logo

          เพื่อน ๆ เคยมีความสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า ที่เขาบอกว่า ประเทศไทยจะเป็น "สังคมสูงวัย" แล้วมันจะเริ่มต้นเมื่อไร หรือมันจะสิ้นสุดเมื่อไร และส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง ต้องบอกว่าเรื่องนี้ แม้เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวเรา เพราะด้วยอายุของเราที่ยังไม่มาก หรือพูดได้ว่ายังอยู่ในวันหนุ่มสาวซึ่งเป็นวัยที่ยังมีพละกำลังในการทำงาน ซึ่งกว่าจะถึงวัยเกษียณอายุหรือกว่าจะมีอายุ 60 ปีขึ้นนั้นก็ยังมีเวลาเหลืออีกมาก จึงไม่ใช่เรื่องที่จะน่าแปลกใจอะไร หากเพื่อน ๆ หลายคนนั้นอาจจะยังไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องสังคมสูงวัย

. . . . . . . . . .

          อย่างไรก็ตาม หากเพื่อน ๆ ลองเปิดใจมองอีกมุมหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวอย่างน้อย ๆ ก็เช่น สมาชิกในครอบครัว ต้องยอมรับว่าสังคมไทยก็ยังมีครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่ยังคงเป็นครอบครัวใหญ่และอาศัยอยู่รวมกันในหลากหลายช่วงวัย เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวที่แสนอบอุ่นและอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อแม่ มาจนถึงรุ่นเพื่อน ๆ ที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ทีนี้ก็เชื่อว่า เพื่อน ๆ หลานคนคงอยากจะลองทำความเข้าใจกันดูเสียหน่อยแล้วว่า สังคมสูงวัยที่ว่านี้ จะส่งผลต่อครอบครัวเรา ไปจนถึงผลกระทบในระดับประเทศกันอย่างไรบ้าง ดังนั้น หากเพื่อน ๆ พร้อมแล้ว บทความนี้จะพาเดินทางไปหาคำตอบกัน เราไปอ่านรายละเอียดกันเลย

สูงอายุ

สังคมสูงวัย คืออะไร ?

          เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะยังดูงง ๆ และสับสนว่าในสังคมไทยก็น่าจะมีคนหลากหลายวัยเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แล้วทำไมจึงมีคำว่าสังคมสูงวัย ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตด้วย ดังนั้นเพื่อให้เพื่อนเกิดความเข้าใจตรงกัน ก็คงต้องอธิบายเสียก่อนว่า จากข้อมูลที่เปิดเผยของกรมกิจการผู้สูงอายุ หรือ Department Of Older Persons (DOP) ได้อธิบายว่า ‘สังคมสูงวัย’ จะเป็นสังคมที่มีสัดส่วนของผู้สูงอายุหรือประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่กำลังมีขนาดเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันจำนวนประชากรในวัยทำงานมีก็ขนาดลดน้อยลง และยังมีสัดส่วนของอัตราการเกิดน้อยลงด้วยเช่นกัน นั่นก็หมายความว่า ไม่ว่าจะเพื่อน ๆ จะเดินทางไปที่ไหนในประเทศไทย ก็จะมีโอกาสพบเจอผู้สูงวัยมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็มีโอกาสที่เราจะเจอคนไทยวัยหนุ่มสาวซึ่งเป็นวัยทำงาน รวมทั้ง เยาวชนเด็กน้อยต่าง ๆ ได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

          อย่างไรก็ตามใช่ว่าสังคมสูงวัยที่ว่านี้ จะมีให้เพื่อน ๆ พบเจอเพียงแค่แบบด้วย เพราะจริง ๆ แล้วเขายังมีคำจำกัดความที่ใช้เรียกสังคมสูงวัยที่ต่างกันด้วย อย่างน้อย ๆ ก็อาจจะช่วยให้เพื่อน ๆ พอทำใจรับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้

          ทีนี้เพื่อน ๆ ก็คงจะเกิดความสงสัยแล้วว่า แบบไหนที่เรียกว่า “สังคมสูงวัย” แล้วต้องมีจำนวนประชากรสูงวัยเท่าไร ซึ่งจากการหาข้อมูล โดยอ้างอิงข้อมูลจาก United Nations World Population Ageing นั้นจะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก

สังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society

           ซึ่งก็คือ ลักษณะสังคมที่จะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วนเท่ากับหรือมากกว่า 10% ขึ้นไป ในพื้นที่เดียวกัน หรือลักษณะสังคมที่จะมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วนเท่ากับหรือมากกว่า 7% ขึ้นไป ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อน ๆ อาจจะมองไม่เห็นภาพ ถ้าเราพูดเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ลองมองในอีกมุมที่จะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นก็คือ สมมติว่าเพื่อน ๆ ไปข้างนอกเจอผู้คน 100 คน เพื่อน ๆ จะพบเจอคนที่เป็นผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 10 คน หรืออาจจะเจอผู้สูงวัยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 7 คนนั่นเอง

สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ หรือ Aged Society

          ซึ่งก็คือ ลักษณะสังคมที่จะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วนเท่ากับหรือมากกว่า 20% ขึ้นไป ในพื้นที่เดียวกัน หรือลักษณะสังคมที่จะมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วนเท่ากับหรือมากกว่า 14% ขึ้นไป ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งถ้าอธิบายให้ภาพจริงง่าย ๆ ก็คือ สมมติว่าเพื่อน ๆ ไปข้างนอกเจอผู้คน 100 คน เพื่อน ๆ จะพบเจอคนที่เป็นผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 20 คน หรืออาจจะเจอผู้สูงวัยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 14 คนเลยทีเดียว

. . . . . . . . . .

สังคมสูงวัย Aging society เกิดขึ้นในประเทศไทย แล้วเกิดขึ้นที่ไหนอีกบ้าง ?

          เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะมีคำถามเกิดขึ้นว่าประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเหมือนกับประเทศไทยนั้นจะเป็นที่ใดบ้าง ซึ่งหากอ้างอิงข้อมูลประชากรสูงอายุไทย จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสังคมสูงวัยไว้ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว และก็ยังมีข้อมูลสังคมผู้สูงวัยในประเทศต่าง ๆ ด้วย ซึ่งจากข้อมูลด้านดัชนีการสูงวัยของประเทศในอาเซียน พบว่า

สูงอายุ

ประเทศญี่ปุ่น กลายเป็นสังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด หรือ Super Aged Society ตั้งแต่ปี 2556

ประเทศเกาหลีใต้ กลายเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ หรือ Completed Aged Society ตั้งแต่ปี 2556

ประเทศจีน, ประเทศสิงคโปร์, ประเทศไทย กลายเป็นสังคมผู้สูงวัย หรือ Aged Society ตั้งแต่ปี 2556

          ซึ่งต้องบอกเลยว่าเมื่อก่อนในอดีตนั้น ประเทศไทยเรามีจำนวนการเกิดมากกว่า 1 ล้านคนในช่วงปี 2506 - 2556 ซึ่งอัตราการเจริญพันธุ์รวมอยู่ที่ 4.9 อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือผู้หญิง 1 คนจะมีลูกเฉลี่ย 5 คนได้เลยทีเดียว แต่ถ้ามองไปในอนาคตอย่างในปี 2576 กลับถูกคาดการณ์ว่า ประเทศไทยเราจะมีจำนวนการเกิดลดลงเหลือเพียง 600,000 คน และอัตราการเจริญพันธุ์รวมอยู่ที่ 1.3 หรืออธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือผู้หญิง 1 คนจะมีลูกเฉลี่ยเพียง 1 คนเท่านั้นเอง

          เพื่อน ๆ ก็น่าจะเห็นภาพแล้วว่าในอนาคตโอกาสการเกิดจะลดลงมากแค่ไหน ส่วนคนวัยหนุ่มสาวในตอนนี้อย่างเพื่อน ๆ เอง ก็ต้องยอมรับว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า เราก็กำลังเดินทางเข้าสู่วัยชราแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่สำคัญก็คืออายุของเราอาจจะยืนยาวกว่าผู้สูงวัยในอดีตอีกด้วย เพราะจากการคาดการณ์ในช่วงปี 2568 - 2573 พยากรณ์ไว้ว่า ประชากรชายจะมีอายุยืนยาวเฉลี่ย 75.96 ปี และประชากรหญิงจะมีอายุยืดยาวเฉลี่ย 82.66 ปี ซึ่งก็เป็นค่าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นไม่น้อยเลยหากเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในปัจจุบันที่พบว่า ประชากรชายจะมีอายุยืนยาวเฉลี่ย 71.93 ปี และประชากรหญิงจะมีอายุยืดยาวเฉลี่ย 78.82 ปี

สังคมสูงอายุ

          เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะมองการที่ผู้สูงวัยในอนาคตจะมีอายุที่ยืนยาวขึ้นเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าลืมวัยชราเป็นวัยที่ไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงชีพได้ จำเป็นอย่างมากที่เพื่อน ๆ จะต้องหันไปพึ่งพาลูกหลานหรือคนในครอบครัว ซึ่งหากคนในครอบครัวพร้อมที่จะดูแลกันไปเรื่อย ๆ ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่อย่าลืมว่าหากครอบครัวใดที่ไร้ลูกหลานมาคอยดูแล ด้วยแรงของคนชราที่นับวันก็จะอ่อนแรงไปเรื่อย ๆ ไม่สามารถออกไปทำงานไปเหมือนกับคนในวัยหนุ่มสาว ดังนั้นเงินทองที่เคยสะสมมาทั้งชีวิตก็ต้องทยอยนำออกมาใช้จ่ายในการดำรงชีวิตไปในแต่ละวัน ยิ่งถ้าโชคร้ายกลายเป็นโรคที่ต้องรักษาระยะยาว หรือประสบอุบัติเหตุทางร่างกาย เงินทองที่เก็บออมมาทั้งชีวิตก็คงลดหายไปได้ง่าย ๆ ทีนี้ เพื่อน ๆ ก็คงจะเห็นภาพแล้วว่า การมีอายุที่ยืดยาวมากเกินไปก็อาจจะไม่ใช่เรื่องน่ายินดีก็เป็นได้

. . . . . . . . . .

แล้วสังคมผู้สูงอายุ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยทั่วไปจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง ?

          หากเพื่อน ๆ ตั้งคำถามว่า สำหรับประเทศไทย จะเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง ที่เป็นผลกระทบมาจากสังคมสูงวัย เรื่องใกล้ตัวง่าย ๆ เลยก็คือ จำนวนคนทำงานจะน้อยกว่าจำนวนคนที่ไม่สามารถทำงานได้ เพราะอย่าลืมว่าการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ นั้น ส่วนหนึ่งก็จำเป็นที่จะต้องนำมาจากการเก็บภาษีของประชากรในประเทศ สังเกตง่าย ๆ เวลาเพื่อนทำงานประจำ เมื่อถึงสิ้นเดือนก็จะได้รับเงินเดือน ซึ่งส่วนหนึ่งของเงินเดือนเราก็จะถูกหักภาษีเงินได้ออกไป ทีนี้หากเป็นกลุ่มคนสูงวัยที่ไม่ได้ทำงาน ก็ย่อมจะไม่มีรายได้ ทำให้เก็บภาษีไม่ได้ตามไปด้วย ขณะเดียวกันภาครัฐเองก็ยังมีสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับผู้สูงวัย เช่น เบี้ยยังชีพ เป็นต้น เท่ากับว่าภาครัฐของสังคมสูงผู้วันก็จะเกิดภาพรวมที่มองเห็นง่าย ๆ ก็คือ การเก็บภาษีเงินได้น้อยลง แต่กำลังจะมีรายจ่ายในภาคประชาชนมากขึ้น 

สูงอายุ คนแก่

          ซึ่งนอกจากภาครัฐจะได้รับผลกระทบจากสังคมสูงวัยแล้ว ภาคธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเองก็น่าจะได้รับผลกระทบไปไม่น้อยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาขาดแคลนแรงงานหรือบุคลากรทำงานต่าง ๆ ซึ่งนอกเหนือกจากภาคการผลิตหรือบริการแล้ว ในมุมของผู้บริโภคเอง ก็จะมีกำลังการใช้จ่ายที่ลดน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งก็อาจจะส่งผลต่อการหมุนเวียนเศรษฐกิจที่ไม่คล่องตัวเช่นเดิมเหมือนกันสังคมที่มีคนวัยหนุ่มสาวเยอะ ๆ

          ส่วนทางออกของเรื่องนี้ หากเรามองว่าเรากำลังจะเป็นผู้สูงวัยในอีกไม่ช้า หรือแม้จะยังเหลือเวลาให้เตรียมตัวอีกมาก แต่ก็ไม่ควรประมาทเป็นอย่างยิ่ง หากเพื่อน ๆ คนไหนกำลังกังวลใจในเรื่องของเงินทองหลักเกษียณ ก็ควรทำใจไว้เลยว่าอนาคตเราอาจจะกลายเป็นผู้สูงวัยที่มีอายุยืนยาวกว่าค่าเฉลี่ยก็ได้ เท่ากับว่าเราต้องเตรียมเงินเผื่อสำรองสำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณไว้ให้พร้อม เพราะนอกจากอายุที่ยืดยาวแล้ว อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี ก็จะทำให้ราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ ในอนาคตแพงกว่าในปัจจุบันด้วย นอกจากนี้ยังมีอีกค่าใช้จ่ายที่สำคัญที่ไม่ว่าจะแข็งแรงแค่ไหนก็ต้องเจออย่าง ค่ารักษาพยาบาล อีกด้วย

          ดังนั้น เรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ นอกจากการใช้ชีวิตในวัยหนุ่มสาวให้คุ้มค่าและเป็นในแบบที่เพื่อน ๆ ต้องการแล้ว ก็ไม่ควรลืมเก็บออมเงินหรือวางแผนทางการเงินและการใช้ชีวิตในวัยเกษียณของตนเองให้พร้อมไว้เสียด้วย

          และอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เพื่อน ๆ จะมองข้ามไปไม่ได้ก็คือ บ้านสำหรับคนสูงวัยควรเป็นอย่างไร เพราะอย่าลืมว่าการใช้ชีวิตในวัยชราคงจะไม่เหมือนการใช้ชีวิตในวัยหนุ่มสาว ตัวอย่างองค์ประกอบในบ้านที่สำคัญต่อการเคลื่อนที่ของผู้สูงวัยก็เช่น 

  • บ้านหรือคอนโดเพื่อผู้สูงอายุไม่มีความต่างระดับเป็นอุสรรคในการเคลื่อนที่ของผู้สูงวัย
  • มีราวจับในห้องน้ำ ช่วยผู้สูงวัยในการพยุงตัวลุกหรือนั่ง
  • ประตู ไม่ควรจะธรณีประตู เพราะมีความเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
  • มีทางลาดเข้าออกบ้าน หรือพื้นที่ต่าง ๆ ภายในบ้าน เพื่อให้สะดวกในการเคลื่อนที่ของผู้สูงวัยในกรณีนั่งรถเข็น
  • การจัดหรือออกแบบห้องนอนเพื่อผู้สูงอายุ ที่สามารถลุก หรือมีอากาศ แสงสว่างถ่ายเทที่สะดวก

ออกแบบพื้นที่ผู้สูงอายุ

          ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างองค์ประกอบของบ้านที่มีผู้สูงวัยอาศัยอยู่ที่เราควรให้ความสำคัญ เพราะอย่าลืมว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผู้สูงวัยก็คือ ความประมาทที่ไม่รู้จะเกิดขึ้นเมื่อไร และอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สำหรับเพื่อน ๆ ที่รู้สึกและมีความเข้าใจแล้วว่า ทำใมการเตรียมตัวเข้าสู่สังคมสูงวัย การมองเห็นวัยชราของตนเองเป็นเรื่องสำคัญ และต้องการบ้านที่ถูกออกแบบพร้อมรอบรับสำหรับวัยชรา ก็สามารถค้นหาแบบบ้านฟรีได้จากองค์กรภาครัฐที่เกี้ยวข้องกันได้เลย

สุดท้ายนี้

          เพื่อน ๆ อาจจะรู้สึกกว่า สังคมผู้สูงวัย กลายเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีเลยหากจะเกิดขึ้นจริง ๆ ทั้งกับตนเรา ครอบครัว หรือแม้แต่ภาพรวมระดับประเทศ แต่อย่าลืมว่าทุกสิ่งบนโลกนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียซ่อนอยู่เสมอ แม้เพื่อน ๆ จะเริ่มเห็นและเข้าใจสิ่งที่เป็นข้อเสียของสังคมสูงวัยกันมาบ้างแล้ว แต่ก็ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้ว ข้อดีของสังคมสูงวัยที่ซ่อนอยู่ก็มีไม่น้อย 

ยกตัวอย่างเช่น

          ปกติแล้ว คนที่มีบทบาทในสังคมมักจะเป็นคนวัยทำงาน และบทบาทก็จะลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ เมื่อเข้าสู่วัยชรา ซึ่งการถูกมองว่ามีบทบาทน้อยลงย่อมส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้สูงวัยอยู่ไม่น้อย เพราะรู้สึกไม่ภาคภูมิใจในตนเองเหมือนอย่างเก่า แต่สิ่งที่เพื่อน ๆ น่าจะเคยเห็นมาในหลากหลายประเทศที่มีลักษณะเป็นสังคมผู้สูงวัยก็คือ การเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยกลับมาทำงานได้บ้างในบางตำแหน่ง เช่น แม่บ้าน, แคชเชียร์ เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะช่วยให้ผู้สูงวัยกลับมามองเห็นคุณค่าในตนเองแล้ว ก็ยังเป็นช่องทางรายได้ในการเลี้ยงอีกด้วย 

. . . . . . . . . .

          นอกจากนี้ ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งที่น่าจะเป็นข้อดีของการที่ประเทศนั้น ๆ เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ก็คือ การพัฒนาด้าน เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานที่หายไป ไม่ว่าจะเป็นในภาคการเกษตร, ภาคโรงงานการผลิต หรือแม้ว่าภาคบริการ ที่เริ่มเห็นหลากหลายร้านอาหารเริ่มใช้หุ่นยนต์เข้ามาทำหน้าที่เสิร์ฟอาหาร หรือประกอบการทำอาหารมากขึ้น เรียกได้ว่า จุดเริ่มต้นที่ดีด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะสังคมสูงวัย นั่นเอง แล้วเพื่อน ๆ มองว่า สังคมสูงวัยยังมีข้อดีอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง