logo

             สวัสดีค่ะชาว CondoNewb เมื่อไม่นานมานี้หลายคนอาจจะได้เห็นปรากฏการณ์ที่พายุฝนเข้าถล่มหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย รวมถึงพื้นที่กรุงเทพฯ ทำเอาอาคารบ้านเรื่อนต่างๆ ได้รับความเสียหายมากมาย โดยเฉพาะบ้านเรือนแนวราบต่างๆ เชื่อว่าอาจทำให้คนที่อาศัยอยู่บนตึกสูงรู้สึกหายใจหายคอไม่คล่องสักเท่าไหร่ เพราะจะว่าไปแล้วสภาพอากาศของบ้านเราในปัจจุบันก็ดูจะแปรปรวนอยู่บ่อยครั้ง บางทีก็เห็นข่าวพายุพัดเอาหลังคาปลิวไปทั้งแถบ หรือผนังกระจกแตกทั้งบาน แล้วแบบนี้จะมีโอกาสที่คอนโดถล่มเพราะพายุได้รึเปล่านะ? อ่ะ! ประเด็นนี้หลายคนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อคอนโดหรืออาศัยอยู่คอนโดอยู่แล้วก็คงอดคิดไม่ได้ วันนี้เราเลยอยากจะชวนมาคุยในประเด็นที่ว่า คอนโดถล่มเพราะลมพายุได้จริงหรือเปล่า หรือมีปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้คอนโดหรือตึกสูงๆถล่มลงมาได้ มาติตามบทความนี้กันค่ะ

. . . . . . . . . . .

ตึกสูงกับกระแสลมแรง โครงสร้างตึกต้องแข็งแรงแค่ไหน

         เชื่อว่าหลายคนอาจมีคำถามในใจแหละว่า คอนโดหรือตึกสูงๆที่เราเห็นจะต้องมีโครงสร้างที่แข็งแรงมากแค่ไหนถึงจะทนแรงต้านกับกระแสลมแรงได้ ซึ่งตามกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2527) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ข้อที่ 17 ได้ระบุว่า ในการคำนวณออกแบบโครงสร้างอาคาร ให้คำนึงถึงแรงลมด้วย ซึ่งในส่วนของอาคารที่สูงเกิน 40 เมตรขึ้นไป ต้องคิดเผื่อแรงลมขนาด 160 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งถือว่ามากพอสมควรที่ทำให้อาคารมีความแข็งแรงทนทานสูงต่อแรงลมที่เข้ามาปะทะได้

         ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้คือโดยที่มาตรา 8(2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กําหนดให้รัฐมนตรีโดยคําแนะนําของคณะกรรมการควบคุมอาคารมีอำนาจออกกฎกระทรวงกําหนดการรับน้ำหนักความต้านทาน ความคงทน ตลอดจนลักษณะและคุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือซ่อมแซมอาคาร และการรับน้ำหนัก ความต้านทาน และความคงทนของอาคารหรือพื้นดินที่รองรับอาคารจึงจําเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้นั่นเอง

. . . . . . . . . . . . .

 

เหตุใดลมพายุแรงแค่ไหน ตึกสูงถึงไม่ถล่ม?

             รู้หรือไม่ว่าคอนโดสูงๆหรือตึกระฟ้ายังต้องเจอกับอุปสรรคสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ แรงจากกระแสลม ตึกระฟ้ามีโครงสร้างไม่แตกต่างกับต้นไม้สูงๆ เมื่อผจญกับลมพัดแรงๆ มันจะพลิ้วและสั่นไปตามลม ซึ่งคอนโดหรือตึกระฟ้าที่ดี ควรออกแบบให้มีโครงสร้างที่มีความยืดหยุ่น เพื่อให้สั่นไหวไปตามกระแสลมได้โดยไม่แตกหัก อย่างไรก็ตามการสั่นที่มากเกินไปย่อมทำให้คนที่อาศัยอยู่ในตึกรับรู้และกลัวได้เช่นกัน

               ยิ่งตึกมีความสูงมากเท่าไรโครงสร้างต้องมีความยืดหยุ่นมากเท่านั้น และเพื่อป้องกันไม่ให้ตึกมีการสั่นไหวมากจนเกินไป วิศวกรส่วนใหญ่จะใช้วิธีการเสริมแกนกลางของตึกให้แข็งแรง ปัจจุบันมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ป้องกันการสั่นนี้ได้ผลดียิ่ง คือใช้มวลขนาดใหญ่ติดตั้งไว้ชั้นบนสุดของตึกเลื่อนไปมาได้ ควบคุมการเคลื่อนที่ด้วยคอมพิวเตอร์ เมื่อตึกสั่นไปด้านหนึ่ง มวลขนาดใหญ่จะเคลื่อนที่ไปยังด้านตรงกันข้ามเสมอ เพื่อหน่วงการสั่นสะเทือนลงนั่นเอง

Condonewb - คอนโดถล่มเพราะลมพายุได้จริงไหม??

               ดังนั้นการออกแบบอาคารสูงหรือคอนโดต้านทานแรงลมและแรงแผ่นดินไหวในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้คอนโดถล่ม ควรมีลักษณะของระบบโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับต้านทานแรงด้านข้างจากแรงลมและแรงแผ่นดินไหวและแรงในแนวดิ่ง รูปทรงอาคารควรหลีกเลี่ยงความไม่สม่ำเสมอทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ การออกแบบรายละเอียดขององค์อาคารต้องมีความเหนียวปานกลาง เพื่อเพิ่มความหน่วงให้อาคารไว้สลายพลังงานจากแผ่นดินไหว และเพื่อป้องกันอาคารพังทลายโดยสิ้นเชิงจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ รวมถึงการเพิ่มความแข็งเกร็งให้กับโครงสร้างอาคารที่อ่อนแอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านทานแรง และการเลือกรูปทรงอาคารให้มีความลู่ลมมากขึ้น เพื่อลดแรงลมและการตอบสนองของอาคาร เช่นการปรับแต่งมุมอาคาร การทำช่องเปิดอาคารให้ลมทะลุผ่าน รวมถึงการเพิ่มตัวหน่วงให้กับอาคารที่สูงมาก ๆ เพื่อลดแรงและการตอบสนองของอาคารภายใต้แรงลมเพื่อป้องกันคอนโดถล่มได้นั่นเองค่ะ

. . . . . . . . . . . .

ปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้คอนโดถล่มได้?

             ต้องยอมรับว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันนิยมใช้รูปแบบการก่อสร้างแบบไร้เสาค้ำยันมากขึ้น เพราะนอกจากช่วยลดต้นทุนและขั้นตอนแล้วยังช่วยในการหลีกเลี่ยงข้อกำหนดที่ให้โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความสูง 23 เมตรขึ้นไป จะต้องทำรายงานติดตามตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ทำให้โครงการในปัจจุบันไม่นิยมสร้างตึกสูงมากนัก แต่จะเน้นไปที่จำนวนชั้นที่มากขึ้น

             แต่การก่อสร้างรูปแบบนี้ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาอาคารหรือคอนโดถล่มในลักษณะเดียวกันกับตึกคอนโดถล่มที่ไมอามี-เดด ซึ่งเป็นการพังทลายหรือวิบัติแบบ Pancake Collapse คือเริ่มจากจุดใดจุดหนึ่งของอาคารแล้วลามไปทั่วอาคาร หรือเป็นโดมิโนจนพังทั้งหลัง ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าการก่อสร้างโครงสร้างการค้ำยันที่อ่อนแอ ก่อสร้างด้วยระบบพื้นไร้คานชนิดอัดแรงทีหลังหรือพื้นโพสต์ ซึ่งมีการเสริมลวดอัดแรงเพื่อเพิ่มกำลังรับน้ำหนักของพื้น ใช้เวลาสร้างเสร็จเร็วเพราะไม่มีคานค้ำยัน แต่จะมีความอ่อนแอและเสี่ยงสูงในการที่จะเกิดคอนโดถล่มได้ หากไม่มีการค้ำยันที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงมีแนวทางการออกแบบและก่อสร้างที่ถูกต้อง ซึ่งสาเหตุหลักของการที่ทำให้คอนโดถล่มได้นั้นจะประกอบด้วย 5 สาเหตุหลักคือ

1.ขั้นตอนการก่อสร้างไม่ถูกต้องหรือไม่มีแผนการก่อสร้าง อย่างเช่น การใช้ค้ำยันไม่เพียงพอ หรือไม่ถูกต้อง หรืออาจจะค้ำยันเร็วเกินไปขณะที่พื้นคอนกรีตยังไม่แข็งตัวพอ หรือการเทคอนกรีตกองที่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไปจนเพิ่มน้ำหนักที่บริเวณนั้นมากผิดปกติ หรืออาจจะเกิดจากไม่ดึงลวดอัดแรงในพื้นชั้นล่างก่อน ที่จะทำการค้ำยันเพื่อรองรับน้ำหนักพื้นที่กำลังก่อสร้าง ทำให้พื้นชั้นล่างไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับน้ำหนักพื้นที่กำลังเทคอนกรีตอยู่

2.การเร่งรีบในการก่อสร้าง จนเป็นสาเหตุทำให้คอนพื้นในพื้นชั้นล่างยังไม่ได้อายุ จึงยังไม่กำลังรับน้ำหนักเพียงพอ แต่กลับเร่งรีบการก่อสร้างพื้นในชั้นถัดไป เพื่อให้การก่อสร้างเสร็จเร็วขึ้น ทั้งที่พื้นคอนกรีตในพื้นชั้นล่างยังไม่แข็งแรงเพียงพอในการรับน้ำหนักของพื้นชั้นบนได้ เป็นสาเหตุให้พื้นคอนโดถล่ม

3.การออกแบบที่ผิดพลาด เช่น การเสริมเหล็กที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอ ซึ่งการเสริมเหล็กระหว่างพื้นและเสาหรือระหว่างพื้นและกำแพงปล่องลิฟต์ หากทำไม่ถูกต้องเพียงพอ ก็อาจจะทำให้โครงสร้างปราศจากการยึดรั้งระหว่างชิ้นส่วนต่างๆ จนเป็นเหตุให้ชิ้นส่วนต่างๆ หลุดแยกจากกัน ได้

4.การใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น คอนกรีตกำลังต่ำเหล็กเสริมหรือลวดอัดแรงที่ด้อยคุณภาพ

5.ฐานรากวิบัติเกิดเสาเข็มหัก หรือเสาเข็มหนีศูนย์ ที่ต้องรอให้จัดการเคลียร์พื้นที่ก่อสร้างเสร็จจึงจะเข้าไปตรวจสอบได้ ทั้งนี้การก่อสร้างอาคารมีความสูง 3 ชั้นขึ้นไป หรือโครงสร้างมีความสูงตั้งแต่ 4 เมตร หรืออาคารที่มีช่วงคานตั้งแต่ 5เมตรขึ้นไป จึงเข้าข่ายงานวิศวกรรมควบคุม ตั้งแต่การออกแบบและก่อสร้างสร้าง โดยวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมสาขาวิศวกรรมโยธาสามัญขึ้นไปสำหรับผู้ออกแบบ และผู้ทำการควบคุมก่อสร้างจะต้องเป็นวิศวกรระดับภาคีโยธาขึ้นไป พร้อมทั้งจะต้องมีวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างประจำอยู่ ณ สถานที่ก่อสร้างตลอดเวลา ตามกฎระทรวงกำหนดในสาขาวิชาชีพวิศวกรรมและวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม พ.ศ.2550 ด้วย

. . . . . . . . . . .

 

               สอดคล้องกับกรณีตัวอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ถึงเหตุการณ์คอนโดถล่มที่มณฑลไมอามี-เดด (Miami-Dade County) เมืองเซิร์ฟไซด์ รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา “แชมเพลน ทาวเวอร์ เซาธ์” เป็นคอนโดมิเนียมเก่าแก่อายุ 40 ปี ทางด้านวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้คอนโดถล่ม อาจเป็นได้ทั้งการบำรุงรักษาที่ไม่ดีและปัญหาที่โครงสร้าง แม้กระทั่งผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน ซึ่งทาง Reuters ได้ขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนถึงสาเหตุที่ทำให้คอนโดถล่มครั้งนี้ แมททีส ลีวี วิศวกรเกษียณ และผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับสาเหตุคอนโดถล่ม ก็ได้สันนิษฐานไว้อยู่ 2 สาเหตุ คือ

Condonewb - คอนโดถล่มเพราะลมพายุได้จริงไหม??

ภาพอาคาร แชมเพลน ทาวเวอร์ เซาธ์ หลังถล่ม (cr.www.miamiherald.com)

            ประการแรก การที่คอนโดถล่มน่าจะเริ่มจากฐานรากของตึกก่อน จึงทำให้ตึกทั้งหลังยุบตัวลงมาทับกัน ลักษณะเหมือนกับแผ่นแพนเค้กที่วางทับซ้อนกัน (Pancake Collapse )ทำให้ระยะความสูงระหว่างชั้นของคอนโด ที่เคยห่างกัน 10 ฟุต ยุบลงมาเหลือเพียง 1 ฟุตเท่านั้น ถ้าจะรู้ให้แน่ ต้องเข้าไปตรวจสอบฐานรากของคอนโดหลังจากที่ภารกิจค้นหาเสร็จสิ้นลง

              ส่วนสาเหตุที่ 2 อาจเป็นผลกระทบจากปัญหาภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่าปัญหาโลกร้อนนั่นเอง ซึ่งปัญหาโลกร้อนทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำเค็มเข้าไปกัดเซาะฐานรากของคอนโดแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่เกือบติดทะเล เนื่องจากฐานรากของตึกน่าจะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก น้ำเกลือทำให้เหล็กเป็นสนิม ผุกร่อน ทำให้ฐานรากเสียหายได้ ประกอบกับคอนโดมาอายุ 40 ปี อาจส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของโครงสร้าง อีกทั้งกำลังมีการซ่อมแซมหลังคาใหม่ เนื่องจากอยู่ในกระบวนการขอใบรับรองใหม่จากทางการ ทำให้ต้องบูรณะซ่อมแซมหลายจุด รวมถึงมีการก่อสร้างคอนโดหลังใหม่ที่ยังไม่เสร็จ อยู่ข้าง ๆ คอนโดถล่มด้วย ซึ่งหากสรุปสาเหตุหลักๆแล้วน่าจะมาจากฐานรากและโครงสร้างอาคารที่ไม่แข็งแรงนั่นเอง

 

         กลับมาที่บ้านเราจะสังเกตได้ว่ากรุงเทพฯนั้นมีแม่น้ำสายหลักอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาพาดผ่านบริเวณกลางเมือง ทำให้เกิดที่พักอาศัยในระดับ Luxury หรือคอนโดริมน้ำอยู่มากมาย และส่วนใหญ่จะเป็นตึกสูงเพื่อให้ลูกบ้านได้วิวเมืองพร้อมแม่น้ำที่ดีที่สุด บางคนเกิดคำถามตามมาว่า แล้วคอนโดสูงริมแม่น้ำเช่นนี้จะได้รับผลกระทบกับตัวอาคารมากน้อยแค่ไหน หากเกิดพายุหนักหรือแผ่นดินไหว

Condonewb - คอนโดถล่มเพราะลมพายุได้จริงไหม??

               สำหรับคอนโดสูงริมแม่น้ำนั้น จะทำการลงความลึกของเสาเข็มไปถึงชั้นทรายชั้นที่ 3 ซึ่งพบในความลึกตั้งแต่ 55 เมตรเป็นต้นไป อาคารที่ต้องเจาะความลึกมาจนถึงชั้นนี้จะมีความสูงตั้งแต่ 25 ชั้นขึ้นไป ซึ่งทำให้ตัวเสาเข็มฝังลงไปอยู่ในชั้นดินที่แข็งที่สุด จึงไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องของการยุบตัวเนื่องจากผิวดินอ่อนแต่อย่างใดนั่นเองค่ะ ทางนิวบ์เราเคยนำเสนอเรื่องสร้างตึกริมน้ำได้อย่างไร ทำไมไม่ถล่มกันไปแล้ว ซึ่งเพื่อนๆสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามลิงค์นี้ค่ะ https://bit.ly/3iqgwaE 

 

             หากพิจารณาจากกรณีศึกษาคอนโดถล่มที่ไมอามี-เดด รวมถึงสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้ตึกสูงหรือคอนโดถล่มได้นั้น น่าจะมาจากเรื่องของขาดการวางฐานรากและโครงสร้างอาคารที่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นที่เหมาะสมนั่นเอง ซึ่งปัจจัยเรื่องของลมพายุนั้นไม่ได้ส่งผลโดยตรงให้เกิดการถล่มลงมาได้ รวมถึงข้อกฎหมายที่ได้กำหนดให้การสร้างตึกสูงต้องคิดเผื่อแรงลมขนาด 160 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งถือเป็นค่าที่มากพอที่จะป้องกันแรงกระแทกจากลมพายุได้นั่นเองค่ะ 

. . . . . . . . . . .

           หวังว่าเพื่อนๆ จะชอบความรู้เรื่องคอนโดถล่ม ที่เรานำมาฝากกันในบทความนี้ หากใครมีข้อสงสัย หรือมีคำถาม สามารถคอมเมนต์เข้ามาพูดคุยกันได้ที่ FB Page :: CondoNewb วันนี้ลาไปก่อนสวัสดีค่ะ