logo

          หลายคนคงเคยได้เห็นจากข่าวกันบ้างแล้วว่า มีเจ้าของบ้านออกมาโวยว่า บิลค่าไฟแพงผิดปกติมาก บางบ้านพบว่าค่าไฟแพงขึ้นไปเกือบเท่าตัว ทั้ง ๆ ที่การใช้ไฟฟ้าแทบไม่ต่างไปจากเดิม แต่ค่าไฟกลับแพงขึ้นอย่างผิดสังเกต จนกลายเป็น Talk of the Town กันไปแล้วว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่ และต้องการคำตอบชัด ๆ ว่าจริง ๆ แล้วปัญหาค่าไฟแพงผิดปกติ เกิดจากสาเหตุอะไร จากที่การไฟฟ้าออกมาบอกว่า หน้าร้อนหลาย ๆ บ้านอาจจะใช้ไฟฟ้ามากขึ้น แต่นี่ก็ผ่านหน้าร้อนมานานแล้ว บิลค่าไฟก็ยังสูงขึ้นเหมือนเดิม แบบไม่มีท่าทีที่จะลดลงเลย วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันว่า ค่าไฟที่แพงมากขึ้นนั้นเพราะอะไร เป็นเพราะเรา Work From Home หรือไม่? หรือหากบิลค่าไฟฟ้ายังสูงเกินความเป็นจริง จะทำอย่างไรได้บ้างกับปัญหาค่าไฟแพงผิดปกติ

. . . . . . . . . . .

สาเหตุที่ค่าไฟแพงผิดปกติ เกิดจากอะไร

          สาเหตุที่ค่าไฟแพงผิดปกติ ถึงแม้ว่าเราจะใช้ไฟไม่ต่างจากเดิม มีด้วยกันหลายปัจจัยที่เป็นตัวแปร เช่น สถานการณ์จากไวรัสระบาด ที่ทำให้เราต้องอยู่บ้านกันมากขึ้น หรือการไฟฟ้าคิดค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า ทำให้หน่วยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เพราะยิ่งใช้ไฟมาก ยิ่งมีค่าใช้จ่ายสูง รวมไปถึงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละชนิดที่กินไฟต่างกัน เราลองมาดูสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ค่าไฟแพง

เครื่องใช้ไฟฟ้า อาจทำให้ค่าไฟแพงผิดปกติ

          หลายคนต้องอยู่บ้านมากขึ้น หรือต้องปรับเปลี่ยนการทำงานมาเป็นการ Work From Home มากขึ้น ทำให้การใช้ไฟเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน อย่างเช่น เปิดแอร์หรือพัดลมเพิ่มขึ้นในเวลากลางวัน ทำให้มีอัตราการใช้ไฟมากกว่าปกติ แต่อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ เราใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นด้วย ใช้เครื่องปรับอากาศอยู่แล้ว แต่ซื้อพัดลมไอน้ำ กับเครื่องฟอกอากาศมาเพิ่ม หรือหากอยู่บ้านบ่อย ๆ ก็ต้องทำอาหารมากขึ้น อัตราการใช้ไฟจากไมโครเวฟหรือตู้เย็น ก็สูงขึ้นตามกันไป ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าไฟแพงผิดปกติได้

ค่าไฟแพงผิดปกติ จากการคิดค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า

          การคิดค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับบ้านพักอาศัย และกิจการขนาดเล็ก หมายถึงหากเราใช้ไฟมากเท่าไหร่ อัตราค่าไฟก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง เรียกว่าใช้มากขึ้น ก็ต้องจ่ายมากขึ้นตามการใช้จริง โดยอัตราหน่วยการเก็บค่าไฟต่อการใช้งานคือ 

  • หน่วยที่ 0-150 อัตราหน่วยละ 2.7628 บาท
  • หน่วยที่ 250 ขึ้นไป อัตราหน่วยละ 3.7362 บาท
  • หน่วยที่ 400 ขึ้นไป อัตราหน่วยละ 3.9361 บาท
  • หรือหากเป็นบ้านที่ใช้ไฟแบบ 3 เฟส จะคิดค่าไฟแบบ Time of use Tariff (TOU) โดยเป็นการคิดค่าไฟต่อหน่วยตามช่วงเวลาการใช้งาน
  • ช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (On Peak) ระหว่างเวลา 09.00-22.00 น. ของวันทำงาน (จันทร์-ศุกร์) 
  • อัตราค่าไฟฟ้า 5.2674 บาทต่อหน่วย
  • ช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ (Off Peak) ระหว่างเวลา 22.00-09.00 น. ของวันทำงาน (จันทร์-ศุกร์) และช่วงเวลาระหว่าง 00.00-24.00 ของวันเสาร์-อาทิตย์
  • อัตราค่าไฟฟ้า 2.1827 บาทต่อหน่วย
  • วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ คิดอัตรา Off Peak

          การคิดค่าไฟฟ้าจะนำหน่วยเหล่านี้มาคูณ พร้อม ๆ ค่าบริการ ค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) ส่วนลดค่าไฟ และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ดังนั้น การใช้ไฟมากขึ้น ก็อาจเป็นสาเหตุค่าไฟแพงผิดปกติได้เช่นกัน ทั้งนี้ ค่า FT ที่เรียกเก็บ การไฟฟ้าจะมีปรับเปลี่ยนทุก ๆ 4 เดือน โดยกำหนดให้ค่า FT เป็นอัตราคงที่ต่อหน่วยการใช้พลังงานไฟฟ้า

หน้าร้อน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงขึ้น

          สาเหตุยอดฮิตที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ค่าไฟแพงผิดปกติ เพราะใช้ไฟฟ้ามากขึ้น จากการที่อุณหภูมิในหน้าร้อนสูงขึ้น โดยเฉพาะกับบ้านหรือคอนโดที่เปิดแอร์เป็นประจำ เพราะอุณหภูมิจากภายนอก ยิ่งสูงมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าเราจะตั้งอุณหภูมิความเย็นเท่าเดิมก็ตาม จากข้อมูลสถิติของการไฟฟ้า หน่วยการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยจะสูงขึ้นในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน ซึ่งสอดคล้องกับค่าอุณหภูมิเฉลี่ยในหน้าร้อน

มีการเก็บค่าไฟสูงเกินจริง 

          สำหรับ ค่าไฟแพงผิดปกติ อาจเกิดขึ้นได้ในกรณี หากเราอาศัยอยู่อพาร์ทเมนท์ ห้องเช่า หรือหอพักที่มีการคิดอัตราค่าไฟฟ้าสูง เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดบังคับใช้ เพราะเจ้าของหรือผู้ประกอบการ อาจจะอ้างว่าต้องแบกรับภาระด้านอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น เจ้าของตึกหรือผู้ประกอบการหอพัก มีการติดมิเตอร์ไฟแยกแต่ละห้องเอง จึงได้เรียกเก็บค่าไฟจากผู้เช่าตามที่เขียนไว้ในสัญญา หรือคิดค่าเช่าห้องในราคาไม่แพง จึงต้องมาคิดเพิ่มจากราคาค่าน้ำค่าไฟ หรือค่าบริการในส่วนอื่นแทน

มาตรการลดค่าไฟจากภาครัฐ

          เชื่อหรือไม่ว่ามาตรการลดค่าไฟของภาครัฐ ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าไฟแพงผิดปกติได้เช่นกัน โดยเฉพาะกรณีที่หลาย ๆ คนสงสัยว่า อัตราการใช้ไฟน้อยกว่า หรือแทบไม่ได้ต่างไปจากเดิม แต่กลับต้องจ่ายค่าไฟเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ทั้ง ๆ ที่มีมาตรการลดค่าไฟ อาจมีสาเหตุดังนี้ 

  • หากเราใช้ไฟเกิน 150 หน่วย แต่น้อยกว่าหรือเท่ากับค่าไฟฟ้าในเดือนเมษายน 2564 จะคิดค่าไฟตามจริง
  • หากเราใช้ไฟมากกว่าค่าไฟเดือนเมษายน 2564 แต่ใช้ไม่เกิน 500 หน่วย จะคิดค่าไฟเท่ากับเดือนเมษายน 2564
  • หากเราใช้ไฟมากกว่าเดือนเมษายน 2564 ตั้งแต่ 500 – 1,000 หน่วย จะคิดค่าไฟเท่ากับเดือนเมษายน 2564 แต่จะบวกส่วนเกินอีก 50%
  • หากเราใช้ไฟมากกว่าค่าไฟเดือนเมษายน 2564 ตั้งแต่ 1,000 หน่วยขึ้นไป จะคิดค่าไฟเท่ากับเดือนเมษายน 2564 แต่บวกส่วนเกินอีก 70%

. . . . . . . . . . .

วิธีแก้ปัญหาค่าไฟแพงผิดปกติ

          ปัญหารวม ๆ ของการใช้ไฟฟ้า ที่เราได้กล่าวไว้ด้านบน อาจจะมาจากปัจจัยหลาย ๆ ด้านที่เกี่ยวเนื่องกัน ที่ทำให้เราต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม หากถามถึงการแก้ปัญหาค่าไฟแพงผิดปกติทำไงกันดี ก็คงต้องเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เช่น หากอยู่บ้านหรืออยู่ห้อง ควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟ รวมไปถึงการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกวิธีด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

1. ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม

          ตามคำแนะนำของการไฟฟ้านครหลวง บอกเอาไว้ว่า การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ประหยัดที่สุด ควรตั้งไว้ที่อุณหภูมิประมาณ 25 -26 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะกับสภาพร่างกาย และควรเปิดพัดลมแอร์ในระดับปกติ เพราะคอมเพรสเซอร์แอร์จะทำงานไม่หนัก แต่หากรู้สึกว่าอากาศยังร้อนเกินไป ก็ควรเปิดพัดลมเพื่อช่วยให้อากาศหมุนเวียน เพิ่มความเย็น หรืออาจจะใช้เครื่องลดความชื้น (Dehumidifier) ช่วย ที่สำคัญควรตั้งเวลาปิดแอร์ทุกครั้ง 

2. ล้างแอร์เป็นประจำ

          การเปิดเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ ทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นละออง พอใช้ไปนาน ๆ เข้า การปรับอากาศก็จะมีประสิทธิภาพลดน้อยลง ทำให้แอร์ไม่เย็น ทำงานหนักมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุค่าไฟแพงผิดปกติ การล้างแอร์ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ ควรต้องล้างอย่างน้อย 6 เดือนต่อครั้ง หรือ 2 - 3 ครั้งต่อปี เพื่อทำให้ตัวเครื่องและคอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานได้ดีมากขึ้น การล้างแอร์ตามกำหนดเวลา จะช่วยประหยัดค่าไฟได้มาก 5% - 7% ต่อปี

3. ไม่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกันหลาย ๆ เครื่อง

          การอยู่บ้านบ่อยขึ้น อาจจะมีทั้งการทำงานและพักผ่อนไปพร้อม ๆ กัน ยิ่งเป็นครอบครัวใหญ่ ๆ สมาชิกหลายคน ก็ยิ่งมีอุปกรณ์ไฟฟ้ามากขึ้นตามกันไป หรือบางคนทำงานไปด้วย เปิดเครื่องปรับอากาศแล้ว อาจจะดูหนังฟังเพลงไปด้วย หรือแต่ละห้องเปิดโทรทัศน์พร้อมกัน เสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเวลาเดียวกัน ใช้คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเกม เครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น รีดผ้า ฯลฯ และทางที่ดีหากไม่ได้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว ควรถอดปลั๊กหรือปิดสวิตช์ทุกครั้ง เพื่อตัดวงจรไฟการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้า ในปริมาณที่มากเกินไปนั้น จะมีผลทำให้ค่าไฟแพงผิดปกติไปจากเดิม ก็เป็นได้

4. อย่าปล่อยให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานหนักเกินไป

          การที่เราอยู่บ้านบ่อย ๆ หรือสมาชิกในครอบครัวอยู่บ้านพร้อมกันมากขึ้น การเปิด-ปิดประตูตู้เย็น ก็มีบ่อยครั้งมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะส่วนใหญ่ของกินจะเก็บไว้ในตู้เย็น ทำให้ต้องเปิดปิดตู้เย็นบ่อย ๆ นั่นเอง ซึ่งรวมไปถึงการที่แช่อาหารในตู้เย็น ในปริมาณที่มากขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ตู้เย็นทำงานหนัก อาจมีผลทำให้ค่าไฟแพงผิดปกติได้ ที่สำคัญต้องคอยตรวจเช็กขอบยางตู้เย็นด้วยว่า เสื่อมสภาพไปบ้างหรือเปล่า ส่งผลให้ปิดประตูตู้เย็นไม่สนิท จนทำให้ตู้เย็นกินไฟมากขึ้น หรือหากใช้เครื่องซักผ้า ก็ไม่ควรใส่ผ้าลงไปซักในเครื่องมากเกินไป เพราะมอเตอร์ทำงานหนัก จะกินไฟมากขึ้น

 

5. เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED

          อีกสาเหตุที่เราอาจมองข้ามไปคือ การที่เราต้องเปิดไฟบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ตาม หากเรายังใช้หลอดไฟรุ่นเก่า ๆ อาจจะมีผลทำให้ค่าไฟแพงผิดปกติได้เช่นกัน เพราะหลอดไฟรุ่นเก่านั้นค่อนข้างมีอัตราสิ้นเปลืองไฟค่อนข้างสูง หากเป็นไปได้ควรเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED เพราะเป็นหลอดไฟที่กินไฟน้อยมาก ๆ แถมยังไม่สร้างอุณหภูมิความร้อน ช่วยให้บ้านเย็นขึ้น เท่ากับเป็นการช่วยลดค่าไฟได้ถึงสองทาง 

6. นั่งเล่นหรือนั่งทำงานห้องเดียวกัน

          การต้องอยู่บ้านในเวลากลางวันพร้อมกันมากขึ้น ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าไฟแพงผิดปกติได้ เช่น แยกห้องกันทำงาน ทำให้เปิดแอร์คนละห้อง เปิดโทรทัศน์คนละเครื่อง ทำให้ต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าพร้อม ๆ กัน หากเป็นไปได้ควรเปิดเครื่องปรับอากาศให้น้อยที่สุด แล้วปรับเปลี่ยนมานั่งทำงานห้องเดียวกัน หรือเปิดแอร์ห้องนั่งเล่นแค่ห้องเดียวในเวลากลางวัน การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าร่วมกัน ก็จะเป็นทางเลือกที่ดี ที่ช่วยประหยัดค่าไฟลงได้มาก

7. ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ช่วยประหยัดพลังงาน

          การเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ที่มีฉลากประหยัดไฟ รวมไปถึงการหมั่นคอยดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดีอยู่เสมอ เป็นอีกทางที่ช่วยให้ประหยัดค่าไฟได้มากทีเดียว หากต้องซื้อเครื่องไฟฟ้าชิ้นใหม่เข้าบ้าน ควรดูถึงขนาดกำลังไฟ และความเหมาะสมต่อการใช้งาน รวมไปถึงมีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 

. . . . . . . . . .

ค่า FT มาจากอะไร

          หลายคนสงสัยว่าค่า FT คืออะไร ทำไมเราต้องเป็นผู้จ่ายค่า FT ที่ปรากฏอยู่ในบิลค่าไฟฟ้า ย่อมาจาก Fuel Adjustment Charge (at the given time) เกิดมาจากการคิดค่าพลังงานไฟฟ้า จากต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าด้านต่าง ๆ เช่น การก่อสร้างโรงงานไฟฟ้า ค่าเสาไฟฟ้า ค่าสายไฟฟ้า ค่าบำรุงรักษา ค่าเชื้อเพลิง ฯลฯ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ เช่น ค่าบริหารจัดการ ค่าซื้อไฟฟ้า ค่าต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกนำมาคำนวณตามหลักเกณฑ์สากล เพื่อส่งเสริมการใช้ไฟอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการนำไปช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านพักอาศัย ที่มีปริมาณการใช้ไฟน้อย โดยการคิดอัตราค่าไฟก้าวหน้า มีการจำกัดไม่ให้สูงไปกว่าหน่วยละ 4.4217 บาท 

. . . . . . . . . .

หากพบว่าค่าไฟแพงผิดปกติทำอย่างไรได้บ้าง

          หากได้รับบิลค่าไฟแล้วรู้สึกว่า ค่าไฟตามใบแจ้งหนี้ ค่าไฟฟ้าที่ใช้ ยังรู้สึกว่าค่าไฟแพง หรือไม่ตรงกับที่ตรวจสอบหน่วยการใช้ไฟฟ้าจากเครื่องวัด หรือคิดว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง สามารถแจ้งไปยังการไฟฟ้า เพื่อให้ตรวจสอบข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ เพราะอาจเป็นไปได้ว่า เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของมิเตอร์ไฟฟ้า เลขหน้ามิเตอร์ไม่ถูกต้อง หรือจากระบบของการไฟฟ้า หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นจริง การไฟฟ้าจะจ่ายเงินชดเชยคืนให้ สามารถแจ้งได้ที่ช่องทางดังต่อไปนี้ 

. . . . . . . . . .

          สำหรับค่าไฟแพงผิดปกติอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุต่าง ๆ แต่การใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้า และหมั่นคอยตรวจตราดูแลให้ดีอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราประหยัดค่าไฟได้ ยิ่งในสถานการณ์ที่ต้อง Social Distancing ทำงานอยู่กับบ้านด้วยแล้ว การประหยัดไฟยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจมาก ๆ แต่หากพบว่าค่าไฟแพงผิดจากการใช้งานจริง ก็สามารถแจ้งเรื่องไปที่การไฟฟ้าได้โดยตรง เพื่อให้มาตรวจสอบให้แน่ชัดว่า เกิดปัญาหาตรงไหน ทําไมค่าไฟแพงผิดปกติ