logo

          นับตั้งแต่เริ่มมีข่าวรถไฟฟ้า BTS โดยผู้บริหารรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ต้องการดำเนินการฟ้องร้องกรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องให้มีการชำระหนี้ในการเดินรถ และการซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 ช่วงสะพานตากสิน-แบริ่ง และส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงหมอชิตถึงคูคต ซึ่งกรุงเทพมหานครมีการค้างชำระเงินมาเป็นเวลากว่า 3 ปี 9 เดือน ทำให้เกิดมหากาพย์การทวงหนี้เกิดขึ้น กระทั่งนำไปสู่ข่าวรถไฟฟ้า BTS จะดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาจาก กทม. ตามที่เป็นข่าวนั้นเอง

. . . . . . . . . . .

ท่าทีของผู้บริหารรถไฟฟ้า BTS ล่าสุด

          ผู้บริหารของรถไฟฟ้าบีทีเอสโดย บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ได้มีการเข้ายื่นหนังสือเพื่อทวงถามต่อ บจ. กรุงเทพธนาคม (เคที) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อทวงถามเกี่ยวกับการการจ่ายหนี้คืน กรณีที่มีการติดค้างชำระเงินในการเดินรถไฟฟ้าที่มีการติดค้างกันเป็นเวลานานกว่า 3 ปี 9 เดือนดังกล่าวนั้น ทำให้เป็นมหากาพย์ข่าวรถไฟฟ้า BTS และข่าวการดำเนินการฟ้องร้อง ให้กรุงเทพมหานครจ่ายหนี้คืนเป็นจำนวนเงินกว่า 30,370 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นหนี้ค่าใช้จ่ายในการเดินรถไฟฟ้าของช่วงต่อขยายที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 9,602 ล้านบาท และหนี้ค่าซื้อระบบการเดินรถไฟฟ้าและเครื่องกล จำนวนเงิน 20,768 ล้านบาท ซึ่งความเป็นไปได้ในการฟ้องร้องนั้นเป็นไปได้สูง หากกรุงเทพมหานครยังไม่ดำเนินการให้เรียบร้อย และหากหยุดเดินรถไฟฟ้าผลกระทบคงเกิดกับประชาชนจำนวนมาก

. . . . . . . . . . .

ผลกระทบต่อรถไฟฟ้า BTS ล่าสุดเมื่อไม่ได้รับการจ่ายหนี้

          ผู้บริหารของ BTSC ได้ออกมากล่าวว่า จากการที่บริษัทได้เป็นผู้แบกรับหนี้ถึง 4 ปีนั้น ส่งผลกระทบกับการดำเนินงานของบริษัทอย่างมาก เนื่องจากทาง BTSC เองก็มีการกู้เงินจากธนาคารเพื่อมาใช้ดำเนินการ และต้องมีการแบกรับภาระดอกเบี้ยถึงปีละ 1,000 ล้านบาท รวมทั้งมีผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นของ BTSC ซึ่งมีอยู่จำนวนกว่าแสนราย ทำให้มีความจำเป็นในการเดินหน้าฟ้องร้องตามกฎหมายเรียกค่าเสียหายจากกรุงเทพมหานคร เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับผู้ถือหุ้น รวมทั้งไม่ให้มีผลกระทบกับการให้บริการประชาชนด้วย

01

. . . . . . . . . . .

ปัดต่อรองสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว

          ตามข่าวเกี่ยวกับรถไฟฟ้าที่ออกมาทางสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ เกี่ยวกับทางบริษัท BTSC จะใช้เป็นเงื่อนไขสำหรับการขอต่อสัมปทานการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวไปอีกเป็นเวลา 30 ปีหรือไม่ ในประเด็นดังกล่าวทางผู้บริหารของ BTSC ได้ออกมายืนยันว่าจะไม่มีการนำเรื่องของการทวงหนี้กับกรุงเทพมหานคร มาใช้เป็นเงื่อนไขใดๆ สำหรับการต่อรองเพื่อให้มีการต่อสัญญาสัมปทาน การเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายไปอีกเป็นเวลา 30 ปีอย่างแน่นอน เพราะถือว่าเป็นคนละประเด็น โดยประเด็นการฟ้องร้องหนี้สินนี้เป็นส่วนที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้บริษัท BTSC ต้องเป็นผู้แบกรับหนี้สินจำนวนมากเหมือนกับ 4 ปีที่ผ่านมาอีก และไม่กระทบต่อผู้ถือหุ้นรวมทั้งประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเป็นสิทธิ์ในการทวงหนี้ที่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว 

. . . . . . . . . . .

ผลกระทบของ BTSC หากไม่มีการจ่ายหนี้

          เมื่อบริษัท BTSC ยังไม่ได้รับการจ่ายหนี้ และยังอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถแบกรับหนี้ได้อีกต่อไปแล้ว ก็คงขึ้นอยู่ที่รัฐบาลและกรุงเทพมหานครว่าจะหาทางออกอย่างไร แต่ทาง BTSC ก็คงต้องดำเนินการฟ้องร้องตามสิทธิ์ที่มีในทางกฎหมาย เชื่อว่ารัฐบาลจะมีข่าวเกี่ยวกับรถไฟฟ้าBTS ซึ่งหวังว่าเป็นทางออกที่ดีต่อทุกฝ่าย รวมทั้งเป็นผลดีกับโครงการเดินรถไฟฟ้าที่มีผลกระทบต่อการเดินทางสู่ใจกลางเมือง ระยะทางกว่า 23 กิโลเมตร และมีการลงทุนดำเนินการเองทั้งหมด อีกทั้งหากเกิดกรณีที่บริษัท BTSC ไม่ได้รับการต่อสัมปทานเดินรถ จะยังอยู่ในฐานะผู้รับจ้างการเดินรถไฟฟ้าไปกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2585

. . . . . . . . . . .

ข่าวเกี่ยวกับรถไฟฟ้าทวงถามความคืบหน้า

          เมื่อการสอบถามและทำหนังสือไปยังกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ดำเนินการจ่ายหนี้ทั้งหมดให้กับ บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้บริหารของประเทศ และผู้บริหารของกรุงเทพมหานครมากเท่าไหร่นัก ทำให้ต้องมีการเตรียมเพื่อฟ้องร้องเพื่อการขอให้กรุงเทพมหานครและ บจ. กรุงเทพธนาคม (เคที) ให้จ่ายหนี้คืนทั้งหมด ซึ่งข่าวรถไฟฟ้า BTS อยู่ระหว่างการหารือและดำเนินการร่วมกับทีมกฎหมายเดินหน้าฟ้องร้อง หลังจากมติที่ประชุมของสภากรุงเทพมหานคร มีมติออกมาว่ายังไม่สามารถอนุมัติงบประมาณของกรุงเทพมหานครในการชำระหนี้ได้ อันเนื่องมาจากภาระอื่นๆ หลายอย่างที่ต้องดำเนินการ 

. . . . . . . . . . .

กรุงเทพมหานครเสนอรัฐบาลหาทางออกของปัญหา

          สำหรับข่าวรถไฟฟ้า BTS มีความคืบหน้าออกมาเสนอให้รัฐบาลเป็นคนช่วยหาทางออก เกี่ยวกับการใช้หนี้คืนในครั้งนี้ เนื่องจากกรุงเทพมหานครยังไม่สามารถใช้หนี้คืนทั้งหมดนั้นได้ โดยจะเป็นการบริหารงานรัฐบาลร่วมกับภาคเอกชน เพื่อร่วมกันหาทางออกการใช้หนี้ครั้งนี้ก็ได้ หากไม่สามารถดำเนินการจ่ายหนี้คืนให้แล้วเสร็จภายในปีครบกำหนดการสัมปทานการเดินรถ (ปี พ.ศ.2572) ก็จะทำให้กรุงเทพมหานครมียอดหนี้เพิ่มสูงถึง 9 หมื่นล้านบาท ทั้งเป็นยอดหนี้จากค่าการเดินรถ 6 หมื่นล้านบาท และค่าติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกลจำนวน 3 หมื่นล้านบาท

. . . . . . . . . . . .

ท่าทีของรัฐบาลเกี่ยวกับข่าวรถไฟฟ้า BTS

          เมื่อกรุงเทพมหานครมีมติที่ประชุมออกมาว่ายังไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้ และเสนอทางออกจากทางรัฐบาลแล้ว รัฐบาลโดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาล ได้ออกมาช่วยกันรับหน้าว่าจะพิจารณาและดูแลเรื่องนี้ให้ดีที่สุดเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนที่อาจจะเกิดกับประชาชน หากเกิดกรณีตามที่มีข่าวเกี่ยวกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงต่อขยายที่ 1 จะหยุดให้บริการ และเมื่อดูท่าทีที่แท้จริงก็คงออกมาในแนวทางการยอมให้ บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) ดำเนินการฟ้องร้อง เพราะแม้ว่ารัฐบาลจะมีการเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ทั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารจาก BTSC สุดท้ายในที่ประชุมก็จบด้วยการรับทราบการดำเนินการฟ้องร้องเช่นเดิม อีกทั้งมีข่าวรถไฟฟ้า BTS จากผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาพูดเองว่าหาก BTSC มีความเสียหายเกิดขึ้น ก็คงต้องให้มีการฟ้องร้องตามกระบวนการ นั่นแสดงให้เห็นว่ามหากาพย์การฟ้องร้องของ BTSC กับกรุงเทพมหานครยังจะไม่สามารถจบลงง่ายๆ 

. . . . . . . . . . .

การหาทางออกร่วมกันในการปรับราคาค่าโดยสาร

          ข่าวเกี่ยวกับรถไฟฟ้าที่ประชาชนทั่วไป ก็คงได้รับทราบผ่านทางสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ แล้ว เกี่ยวกับการเสนอปรับราคาค่าโดยสารของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งตามที่สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้มีส่วนร่วมเสนอหาทางออกโดยให้มีการคิดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS ในราคา 25 บาท และไม่มีการจ่ายค่าแรกเข้า เชื่อว่าจะในปี พ.ศ. 2602 จะทำให้รัฐบาลมีกำไรมากถึง 23,200 ล้านบาท ส่วนกระทรวงคมนาคมมีข้อมูลว่าหากมีการใช้ราคาค่าโดยสาร BTS ราคา 49.83 บาท รัฐบาลจะมีรายได้มากถึง 380,200 ล้านบาท โดยในกรณีนี้ BTSC ออกมาบอกว่าข้อมูลของกระทรวงคมนาคมนั้นยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะขนาดในตอนนี้มีการเก็บค่าโดยสารที่ราคา 59 บาท ยังมีการขาดทุนถึงประมาณ 6,000 ล้านบาท ถ้าลดค่าโดยสารลงมาอีกจะทำให้การขาดทุนเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ 

01

           รวมทั้งตัวเลขผู้โดยสารที่ทางสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับรถไฟฟ้ามาว่ามีจำนวนผู้โดยสารต่อวันจะอยู่ประมาณ 1 - 1.1 ล้านคนต่อวัน ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนจากความจริงของยอดผู้โดยสารในแต่ละวัน ที่มีจริงประมาณวันละ 8 แสนคนเท่านั้น ทำให้ตัวเลขที่นำมาคำนวณรายได้นั้น มีความคลาดเคลื่อนไป 30% อีกทั้งผู้บริหาร BTSC ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าราคาตั๋วเดินทางราคา 65 บาทตลอดสาย ถือเป็นราคาที่จ่ายตามจริงตามระยะทาง และไม่มีค่าแรกเข้าระหว่างส่วนหลักและส่วนขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งคงต้องหาทางออกและการดำเนินงานร่วมกันให้ลงตัวอีกครั้ง เกี่ยวกับการกำหนดราคาค่าโดยสารให้มีความเหมาะสม เพื่อไม่กระทบกับการใช้ชีวิตของประชาชนมากเกินไป 

. . . . . . . . . . .

รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่จะมีผลกระทบ

          ผู้บริหารของบริษัท BTSC ยังมูลอีกว่า จากการดำเนินงานที่ผ่านมาของบริษัท BTSC ต้องแบกรับหนี้สินเป็นจำนวนมากแล้ว ยังได้รับผลกระทบจากการไม่ได้รับค่าจ้างการเดินรถ 8,000 ล้านบาท จากกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เปิดดำเนินการรถไฟฟ้าสายสีเขียวมานั้น ซึ่งผลการดำเนินงานและการเปิดให้บริการของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ได้มีส่วนทำให้การเดินทางคมนาคมเข้าสู่ใจกลางเมือง มีความสะดวกสบายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางสภาพปัญหาการจราจรบนท้องถนนของกรุงเทพมหานคร และหากมีการหยุดเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวจริง คงจะส่งผลกระทบต่อประชาชนมากทีเดียว แม้ว่าจะมีข่าวเกี่ยวกับรถไฟฟ้า BTS ออกมาว่าไม่มีการหยุดวิ่งให้บริการกับประชาชน แต่หากในอนาคตไม่สามารถตกลงกันได้ระว่างบริษัท BTSC กับรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร จะส่งผลต่อวิถีชีวิตของผู้โดยสารในแต่ละช่วงการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ดังนี้

1. ส่วนต่อขยายสีเขียวใต้

          ช่วงต่อขยายของรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ หรือช่วงระหว่างแบริ่ง - สำโรง ซึ่งถือเป็นช่วงต่อขยายของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่เชื่อมต่อการเดินทางของประชาชนจากจังหวัดสมุทรปราการ ในการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมือง และประชาชนจากกรุงเทพมหานคร ออกสู่พื้นที่จังหวัดปริมณฑลอย่างสมุทรปราการ อีกทั้งทำให้การเดินทาง สู่สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ในจังหวัดสมุทรปราการเดินทางได้อย่างสะดวกมากขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งตามสถิติหลังจากเปิดดำเนินการมานั้น พบว่า

          จากข่าวรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวช่วงแบริ่งถึงสำโรง มีผลการดำเนินงาน 3 เดือนแรกมีจำนวนผู้โดยสารมากถึง 2 ล้านคน เฉลี่ยวันละ 23,680 เที่ยว/คนต่อวัน (ข้อมูลเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2560) หลังจากนั้นจึงได้มีการเปิดให้บริการเพิ่มอีก 1 สถานีของช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน – 16 กรกฎาคม 2560 มีจำนวนผู้โดยสารวันธรรมดามากถึง 23,680 เที่ยว/คนต่อวัน ส่วนในวันเสาร์มีผู้โดยสารเฉลี่ย 17,786 เที่ยว/คนต่อวัน และวันอาทิตย์ 15,162 เที่ยว/คนต่อวัน 

          โดยข้อมูลที่นำเสนอมานั้นอาจจะไม่ใช่ตัวเลขที่เป็นปัจจุบันนัก แต่ก็สามารถใช้แสดงให้เห็นได้ว่าหากมีการหยุดเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวตามที่มีข่าวรถไฟฟ้า BTS มาก่อนหน้านี้ คงกระทบต่อการใช้ชีวิตและการเดินทางเข้าสู่เมืองของประชาชนหลายหมื่นคนต่อวันอย่างแน่นอน

2. ส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือ

          การเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ เป็นช่วงต่อขยายระหว่างสถานีหมอชิตไปกระทั่งถึงสถานีคูคต ปัจจุบันนี้แม้ว่าจะยังมีจำนวนผู้ใช้บริการยังไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับการเดินรถของสายสีเขียวหลัก ที่เป็นจุดเริ่มต้นของรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต - อ่อนนุช) แต่จากข่าวรถไฟฟ้า BTS ในอนาคตจะเป็นอีกส่วนขยายหนึ่ง ที่เชื่อมจังหวัดปทุมธานีกับกรุงเทพมหานคร ให้สามารถเดินทางไปมาระหว่างกันได้อย่างสะดวกมากขึ้น อีกทั้งส่วนต่อขยายนี้ยังถือเป็นเส้นทางที่เชื่อมการเดินทางสู่สถานที่สำคัญต่างๆ ทั้งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ หน่วยงานราชการและเอกชน รวมทั้งมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศหลายแห่ง เป็นต้น ซึ่งมีจุดเด่นของเส้นทาง คือ

          การมีสถานีสำหรับบริการจอกรถถึง 2 แห่ง แห่งที่หนึ่งอยู่บริเวณสถานีคูคต ถนนพหลโยธิน กม.25 จอดรถได้ถึง 1,042 คัน แห่งที่ 2 อยู่บริเวณใกล้กับสถานีตำรวจภูธรคูคต สามารถจอดรถได้ถึง 713 คัน และจากการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับรถไฟฟ้าของ BTSC ทำให้ทราบว่าตั้งแต่เปิดดำเนินการมาในปี 2563 นั้น มีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ย 700,000 – 800,000 เที่ยว/ คนต่อวัน และคาดว่าปี 2564 มีเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยเป็น 1 ล้านเที่ยว/คนต่อวัน ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงจำนวนของผู้โดยสารเฉลี่ย ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการหยุดเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทั้งการใช้ชีวิตประจำวัน การเดินทางเพื่อไปทำงาน การเดินทางไปเรียน หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี รวมทั้งระดับประเทศเลยก็ว่าได้

3. ส่วนต่อขยายสายสีลม

          เป็นอีกช่วงต่อขยายของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน หากมีการหยุดให้บริการตามที่มีข่าวรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวจะหยุดให้บริการประชาชน เพราะช่วงขยายสายสีลมตั้งแต่สถานีสนามกีฬาแห่งชาติไปกระทั่งถึงสถานีบางหว้านั้น ถือเป็นเส้นทางเชื่อมกรุงเทพมหานครชั้นในออกสู่ชั้นนอก รวมทั้งถือเป็นเส้นทางเชื่อมกรุงเทพฯ กับฝั่งธนบุรีให้กลายเป็นแผ่นดินเดียวกัน ด้วยการเดินทางได้อย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น ซึ่งจากการศึกษาวิจัยจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวจากสถานีสีลมถึงสถานีบางหว้าย้อนหลังในปี 2561 พบว่ามีจำนวนประชาชนเดินทางจากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ถึงสถานีบางหว้าจำนวน 62,730,400 เที่ยว/คนต่อวัน 

          จากตัวเลขและข่าวรถไฟฟ้า BTS ย้อนหลังข้างต้น คงพอจะทำให้เห็นถึงความสำคัญต่อประชาชน และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้โดยสาร ที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนช่วงต่อขยายสายสีลมจำนวนมาก อีกทั้งช่วงต่อขยายนี้ต้องผ่านไปยังสถานที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญของกรุงเทพมหานครย่านสีลม ย่านที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียมขนาดใหญ่จำนวนมาก จึงน่าจะเป็นสิ่งที่มีผลกระทบอย่างมากกับการใช้ชีวิตของประชาชน หากจะมีการหยุดเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว

4. ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท

          รถไฟฟ้าสายสีเขียวสายสุขุมวิทช่วงต่ออ่อนนุช - แบริ่ง เป็นอีกช่วงต่อหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบ เมื่อมีการหยุดดำเนินการรถไฟฟ้าสายสีเขียวตามข่าวรถไฟฟ้า BTS เพราะถือเป็นส่วนเชื่อมต่อย่านเศรษฐกิจที่สำคัญของกรุงเทพมหานครในย่านออ่อนนุชไปจนถึงย่านสถานีแบริ่งของจังหวัดสมุทรปราการ เพราะเปรียบได้กับเส้นทางสายไหมอีกทางในการเชื่อมกรุงเทพมหานครชั้นในไปสู่จังหวัดปริมณฑล หากมีการหยุดเดินรถตามที่มีข่าวรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวหยุดวิ่งจริง ๆ คงมีผลกระทบกับการใช้ชีวิตและเศรษฐกิจของย่านนั้นแน่ ๆ 

          จากการศึกษาวิจัยการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้โดยสารบีทีเอส เชิงสถิติบนสารสนเทศภูมิศาสตร์ ในปี 2561 พบว่ามีจำนวนผู้โดยสารใช้บริการรถไฟฟ้า BTS สถานีอ่อนนุช - แบริ่งมากถึง 31,301,993 เที่ยว/ คนต่อวัน ซึ่งถือเป็นจำนวนผู้โดยสารจำนวนมากที่ต้องใช้บริการของรถไฟฟ้าสายสีเขียวหยุดให้บริการ จะเป็นการตัดวงจรการเดินทางของประชาชน ที่เคยเดินทางอย่างสะดวกรวดเร็วไปหรือไม่ เนื่องจากย่านอ่อนนุชนั้นมีห้างสรรพสินค้าที่สำคัญอยู่หลายแห่ง รวมทั้งสถานที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียมสมัยใหม่จำนวนมากโผล่ขึ้น และคงจะยึดเอาการเดินทางที่สะดวกเป็นปัจจัยในการก่อสร้าง หากหยุดเดินรถไฟฟ้าจริงๆ เชื่อว่าการอยู่อาศัยของประชาชนย่านนั้นคงจะมีผลกระทบไม่น้อยทีเดียว

. . . . . . . . . . .

          สำหรับข่าวรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวหยุดทำการ ถือเป็นกระแสฮือฮาอย่างมากของประชาชน ทั้งผู้ที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสในการเดินทาง หรือคนที่อาจจะไม่ได้ใช้บริการเป็นประจำก็ตาม ต่างมีความเห็นไปต่าง ๆ นาๆ เกี่ยวกับความสะดวกรวดเร็วที่จะหายไปเมื่อรถไฟฟ้าสายนี้หยุดให้บริการ คงต้องขึ้นอยู่ที่รัฐบาลและกรุงเทพมหานคร กับคู่กรณีอย่าง บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ว่าจะสามารถหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันได้อย่างลงตัว รวมทั้งแก้ปัญหาต่างๆ ตามที่มีข่าวรถไฟฟ้า BTS ปิดบริการให้มีผลออกมาในทางที่ดีเพียงใด ครั้งหน้าเราจะนำความรู้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย อะไรมาฝากกันอีก อย่าลืมติด ตามได้ที่เว็บไซต์ข่าวสารอสังหาฯ และการลงทุนคอนโด ของเรานะคะ