logo

          เราจะมาพูดถึงภาษีผ้าอนามัยที่เป็นกระแสอยู่พักหนึ่ง สำหรับ ผ้าอนามัย เป็นของที่ผู้หญิงเราต้องใช้ผ้าอนามัยเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วเรามักจะเสียเงินให้กับผ้าอนามัยเป็นจำนวนมาก เพราะหากเลือกใช้ผ้าอนามัยที่ราคาถูกเกินไป อาจจะทำให้ได้เนื้อผ้าอนามัยที่ไม่ดีและอาจทำให้ระคายเคืองต่ออวัยวะภายในได้ ซึ่งตอนนี้ก็มีข่าวออกมาว่า จะมีการเก็บภาษีผ้าอนามัย เพราะจัดเป็นของใช้ฟุ่มเฟือย รวมถึงการจะเก็บภาษีผ้าอนามัยแบบสอด เพราะจัดเป็นเครื่องสำอาง แต่สำหรับผู้หญิง ผ้าอนามัย ถือเป็นของจำเป็นและควรแจกฟรี ซึ่งในบทความนี้เราจะพาไปดูกันว่า ผ้าอนามัยจำเป็นอย่างไร และทำไมจึงไม่ควรเก็บภาษีผ้าอนามัย

ผ้าอนามัยมีกี่ประเภท ราคาเฉลี่ยแต่ละแบบ สรุปราคาที่ต้องจ่ายต่อเดือน

          ผ้าอนามัยที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย มักจะมีอยู่ด้วยกัน 7 แบบคือ ผ้าอนามัยแบบแผ่น ซึ่งแบ่งเป็นสองแบบ คือ ผ้าอนามัยแบบมีปีก และผ้าอนามัยแบบไม่มีปีก ผ้าอนามัยแบบสอด ผ้าอนามัยแบบถ้วย ผ้าอนามัยแบบซักได้ ผ้าอนามัยแบบกางเกง และผ้าอนามัยแบบบาง ซึ่งในบทความนี้เราจะมาพูดถึงผ้าอนามัยแต่ละแบบว่ามีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร ราคาอยู่ที่เท่าไหร่และในปัจจุบันผู้หญิงเราต้องเสียเงินไปกับผ้าอนามัยเยอะขนาดไหนกันบ้าง

ผ้าอนามัยแบบแผ่นชนิด แบบมีปีก

          เป็นผ้าอนามัยที่เป็นที่นิยมมากในหมู่สาว ๆ ที่หลายคนต้องเคยใช้ มีลักษณะเป็นแบบแผ่น มีแถบกาวอยู่ด้านหลังสำหรับติดยึดกับกางเกงใน และมีปีกสองข้างออกมาเพื่อให้สามารถยึดติดและกันผ้าอนามัยขยับจนเลอะเปื้อนกางเกงได้ โดยผ้าอนามัยแบบนี้ส่วนใหญ่จะเหมาะมาก ๆ ในการใช้ช่วงที่ประจำเดือนมาค่อนข้างเยอะ หรือสาว ๆ ที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายมาก เพื่อความคล่องตัวและไม่หลุดเลอะเทอะ

ผ้าอนามัยแบบแผ่นชนิด แบบไม่มีปีก

          เป็นอีกหนึ่งผ้าอนามัยแบบแผ่น อีกหนึ่งรูปแบบที่คนส่วนมากนิยมเช่นกัน โดยผ้าอนามัยแบบไม่มีปีกนี้จะมีหน้าตาที่คล้ายกับผ้าอนามัยแบบมีปีก เพียงแต่จะไม่มีปีกทั้งสองข้างออกมาเพื่อยึดติดกับขอบกางเกงใน จะมีเพียงแถบกาวด้านหลังเพื่อยึดติดเพียงเท่านั้น แต่แม้ผ้าอนามัยแบบไม่มีปีกจะมีโอกาสที่หลุดได้ง่ายกว่า เพราะไม่มีปีกด้านนอกมารองรับ แต่ก็มีข้อดีตรงที่มีความคล่องตัวสูง ใส่ง่าย และไม่ระคายเคืองผิวด้านนอกอีกด้วย

         สำหรับผ้าอนามัยชนิดแผ่นทั้งแบบมีปีกและไม่มีปีก สามารถรองรับการไหลของเลือดประจำเดือนได้อยู่ที่ประมาณ 4-6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับปริมาณของประจำเดือน และมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4-7 บาท ต่อชิ้น

ผ้าอนามัยแบบสอด

          ต่อกันที่ผ้าอนามัยแบบสอด ที่เคยมีข่าวออกมาให้ชวนหัวร้อนกันว่า จะมีการจัดผ้าอนามัยแบบสอดเป็นเครื่องสำอาง ทำให้ต้องเสียภาษีผ้าอนามัยเพิ่ม ทำให้จากที่ว่าแพงอยู่แล้วกลับแพงไปอีก แม้ว่าสาว ๆ หลายคนก็ยังไม่ค่อยกล้าใช้สักเท่าไหร่ เพราะรู้สึกกลัวที่จะต้องสอดผ้าอนามัยเข้าไปด้านใน และค่อนข้างยากลำบากเวลาใส่เข้าและดึงออก แถมยังต้องเปลี่ยนบ่อยอีกด้วย แต่บางส่วนก็ชื่นชอบ เพราะเหมาะกับคนที่ต้องทำกิจกรรมหนัก ๆ หรือใส่ชุดที่มีความคล่องตัวสูง เช่น ว่ายน้ำ หรือใส่ชุดออกงาน ซึ่งลักษณะของผ้าอนามัยแบบสอดจะมีอยู่สองรูปแบบด้วยกันคือ ผ้าอนามัยแบบสอดที่ไม่มีตัวนำ ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนกับหัวยาดม หรือทรงแบบหัวมน และมีสายห้อยอยู่ด้านล่างสำหรับดึงออก และผ้าอนามัยแบบสอดที่มีตัวนำ ที่มีหลอดพลาสติกเคลือบเป็นตัวนำอยู่ด้านนอกและมีตัวผ้าอนามัยอยู่ด้านใน ซึ่งทำให้ใส่เข้าไปได้ง่ายกว่าแบบไม่มีตัวนำ สำหรับการใส่ผ้าอนามัยแบบสอดแม้จะดูยุ่งยากและน่ากลัวไปสักหน่อย แต่หลังจากใส่เข้าไปได้แล้วจะรู้สึกสบายตัวมากเหมือนไม่ได้ใส่อะไร มีความคล่องตัวสูง และไม่ต้องกลัวว่าจะหลุดเข้าไปข้างในอย่างแน่นอน

          สำหรับผ้าอนามัยแบบสอด สามารถรองรับการไหลของเลือดประจำเดือนได้อยู่ที่ประมาณ 8-10 ชั่วโมง และมีราคาตกอยู่ที่ 8-10 บาท ต่อชิ้น

ผ้าอนามัยแบบถ้วย

         มาต่อกันที่ผ้าอนามัยแบบถ้วยกันบ้าง ถือเป็นมิติใหม่ในการใช้ผ้าอนามัยที่มีลักษณะเป็นแบบกรวย คล้ายกับถ้วยและมีก้านเล็ก ๆ สำหรับดึงติดอยู่ในส่วนท้ายของถ้วย และมีระยะเวลาการรองรับประจำเดือนได้ยาวนานสุดถึง 12 ชั่วโมง แถมยังสามารถใส่นอนได้อย่างไม่ต้องกลัวเลอะเทอะอีกด้วย มันเริ่ดตรงนี้ แต่แม้จะมีข้อดีว่าสามารถรองรับการซึมเปื้อนได้ดี ไม่ต้องคอยเปลี่ยนบ่อยแต่ก็มีข้อเสียตรงที่ว่าค่อนข้างยุ่งยากในการใส่แต่ละครั้ง เพราะในการใช้ครั้งแรกเราต้องนำไปต้มก่อนเพื่อฆ่าเชื้อและหลังจากใช้แล้วต้องทำความสะอาดให้ดีทุกครั้งก่อนนำมาใช้ซ้ำ อีกทั้งราคาของผ้าอนามัยแบบถ้วยก็ค่อนข้างสูงอยู่ที่ประมาณ 200-900 บาท ต่อชิ้น เลยทีเดียว

ผ้าอนามัยแบบซักได้

          ผ้าอนามัยแบบซักได้ เป็นผ้าอนามัยที่นอกจากจะดีต่อสิ่งแวดล้อมของเราแล้ว ยังดีต่อสาว ๆ ที่แพ้ง่าย และได้รับการระคายเคืองจากเนื้อกระดาษของผ้าอนามัยแบบใช้แล้วทิ้งกันอีกด้วย เพราะปกติแล้วผ้าอนามัยแบบซักได้จะทำมาจากผ้าฝ้าย ทำให้ระคายเคืองต่อผิวได้น้อยและมีอากาศถ่ายเทได้อย่างสะดวกนั่นเอง แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ต้องซักให้สะอาดก่อนนำกลับมาใช้ซ้ำใหม่ แต่ถ้าใครไม่ติดปัญหาตรงนี้ก็สามารถซักให้สะอาดแล้วนำกลับมาใช้ได้นานถึง 5 ปีเลยทีเดียว ส่วนในเรื่องของการรองรับประจำเดือนนั้น สามารถรองรับได้ประมาณ 3-4 ชั่วโมงต่อครั้ง และมีราคาอยู่ที่ประมาณ 40-300 บาท ต่อชิ้น นั่นเอง

ผ้าอนามัยแบบกางเกง

          ผ้าอนามัยแบบกางเกง เป็นผ้าอนามัยที่มีลักษณะเหมือนแพมเพิร์สเด็กที่คล้ายกับกางเกงใน ไม่ต้องกลัวซึมเปื้อนง่าย สะดวกสบายในการใช้งาน ใส่ง่าย ไม่เลอะเทอะ สามารถรองรับปริมาณเลือดประจำเดือนได้เป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีสองขนาดด้วยกันคือ ไซส์ M-L สำหรับใครที่ชอบความสะดวกสบายและไม่อยากเลอะเทอะ ก็ถือว่าตอบโจทย์มากเช่นกัน

. . . . . . . . . .

สรุปราคาค่าใช้จ่ายในการซื้อผ้าอนามัยของผู้หญิง

          โดยปกติแล้วผู้หญิงเราจะเสียค่าใช้จ่ายภาษีผ้าอนามัย อยู่ที่ประมาณ 1,400-1,800 บาท ต่อปี สำหรับผ้าอนามัยแบบสอดที่มีคนใช้เป็นจำนวนมากที่สุด ถ้าใช้ผ้าอนามัยแบบแผ่น ราคาจะตกอยู่ที่ประมาณ 42-75 บาท ต่อ 1 ห่อ

          หากใช้ผ้าอนามัยแบบสอด จะตกอยู่ที่ 90–200 บาท ต่อ 1 แพ็ก ซึ่งจะใช้อยู่ที่เดือนละ 1-2 ห่อ หรือมากกว่านั้น ตามระยะเวลาและปริมาณของแต่ละบุคคล รวมเฉลี่ยราคาผ้าอนามัยแบบสอด จะอยู่ที่ 2,000-3,000 บาท ต่อปี

          สำหรับใครที่ใช้ผ้าอนามัยแบบถ้วย ราคาจะอยู่ที่ชิ้นละ 200–2,000 บาท อาจจะมีติดไว้ 1-2 ชิ้น เพื่อใช้สลับกัน ก็จะอยู่ที่ประมาณ 400-2,000 บาท เพราะสามารถใช้ซ้ำได้นานมากถึง 10 ปี

          ปิดท้ายกันด้วยผ้าอนามัยแบบซักได้ ที่จะมีราคาตกอยู่ชิ้นละ 40-300 บาท ในบางคนอาจจะใช้มากกว่า 1 ชิ้น เพื่อสลับใช้งานในช่วงที่มีประจำเดือน ซึ่งก็จะต้องบวกราคาในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไปอีกนั่นเอง

 

          จากข้อมูล จะเห็นได้ว่าผู้หญิงเรามักจะเสียค่าผ้าอนามัยไปมากถึง หลักพันต่อปีเลยทีเดียว และในปัจจุบันถึงแม้ว่าจะยังไม่มีภาษีนำเข้าแบบ 30% แต่ในปัจจุบันเราก็มีภาษีผ้าอนามัย ที่เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มในของใช้และบริการอยู่แล้วด้วยเป็นจำนวน 7% ของราคาสินค้า ทั้งที่ในประเทศอื่น ๆ ก็มีนโยบายรองรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วยการจัดให้มีการให้ผ้าอนามัยฟรี และไม่มีการเก็บภาษีผ้าอนามัย

. . . . . . . . . .

ภาษีที่เราจ่ายในแต่ละแบบ เป็นยังไง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีนิติบุคคล

          ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นภาษีที่คนที่มีรายได้ทุกคนต้องจ่ายเมื่อมีรายได้ถึงจำนวนที่ต้องจ่ายภาษี ซึ่งปกติแล้วจะต้องมีรายได้อยู่ที่ 319,000 บาทขึ้นไป ต่อปี หรือเดือนละ 26,000 บาทขึ้นไป ต่อเดือน ก็จำเป็นต้องจ่ายภาษีตามที่กำหนด แต่หากมีรายได้เกินกว่า 1,200,000 บาทขึ้นไป จำเป็นจะต้องจดทะเบียนบริษัทเพื่อเสียภาษีนิติบุคคลต่อไปนั่นเองค่ะ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

          เป็นภาษีที่เราต้องจ่ายทุกคน สำหรับการซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะคิดรวมกับค่าสินค้าและบริการอยู่ที่ 7% รวมไปถึงการเสียเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มในการซื้อสินค้าของผู้หญิงอย่างผ้าอนามัยอีกด้วย

ภาษีนำเข้าสินค้า

          ปิดท้ายกันที่ภาษีนำเข้าสินค้าที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งจะแบ่งเป็น 6 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ กระเป๋า, นาฬิกา, น้ำหอม, เข็มขัด, รองเท้าผ้าใบ และเครื่องสำอาง หรือที่กำลังมีประเด็นอยู่ว่าจะมีการจัดผ้าอนามัยเป็นเครื่องสำอาง เพื่อเก็บภาษีเพิ่มอีก 30% นั่นเอง

. . . . . . . . . .

รวมประเด็นภาษีผ้าอนามัย ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

          เรียกได้ว่าในช่วงที่ผ่านมานี้ กระแสแฮชแท็ก #ผ้าอนามัยไม่มีภาษี ถือว่ามาแรงมาก ๆ ในทวิตเตอร์ เนื่องจากมีข่าวออกมาว่าจะมีการเรียกเก็บภาษีผ้าอนามัยเพิ่ม โดยจัดให้ผ้าอนามัยแบบสอดเป็นเครื่องสำอาง โดยจะมีการเก็บภาษีผ้าอนามัยเพิ่มขึ้นถึง 30% จากปกติที่สินค้าและบริการทุกชิ้นต้องได้รับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT 7% อยู่แล้ว ซึ่งหลังจากที่มีกระแสข่าวอย่างต่อเนื่อง ก็ยังมีประเด็นที่พูดถึงนโยบายผ้าอนามัยในประเทศไทยว่าควรแจกฟรี เพราะถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ผู้หญิงไทยทุกคนจำเป็นต้องใช้ และราคาผ้าอนามัยในปัจจุบันของประเทศไทยที่ถึงแม้จะเป็นสินค้าควบคุมอยู่ แต่ก็มีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับสินค้าอื่น ๆ และมาตรฐานของราคาสินค้าที่ถือเป็นเรื่องที่จำเป็นของผู้หญิง ที่ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือโดยเฉพาะกับนักโทษหญิงในเรือนจำ หรือกลุ่มคนจน ที่บางคนถึงกับต้องใช้ของอย่างอื่น เช่น กระดาษทิชชูราคาถูก มารองกันเปื้อนแทนแผ่นอนามัย

. . . . . . . . . .

ภาษีผ้าอนามัยในต่างประเทศ มีนโยบายการจัดเก็บอย่างไรบ้าง

          ในต่างประเทศ ภาษีผ้าอนามัยก็ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ได้รับการต่อสู้และพูดถึงเป็นอย่างมาก โดยหลาย ๆ ประเทศ ก็ได้มีการยกเลิกการเก็บภาษีผ้าอนามัยกันไปบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศในโซนยุโรปที่หลาย ๆ รัฐได้ออกนโยบายในการยกเลิกการจัดเก็บภาษีผ้าอนามัย รวมไปถึงประเทศสหราชอาณาจักร ที่เด็ก ๆ หลายคนรวมถึงกลุ่มคนในประเทศอังกฤษ ที่ไม่มีเงินซื้อผ้าอนามัย และได้มีการประท้วงต่อสู้กันมาเรื่อย ๆ เนื่องจากในประเทศมีนโยบายที่ระบุไว้ชัดเจนว่า ผ้าอนามัยจัดอยู่ในหมวดของฟุ่มเฟือย จนกระทั่งในปัจจุบันมีการยกเลิกภาษีผ้าอนามัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ประเทศอินเดีย ก็ได้มีการยกเลิกการเก็บภาษีผ้าอนามัย จากที่เก็บอยู่ประมาณ 12% แล้วเช่นกัน จากปัญหาความขาดแคลนการเงินในการซื้อผ้าอนามัยในกลุ่มเด็กและวัยทำงาน และมีหญิงสาวจำนวนมากที่ต้องแก้ปัญหานี้ด้วยการตัดมดลูกทิ้ง

          นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่มีการแจกผ้าอนามัยให้กับผู้หญิงฟรี อย่างประเทศนิวซีแลนซ์และไต้หวัน ที่มีนโยบายแจกผ้าอนามัยให้กับเด็กสาวที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนทุกโรงเรียน ในขณะที่ประเทศสกอตแลนด์ ก็ถือเป็นประเทศแรกที่มีนโยบายในการแจกผ้าอนามัยฟรีให้กับประชาชนในประเทศทุกกลุ่ม ผ่านศูนย์รับบริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ศูนย์บริการและอื่น ๆ โดยใช้งบประมาณอยู่ที่ 400 ล้านบาท ต่อปี ในขณะที่ประเทศไทย แม้ว่าจะเป็นประเทศที่จัดผ้าอนามัยไว้อยู่ในหมวดสินค้าควบคุม แต่ก็ยังมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้า 7% อยู่ ทั้งที่มีหลายคนออกมาบอกว่าไม่ควรมีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% หรือภาษีผ้าอนามัยแต่อย่างใด เนื่องจากผ้าอนามัยถือเป็นเรื่องที่จำเป็นต่อเพศหญิงทุกคน ที่ไม่ควรมาเสียเงินในค่าใช้จ่ายที่แพงเพียงเพราะเรื่องประจำเดือน นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องอีกด้วยว่า ภาครัฐควรมีนโยบายงดการจัดเก็บภาษีผ้าอนามัยและมีการแจกฟรี เนื่องจากผ้าอนามัยในประเทศมีราคาค่อนข้างสูง และมีหลายคนที่ไม่สามารถเข้าถึงการซื้อผ้าอนามัยได้ โดยเฉพาะกับในกลุ่มคนจน นักเรียนที่มีรายได้น้อย ซึ่งแม้ว่าเราจะเห็นหลายคนที่ออกมารณรงค์ แต่ก็ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องการงดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากภาครัฐแต่อย่างใด

. . . . . . . . . .

          อ่านมาถึงตรงนี้ใครมีความคิดเห็นกับเรื่องนี้แบบไหนกันบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ภาษีผ้าอนามัย ถือเป็นเรื่องที่ภาครัฐควรให้ความสนใจที่จะไม่เก็บภาษีผ้าอนามัย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลาย ๆ ประเทศก็ได้รับการต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน จนตอนนี้ก็ได้มีการยกเลิกเก็บภาษีผ้าอนามัยไปแล้ว ทำให้ผู้หญิงหลาย ๆ คนสามารถเข้าถึงกันมากขึ้น อีกทั้งยังมีนโยบายแจกฟรีเพื่อให้หลาย ๆ คน รวมไปถึงนักเรียนในโรงเรียนสามารถเข้าถึงผ้าอนามัยกันได้อย่างง่ายดายอีกด้วย และนี่ก็เป็นบทความ Talk ที่ CondoNewb เว็บไซต์ข่าวสารอสังหาฯ และการลงทุนคอนโด นำข้อมูลมาฝากกัน หากเพื่อน ๆ สงสัย หรือมีข้อซักถามก็สามารถไปพูดคุยได้ที่ช่องทาง Facebook ได้เลยนะคะ บทความหน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้นติดตามกันค่ะ