logo

  ทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ หนึ่งคำถามที่คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน หรือ First Jobber ที่เริ่มทำงานมาไม่นาน คงมีความสนใจอยากซื้อบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเอง ซึ่ง “ข้อดีของการซื้อบ้านเร็ว” ก็คือความพร้อมทางการเงิน ที่ยังไม่มีภาระหนี้ใดมากน้อย การเงินจึงมีความคล่องตัวมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับวัยสูงอายุ แต่ก็ต้องยอมรับ “ข้อเสียที่ตามมา” คือการเป็นหนี้ระยะยาว เป็นหนี้ก้อนโต ซึ่งหากเกิดความผิดพลาดกลายเป็นหนี้เสีย จะส่งผลต่อประวัติทางการเงินระยะยาวเลยทีเดียว ข้อควรระวังก็คือหากซื้อจะบ้านด้วยการกู้สินเชื่อยังมีปัจจัยเกี่ยวข้องอีกมาก อย่างการสำรวจตัวเอง ทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ หรือซื้อคอนโดตอนอายุเท่าไรดี ที่เราควรทำความเข้า ใจเกี่ยวกับระยะเวลาการทำงานก่อนจะขอสินเชื่อ หรือความสงสัยที่ว่าแล้วเงินอื่น ๆ อย่างโบนัส หรือค่าคอมมิชชั่น รวมได้ไหม หรือเราควรจะเก็บเงินขั้นต่ำเท่าไร เพื่อจะได้ซื้อบ้านได้อย่างสบายใจ เป็นต้น นอกจากนี้ ก็ไม่ควรที่จะลืมสำรวจบ้านหรือคอนโดที่อยากจะซื้อ เพราะโดยปกติแล้วอสังหาริมทรัพย์ที่เราซื้อมักจะเป็น 2 ประเภทหลัก เช่น คอนโดมิเนียมกรณี Presale และคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ ซึ่งเพื่อน ๆ ก็คงจะเกิดความสงสัยว่า การขอสินเชื่อกู้ผ่านง่าย ผ่อนได้สบายใจ ต้องเตรียมเงินเท่าไรกันบ้าง รวมทั้งสำรวจข้อมูลขอสินเชื่อ ทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ อย่างเช่นการขอ refinance ที่จะเข้ามาช่วยเพื่อน ๆ ให้ได้อัตราดอกเบี้ยถูกเหมือนโปรโมชั่น 3 ปีแรกหรืออย่างเรื่องของประเภทของดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน จะเป็นประโยชน์ต่อสินเชื่อ ก็ขึ้นอยู่กับเราเป็นผู้เลือกเช่นกัน 

. . . . . . . . . .

          ดังนั้น หากเพื่อน ๆ พร้อมที่จะหาคำตอบของการขอสินเชื่อทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้แล้ว เราไปดูกันเลย

ทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ ต้องสำรวจอะไรบ้าง

ทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้

1. สำรวจตัวเอง ทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้

          เริ่มต้นการตอบคำถามที่ว่าทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ ด้วยการสำรวจความเข้าใจของตนเองที่ถูกต้องเกี่ยวกับฐานะการเงินกันดูเสียก่อน ซึ่งแน่นอนว่าทันที่เราเรียนจบแล้ว เราก็ต้องเข้าสู่วัยทำงานเพื่อนสร้างรายได้เลี้ยงชีพของตนเอง รวมทั้งการส่งเสียเงินบางส่วนให้กับทางบ้าน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ารายได้เด็กจบใหม่ยุคนี้ก็มีระดับรายได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับสาขาอาชีพและระดับการศึกษา หากเป็นทำงานเอกชนก็ย่อมจะมีระดับรายได้ที่มากกว่าทำงานภาครัฐ หรืออย่างการทำงานสายวิชาชีพ เช่น วิศวกร หรือ โปรแกรมเมอร์ ย่อมมีระดับรายได้ที่ดีกว่าสายอาชีพทั่วไป ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ยิ่งเรามีระดับรายได้มากขึ้นเท่าไร โอกาสที่เราจะสามารถกู้ซื้อบ้านก็จะมีมากขึ้นเท่าขึ้น ซึ่งก็หมายถึงวงเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งก็เป็นไปตามระดับความสามารถในการผ่อนจ่ายนั่นเอง

ทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้

          หากถามว่าจากวันแรกของ First Jobber ต้องทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้าน/คอนโดได้ ก็จะขึ้นอยู่กับระดับรายได้ของเรานั่นเอง ซึ่งการผ่อนจ่ายสินเชื่อบ้าน ส่วนใหญ่มักจะคิดจากราคาบ้าน 1 ล้านบาท มักจะผ่อน 7,000 บาทต่อเดือน สมมติหากจะซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท จะต้องผ่อน 21,000 บาทต่อเดือน หากความสามารถในการผ่อนจ่าย 40% ของรายได้ เท่ากับว่าต้องมีรายได้เริ่มต้น 52,500 บาทต่อเดือน (ผ่อนจ่าย 40%ของรายได้คือ 21,000 บาท) ดังนั้น พูดง่ายๆ เราต้องทำงานไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีรายได้ 52,500 บาทนั่นเอง

          อย่างไรก็ตามการตอบคำถามที่ว่าทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ หากเพื่อน ๆ คิดว่าอย่างนี้ คนที่มีระดับรายได้สูง แม้พึ่งจะเรียนจบก็มาก็คงโชคดี สามารถกู้ซื้อบ้านได้ หากเพื่อนๆ คนไหนเข้าใจแบบนี้ แสดงว่าเพื่อน ๆ ยังเข้าใจผิดอยู่ เพราะความจริงแล้วโลกของวงการสินเชื่อเงินกู้ก็ยังมีความเสมอภาคให้กับลูกหนี้ทุกคน แม้ว่าวงเงินกู้มากน้อยจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการผ่อนจ่ายซึ่งจะสะท้อนได้จากระดับรายได้ของเรา แต่ก็ยังมีอีกเงื่อนไขหนึ่ง นั่นก็คือ ระยะเวลาในการทำงานก่อนจะยื่นเรื่องกู้ 

          ซึ่งโดยปกติแล้ว หากเป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วไป โอกาสที่เพื่อน ๆ จะมีโอกาสได้รับอนุมัติเงินกู้จากธนาคารนั้น ทางธนาคารมักจะพิจารณาผู้กู้ที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว 1 - 2 ปี เพื่อเป็นข้อมูลย้อนหลังสะท้อนถึงความมั่นคงทางการเงินของเราได้ ซึ่งหากเพื่อน ๆ คนไหนที่กำลังย้ายงาน แล้วต้องการจะขอสินเชื่อซื้อบ้านพอดี ก็ต้องคอยระยะเวลา 6 เดือนเป็นอย่างต่ำ ถึงจะใช้เป็นเอกสารประกอบการยื่นขอสินเชื่อได้ ด้วยเหตุนี้เพื่อน ๆ ไม่ควรย้ายงานบ่อย ๆ เพราะต้องเสียเวลารอคอยระยะเวลาอย่างต่ำ 6 เดือนถึงจะใช้เป็นเอกสารประกอบการขอสินเชื่อบ้านได้นั่นเอง

          ดังนั้นการตอบคำถามที่ว่าทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ ก็คืออย่างต่ำ 6 เดือน หรือเป็นไปตามเงื่อนไขที่แต่ละธนาคารกำหนดนั่นเอง คำถามต่อมานอกจากคำถามที่ว่าทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ ก็คือควรจะมีต้องเงินเดือนขั้นต่ำเท่าไร แล้วเงินอื่น ๆ อย่างโบนัส หรือค่าคอมมิชชั่น รวมได้ไหม ? ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่น่าสนใจไม่น้อย ซึ่งก็จะสังเกตได้ว่าธนาคารมักจะดูจากฐานเงินเดือนเป็นหลัก เพราะธนาคารต้องการตัวเลขทางการเงินที่แน่นอนว่าจะเข้ากระเป๋าเราจริง ๆ ดังนั้น หากเป็นเงินโบนัส หรือค่าคอมมิชชั่น ก็อาจจะเป็นเงินก้อนที่มีความไม่แน่อนก็ได้ เช่น เดือนนี้เราได้ 1 หมื่น แต่ทางธนาคารจะไม่ทราบได้อย่างแน่ชัดเลยว่าเดือนหน้าหรือเดือนต่อไป เราจะมีเงินส่วนนี้เท่ากันทุกเดือน ดังนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าเงินส่วนนี้อาจจะไม่ได้อยู่ในการพิจารณาอนุมัติวงเงินของสินเชื่อบ้านก็เป็นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละธนาคารด้วย อย่างไรก็ตามเงินโบนัส หรือค่าคอมมิชชั่นเหล่านี้ ก็สามารถนำไปโป๊ะเพิ่มได้เวลาผ่อนจ่ายจริง ยิ่งช่วยให้ระยะเวลาปลดหนี้สั้นลงได้ด้วย หรือจะนำมาเป็นไว้เป็นเงินออมหรือเงินลงทุนสำหรับนำไปผ่อนดาวน์ สำหรับเพื่อน ๆ ที่ยังไม่ได้ซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมก็ได้เช่นกัน อย่าลืมว่า ยิ่งเราวางเงินดาวน์มากขึ้นเท่าไร่ เงินต้นที่เราจะต้องไปขอสินเชื่อก็จะลดลงตามไปด้วย ดังนั้นโอกาสที่เราจะต้องเสียดอกเบี้ยบ้านก็จะลดลงตามวงเงินกู้ที่ลดลงตามไปด้วยนั่นเอง 

          ซึ่งก็เชื่อเพื่อน ๆ หลายคนก็คงจะเกิดความสงสัยแล้วว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ นอกจากการตอบคำถามที่ว่าทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้แล้ว คำถามต่อมาก็คือ แล้วเราควรจะเก็บเงินขั้นต่ำเท่าไร ถึงจะจ่ายค่าทำสัญญา หรือค่าธรรมเนียมการโอนได้อย่างสบายใจ เริ่มกันทีเรื่องของเงินออมขั้นต่ำเสียก่อน ปกติแล้ววงเงินธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ จะไม่ได้อนุมัติวงเงินเต็มตามราคาบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่เราต้องการจะซื้อ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับโปรโมชันสินเชื่อบ้านขอแต่ละธนาคารพาณิชย์ในตอนนั้นด้วยว่า จะกำหนดวงเงินสินเชื่อไว้เท่าไรของราคาบ้าน แน่นอนว่า ยิ่งธนาคารกำหนดวงเงินอนุมัติไว้สูงเท่าไร ก็ช่วยให้เราไม่ต้องออมเงินเป็นจำนวนมากเท่านั้น อย่างไรก็ตามเพื่อความแน่นอนและเพิ่มโอกาสที่การขอสินเชื่อของเราในครั้งนี้จะผ่านอนุมัติ นั่นก็คือ การคิดเผื่อไว้ในเคสที่เลวร้ายที่สุด เช่น สินเชื่ออนุมัติวงเงิน 80% ของราคาบ้าน หากเพื่อน ๆ จะซื้อบ้านราคา 1 ล้านบาท ก็จะสามารถกู้สินเชื่อบ้านที่มีวงเงินสูงสุด 800,000 บาท นั่นก็หมายความว่า เพื่อน ๆ ต้องมีเงินออมเพื่อเป็นเงินส่วนต่างที่ธนาคารไม่ได้ออกให้ 200,000 บาท เป็นต้น ดังนั้น หากเพื่อน ๆ ยิ่งซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่มีราคาแพงมากขึ้นเท่าไร จึงต้องมีเงินออมมากขึ้นเท่านั้น นั่นเอง

. . . . . . . . . .

2. สำรวจบ้านหรือคอนโดที่อยากจะซื้อ ทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้

          หลังจากที่เพื่อน ๆ ได้สำรวจตัวเองกันมาเรียบร้อยแล้วว่าทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ ก็ลองมาตามต่อกันดูว่าแล้วรายละเอียดอื่น ๆ เกี่ยวกับทรัพย์ที่เราต้องการจะครอบครองเป็นเจ้าของ เช่น บ้านเดี่ยว , ทาวน์เฮ้าส์, คอนโดมิเนียม เป็นต้น ว่าจะมีผลกระทบอะไรต่อการขอสินเชื่อทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ กู้ผ่านง่าย ผ่อนได้สบายใจบ้าง 

ทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้

          ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ที่เคยลงสนามไปดูโครงการจริง ๆ มาแล้ว มักจะพบว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทที่อยู่อาศัยต่าง ๆมักจะประกอบไปด้วย 2 ประเภทหลัก ๆ ยกตัวอย่างเป็นคอนโดมิเนียม เช่น คอนโดมิเนียมกรณี Presale และคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ ซึ่งเพื่อน ๆ ก็คงเกิดคำถามว่าการขอสินเชื่อทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ กู้ผ่านง่าย ผ่อนได้สบายใจ ต้องเตรียมเงินเท่าไรกันบ้าง

          ซึ่งการขอสินเชื่อให้ผ่านง่าย ผ่อนได้สบายใจ หากเป็นคอนโดมิเนียมกรณี Presale จะเป็นโครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่ ซึ่งเราจะยังไม่สามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ในช่วงเวลานี้ เนื่องจากโครงการยังสร้างไม่เสร็จจึงยังไม่สามารถโอนเจ้าของให้กับเราได้ เราจึงไม่สามารถขอสินเชื่อได้ โดยปกติแล้ว ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาของการผ่อนดาวน์ กับทางโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ โดยตรง ดังนั้น หากเพื่อน ๆ ที่กำลังซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมประเภทนี้อยู่แล้วเกิดคำถามว่าควรจะมีเงินเท่าไหร่นั้น ก็คงจะตอบได้ว่าขึ้นอยู่กับโครงการนั้น ๆ จะเป็นผู้กำหนด เช่น 10% ของราคาบ้าน ก็จะเท่ากับว่าต้องผ่อนดาวน์ 100,000 บาท สำหรับทรัพย์ที่มีราคา 1,000,000 บาทนั่นเอง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าทางโครงการจะกำหนดระยะเวลายาวนานเพียงใด เช่น 10 เดือน ก็เท่ากับเพื่อน ๆ จะต้องผ่อนดาวน์ 10,000 บาท ไปตลอดระยะเวลา 10 เดือน นั่นเอง 

คำถามต่อมาก่อนที่จะขอสินเชื่อทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ ก็คือแล้วหากว่าเป็นประเภทคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ เราจะต้องเตรียมเงินเท่าไร ซึ่งหากเป็นกรณีนี้ เพื่อน ๆ สามารถทำเรื่องของสินเชื่อได้เลย โดยไม่ต้องมีการผ่อนดาวน์กับทางโครงการแต่อย่างใด นั่นก็หมายความหมายหากเป็นการซื้อโครงการพร้อมอยู่แล้ว เงินออมหรือเงินทุนที่จำเป็นต้องเก็บไว้นั้น ก็จะขึ้นอยู่กับว่าธนาคารอนุมัติสูงสุดเป็นเท่าไรของราคาอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น เพื่อน ๆ ซื้อคอนโดมิเนียมราคา 2,000,000 บาท โดยธนาคารอนุมัติวงเงินสูงสุด 90%ของราคาทรัพย์ ก็จะเท่ากับว่า ธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อสูงสุด 1,800,000 บาท เราจึงต้องมีเงินส่วนต่างเท่ากับ 200,000 บาท นั่นเอง 

. . . . . . . . . .

3. สำรวจข้อมูลขอสินเชื่อ ทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้

          แน่นอนว่า เมื่อเพื่อน ๆ ได้สำรวจตัวเองกันมาเรียบร้อยแล้วว่าทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ รวมทั้งตัวทรัพย์ที่เราต้องการจะซื้อเองว่าน่าจะต้องใช้เงินทุนหรือเงินออมมากน้อยแค่ไหนแล้ว หากเพื่อน ๆ ต้องการที่จะผ่อนอย่างสบายใจ ก็ควรจะเรียนรู้เรื่อง refinance ด้วยเช่นกัน 

ทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้

          ซึ่งถ้าพูดเรื่องของ Refinance แล้ว รู้หรือไม่ โดยปกติแล้ว การกู้สินเชื่อบ้านกับธนาคารเพื่อมาซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่เราต้องการนั้น ปกติแล้วธนาคารจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยในช่วง 3 ปีแรกไว้ค่อนข้างต่ำ เพื่อเป็นโปรโมชั่นเรียกร้องความสนใจ หลังจากนั้น งวดชำระในปีถัด ๆ ไปจะเป็นไปตามอัตราดอกเบี้ยของธนาคารนั้น ๆ ซึ่งมักจะแพงขึ้นกว่าอัตราดอกเบี้ยของ 3 ปีแรกอย่างมาก ดังนั้น refinance จึงจะเข้ามาช่วยเพื่อน ๆ ให้ได้อัตราดอกเบี้ยถูก เหมือนโปรโมชั่น 3 ปีแรกนั่นเอง 

          นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้คำถามว่าทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ นั่นก็คือ การรู้เรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งโดยปกติแล้ว อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสินเชื่อบ้านมักจะมี 3 ประเภทหลัก ๆ คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ หรือเรียกว่า Fixed Rate Loan ที่มีจุดเด่นคือการเป็นดอกเบี้ยเงินกู้แบบตายตัวไม่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดอายุสินเชื่อ จึงทำให้เพื่อน ๆ ประมาณการดอกเบี้ยจ่ายในแต่ละปีได้ง่าย นอกจากนี้จะมีอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว หรือเรียกว่า Floating Rate Loan ที่มีจุดเด่นคือการเปลี่ยนแปลงไปตามอัตราดอกเบี้ยตามแต่ธนาคารจะกำหนด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงเวลาด้วย แน่นอนว่าข้อดีก็คือดอกเบี้ยของเราอาจจะลดลงในอนาคตก็ได้ ขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นในอนาคตได้เช่นกัน และก็ยังมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบผสม หรือ Mixed Rate Loan ที่มีจุดเด่น คือ การคิดอัตราดอกเบี้ยที่จะผสมผสานทั้งแบบคงที่และแบบลอยตัว นั่นเอง ดังนั้น ดอกเบี้ยไหนที่จะเป็นประโยชน์ต่อสินเชื่อทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ ก็ขึ้นอยู่กับเราเป็นผู้เลือกนั่นเอง 

. . . . . . . . . .

          มาถึงตรงนี้ เพื่อน ๆหลายคนคงจะคลายความสงสัยไปได้แล้วบ้างเกี่ยวกับคำถามสินเชื่อทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ ก็คงจะเห็นแล้วว่า คำตอบนี้เกิดขึ้นจากหลากหลายปัจจัยที่น่าสนใจไม่น้อย ซึ่งนอกจากปัจจัยตัวอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ทั้งในเรื่องของการสำรวจความพร้อมของตนเอง, การสำรวจทรัพย์ที่เราจะซื้อ รวมทั้งรูปแบบสินเชื่ออย่างประเภทสินเชื่อบ้านหรือประเภทดอกเบี้ยสินเชื่อที่เรารู้แล้ว ก็อาจจะยังมีอีกหลากหลายปัจจัยที่ควรคำนึงถึงไม่น้อยเช่น บ้านหรือรถ เราควรซื้ออะไรก่อนดี แน่นอนอว่าเพื่อน ๆ คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน หรือ First Jobber ที่เริ่มทำงานมาไม่นาน หากจะซื้อทั้ง 2 อย่างด้วยการขอสินเชื่อพร้อมกันคงไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งมีการผ่อนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก็ทำให้ความสามารถในการผ่อนจ่ายยากมากขึ้น ดังนั้น วิธีคิดหรือช่องทางหาคำตอบเกี่ยวกับการเป็นหนี้อย่างการขอสินเชื่อที่ง่าย ๆ ที่สุด ก็คงจะหนี้ไม่พ้นการย้อนกลับมาพิจารณาความพร้อมและความจำเป็นที่แท้จริงของตัวเราเอง หรือการพิจารณาทรัพย์สินที่ต้องการจะซื้อคุ้มค่าต่อชีวิตในช่วงเวลานั่นจริงไหม รวมทั้ง การพิจารณาองค์ประกอบของการอนุมติสินเชื่อแบบอย่างที่ได้เกริ่นไปข้างต้น สุดท้ายแล้วเชื่อว่าบทความนี้จะช่วยเพื่อน ๆ ได้คำตอบที่ว่าทำงานกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้อย่างแน่นอน และนี้ก็เป็นบทความ Insight ที่เรามาฝากกัน ที่นี่ก็หายสงสัยกันบ้างแล้วนะ