logo

              แหล่งช้อปปิ้งหรือธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยช่วงปัจจุบันนั้นมีมากมายหลากหลายประเภท ซึ่งการแข่งขันของธุรกิจนี้ก็มีสูงเลยทีเดียว โดยแต่ละประเภทของธุรกิจค้าปลีกนั้นก็มีความแตกต่างในการขายออกไป ไม่ว่าจะเป็นจำนวนสินค้าที่วางขาย ระบบการจำหน่ายสินค้าให้กับลูกค้าที่เข้ามาซื้อ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจค้าปลีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อมาก และนิวบ์คิดว่าเพื่อน ๆ จะต้องรู้จักธุรกิจค้าปลีกประเภทนี้กันอย่างแน่นอน นั่นก็คือ “ร้านค้าแบบ Hypermarket” ว่าแต่ร้านค้าไฮเปอร์มาร์เก็ต (Hypermarket) คืออะไรแล้ว Hypermarket ในไทยมีอะไรบ้าง นิวบ์เชื่อว่าหลายคนคงจะเริ่มสงสัยและสนใจกันร้านค้าประเภทนี้กันแล้วใช่หรือไม่คะ ถ้าอย่างงั้นก็อย่ารอช้าตามนิวบ์มากันเลยค่ะ

. . . . . . . . . . .

ประเภทของธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน


ก่อนที่เพื่อน ๆ จะไปทำความรู้จักกับร้านค้าแบบ Hypermarket นั้นว่าร้านค้าแบบHypermarket คืออะไร มีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง แล้ว Hypermarket ในไทยมีอะไรบ้าง นิวบ์จะต้องขอเล่าถึงที่มาของประเภทของธุรกิจร้านค้าปลีกกันก่อนนะคะ เพื่อให้เพื่อนๆได้ทราบข้อมูลในร้านค้ารูปแบบต่าง ๆคร่าว ๆ และเป็นความรู้เบื้องต้น ซึ่งธุรกิจร้านค้าปลีกในปัจจุบัน มีการแยกออกมาเป็นร้านค้าแต่ละประเภท ซึ่งแต่ละร้านค้าจะมีการขายหรือการวางสินค้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งส่วนใหญ่ร้านค้าจะเป็นการจัดระบบของการขาย การตกแต่งร้านและจัดวางสินค้าได้อย่างเป็นระเบียบ ทำให้ง่ายต่อการค้นหาสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการได้อย่างง่ายดาย ร้านค้าเองก็สามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าได้ในปริมาณมาก โดยร้านค้าต่าง ๆ จะสามารถแยกแต่ละประเภทได้เป็นดังนี้

1. ศูนย์การค้า (Shopping Center หรือ Shopping Mall)

            ศูนย์การค้าคืออาคารที่มีการขายสินค้าเป็นประเภทขายปลีก ซึ่งการวางสินค้าของศูนย์การค้านั้นจะไม่ได้จัดเป็นแต่ละแผนกอย่างชัดเจน แต่จะเป็นการแบ่งพื้นที่ให้ผู้ขายเจ้าอื่นสามารถเช่าพื้นที่นั้นเพื่อวางขายสินค้าของตัวเองได้ ดังนั้นสินค้าส่วนใหญ่ที่วางขายอยู่ในศูนย์การค้านั้นจะไม่ได้มาจากร้านค้าโดยตรง และมีการจัดวางสินค้าต่าง ๆ ที่ไม่ได้แยกประเภทกันให้ได้เห็นชัดเจนเท่าไหร่นัก ซึ่งผลกำไรของศูนย์การค้านั้นจะได้จากการเก็บกำไรค่าเช่าของผู้ขายที่มาเช่าพื้นที่ภายในอาคารแห่งนั้น ศูนย์การค้าหลัก ๆ ที่เรารู้จักกันดี ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์การค้า Terminal 21, เอ็มโพเรียม, สยามพารากอน, เซ็นทรัลเวิลด์, เดอะมอลล์ เป็นต้น

 

2. ห้างสรรพสินค้า (Department Store)

            เราจะเรียกติดปากกันว่า “ห้าง” ซึ่งห้างสรรพสินค้าเป็นร้านค้าขายปลีกที่มีขนาดใหญ่ มีสินค้าให้เลือกซื้อกันหลากหลายประเภท โดยแต่ละห้างจะมีการแยกโซนของสินค้าไว้เป็นแต่ละแผนกอย่างชัดเจน และมีพนักงานของห้างให้บริการแก่ลูกค้าเป็นจุด ๆ เพื่อที่จะได้มีการบริการให้กับลูกค้าได้อย่างเต็มที่และทั่วถึงมากที่สุด ห้างสรรพสินค้านั้นจะมีความแตกต่างจากศูนย์การค้านั่นก็คือการขายสินค้าของห้างนั้นจะเป็นการขายที่ห้างจะนำสินค้ามาวางขายเอง ไม่มีตัวแทนจำหน่ายแต่อย่างใด ห้างสรรพสินค้านั้นสามารถยกตัวอย่างได้เช่น ห้างโรบินสัน โซนบริเวณห้างเซ็นทรัลที่มีพื้นที่แยกออกมาจากศูนย์การค้า เป็นต้น

Hypermarket คืออะไร

 

3. ซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket)

            ซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ซึ่งมีการให้บริการเหมือนกับร้านขายของชำทั่วไป นั่นก็คือลูกค้าที่มาซื้อสินค้าจะต้องบริการตนเอง สินค้าส่วนใหญ่ที่วางขายจะเป็นประเภทอาหารและของใช้ในชีวิตประจำวันที่จำเป็น เช่น อาหารสด ผักสด อาหารกระป๋อง เป็นต้น มีการตกแต่งร้านค้าที่เป็นแบบเปิดไม่มีกระจกมากั้น ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามสะดวก และมีจุดชำระเงินที่แยกออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งทำเลที่ชำระเงินส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณด้านหน้าหรือจุดกลางของร้าน ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เราคุ้นเคยกันดียกตัวอย่างเช่น ท็อปส์, วิลล่า มาร์เก็ท, ฟู้ดแลนด์ เป็นต้น

 

4. ไฮเปอร์มาร์เก็ต (Hypermarket)

             ร้านค้าแบบ Hypermarket คือสถานประกอบการค้าปลีกขนาดใหญ่ที่รวมสินค้าระหว่างร้านค้าอื่น ๆ เอาไว้ด้วยกัน ซึ่งร้านค้าประเภทนี้ได้เกิดขึ้นมาโดยมีห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นต้นแบบแนวคิดนั้น โดยร้านค้าประเภทนี้จะมีการผสมผสานร้านค้าสองประเภทนี้เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้สินค้าภายในร้านค้า Hypermarket ยังมีความหลากหลาย และมีราคาที่ค่อนข้างประหยัด ยกตัวอย่างร้านค้า Hypermarket เช่น เทสโก้ โลตัส, แม็คโคร, บิ๊กซี เป็นต้น

 

5. ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Stores)

                  ร้านสะดวกซื้อเป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่ส่วนใหญ่จะมีทำเลตั้งอยู่ใกล้กับย่านชุมชน ซึ่งเป็นที่นิยมกันในชุมชนแต่ละพื้นที่กันเป็นอย่างมากในช่วงปัจจุบันนี้ ร้านสะดวกซื้อมีระยะเวลาการเปิดให้บริการแบบ 24 ชั่วโมง สินค้าที่วางจำหน้ายจะส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่เราจะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องใช้ต่าง ๆ จุดเด่นที่สำคัญของร้านค้าแบบนี้จะเน้นสถานที่ที่อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าเป็นหลัก มีอาหารต่าง ๆ ที่มาในรูปแบบสำเร็จรูปที่คอยให้บริการแก่ลูกค้าที่ต้องการความรีบเร่งในการใช้ชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างร้านสะดวกซื้อ เช่น 7-Elevenเซเว่นอีเลฟเว่น, FamilyMartแฟมิลี่มาร์ท, Lawson ลอว์สัน 108 เป็นต้น

6. ร้านค้าปลีกขายสินค้าเฉพาะอย่าง (Specialty Store)

            เป็นร้านค้าปลีกที่เน้นขายสินค้าเฉพาะอย่างที่มีความเจาะจง สินค้าที่วางขายในร้านประเภทนี้จะไม่มีความหลากหลายเหมือนกับร้านค้าประเภทอื่น ๆ เช่น ร้านขายเครื่องสำอาง ร้านดอกไม้ ร้านเครื่องเขียน ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง กลุ่มเป้าหมายของร้านค้าประเภทนี้จะมีการเจาะจงที่ชัดเจนมากที่สุด ส่วนใหญ่ลูกค้าที่เข้ามาซื้อจะรู้วัตถุประสงค์ของตัวเองอยู่แล้วว่าต้องการซื้อสินค้าชนิดไหน ซึ่งตัวอย่างร้านค้าปลีกเฉพาะอย่าง เช่น OfficeMate, HomeProวัตสัน ซูเปอร์สปอร์ต ซีเอ็ด เพาเวอร์บาย, B2Sบีทูเอส เป็นต้น

7. ตลาดทั่วไป (Market)

                ตลาดถือว่าเป็นแหล่งรวมสินค้าที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของแหล่งช้อปปิ้งที่กล่าวมา เพราะมีมาตั้งแต่สมัยยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน ทำเลที่ตั้งนั้นจะอยู่ใกล้เคียงกับแหล่งบริเวณชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมาก ลักษณะส่วนใหญ่ของตลาดจะไม่เน้นการตกแต่งร้านค้ามากนัก สินค้าจะถูกวางขายโดยไม่ได้แบ่งเป็นแผนกเหมือนกับร้านค้าอื่นๆ และจะมีการบริหารตลาดนั้น ๆ โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ยกตัวอย่างตลาดทั่วไปได้แก่ ตลาดนัด ตลาดสด เป็นต้น

. . . . . . . . . .

 

เจาะลึกกับร้านค้าแบบ Hypermarket

               เมื่อเพื่อน ๆ ได้ทราบข้อมูลแหล่งรวมช้อปปิ้งหรือร้านค้าแบบธุรกิจค้าปลีกไปในเบื้องต้นแล้ว คราวนี้เราจะมาทำการเจาะลึกถึงร้านค้าแบบ Hypermarket คืออะไรกันบ้างดีกว่าค่ะ จากเพื่อนๆได้ทราบข้อมูลไปคร่าว ๆแล้วว่าHypermarket คือร้านค้าขนาดใหญ่ที่รวมสินค้าระหว่างร้านค้าอื่น ๆ เอาไว้ด้วยกัน นอกจากนี้เอกลักษณ์และการตลาดของร้านค้าแบบ Hypermarket ยังมีความน่าสนใจอีกด้วยค่ะ

                ร้านค้าแบบ Hypermarket เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1960 ซึ่งร้านค้ามีการพัฒนามาจากร้านค้าปลีกทั่วไปแบบห้างสรรพสินค้าผสมรวมกับซูเปอร์มาร์เก็ต จนมาเป็นร้านค้า Hypermarket ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองในเวลาปัจจุบัน พื้นที่ส่วนใหญ่ของ Hypermarket จะอยู่ที่ 10,000 – 20,000 ตารางเมตร เอกลักษณ์โดยเฉพาะของร้านค้าHypermarket คือการเน้นขายสินค้าที่มีราคาถูก มีความหลากหลายของสินค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทั่วไปในชีวิตประจำวัน เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยารักษาโรคต่าง ๆ ไปจนถึงร้านเสริมสวย ธนาคารภายใน Hypermarket ก็มีเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกสรรได้ตามที่ต้องการ และสามารถซื้อได้ครบจบในที่เดียว ซึ่งคุณภาพของสินค้าHypermarket คือจะมีมาตรฐานคุณภาพดีไปจนถึงคุณภาพปานกลาง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของร้านค้าHypermarket คือกลุ่มที่ระดับปานกลางลงมาเป็นส่วนใหญ่

               การบริหารงานของร้านค้าHypermarket คือจะต้องใช้ต้นทุนทั้งหมดมีราคาที่ต่ำที่สุด เพื่อนๆอาจจะสังเกตได้ว่าส่วนใหญ่ร้านค้าแบบ Hypermarket จะไม่ค่อยตกแต่งสถานที่ให้ดูหรูหราจนเกินไป แต่จะใช้พื้นที่แต่ละโซนที่คุ้มค่าในการจัดวางสินค้าต่าง ๆ เพื่อที่จะได้วางสินค้าได้เป็นจำนวนมาก ส่วนการบริหารคลังสินค้าของร้านค้าแบบ Hypermarket คือจะมีการบริหารให้ทางร้านสามารถลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด โดยการกระจายสินค้าจะมีลำดับดังนี้

- รับสินค้ามาจากผู้ผลิต (Supplier)

- ลำเรียงสินค้าไปยังศูนย์กระจายสินค้าของร้าน

- ทางศูนย์กระจายสินค้าจะขนส่งสินค้าไปยังสาขาต่าง ๆ

. . . . . . . . . . .

ความเป็นมาของร้านค้าแบบ Hypermarket ในประเทศไทย

               เพื่อน ๆ รู้กันหรือไม่คะว่าร้านค้าแบบ Hypermarket นั้นได้เข้ามาตีตลาดในประเทศไทยได้ไม่นานนัก โดยร้านค้าเจ้าแรกที่เข้ามาทำการเปิดให้บริการแบบ Hypermarket คือ บิ๊กซี ซูเปอร์เซนเตอร์ ซึ่งเข้ามาตีตลาดในไทยเมื่อปี พ.ศ. 2536 ซึ่งมีบริษัทกลุ่ม Central ที่ร่วมหุ้นกันกับกลุ่มอิมพีเรียลเป็นผู้นำเข้ามา และต่อมาในปี พ.ศ.2537 ร้านค้าอย่างเทสโก้ โลตัส ที่มีผู้นำเข้าเป็นบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือกลุ่ม CP ก็ได้ทำการเข้ามาตีตลาดภายในไทยเป็นเจ้าที่สอง และในปีต่อมาร้านค้า Hypermarket เจ้าอื่น ๆ ก็เริ่มทยอยเข้ามาทำการตลาดในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น คาร์ฟู บิ๊กคิง เมโทร เป็นต้น ซึ่งถือว่าในช่วงนั้นเป็นช่วงเริ่มต้นและเริ่มเป็นธุรกิจร้านค้า Hypermarket ที่ค่อย ๆ รุ่งเรืองและเป็นที่รู้จักภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

                  แต่เมื่อถึงปี พ.ศ.2540 ได้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งพวกเราทราบกันดีในชื่อ ”วิกฤตต้มยำกุ้ง” ทำให้ร้านค้าแบบ Hypermarket หลากหลายเจ้าในไทยเกิดการขาดทุนครั้งใหญ่ และตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองจนไม่สามารถสร้างกำไรให้กับผู้ประกอบการตามที่คาดการณ์เอาไว้ในช่วงแรก ร้านค้าบางส่วนจึงจำเป็นที่จะต้องถอนตัวออกไปหรือบางเจ้าอาจจะมีการขายหุ้นไปยังร้านค้า Hypermarket ร้านอื่น ๆ ที่มีกิจการที่ใหญ่กว่า ทำให้ในปัจจุบันได้มีร้านค้าเจ้าหลักแบบ Hypermarket คือ เทสโก้โลตัส บิ๊กซี และแม็คโคร

Hypermarket คืออะไร

ความแตกต่างของ Hypermarket กับ Supermarket

              เพื่อน ๆ หลายคนที่ได้อ่านข้อความข้างบนแล้วคงจะเริ่มทราบกันว่า Hypermarket คือร้านค้าที่ถูกพัฒนามาจากห้างสรรพสินค้าผสมกับซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งร้านค้า Hypermarket คือร้านค้าที่มีความแตกต่างกับห้างสรรพสินค้าที่เพื่อน ๆ จะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนอยู่แล้วใช่มั้ยคะ เพราะด้วยการตกแต่งร้านค้าจะมีความแตกต่างกันอย่างมาก รวมไปถึงการจัดเรียงสินค้าที่ไม่เหมือนกันเสียเท่าไหร่

             แต่ถ้าให้เราลองมาเปรียบเทียบระหว่าง Hypermarket vs Supermarket คือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพราะรูปแบบของการบริการหรือการขายสินค้าจะมีความคล้ายคลึงกันมาก นอกจากนี้ยังเป็นการขายสินค้าแบบให้ลูกค้าได้มีการบริการตัวเอง และนำสินค้าไปชำระกับเคาน์เตอร์จ่ายเงินในจุดที่ร้านค้าได้กำหนดเอาไว้ จึงทำให้ร้านค้าสองประเภทนี้มีความเหมือนกันมากจนบางคนอาจจะแยกไม่ค่อยออกเท่าไหร่ นิวบ์เองจะนำความแตกต่างระหว่างสองร้านค้ามาให้เพื่อน ๆ ได้ศึกษาข้อมูลกันค่ะ

1. ขนาดพื้นที่

พื้นที่ของร้านค้า Hypermarket คือจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าซูเปอร์มาร์เก็ต และมีความสูงที่อาจจะมากกว่าชั้นเดียว เพื่อสามารถวางขายหรือให้บริการแบบอื่น ๆ ให้กับลูกค้าที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังมีพื้นที่จอดรถไว้บริการสำหรับลูกค้า ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ให้ใช้จอดรถนั้นจะเป็นบริเวณรอบ ๆ ร้านค้าหรือชั้นล่างของร้านค้า

2. ทำเลที่ตั้ง

             ถ้าเป็นร้านค้า Hypermarket ส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้าที่แยกออกมาตั้งอยู่เดี่ยว ๆ ไม่ได้รวมกับร้านค้าปลีกประเภทอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่จอดรถไว้บริการลูกค้าที่เข้ามาซื้อของ แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตจะมีการรวมกับห้างสรรพสินค้าเป็นส่วนใหญ่ โดยทั่วไปซูเปอร์มาร์เก็ตจะมีทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของห้างสรรพสินค้า

3. สินค้าภายในร้านค้า

           สินค้าที่วางขายอยู่ภายใน Hypermarket คือจะมีสินค้าที่มีความหลากหลายมากกว่า Supermarket โดยสินค้าที่วางขายอยู่ใน Hypermarket จะมีหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น อาหารต่าง ๆ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า เป็นต้น แต่ Supermarket จะมีสินค้าที่มีให้เลือกน้อยมากกว่า ซึ่งภายในซูเปอร์มาร์เก็ตจะมีขายพวกอาหาร ของสด ผักผลไม้มากที่สุด และอาจจะมีบางอย่างมาวางขายแต่จะน้อยกว่าร้านค้าแบบ Hypermarket

4. ร้านค้าอื่น ๆ ที่อยู่ในร้านค้า

          ร้านค้าแบบ Hypermarket คือจะมีร้านค้าประเภทอื่น ๆ อยู่ภายใต้ร้านค้า Hypermarket ไม่ว่าจะเป็น ร้านเสริมสวย ธนาคาร ร้านกาแฟหรืออาจจะเป็นร้านค้าอื่น ๆ เรียกได้ว่าช้อปปิ้งซื้อของได้จบครบในพื้นที่เดียว แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตจะมีบริการแค่เพียงอาหารต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยมีร้านค้าอื่น ๆ เข้ามาอยู่ร่วมด้วย

5. กลุ่มเป้าหมาย

          กลุ่มเป้าหมายของร้านค้าสองประเภทนี้ก็จะมีความแตกต่างกัน โดยกลุ่มเป้าหมายร้านค้าHypermarket คือ บุคคลที่ต้องการซื้อของได้ครบจบในที่เดียว ไม่ต้องเดินทางไปที่อื่นเพื่อซื้อของประเภทอื่น ๆ ต่อและมีราคาที่ประหยัดคุ้มค่า อีกทั้งประหยัดเวลาในการเลือกซื้อสินค้าได้มาก แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตจะมีกลุ่มเป้าหมายคล้ายกับร้านขายของชำทั่วไป นั่นก็คือกลุ่มคนที่ต้องการมาซื้ออาหารหรือวัตถุดิบที่สามารถนำไปประกอบอาหาร หรืออาจจะต้องการซื้อสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

6. โปรโมชั่นการลดราคา

           ความแตกต่างระหว่างโปรโมชั่นต่าง ๆ ของร้านค้าสองประเภทนี้คือร้านค้าแบบ Hypermarket คือจะมีการลดราคาสินค้าได้มากกว่า เพื่อกระตุ้นการซื้อของลูกค้าให้ได้มากที่สุด เน้นให้ลูกค้าได้ซื้อของได้ในราคาประหยัดและสามารถซื้อสินค้าได้จำนวนมาก ๆ ส่วนซูเปอร์มาร์เก็ตจะสามารถลดราสินค้าได้แค่เพียงประมาณหนึ่งเท่านั้น เพื่อกระตุ้นผลกำไรของร้านจากการซื้อสินค้าของลูกค้า

Hypermarket คืออะไร

              จากข้อมูลที่นิวบ์ได้นำมาให้เพื่อน ๆ ถึงความแตกต่างของซูเปอร์มาร์เก็ตและ Hypermarket คืออะไรบ้างแล้วนั้น จะทำให้เพื่อนๆเริ่มจะสามารถเปรียบเทียบระหว่างสองร้านค้าได้บางส่วนกันแล้วใช่มั้ยคะ เรียกได้ว่าสองร้านค้านี้แทบจะไม่มีความต่างกันเลยถ้าเราไม่สังเกตกันให้ดี ๆ แต่ถ้าใครได้ศึกษาข้อมูลที่นิวบ์ให้ไปแล้ว เชื่อว่าคราวนี้เพื่อน ๆ จะเริ่มเห็นความต่างของแต่ละร้านค้าได้ชัดเจนขึ้นอย่างแน่นอนเลยค่ะ

. . . . . . . . . . . .

 

 

Hypermarket ได้เปรียบกว่าค้าปลีกอื่นๆ อย่างไรบ้าง ?

          หลังจากที่เพื่อนๆได้ทราบรายละเอียดต่าง ๆ ของ Hypermarket คืออะไรไปพอสมควรแล้ว แล้วเพื่อน ๆ ทราบกันหรือไม่คะว่าร้านค้าแบบ Hypermarket นั้นมีการตลาดและกลยุทธ์ในการขายแบบใดบ้าง ที่มีความได้เปรียบกว่าร้านค้าแบบอื่น ๆ ซึ่งนิบ์เองสามารถแบ่งเป็นหัวข้อหลักๆได้ดังนี้

ความสะดวกสบายในการช้อปปิ้งสินค้า

            ด้วยความที่เอกลักษณ์ของร้านค้า Hypermarket คือมีสินค้าและการบริการในรูปแบบต่าง ๆ รวมอยู่ในสถานที่เดียวกัน ทำให้ลูกค้าที่เข้าไปยังร้านค้า Hypermarket คือสามารถเดินซื้อของจับจ่ายใช้สอยตามที่ตัวเองต้องการด้วยความสะดวกสบาย นอกจากนี้ยังสามารถใช้บริการอย่างอื่นอย่างเช่น ร้านเสริมสวย ร้านกาแฟ ธนาคาร หรือร้านอุปกรณ์มือถือ เป็นต้น ซึ่งเป็นการบริการที่มีทุกอย่างแบบครบวงจร สามารถอำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้าโดยที่ไม่ต้องเดินทางไปที่อื่นต่อ เรียกได้ว่าลูกค้าที่ใช้บริการ Hypermarket นั้นสามารถประหยัดเวลาในการเดินทางไปยังสถานที่อื่น ๆ ได้มากเลยทีเดียว

โปรโมชั่นการตลาด

              เนื่องจากแนวคิดของการบริหารร้านค้าHypermarket คือเน้นการประหยัด ใช้งบในการบริหารให้ได้น้อย ทำให้ร้านค้าประเภทนี้สามารถนำโปรโมชั่นต่าง ๆ เข้ามาทำการตลาดให้กับร้านค้าของตัวเองได้มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาประหยัด นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นในการ”ลด แลก แจก แถม”ภายในร้านค้าได้บ่อยครั้ง ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าต่าง ๆ ได้มากมาย และสามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าได้หลากหลายระดับเช่นเดียวกัน

การเข้าถึงผู้ซื้อ

            ในช่วงปัจจุบันร้านค้า Hypermarket คือได้กระจายสาขาไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี หรือแม็คโคร ทำให้แต่ละคนสามารถเดินทางไปยังร้านค้านี้ได้ง่าย มีระยะทางอยู่ใกล้กับที่พักอาศัย และยังมีความสะดวกในการซื้อของเป็นอย่างมาก ข้อนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ร้านค้า Hypermarket คือได้เปรียบมากกว่าร้านค้าอื่น ๆ

การบริหารการจัดการสินค้า

                การบริหารสินค้าของร้านค้า Hypermarket คือจะมีโกดังที่เก็บสินค้าต่าง ๆ ที่จะนำไปวางขายในเวลาถัดไปไว้ที่ส่วนกลางหรือโกดังเก็บสินค้า หลังจากนั้นจะค่อยเริ่มกระจายสินค้านั้นไปยังสาขาอื่น ๆ ตามพื้นที่ ด้วยการบริหารการจัดการขนส่งสินค้าแบบนี้ ทำให้ร้าน Hypermarket จะต้องมีการติดต่อในการซื้อขายกับผู้ผลิตเป็นประจำ ทำให้สินค้าที่วางขายอยู่ภายในร้านค้าแบบนี้ไม่ขาดตลาดไปง่ายๆ เพราะมีการสต็อคสินค้าเอาไว้ภายในโกดังเก็บสินค้า ทำให้การบริหารจัดการสินค้าของร้านมีประสิทธิภาพที่ดีและมีคุณภาพ

                 ด้วยข้อได้เปรียบที่นิวบ์ได้มาบอกให้กับเพื่อนๆนี้ ทำให้การตลาดของร้านค้า Hypermarket คือจะมีความแข็งแรงและเป็นจุดแข็งของร้านค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นคู่แข่งในการขายที่สำคัญระหว่างร้านค้าประเภทอื่น ๆ อีกด้วย การทำการตลาดของร้านค้าแต่ละประเภทจึงการแข่งขันกันสูงมาก ๆ เพื่อที่จะกระตุ้นการซื้อขายระหว่างร้านค้ากับผู้ซื้อให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างกำไรให้กับทางเจ้าของร้านค้า แต่ในทางกลับกันการแข่งขันทางการตลาดของร้านค้าต่าง ๆ จะเป็นผลดีต่อผู้บริโภคเพราะจะทำให้เราสามารถเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ ได้หลากหลาย ยังสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมและความต้องการของตัวเองได้อย่างมากที่สุดเช่นเดียวกันเลยค่ะ

. . . . . . . . . .

 

การมีร้านค้า Hypermarket อยู่ใกล้กับที่พักได้เปรียบจริงหรือไม่

             ร้านค้า Hypermarket ที่นิวบ์ได้กล่าวมานั้น เรียกได้ว่ามีทั้งข้อได้เปรียบและการบริการลูกค้าได้ในระดับที่ดีมาก ๆ ดังนั้นการที่มีร้านค้า Hypermarket อยู่ใกล้กับคอนโดหรือที่พักอาศัยของเพื่อนๆ จะทำให้เพื่อนๆไม่ต้องเดินทางไปซื้อของต่าง ๆในสถานที่อื่นที่ไกลออกไปจากที่พัก และราคาของสินค้าต่าง ๆ ยังมีราคาที่ถูกกว่าร้านค้าอื่น ๆ นอกจากนี้ยังสามารถทำธุระอื่น ๆภายในร้านค้าแบบนี้ได้อีกด้วย และในปัจจุบันนั้นร้านค้า Hypermarket ยังมีการตลาดแบบใหม่ที่เป็นจุดขายได้อีกข้อ นั่นก็คือการเปิดบริการโรงภาพยนต์ให้กับลูกค้า ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าที่ไกลออกไปเพื่อไปดูภาพยนต์ เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่เดียวที่มีครบ จบในที่เดียวจริง ๆ ค่ะ

            ทางเลือกสำหรับใครที่กำลังหาที่พักแบบคอนโดหรืออสังหาริมทรัพย์แบบอื่น ๆ ไม่ว่าจะอยู่อาศัยเองหรือเป็นนักลงทุน จะมีใครหลายๆคนมองหาร้านค้าแบบ Hypermarket ที่อยู่ภายในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกับโครงการ เพราะร้านค้าสามารถอำนวยความสะดวกสบายได้อย่างมาก และยังเป็นจุดขายอีกจุดสำหรับนักลงทุน เพื่อที่จะทำให้กระตุ้นให้ผู้ซื้อมีความสนใจและอยากจะมาอาศัยอยู่ในโครงการที่เราลงทุนเอาไว้ นับว่าร้านค้า Hypermarket เป็นจุดเด่นหรือข้อดีอีกข้อหนึ่ง ที่เป็นตัวเลือกของผู้พักอาศัยบริเวณใกล้ๆเคียงที่จะเลือกทำเลเหล่านี้เป็นที่พักอาศัยนั่นเองค่ะ

              ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีธุรกิจการขายออนไลน์ที่เข้ามาตีตลาด จึงทำให้ร้านค้าแบบ Hypermarket ได้รับผลกระทบจากส่วนนี้ไปไม่น้อย จึงทำให้การตลาดของร้านค้า Hypermarket จึงมีการปรับตัวให้ไปตามกระแสเศรษฐกิจที่เข้ามา เพื่อทำให้ธุรกิจร้านค้านั้นสามารถคงอยู่ไปได้ ถือว่าร้านค้าแบบ Hypermarket มีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพที่สูงและยอมปรับตัวไปตามยุคสมัย ดังนั้นร้านค้า Hypermarket จึงเป็นธุรกิจร้านค้าอีกแห่งที่มีความมั่นคงทางด้านกิจการที่สูงไม่น้อยไปกว่าธุรกิจอื่น ๆ เลยทีเดียวค่ะ

Hypermarket คืออะไร

. . . . . . . . . . . .

                สุดท้ายนี้นิวบ์ก็หวังว่าเพื่อน ๆ จะได้รับความรู้และประโยชน์ต่าง ๆ ที่นิวบ์นำมาฝากเพื่อน ๆ กันในวันนี้นะคะ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลว่าHypermarket คืออะไร Hypermarket vs Supermarket คืออย่างไร มีข้อแตกต่างตรงไหนบ้าง นอกจากนี้นิวบ์เชื่อว่าเพื่อน ๆ จะสามารถทราบได้ถึงข้อมูลว่า Hypermarket ในไทยมีอะไรบ้าง มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและการอำนวยความสะดวกให้กับพื้นที่ทำเลที่ตั้งนั้นได้มากน้อยเพียงใด ในคราวหน้านิวบ์จะนำเรื่องธุรกิจต่าง ๆ ที่น่าสนใจ หรือโครงการธุรกิจร้านค้ายอดนิยมในปัจจุบันแบบนี้มาฝากเพื่อน ๆ อีก เพื่อน ๆ สามารถติดตามได้ในเว็บไซต์ข่าวสารของเราทาง CondoNewb ที่นี่เลย