logo

         สวัสดีคุณผู้อ่านคอนโดนิวบ์ทุกท่านครับ NewbTalk บทความนี้ เรามาว่ากันด้วยเรื่องของ “ทำบัตรเครดิตของอะไรดี” อีกครั้ง โดยส่วนตัว คิดว่าเป็นเรื่องที่อาจจะหนีไม่พ้นเลยทีเดียวสำหรับบรรดา First Jobber หรือบรรดาเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานอย่างพวกเรา

          ซึ่งที่มาที่ไปของบทความนี้ต้องบอกว่ามันมาจากการที่ช่วงนี้ หลาย ๆ คนแม้กระทั่งตัวผมเองน่าจะ Work From Home และพอเราทำงานรูปแบบนี้ การซื้อสอง ซื้ออาหารของเรา ก็ต้องทำในรูปแบบของการสั่งออนไลน์ สั่ง Delivery มากขึ้น จึงคิดว่าอยากจะทำบัตรเครดิตเพิ่มเติมอีกสักใบ เพื่อมารองรับกับการใช้จ่ายในรูปแบบนี้ครับ 

          แล้วมันก็เลยทำให้ผมย้อนกลับไปคิดถึงช่วงแรก ๆ ที่อยากทำบัตรเครดิต สมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น เรียนเพิ่งจบ แล้วเพิ่งเริ่มทำงาน พอเราเริ่มคิดว่าจะ ทำบัตรเครดิตของอะไรดี จะมีคำพูดบางคำของผู้ใหญ่ที่ยังมีความคิด ว่า การทำบัตรเครดิต = สร้างหนี้ เป็นการเอาเงินในอนาคตมาใช้ แล้วหนี้มันพอกไม่จบไม่สิ้น เสียดอกเบี้ยเยอะ อย่าทำนะ หลากหลายความเห็นเลยครับ ซึ่งในบทความนี้เดี๋ยวเรามาดูกันว่าค่านิยมเหล่านั้นมันจริงแท้แค่ไหน ด้านล่างนี้เลยครับ

. . . . . . . . . .

การทำบัตรเครดิต ไม่ได้เท่ากับ การสร้างหนี้เสมอไป

          เอาจริง ๆ หากว่ากันตามตรง ตอนคิดว่าจะ ทำบัตรเครดิตของอะไรดี ตัวผมเองก็เคยได้ยินมาบ่อยพอสมควรเลยครับ ประโยคประมาณนี้ แต่ว่าพอได้มาลองใช้บัตรเครดิตเองจริง ๆ มันก็ ไม่ได้เป็นแบบนั้นซะทีเดียว แต่ต้องบอกก่อนว่าเป็นการวิเคราะห์จากตัวผมเองเป็นหลักนะครับ

          เพราะโดยส่วนตัวผมมองว่า บัตรเครดิต มันก็คือการเอาเครดิตทางการเงินของเรา มาสร้างวงเงินในบัตร ซึ่งตัวเราเองก็การันตรีจากรายรับนั้นอยู่แล้วว่า เราสามารถใช้จ่ายผ่านวงเงินนี้ได้ โดยไม่เกินตัว ย้ำเลยนะครับว่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะต้องไม่เกินตัว

          เนื่องจาก ธรรมชาติของบัตรเครดิต จะเป็นการสำรองจ่าย เเละท้ายที่สุด เราก็ต้องไปจ่ายยอดเงินนั้นตามระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด ส่วนนี้คือเบสิค ว่ากันง่าย ๆ เลยนะครับ

          ซึ่งการใช้จ่ายบัตรเครดิตมันจะมาพร้อมกับอะไร? อย่างแรก สิทธิพิเศษในการผ่อนสินค้า ดอกเบี้ย 0% ต่าง ๆ อย่างที่ 2 สิทธิพิเศษในเรื่องของเครดิตเงินคืน และสุดท้ายคือการสะสมแต้ม เพื่อให้ได้ Privilage ต่าง ๆ เดี๋ยวไปค่อย ๆ ดูทีละส่วนกันเลยครับ แล้วลองตัดสินว่าการทำบัตรเครดิต = สร้างหนี้ จริงแท้แค่ไหน

. . . . . . . . . .

สิทธิพิเศษที่จะได้จากการทำบัตรเครดิต

  • ผ่อนดอกเบี้ย 0%

            ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า มันเป็นการแบ่งจ่าย แบบไม่คิดดอกเบี้ย เนื่องจากเราใช้เครดิตของเราการันตีว่า เราจะผ่อนจ่ายทุกเดือน และท้ายที่สุดพอครบกำหนด เงินที่เราเสียไป ก็คือค่าสินค้าจริง ไม่ได้มีอะไรเพิ่ม 

  • สิทธิพิเศษเครดิตเงินคืน

           พูดง่าย ๆ ก็คือ หากซื้อสินค้าที่เขาร่วมรายการกับบัตรเครดิต สมมุติว่า เราใช้จ่ายไป 10,000 บาท และจะได้เครดิตเงินคืน 1% ก็เท่ากับว่า เงินจะถูกคืนเข้ามาในบัตรเราอีก 100 บาท ฉะนั้น ยอดจ่ายของเราก็จะเท่ากับ 9,900 บาท อันนี้ส่วนตัวชอบมาก ถ้าสินค้านั้นลดราคาด้วย ได้เครดิตเงินคืนด้วย ก็ยิ่งคุ้ม และยิ่งไปกว่านั้นถ้าได้แต้มด้วย ก็จะยิ่งดี

  • แต้ม / คะแนนสะสม

            แต้มที่ว่ามันคือ แต้มที่จะถูกเก็บจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเรา และเเต้มเหล่านั้น ก็สามารถเอาไปแลกเป็นการใช้จ่ายแทนวงเงินในบัตรเครดิต แลกสิทธิพิเศษในการชอปปิ้ง ร้านอาหาร ตั๋วเครื่องบิน และก็อื่น ๆ อีกมากมาย 

          ฉะนั้น ส่วนตัวผมมองว่ามันไม่ได้เป็นการสร้างนี้ ในความหมายลบประมาณว่า … หนี้บัตรเครดิตมันดอกเบี้ยเยอะ มันเป็นหนี้ไม่จบไม่สิ้น เป็นการเอาเงินในอนาคตมาใช้ ทำงานใช้หนี้ อะไรแบบนี้ ผมอยากเรียกว่ามันคือการ ใช้เครดิตทางการเงิน มาสร้าง Privilage เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ชีวิตดีกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การใช้สิทธิพิเศษต่าง ๆ จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าเราทำบัตรมีตรงกับ Lifestyle การใช้งานของเรา ฉะนั้น เดี๋ยวไปดูเรื่องการเลือกบัตรเครดิต ให้เหมาะกับ Lifestyle กันครับ

. . . . . . . . . .

แนะนำวิธีการเลือกบัตรเครดิต ให้เหมาะกับ Lifestyle

          โดยส่วนตัวเลยนะ ผมจะทำบัตรเครดิต ตาม LIfestyle ด้วยส่วนหนึ่ง นอกเหนือจากเรื่องของเงินนะครับ คือ เวลาที่เกิดคำถามว่า ทำบัตรเครดิตของอะไรดี ผมจะไม่ทำบัตรเครดิตเพราะ เฮ้ย.. เอาบัตรเครดิตใบนี้ดีกว่า เขาให้วงเงินสูงดี แล้วเดี๋ยวเราค่อยไปใช้ชีวิตตามที่บัตร Offer มาให้ก็ได้ แบบนี้เรามักจะไม่ได้ใช้สิทธิพิเศษจากบัตรเลย มันก็จะเหมือนการใช้เครดิตทั่วไป ซึ่งผมมองว่า มันไม่คุ้ม

          ฉะนั้นก็ มาดูว่าเรามี Lifestyle แบบไหน เป็นคนชอบกิน เข้าร้านนี้เป็นประจำไหม ชอบดูหนัง ชอบเที่ยว ขับรถตลอด หรือขึ้นรถไฟฟ้าตลอด หรือชอบซื้อของออนไลน์ ชอบแต่งบ้าน มันมีบัตรเครดิตที่รองรับ Lifestyle ได้หมดแหละ ยกตัวอย่างเช่นของ CITI แล้วกัน หลายคนน่าจะเห็นบ่อย ๆ 

ตัวอย่างบัตรเครดิตตาม Lifestyle ของ CITIBANK

          ส่วนนี้ผมขออธิบายก่อนว่าทำไมถึงเลือกบัตรเครดิต CITIBANK มาแนะนำในเชิงของ Lifestyle กัน หลัก ๆ แล้วโดยส่วนตัวผมมองว่า บัตร CITIBANK เป็นบัตรเครดิตที่พบได้ทั่ว ๆ ไปเลยในการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ 

          และสิ่งที่ทำให้บัตรเครดิต CITIBANK ค่อนข้างโดดเด่นออกมาจนทำให้ผมก็กลายเป็นหนึ่งในลูกค้าของ CITIBANK เลยก็คือ เวลาที่เราซื้อสินค้า จำพวกที่มีโปรโมชันผ่อน 0% 10 เดือน พอมาคิดว่าจะ ทำบัตรเครดิตของอะไรดี เราก็ต้องอยากทำบัตรเครดิตที่ผ่อนได้นานหน่อย และจ่ายได้น้อยลง เพื่อวางแผนค่าใช้จ่าย ซึ่ง CITIBANK ก็มักจะมาพร้อมกับโปรโมชั่นที่ผ่อนได้เดิน 10 เดือน ไปจนถึง 24 หรือ 36 เดือนเสมอ เลยเลือกมาแนะนำกันทั้งหมด 3 ใบ ตามนี้เลยครับ

CITI CASH BACK

          คำถามที่ว่าทำ บัตรเครดิตใบไหนดี สำหรับ First Jobber ก็จะต้องเริ่มจากบัตรเครดิตที่เหมาะกับ Lifestyle ของพนักงานออฟฟิศ ที่ทำงานในเมือง นั่งรถไฟฟ้า ซื้อของ ใช้ชีวิตแบบ Urban Life มาดูครับว่าบัตรเครดิตใบนี้ให้อะไรคุณบ้าง

  • เครดิตเงินคืน 10% สำหรับการใช้จ่ายค่ารถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน และคาเฟ่อเมซอน
  • เครดิตเงินคืน 5% สำหรับ 7/11 Gead Wattson
  • และเครดิตเงินคืน 1% สำหรับการเติมน้ำมันในปั๊มเชลล์ ขั้นต่ำ 800 บาท และ เครดิตเงินคืน 1% สำหรับยอดการใช้จ่ายอื่น ๆ 

      และที่ชอบมากคือ ตอนนี้ รู้สึกว่า ถ้า เปิดบัตร รูดครบ 5000 ในเดือนแรก จะได้เครดิตเงินคืนทันที 2000 ด้วยนะ ถือว่าค่อนข้างคุ้มมากสำหรับการทำเป็นบัตรเครดิตใบแรกครับ เพราะสิทธิพิเศษต่าง ๆ อยู่ในเกณฑ์กลาง ๆ ไม่ว่าจะชอบใช้ชีวิตแบบไหนก็น่าจะพอได้รับคะแนนหรือเครดิตเงินคืนได้เช่นเดียวกัน

CITI GRAB

            บัตรใบนี้ผมถามตัวเองเลยว่าช่วงนี้ผมจะทำ บัตรเครดิตใบไหนดี จนมาเจอเข้ากับ Lifestyle ที่ต้องสั่งอาหารออนไลน์ ส่งเอกสาร ส่งของออนไลน์ตลอดทุกวัน ฉะนั้นบัตร CITI GRAB ก็ถือว่าเป็นบัตรอีกใบที่เหมาะกับ Lifestyle ของคนที่ต้อง Work From Home และสั่งอาหารทานเป็นประจำอยู่แล้ว หรือคนที่เป็น Freelance ที่ทำงานที่บ้าน ก็ถือว่าค่อนข้างตอบโจทย์ครับ โดยสิ่งที่คุณจะได้จากบัตรใบนี้ คือ 

  • รับคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด 10 เท่า
  • ทุกการใช้จ่าย 25 บาท
  • รับคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด 3 เท่า
  • ทุกการใช้จ่าย 25 บาท ในหมวดร้านอาหาร และบริการสมาชิกออนไลน์รายเดือน และซื้อของออนไลน์
  • รับส่วนลด 10% ทันที เมื่อจองโรงแรมทั่วโลกกับ Agoda
  • ถ้าใส่โค้ด CITIGRAB จะได้รับ ส่วนลดการเดินทาง 15% และ ส่วนลดค่าส่ง GrabFood และ GrabMart
  • และถ้าใส่โค้ด FRIYAY รับฟรีเครื่องดื่มหรือขนม
  • กับร้านค้าที่ร่วมรายการผ่าน GrabFood ทุกวันศุกร์
  • และถ้าเราใช้บัตร ซิตี้ แกร๊บ เป็นบัตรหลัก 6 เดือนแรก จะได้เป็นสมาชิก Platinium ของแกร๊บด้วย

          ส่วนโปรแรกเข้า หากบัตรอนุมัติและมีการใช้จ่าย ก็คือ สมัครบัตรเครดิตซิตี้ แกร็บ วันนี้ รับคืนสูงสุด 3,400 บาท* + รับเพิ่ม 11,000 คะแนน GrabRewards* + หูฟัง Beats Flex มูลค่า 1,900 บาท ด้วย 

          สังเกตไหมครับว่า พอเป็นบัตรที่ทำออกมาเพื่อเอื้อต่อการใช้จ่ายออนไลน์ หรือเอื้อต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นบัตรที่เชื่อมกับแอปพลิเคชัน หรือบริษัทอื่น ๆ นอกเหนือจากธนาคาร สิทธิพิเศษและโปรโมชันต่าง ๆ จะค่อนข้างเยอะ ผมมองว่าถ้าใครใช้ GRAB เป็นประจำ แล้วไม่รู้จะทำบัตรเครดิตใบไหนดี บัตร CITIGRAB ก็ค่อนข้างตอบโจทย์ครับ

CITI LAZADA

           ใบสุดท้าย สำหรับคนที่ชอบซื้อของออนไลน์เป็นชีวิตจิตใจ แต่ ไม่รู้ว่าจะทำ บัตรเครดิตใบไหนดี ทาง CITI ก็มี CITI LAZADA ด้วยครับ โดยบัตรใบนี้เหมาะมากสำหรับคนที่ใช้จ่าย ซื้อของ ผ่าน LAZADA เป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งใน LAZADA เองก็มีโปรโมชันเยอะอยู่แล้วด้วย ถ้าได้สิทธิพิเศษของบัตรใบนี้เข้าไปอีกก็ยิ่งคุ้มเลย โดยบัตรใบนี้จะให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ ตามนี้ครับ

  • ทุกการใช้จ่ายในLazadaประเทศไทยรับซิตี้รีวอร์ด10 เท่า
  • รับคะแนนสะสมซิตี้รีวอร์ด 3 เท่า สำหรับการใช้จ่ายในหมวดหมู่แฟชั่น สุขภาพ และท่องเที่ยวในสกุลเงินบาท
  • ส่วนการใช้จ่ายในLazadaทั้งในและต่างประเทศ รับคะแนนสะสม ซิตี้รีวอร์ด 1 เท่า
  • รับส่วนลดเพิ่ม 10% ทุกหมวดหมู่สินค้าบนLazadaประเทศไทย
  • รับส่วนลด 5% เมื่อซื้อสินค้าใน LazMall LAZADAประเทศไทย

          และอันนี้น่าสนใจ ปกติเวลาเราซื้อของใน Lazada เราจะชอบรอจังหวะ เมกาแคมเปญ พวก 9.9 11.11 8.8 ใด ๆ ซึ่งมันจะต้องมีการรอเวลา เก็บคูปองใช่ไหม รู้ไหมว่าถ้าเราใช้บัตรใบนี้ เราจะได้สิทธิเก็บคูปองก่อนคนอื่นด้วยในเวลามีเมกาแคมเปญ แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือ เราจะได้คะแนนซิตี้เพิ่มอีก 10 เท่า จากการใช้จ่ายในเมกาแคมเปญอีกด้วยครับ

. . . . . . . . . .

ทำบัตรเครดิตหลายใบ ได้หรือไม่

          นอกจากคำถามที่ว่าทำ บัตรเครดิตใบไหนดี ก็คำถามที่ว่า ทำบัตรเครดิตหลายใบได้ไหมเนี่ยแหละที่ฮิตพอ ๆ กัน และสืบเนื่องจากหัวข้อที่แล้ว เราแนะนำบัตรเครดิตไปทั้งหมด 3 ใบ อาจจะมีหลายคนที่อยากรู้ว่าหากอยากทำทั้ง 3 ใบ เลย จะได้หรือเปล่า และมันมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร 

          ซึ่งการทำบัตรเครดิตหลายใบ เราแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือในกรณีที่เป็น CITI BANK 3 ใบเมื่อสักครู่ คือการทำบัตรเครดิตหลายใบ แต่ทำในธนาคารเดียวกับ กับ การทำบัตรเครดิตหลายใบ แต่ต่างธนาคารกัน

  • บัตรเครดิตหลายใบในธนาคารเดียวกัน

            มาเริ่มที่บัตรเครดิตหลายใบในธนาคารเดียวกันก่อนเลย ถ้าพูดให้ขำ ๆ ก็หมดปัญหา ทำบัตรเครดิตของอะไรดี ไปเลย เพราะทำหลายบัตรในธนาคารเดียวกันไปแล้ว ในกรณีแบบนี้ การทำบัตรเครดิตหลายใบ ในธนาคารเดียวกัน ไม่ใช่การเพิ่มหนี้ เพิ่มบัตรเพิ่มภาระอย่างที่คิดกัน เนื่องจากหากเราทำบัตรเครดิตใบแรกกับธนาคารใด บัตรเครดิตใบที่ 2 และ 3 ในธนาคารนั้น ก็จะใช้จ่ายจากยอดเดียวกัน

            กลับกัน ผมกลับมองว่าการทำบัตรเครดิตหลายใบในกรณีนี้ กลับมาข้อดีเสียอีก สำหรับคนที่มี Lifestyle หลากหลายรูปแบบ แล้วอยากจะได้บัตรเครดิตที่มารองรับการใช้จ่ายแตกต่างกัน เราก็สามารถรับสิทธิพิเศษจากบัตรใบที่เราต้องการใช้ โดยใช้ภายในวงเงินเดียวกันได้ สรุปยอดก็ไม่ยุ่งยากอีกด้วย 

  • บัตรเครดิตหลายใบแต่คนละธนาคาร

            ส่วนถ้าเกิดทำหลายใบ หลายธนาคาร อันนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ควรนะ เพียงแต่ใบหลัง ๆ เราก็ต้องยอมรับเงื่อนไขของธนาคารให้ได้ เพราะเขาก็จะตรวจสอบประวัติการเงิน พบว่าเราทำบัตรเครดิตไปแล้ว 

          วงเงินอาจจะน้อยลง อาจจะมีเงื่อนไขอื่น ๆ และที่สำคัญ เวลาใช้ ก็เป็นหลักการเดียวกันกับบัตรเครดิตทุกใบคือ ใช้เท่าไหน จ่ายทำนั้น และหลีกเลี่ยงการจ่ายขั้นต่ำนั่นแหละ 

. . . . . . . . . .

ข้อควรระวังในการทำบัตรเครดิต

          นอกจากเรื่อง ทำบัตรเครดิตของอะไรดี แล้ว พอได้บัตรเครดิตที่ต้องการ ก็อย่าเพิ่งใช้จ่ายอย่างขาดสติจากความสะดวดสบายและสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่บัตรมอบให้นะครับ เพราะว่าการใช้บัตรเครดิต ก็มีข้อควรระวังอยู่ด้วยเหมือนกัน เพราะผมเข้าใจดีเลยว่าเวลาที่เราใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมันเพลินแค่ไหน เราได้ของ โดยที่เงินที่เป็นรูปธรรมในบัญชีของเราไม่หายไป มันก็จะซื้อได้เรื่อย ๆ จนบางเดือนก็ไม่คิดว่าตัวเองรูดบัตรเครดิตไปเยอะขนาดนั้น 

          ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้เราไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกินตัวได้ และการใช้บัตรเครดิตก็จะเริ่มมีปัญหา และเข้าสู่วังวนของการ “จ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต”

        ซึ่งจ่ายขั้นต่ำมันก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การจ่ายขั้นต่ำ ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยแล้ว ทั้งดอกเบี้ยของเงินต้น จะ 16% หรือ 18% ก็ตามแต่ แถมยังมีดอกเบี้ยค้างชำระอีก ซึ่งวิธีคิดดอกเบี้ยจ่ายขั้นต่ำของธนาคาร ตัวอย่างคือ 

 5 มีนาคม 2564 นาย A ใช้บัตรเครดิตซื้อของ 20,000 บาท ทุกวันที่ 25 เป็นวันปิดยอดของทุกเดือน ถ้าวันที่ 27 มีนาคม 2564 จ่ายขั้นต่ำ 10% เท่ากับ 2,000 บาท ในรอบบัญชีแรกจะยังไม่คิดดอกเบี้ย แต่ในรอบบัญชีถัดไป คือ 25 เมษายน 2564 ธนาคารจะจัดส่งใบแจ้งหนี้ โดยมีรายละเอียดยอดคงค้าง และดอกเบี้ยอีกจำนวนหนึ่ง

  ทั้งนี้ ดอกเบี้ยที่ในใบแจ้งหนี้ประกอบด้วย 2 ส่วน

 ส่วนแรก ดอกเบี้ยที่คิดจากจำนวนเงินที่รูดซื้อสินค้า คือ 20,000 บาท โดยเริ่มนับจากวันที่รูดซื้อสินค้าจนถึงวันที่สรุปยอดรายการรวม 20 วัน (5 – 25 มีนาคม) ถ้าคิดที่อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 16% เป็นเงิน 175.34 บาท

 ส่วนที่สอง ดอกเบี้ยที่คิดจากยอดเงินต้นค้างชำระ คือ 18,000 บาท (20,000 บาท หัก 2,000 บาทที่จ่ายขั้นต่ำไปแล้ว) โดยคิดจากวันที่เราชำระไปคือ 27 มีนาคม ถึงวันปิดยอดรอบล่าสุดคือ 25 เมษายน รวม 29 วัน ถ้าคิดที่อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 16% จะเป็นเงิน 228.82 บาท

หมายความว่า ในการผ่อนขั้นต่ำครั้งนี้ เราจะมีภาระหนี้จากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 404.16 บาท

*ขอบคุณตัวอย่างสูตรคำนวณจาก pptv

          ฉะนั้น หลักการง่าย ๆ ถ้ารูดผ่อน ก็ผ่อนให้ตรง ถ้ารูดจ่ายปกติ ก็รูดเท่าไหนจ่ายเท่านั้น เราจะไม่เสียดอกเบี้ยบัตรเครดิตเลย และถ้ามีปัญหา จ่ายตรงไม่ได้ จำเป็นต้องขั้นต่ำก็ขอให้จ่ายเกินมาสัก20% - 30% มันจะได้ไปลดยอดหนี้มวลรวมในแต่ละเดือน ประมาณนี้ครับ

. . . . . . . . . .

          และนี่ก็เป็นทั้งหมดของบทความที่จะมาช่วยตอบคำว่าที่ว่าทำ บัตรเครดิตของอะไรดี รวมถึงยังมีการช่วยเลือกบัตรตาม Lifestyle และแนะนำสิทธิพิเศษ รวมถึงข้อควรระวังของการทำบัตรเครดิตอีกด้วย ถ้าใครที่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำ บัตรเครดิตที่ไหนดี สามารถทักมาสอบถามกับทางทีมงาน CondoNewb ได้ที่ FB : Condonewb เลยครับ