logo

Home Isolation หรือ HI เป็นอีกเรื่องที่ทุกคนต่างพูดถึงกันในขณะนี้ ในวันที่เราพบว่าเราติดเชื้อ ตามหาโรงพยาบาลเพื่อรักษา หลาย ๆ คนได้รับคำแนะนำว่า ให้ทำ Home Isolation ไปก่อน….. แล้ว Home Isolation คืออะไร? ติดเชื้อแล้วทำไมไม่ได้ไปโรงพยาบาล? รักษาตัวเองอยู่ที่บ้านจะได้ผลจริงหรือ? เราจะปลอดภัยไหม เมื่อไม่มีหมออยู่ใกล้ ๆ? จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยที่รุนแรงมากขึ้นนั้น ทำให้จำนวนยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างมากมายในแต่ละวัน ทำให้ผู้ตรวจพบเชื้อ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อรับการรักษาตามขั้นตอน แต่ปัจจุบันจำนวนยอดผู้ติดเชื้อมีมากขึ้น จนส่งผลให้จำนวนเตียงสำหรับนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลมีไม่เพียงพอ

รวมถึงผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง ก็ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการดูแลรักษาในโรงพยาบาลด้วยเช่นกัน จึงเกิดแนวคิดที่เรียกว่า Home Isolation ขึ้นมา เพื่อเป็นที่พักฟื้นและควบคุมโรคที่บ้าน หรือสถานที่ที่รัฐจัดให้ ไม่ให้เชื้อแพร่ระบาดไปยังบุคคลอื่น การรักษาตัวที่บ้านจะช่วยลดภาระโรงพยาบาล ที่ไม่สามารถรองรับผู้ป่วย เป็นอีก 1 ทางเลือก ที่ช่วยให้เข้าถึงการรักษาอย่างถูกวิธีสำหรับผู้ติดเชื้อ และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังบุคคลอื่น วันนี้เราจะมาแนะนำรายละเอียดและขั้นตอนต่าง ๆ ของ Home Isolation การแยกกักตัวที่บ้านเมื่อติดโควิด และเคลมประกัน

. . . . . . . . . .

รู้จัก Home Isolation

Home Isolation คือ การให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถรักษาตัวอยู่ที่บ้านได้เอง หรือพักอยู่ในสถานที่ทางราชการจัดไว้ให้ เพื่อลดจำนวนการรักษา และช่วยให้จำนวนเตียงในโรงพยาบาลมีมากเพียงพอ ต่อการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการหนัก สำหรับผู้ป่วยที่เลือกวิธีการรักษาแบบ Home Isolation นั้น จะยังคงได้รับการดูแลและติดตามเฝ้าระวังอาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้มีข้อกำหนดลักษณะอาการของผู้ป่วย ที่สามารถเลือกวิธีการรักษาแบบ Home Isolation ได้ คือ

  • ผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมาเป็นเวลาอย่างน้อย 10 วันแล้ว จนมีอาการดีขึ้น และแพทย์แจ้งให้สามารถกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านได้
  • ผู้ป่วยที่รอการ Admit และแพทย์ได้วินิจฉัยแล้วว่า จัดอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยสีเขียว ซึ่งหมายถึง เป็นกลุ่มผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหายใจเร็ว หายใจลำบาก ปอดไม่มีอาการอักเสบ และมีค่าระดับออกซิเจนไม่ต่ำกว่า 96% แต่อาจจะยังมีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ไม่ได้กลิ่น ไม่สามารถรับรสได้ มีผื่นขึ้น และถ่ายเป็นของเหลวออกมา

. . . . . . . . . .

ผู้ที่เข้าเงื่อนไขในการทำ Home Isolation

  • เป็นผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียว หรือที่ไม่มีอาการ (Asymptomatic Cases) และมีค่าระดับออกซิเจนไม่ต่ำกว่า 96%
  • มีอายุน้อยกว่า 60 ปี
  • มีสุขภาพแข็งแรง
  • เป็นผู้ไม่มีภาวะโรคอ้วน หรือดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) ที่เป็นตัวชี้วัดมาตรฐาน ในการประเมินสภาวะร่างกายว่า มีความสมดุลของน้ำหนักตัวต่อส่วนสูง โดยมีค่าอยู่ที่ น้อยกว่า 30 กก./ม.2 หรือ น้ำหนักตัวมากกว่า 90 กก.
  • ไม่มีโรคอื่น ๆ ร่วมอยู่ด้วย เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานควบคุมไม่ได้ รวมไปถึงโรคอื่น ๆ ตามคำวินิจฉัยของแพทย์
  • พักอยู่คนเดียวหรือมีผู้อาศัยอยู่ร่วมที่พักไม่เกิน 1 คน
  • ให้ความยินยอมแยกตัว Home Isolation ในที่พักของตัวเอง

. . . . . . . . . .

ระดับอาการของผู้ป่วยแยกตามสี

  • ผู้ป่วยสีเขียว เป็นผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการ ระดับอุณหภูมิร่างกาย 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป มีอาการไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ และไม่ได้กลิ่น ไม่รับรส มีอาการตาแดง และเกิดผื่น ส่วนการถ่ายท้องจะมีลักษณะถ่ายเหลว แต่ยังไม่มีอาการหายใจเร็ว ไม่มีอาการเหนื่อยหอบในขณะหายใจ หายใจยังไม่ลำบาก ไม่มีอาการปอดอักเสบ ซึ่งเรียกว่าเป็นอาการที่ยังไม่มีปัจจัยเสี่ยง ต่อการเป็นโรคที่มีอาการรุนแรง หรือโรคร่วมสำคัญอื่น ๆ
  • ผู้ป่วยสีเหลือง เป็นผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง หรือโรคร่วมอื่นที่สำคัญ มักจะมีอาการแน่นหน้าอก หากทำกิจกรรมใด ๆ จะมีอาการหายใจไม่ค่อยสะดวก และมีอาการหายใจเร็ว เหนื่อย หายใจลำบาก หากไอก็จะมีอาการเหนื่อยหอบ นอกจากนั้น จะมีอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะบ่อย มีอาการปอดอักเสบ และจะมีการถ่ายเหลว 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน พร้อม ๆ กับมีอาการหน้ามืดเวียนศีรษะ
  • ผู้ป่วยสีแดง มีอาการหอบเหนื่อย พูดคุยได้ไม่เป็นประโยค มีอาการแน่นหน้าอกอยู่ตลอดเวลา ในขณะหายใจจะมีอาการเจ็บหน้าอก มีอาการซึม ร่างกายตอบสนองช้า และขณะที่มีการเรียกจะไม่รู้สึกตัว มีปอดบวม (Pneumonia) หรือมีภาวะระดับออกซิเจนลดลง หรือภาพรังสีทรวงอก มี Progression ของ Pulmonary Infiltrates

. . . . . . . . . .

ขั้นตอนการสมัคร หรือติดต่อขอเข้าร่วมโครงการ

ความรุนแรงของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีสายพันธุ์ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้โรงพยาบาลต่าง ๆ มีเตียงไม่เพียงพอ สำหรับรองรับผู้ป่วยติดเชื้อ จึงทำให้เกิดระบบการรักษาตัวแบบ Home Isolation ที่รวม ๆ แล้วหมายถึง การแยกกักตัวของผู้ป่วยระดับอาการสีเขียว หรือผู้ป่วยที่ยังมีอาการไม่มาก หรือไม่มีอาการนั่นเอง ซึ่งผู้ป่วยสามารถเลือกสมัครเข้าร่วมได้เอง โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. ผู้ป่วยที่ตรวจโควิดด้วย Antigen Test Kit แล้วมีผลออกมาเป็นบวก จะได้รับการรายงานว่าเป็นกลุ่มที่สงสัยว่าจะป่วย หรือ Probable Case จากนั้นควรจะต้องรีบเข้าตรวจให้แน่ใจอีกครั้ง โดยวิธี RT-PCR การตรวจ RT-PCR (Polymerase Chain Reaction) ซึ่งจะเป็นการ Swab เก็บตัวอย่างเชื้อไวรัสบริเวณลำคอ และหลังโพรงจมูก การตรวจแบบนี้จะรู้ผลภายใน 2-3 วัน เพราะต้องมีการตรวจในห้องปฏิบัติการ ที่มีความถูกต้องแม่นยำมากกว่า ใช้เวลาในการวินิจฉัยตัวอย่างเชื้อไวรัสนานกว่า และเป็นการตรวจที่ได้รับการแนะนำจาก WHO เนื่องจากสามารถตรวจหาเชื้อในปริมาณน้อยได้

2. หากมีผลออกมาเป็นบวก Positive/Detected เท่ากับว่าเราติดเชื้อโควิด-19 จะได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้ป่วย หรือ Confirmed Case

3. เมื่อได้รับผลการยืนยันจากการตรวจแบบ RT-PCR ว่าติดโควิดแล้ว สามารถติดต่อเข้าไปได้ที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่หมายเลข 1330 กด 14 ลงทะเบียนเพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์

4. เข้าสู่ขั้นตอนการกักตัวที่บ้าน Home Isolation ซึ่งการกักตัวนั้น จะได้รับอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดระบบออกซิเจนในเลือด ยาฟ้าทะลายโจร พร้อมกับมีการส่งอาหารให้ทุกวัน วันละ 3 มื้อ
  • จะมีการโทรศัพท์ติดต่อ หรือ Video Call ติดตามอาการวันละ 2 ครั้ง
  • หากอาการแย่ลง เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลจะจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ยาต้านไวรัส ที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส เพื่อช่วยให้อาการไม่แย่ลงไปมากกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็จะประสานติดต่อโรงพยาบาล เพื่อนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในลำดับถัดไป

อย่างไรก็ตาม หากได้รับเข้าร่วมระบบ Home Isolation ดูแลที่บ้านแล้ว แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาเพื่อสังเกตอาการ และเฝ้าดูแล ผู้ป่วยสามารถลงทะเบียนเข้าไปได้ที่เว็บไซต์ https://crmsup.nhso.go.th หรือ [email protected] แล้วกดลงทะเบียน ส่วนผู้ป่วยติดเชื้อที่มีบัตรทอง สามารถลงทะเบียนได้ที่ สปสช. หมายเลข 1330 กด 14 และผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ์ประกันสังคม สามารถโทรศัพท์ไปได้ที่หมายเลข 1506 กด 6 หรือหากต้องการกลับไปรักษาตัวที่บ้านเกิด สามารถโทรศัพท์ได้ที่หมายเลข 1330 กด 15

. . . . . . . . . .

เงื่อนไขการ Home Isolation และวิธีปฏิบัติในการดูแลตัวเอง

อย่างที่บอกไปแล้วว่า ผู้ป่วยที่จะเข้าระบบ Home Isolation จะต้องเป็นผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี สุขภาพร่างกายแข็งแรง น้ำหนักไม่เกินมาตรฐาน หรือไม่อ้วน และยังจำเป็นต้องเป็นผู้ที่อยู่คนเดียว หรือมีผู้ร่วมอาศัยไม่เกิน 1 คน และที่สำคัญก็คือไม่มีโรคร่วม หรือเป็นโรคที่แพทย์วินิจฉัย และจะต้องยินยอมเข้ารักษาโดยวิธี Home Isolation ด้วย

สำหรับการดูแลตัวเองในขณะ Home Isolation จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้มงวดกับตัวเอง และปฏิบัติขั้นตอนการดูแล ตามคำแนะนำในการรักษาตัวเองอย่างจริงจัง เพื่อให้การรักษาได้ผล โดยผู้ป่วยต้องเตรียมอุปกรณ์ นอกจากหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์แล้ว ยังจำเป็นต้องมีถุงขยะฆ่าเชื้อ กระดาษชำระ หรือทิชชู ทั้งชนิดแห้งและชนิดเปียก น้ำยาฟอกขาว และยาประจำตัวต่าง ๆ โดยมีหลักในการปฏิบัติเบื้องต้น ดังนี้

  • ต้องคอยสังเกตอาการตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ใช้ปรอทวัดอุณหภูมิ และวัดระดับออกซิเจน โดยจะได้รับการประเมินจากแพทย์ผ่านทางโทรศัพท์ หรือ VDO Call เพื่อเฝ้าติดตามอาการเป็นประจำทุกวัน หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติหรือแย่ลง ให้รีบแจ้งแพทย์ เพื่อจะได้นำส่งโรงพยาบาลเข้ารับการรักษาต่อไป
  • กินยาตามแพทย์สั่ง กินอาหารวันละ 3 มื้อ
  • ห้ามออกจากที่พัก และห้ามให้ใครมาเยี่ยมที่ห้อง
  • กรณีมีผู้อยู่ด้วย ไม่ควรทานข้าวร่วมกัน แยกห้องพัก แยกของใช้ แยกซักเสื้อผ้า และควรแยกห้องน้ำหากสามารถทำได้
  • ไม่เข้าใกล้หรือมีการสัมผัสเด็กหรือผู้สูงอายุ
  • หากมีผู้อยู่ด้วยกัน ควรต้องรักษาระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตร และสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา
  • ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • ควรเปิดหน้าต่างระบายให้อากาศถ่ายเทสะดวก
  • กำจัดและแยกขยะใส่ถุงขยะที่ได้รับ พร้อมกับมัดปากถุงให้แน่นทุกครั้ง

 

เพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไข Home Isolation ให้ได้ผลดี ควรแยกตัวอยู่ในห้องคนเดียว ไม่ใช้ห้องน้ำร่วมกันใคร แยกภาชนะข้าวของเครื่องใช้เอาไว้เฉพาะต่างหาก หลีกเลี่ยงการพูดคุยและสัมผัส อาจใช้ Social Media ในการสื่อสารกันไปก่อน สำหรับผู้ป่วยที่พักอาศัยอยู่ห้องเช่า หรือคอนโดมิเนียม ควรให้ผู้อยู่ด้วยกันแยกไปพักที่อื่นก่อน เพื่อความปลอดภัยหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ

นอกจากนั้น ให้จดบันทึกอาการทุกวัน โดยใช้อุปกรณ์ที่ได้รับจากการเข้าระบบ Home Isolation คือ ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดระดับออกซิเจน ซึ่งระดับออกซิเจนควรจะอยู่ที่ระดับ 97-100% หากระดับต่ำกว่าที่บอกไว้ ต้องเตรียมพร้อมเข้าสู่ภาวะระวังตัวอย่างเต็มที่ เพราะจะเป็นช่วงที่เชื้อจะลงปอด และหากอาการแย่ลงจะต้องรีบติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อไปโรงพยาบาลทันที

. . . . . . . . . .

Home Isolation เคลมประกันได้ไหม?

มีหลายคนที่สงสัยว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้ารักษาตัวด้วยระบบ Home Isolation ที่บ้าน จะสามารถเคลมประกันเหมือนรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้หรือไม่ บอกได้เลยว่าสามารถเคลมประกันได้แน่นอน โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • กำหนดให้ใช้เอกสารการตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยืนยันผู้ได้รับการตรวจหาเชื้อ โดยวิธี RT-PCR โดยไม่ต้องใช้หนังสือรับรองจากแพทย์ และการจ่าย ก็ให้จ่ายทันทีเมื่อเป็นโควิด หรือแบบ เจอ-จ่าย-จบ
  • ขยายความคุ้มครองโรงพยาบาลสนาม (Hospitel) ด้วย เทียบเท่ากับการเข้ารับการรักษาตามโรงพยาบาล
  • ขยายความคุ้มครองจากการได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีน จากสถานที่อื่น ๆ เทียบเท่ากับการเข้ารับการฉีดวัคซีนตามโรงพยาบาล
  • ขยายความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล และค่าชดเชยรายวัน ทั้ง Home Isolation และ Community Isolation
  • ให้มีการดำเนินการอย่างชัดเจน เพื่อเป็นการลดความเดือดร้อนของผู้ป่วย และให้บริษัทประกันปฏิบัติเช่นเดียวกันทั้งหมด และเพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว หากพบปัญหา สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1186 หรือ Line : @oicconnect

. . . . . . . . . .

การเคลมประกัน COVID-19 และการจ่ายย้อนหลัง

ส่วนการเคลมประกัน COVID-19 ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาทั้งแบบ Home Isolation และ Community Isolation กรมธรรม์จะให้ความคุ้มครองก่อนวันออกคำสั่ง วันที่ 29 กรกฎาคม 2564 ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ

  • กรมธรรม์ที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ประเภทผู้ป่วยนอก (OPD) โดยจะคุ้มครองการรักษาตามความจำเป็นทางการแพทย์ และตามที่จ่ายจริง ทั้งนี้ ต้องไม่เกินผลประโยชน์ที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์
  • กรมธรรม์ที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ประเภทผู้ป่วยใน (IPD) หรือกรมธรรม์ที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ประเภทผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยจะคุ้มครองค่ารักษาที่เป็นการอนุโลมจ่าย แบบการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยนอก ตามความจำเป็นทางการแพทย์ และตามที่จ่ายจริง ทั้งนี้ ต้องไม่เกินผลประโยชน์ที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์
  • กรมธรรม์ที่คุ้มครองค่าชดเชยรายวัน กรณีที่มีความจำเป็นต้องรักษาเป็นผู้ป่วยใน แต่ไม่มีสถานพยาบาลรองรับ จะให้ความคุ้มครองค่าชดเชยรายวัน โดยมีจำนวนสูงสุด 14 วัน และเริ่มนับตั้งแต่วันที่จำเป็นต้องรักษาเป็นผู้ป่วยใน แต่ไม่มีสถานพยาบาลรองรับ
  • กรมธรรม์ที่คุ้มครองแบบ เจอ-จ่าย-จบ ถึงแม้ในประกันจะไม่ได้กำหนดเงื่อนไขชัดเจน แต่เมื่อเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 จริง ก็สามารถเคลมประกันได้ โดยการใช้เอกสารการตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยืนยันว่าเป็นผู้ได้รับการตรวจหาเชื้อ โดยวิธี RT-PCR โดยไม่ต้องใช้หนังสือรับรองจากแพทย์ และการจ่ายก็ให้จ่ายทันทีเมื่อเป็นโควิด หรือจ่ายตามเงื่อนไขกรมธรรม์คือแบบ เจอ-จ่าย-จบ

สรุปง่าย ๆ ก็คือว่าหากเราถือกรมธรรม์​ไม่ว่าจะเป็นแบบ OPD หรือ​ IPD แล้วเราไม่ได้เตียง หรือไม่ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่รักษาตัวแบบ Home Isolation หรือ Community Isolation ถ้ามีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกิดขึ้น​ เช่น ​ค่ายา ค่าตรวจรักษา ฯลฯ ก็สามารถนำใบเสร็จรับเงิน หรือใบรับรองแพทย์​เบิกประกันได้ ​เพราะประกันจะจ่ายตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง และไม่เกินผลประโยชน์ที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์นั่นเอง หากเป็นแบบชดเชยรายวัน​ สามารถใช้ใบรับรองแพทย์​ว่าได้เข้ารับการรักษาตัวแบบ Home Isolation หรือ Community Isolation ก็สามารถเบิกได้​สูงสุด​ 14 ​วัน

. . . . . . . . . .

ถึงแม้จะเป็นการรักษาไวรัสโควิด-19 แบบแยกกักตัว Home Isolation อยู่ที่บ้าน หรือพักอยู่ในสถานที่ที่ทางการจัดเตรียมไว้ให้ แต่การดูแลและเฝ้าระวังอาการควรเป็นไปอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพราะหากอาการแย่ลงจะได้นำส่งโรงพยาบาล เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที นอกจากจะเป็นการรักษาตัวเอง ลดภาระการรักษาพยาบาลแล้ว ในกรณีที่เตียงมีไม่เพียงพอ ก็ยังช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ระบบ Home Isolation ทำให้ผู้ที่ได้รับเชื้อได้เข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็ว หากทำตามคำแนะนำและมีการจัดการที่ดี ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง ก็จะมีประสิทธิภาพในการรักษาอาการป่วยได้ ไม่แพ้การรักษาตัวในโรงพยาบาลเช่นกัน และนี่ก็เป็นบทความ Talk ที่ CondoNewb เว็บไซต์ข่าวสารอสังหาฯ และการลงทุนคอนโด นำข้อมูลมาฝากกัน หากเพื่อน ๆ สงสัย หรือมีข้อซักถามก็สามารถไปพูดคุยได้ที่ช่องทาง Facebook ได้เลยนะคะ บทความหน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้นติดตามกันค่ะ