแบบแห้งจะได้แก่ หินปูนและหินดินดาน โดยนำมาผสมกันตามสัดส่วน ก่อนนำไปเข้าเครื่องบดละเอียด แล้วนำเข้าหม้อเผาแบบหมุน ในอุณหภูมิความร้อนที่ 1,200 – 1,400 องศาเซลเซียส วัตถุดิบต่าง ๆ จะถูกหลอมรวมเป็น Clinker และทิ้งไว้ให้เย็นตัวลง และนำเข้าเครื่องบดละเอียดอีกครั้ง และจะมีการเติมยิปซัมลงไปขณะบดในอัตราส่วนประมาณ 3 – 6 เปอร์เซ็นต์ ยิปซัมจะทำหน้าที่ช่วยหน่วงเวลาแข็งตัวของซีเมนต์ เพื่อสะดวกในการนำไปใช้งาน  

. . . . . . . . . .

รู้จักกับคุณสมบัติต่าง ๆ ของปูนซีเมนต์

1. มีความละเอียด (Fineness)

        การเกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างซีเมนต์กับน้ำ เกิดการก่อตัว เกิดกำลังการยึดเกาะ และการคายความร้อน ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่โดยรอบของเม็ดซีเมนต์ ตามปกติทั่วไปแล้วซีเมนต์ที่มีน้ำหนักเท่ากัน ซีเมนต์ที่เม็ดละเอียดกว่าจะมีพื้นผิวมากกว่าซีเมนต์เม็ดหยาบ ดังนั้น ซีเมนต์ละเอียดจะสามารถทำปฏิกิริยากับน้ำได้เร็วกว่าซีเมนต์หยาบ

2. มีความอยู่ตัว (Soundness)

        คุณสมบัติของซีเมนต์นั้น สามารถรักษาปริมาตรให้คงที่อยู่เสมอ แม้ว่าจะเกิดการแข็งตัวแล้วก็ตาม ซีเมนต์ที่มีความอยู่ตัวน้อย เกิดจากการที่มียิปซัม (Gypsum) หรือปูนขาวอิสระ (Free lime) หรือแมกนีเซีย (Magnesia) อยู่ในซีเมนต์มากเกินไป

3. มีระยะเวลาก่อตัวและแข็งตัว (Time of setting and Hardening)

        การเปลี่ยนสภาพจากของเหลวเป็นของแข็ง แบ่งออกได้เป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงเริ่มก่อตัว (Initial setting time) และช่วงเวลาก่อตัวเสร็จ (Final setting time) ช่วงระยะเวลาก่อตัวนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ใช้งานจะต้องรู้ เพื่อจะได้กำหนดเวลาการทำงานให้เสร็จทัน ก่อนที่ซีเมนต์จะแข็งตัว

4. มีกำลัง (Strength)

        หรือค่ากำลังอัดของซีเมนต์ หมายถึงค่าที่แสดงถึงความแข็งแรงของซีเมนต์ มี 2 แบบ คือ กำลังต้านแรงอัด และกำลังต้านแรงดึง มีหน่วยวัดเป็น แรงต่อพื้นที่ (กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร) ตัวย่อในภาษาอังกฤษคือ Ksc ยิ่งมีตัวเลขมากหมายถึงความแข็งแรงที่มากขึ้นค่า Strength จะถูกระบุในการออกแบบก่อสร้าง โดยวิศวกรโครงสร้างจะกำหนดค่าที่แตกต่างกันตามประเภทของอาคารและลักษณะการใช้งาน

. . . . . . . . . . . .

ปูนซีเมนต์ที่นิยมใช้งานมีด้วยกันกี่ชนิด

01

ขอบคุณภาพจาก : beestory.online

        สำหรับปูนซีเมนต์ที่นิยมใช้งานมีทั้งแบบงานโครงสร้าง งานก่อ ฉาบ เท และแบบสำเร็จรูป แต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน

         สำหรับงานโครงสร้าง จะใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์เป็นหลักในส่วนผสม นิยมใช้สำหรับงานก่อสร้างบ้านพักอาศัย หรืออาคารต่าง ๆ โดยทั่วไปแล้วจะใช้ปูนแบบธรรมดา แต่ในงานที่ต้องซ่อมโครงสร้าง หรือต้องเร่งงาน จะใช้แบบที่มีกำลังอัดสูง หากเป็นบ้านพักอาศัยหรืออาคารที่สร้างใกล้ทะเล มักจะเลือกใช้แบบทนซัลเฟตสูง เพื่อไม่ให้เกลือซัลเฟตจากทะเลทำลายเนื้อคอนกรีต สำหรับงานโครงสร้างที่ต้องอยู่กับดินหรือน้ำ เช่น งานฐานราก หรืองานตอม่อ จะใช้แบบดัดแปลง สำหรับงานโครงสร้างขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน จะใช้แบบเกิดความร้อนต่ำ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการแตกร้าว

        สำหรับงานก่อ ฉาบ เป็นชนิดที่มีกำลังอัดต่ำไม่เหมาะกับงานโครงสร้าง หรืองานที่ต้องรับน้ำหนัก สำหรับงานก่อ จะใช้ซีเมนต์ผสม Mixed Cement ที่มีคุณสมบัติเหนียว ลื่น ยึดเกาะได้ดี และมีการแห้งตัวพอประมาณ ไม่ยืดหรือหดตัวมาก ส่วนในงานฉาบใช้ปูน Masonry Cement ที่มีคุณสมบัติเรียบเนียนสูง เนื้อละเอียด เหนียว ยึดเกาะดี อุ้มน้ำได้ดี ลดการดูดซึมน้ำ และลดการแตกร้าวของผนัง

        สำหรับปูนสำเร็จรูป หรือปูนมอร์ตาร์ เป็นชนิดที่มีส่วนผสมของซีเมนต์ หินบดละเอียด และสารพิเศษต่าง ๆ ที่มีการควบคุมส่วนผสมและคุณภาพวัตถุดิบ เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน โดยผสมน้ำตามอัตราที่กำหนดก็สามารถใช้งานได้ทันที ไม่ต้องผสมทรายหรือหินเพิ่มเติม จะแบ่งออกตามลักษณะการใช้งานหลายแบบ เช่น

แบบฉาบสำเร็จ มีการผสมทรายละเอียด สามารถผสมน้ำลงไปแล้วนำไปใช้งานได้ทันที

- แบบฉาบผิวบาง ใช้สำหรับฉาบแต่งให้มีความเรียบสวย มีเนื้อชนิดพิเศษ ที่เหมาะใช้ในงานตกแต่งทั่วไป

- แบบฉาบละเอียด ใช้กับงานที่เน้นความละเอียด ประเภทงานฉาบผิวหน้าและงานศิลปะประดับต่าง ๆ เช่น ส่วนต่าง ๆ ของโบสถ์ หรือวัด

- แบบกาว จะมีส่วนผสมของเนื้อกาวอยู่ในซีเมนต์ มีความเหนียวทนทาน ยึดติดได้ดี ใช้กับงานที่เน้นการยึดเกาะให้ติดกับวัสดุอื่น ๆ เช่น งานกระเบื้องผนัง

 

- แบบเกร้าท์ Grout มีกำลังรับแรงอัด แรงดัด และการยึดติดสูง ไม่หดตัว มีความเหลวและไหลตัวดี ไม่เยิ้ม ทำให้ใช้งานง่าย คงสภาพรูปทรงได้ดี ใช้ในงานอเนกประสงค์ งานซ่อมแซมต่าง ๆ โดยเฉพาะรอยร้าว หรือรอยแตกของผนัง หรือขอบซีเมนต์ สามารถผสมน้ำลงไปแล้วนำไปใช้งานได้ทันทีโดยทาในบริเวณที่ต้องการ

. . . . . . . . . . . .

ประเภทของปูนซีเมนต์โครงสร้าง

        ซีเมนต์ตามมาตรฐาน ASTMC.150 ของอเมริกา และตามมาตรฐานอังกฤษ British Standard : B.S. ซึ่งได้นำมาใช้ในประเทศไทย โดยกำหนดให้เป็นไปตามมาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. เช่นเดียวกัน มีทั้งหมด 5 ประเภท คือ 

- ประเภทที่ 1 ซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ชนิดธรรมดา Ordinary Portland Cement เหมาะสำหรับใช้กับงานก่อสร้างพื้นฐานทั่วไป (Infrastructure) เทคอนกรีต เสา ถนน คาน สะพาน พื้น ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ข้อเสียของซีเมนต์ชนิดนี้คือ ไม่ทนต่อสารที่เป็นด่างจากดิน หรือน้ำ และสารเคมี

- ประเภทที่ 2 ซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ชนิดดัดแปลง Modified Portland Cement เป็นประเภทที่ทนต่อเกลือซัลเฟตได้ปานกลาง มีความทนทานต่อความเป็นด่างพอสมควร เหมาะกับงานโครงสร้างขนาดปานกลาง หรือใช้กับงานโครงสร้างที่ต้องสัมผัสกับดินหรือน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่มีน้ำเค็มไม่มาก เช่น งานตอม่อ ท่าเทียบเรือ งานฐานราก

- ประเภทที่ 3 ซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ชนิดให้กำลังอัดสูง แข็งตัวเร็ว High-Early Portland Cement เนื้อค่อนข้างละเอียดเป็นพิเศษ แข็งตัวและรับแรงได้เร็ว เหมาะใช้กับงานที่ต้องเร่งเวลา ต้องการความคล่องตัว หรืองานที่ต้องเสร็จภายในเวลารวดเร็ว เช่น งานจราจร งานเสาเข็ม พื้นถนน แข็งตัวรวดเร็วในเวลาสั้น หลังจากเทซีเมนต์แล้วสามารถใช้ งานได้ ภายในเวลาเร่งด่วน

- ประเภทที่ 4 ซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ชนิดเกิดความร้อนต่ำ Low-Heat Portland Cement มีอัตราความร้อนต่ำ การให้กำลังจะเพิ่มขึ้นช้า ๆ ทำให้เกิดการขยายตัวทีละน้อย ทำให้ควบคุมความร้อนของปฏิกิริยาในขณะที่กำลังแข็งตัวไม่ให้ร้อนมากเกินไป เพื่อช่วยลดการแตกร้าว เหมาะกับงานที่ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิ งานก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน

- ประเภทที่ 5 ซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ชนิดทนเกลือซัลเฟตสูง Sulfate-Resistant Portland Cement สามารถต้านซัลเฟตได้สูง จึงเหมาะกับงานก่อสร้างบริเวณที่มีดินเค็มหรืออยู่ใกล้ทะเล เพื่อช่วยต้านทานและทำลายซัลเฟต ที่จะสร้างปัญหาให้กับเนื้อซีเมนต์

        ซีเมนต์ตามมาตรฐาน European EN-197 มีทั้งหมด 5 แบบเช่นกัน คือ Portland Cement, Portland-Composite Cement , Blastfurnance Cement, Pozzolanic Cement และ Composite Cement

ซีเมนต์ประเภทอื่น ๆ มีการพัฒนาการผลิตออกมา เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างหลากหลายมากขึ้น เช่น ซีเมนต์ผสมพิเศษ ที่มีคุณสมบัติเฉพาะในการใช้งานก่อและฉาบ ซีเมนต์ขาว เหมาะสำหรับงานตกแต่ง งานปูกระเบื้อง รวมถึงซีเมนต์พิเศษชนิดอื่น ๆ 

. . . . . . . . . . . .

อัตราส่วนและมาตรฐานการผสมปูนในเบื้องต้น

01

ขอบคุณภาพจาก : www.decor.mthai.com

       การใช้งานซีเมนต์นั้นต้องผสมกับทรายและน้ำในสัดส่วนที่เหมาะสมในแต่ละประเภทงานก่อนนำไปใช้ เช่น

งานก่อ จะใช้ซีเมนต์และทรายหยาบ (ทรายหยาบตามคุณภาพมาตรฐาน มอก.598) ผสมกันในอัตราส่วน 

ซีเมนต์ : ทราย ประมาณ 1 : 2.5 ถึง 1 : 3

งานฉาบชั้นที่ 1

        ซึ่งเหมาะจะใช้ในงานฉาบชั้นแรก มีสัดส่วนของซีเมนต์มาก ทำให้ยึดเกาะกับผนังได้ดี แต่ก็หดตัวได้มาก ทำให้แต่งผิวได้ยาก จะใช้ซีเมนต์และทรายละเอียด (ทรายละเอียดตามคุณภาพมาตรฐาน มอก.1776 เม็ดทรายขนาด 0.5 – 1.5 มิลลิเมตร) ผสมกันในอัตราส่วน 

ซีเมนต์ : ทราย ประมาณ 1 : 2.5 ถึง 1 : 3

งานฉาบชั้นที่ 2

       สำหรับงานฉาบชั้นที่สอง จะมีสัดส่วนของทรายมากกว่า ทำให้มีการหดตัวน้อย สามารถแต่งผิวได้ง่ายกว่า เหมาะกับงานฉาบผิวหน้า เพราะจะไม่ค่อยแตกร้าว จะใช้ซีเมนต์และทรายละเอียดผสมกันในอัตราส่วน

ซีเมนต์ : ทราย ประมาณ 1 : 3 ถึง 1 : 4

. . . . . . . . . . .

การเก็บและดูแลรักษาปูนซีเมนต์

       ซีเมนต์เป็นวัสดุก่อสร้างที่มีอายุการใช้งานค่อนข้างจำกัด ต้องมีการดูแลและเก็บรักษาอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย ที่อาจทำให้ซีเมนต์เกิดการแข็งตัวหรือเสื่อมคุณภาพ การเก็บรักษาอย่างถูกวิธีทำได้ดังนี้

        การวางซีเมนต์ ควรวางบนแผ่นไม้ หรือวัสดุสำหรับรอง หากยังไม่ได้ใช้งาน ควรวางและยกให้สูงจากพื้นดินไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร เพื่อช่วยป้องกันความชื้นและน้ำ การกองซีเมนต์ควรกองซ้อนกัน 5 ชั้น และวางสลับแบบขวางอีก 5 ชั้น และควรกองซีเมนต์แยกตามประเภท แยกกอง ถุงไหนมาก่อนควรนำไปใช้งานก่อน และควรให้ห่างจากฝาผนังประมาณไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตรด้วยเช่นกัน

       เก็บในพื้นที่มีหลังคาและควรมีฝาผนังทั้ง 4 ด้าน การเก็บให้มิดชิด เป็นการช่วยป้องกันความชื้นจากอากาศที่สามารถทำปฏิกิริยากับซีเมนต์ จนอาจทำให้เกิดการแข็งตัวได้

. . . . . . . . . . . . . .

รู้จักกับวัสดุทางเลือกใหม่ที่สามารถใช้ทดแทนปูนซีเมนต์

         แม้ซีเมนต์จะเป็นวัสดุก่อสร้างที่สำคัญ และใช้งานกันมาอย่างยาวนาน แต่กระบวนการผลิตนั้นก็ส่งผลต่อกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะการผลิตซีเมนต์ต้องผ่านเตาเผา ที่ต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่า 1,200 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพภูมิอากาศ จึงได้มีการคิดค้นพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาทดแทน รวมไปถึงวัสดุที่เรียกกันว่า วัสดุก่อสร้างสีเขียว หรือ Green Building Material เพื่อเป็นทางเลือกการใช้งานแทน และเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

1. จีโอโพลีเมอร์ Geopolymer

       เป็นวัสดุก่อสร้างที่นำวัสดุเหลือทิ้งมาใช้ประโยชน์ โดยใช้เศษเถ้าต่าง ๆ ของทางการเกษตร และอุตสาหกรรม เช่น แกลบ ชานอ้อย ดินขาวเผา ผสมกับซิลิเกต อะลูมิเนียม แล้วนำไปสังเคราะห์ในอุณหภูมิไม่เกิน 100 องศาเซลเซียส เรียกกันอีกชื่อว่าคอนกรีตสีเขียว มีลักษณะเป็นคอนกรีตที่มีความพรุน มีความแข็งแรง สามารถก่อตัว แข็งตัว รับกำลังแรงอัดได้ สามารถนำไปใช้ปูถนน ลานจอดรถ รวมถึงโครงสร้างต่าง ๆ ทางด้านสถาปัตยกรรม วัสดุก่อสร้างทางเลือกใหม่ที่น่าจับตามอง เป็นวัสดุเชื่อมประสานที่ใช้ทดแทนซีเมนต์ได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ มีการคาดกันว่า Geopolymer จะเข้ามาแทนที่ซีเมนต์ในอนาคต

2. เฟอร์ร็อก Ferrock

        เป็นวัสดุก่อสร้างทางเลือกใหม่อีก 1 ชนิด ที่ผลิตขึ้นจากวัสดุรีไซเคิล เช่น เศษฝุ่นเหล็กที่ได้จากโรงงานอุตสาหกรรม มีคุณสมบัติพิเศษที่คล้ายกับคอนกรีต แต่แข็งแรงทนทานกว่า โดยวัสดุชนิดนี้สามารถดูดซึมและกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ออกมาในระหว่างกระบวนการผลิตให้ออกมาน้อยมาก ส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อม และสภาวะต่าง ๆ 

3. ทิมเบอร์กรีต Timbercrete

        เป็นวัสดุก่อสร้างทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจเช่นกัน เป็นการนำขี้เลื่อยที่ใช้แล้วหรือทิ้งแล้วกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง โดยนำมาผสมกับซีเมนต์ ทำให้มีน้ำหนักเบาลงมากกว่าเดิม จึงช่วยลดกำลังในการขนส่งได้มากขึ้น สามารถใช้ทดแทนเป็นส่วนประกอบบางชนิดที่มีในซีเมนต์แบบเดิมอีกด้วย โดยทิมเบอร์กรีตนี้สามารถนำมาผลิตขึ้นรูปได้เหมือนอิฐชนิดอื่น ๆ เช่น อิฐมอญ อิฐบล็อก มีน้ำหนักเบา

. . . . . . . . . . . . .

        เราอาจจะคุ้นเคยกันปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างยอดนิยมกันมาอย่างยาวนาน เพราะว่างานก่อสร้างส่วนใหญ่มักจะใช้เป็นหลักในการสร้างรากฐานที่แข็งแรง หรือใช้ประกอบเข้ากับวัสดุอื่นเพื่อเป็นโครงสร้างต่าง ๆ ในปัจจุบันนั้นได้มีการผลิตซีเมนต์ขึ้นมาหลากหลายประเภท เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของเราให้ได้มากที่สุด ดังนั้น ก่อนการใช้งาน ควรต้องศึกษาข้อมูล คุณสมบัติ และประเภทต่าง ๆ ให้มีความชัดเจน เพื่อที่จะใช้ให้ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และตรงกับลักษณะงาน ซึ่งก็รวมไปถึงการเก็บรักษาก่อนนำงานไปใช้อย่างถูกวิธีด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะมีวัสดุทางเลือกใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา แต่ซีเมนต์ก็ยังเป็นวัสดุก่อสร้างที่คนใช้งานกันมากที่สุด เพราะมีความแข็งแรง ทนทาน และประหยัดงบประมาณ ใครที่กำลังมองหาวัสดุก่อสร้างคุณภาพดี ๆ ขอแนะนำ ปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างยอดนิยมคงทนแข็งแรง มีด้วยกันกี่ประเภท ควรเลือกใช้แบบไหนดี ให้เหมาะกับงานของเรา ครั้งหน้าเราจะนำความรู้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย อะไรมาฝากกันอีก อย่าลืมติดตามได้ที่เว็บไซต์ข่าวสารอสังหาฯ และการลงทุนคอนโด ของเรานะคะ